Brownout ไม่ได้หมดแรง แต่หมดรัก (ในงาน) สังเกตอาการยากกว่า Burnout มีแนวโน้มลาออกปุบปับ

Brownout ไม่ได้หมดแรง แต่หมดรัก (ในงาน) สังเกตอาการยากกว่า Burnout มีแนวโน้มลาออกปุบปับ

เช็กอาการ! คุณกำลังอยู่ในภาวะ ‘Brownout’ ไม่ได้หมดแรง แต่หมดรัก (ในงาน) อยู่หรือเปล่า?

KEY

POINTS

มีการพูดคุยและหาทางแก้ปัญหามามากมาย ยามที่คนทำงานเกิดอาการ ‘Burnout’ หรือ ‘ภาวะหมดไฟ’ ซึ่งเป็นเรื่องของความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจ 

แต่อีก ‘ภาวะหมด’ ที่เป็นอีกรูปแบบความเครียดของคนทำงาน และกำลังเกิดขึ้นกับคนทำงานจำนวนมาก ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ นั่นคือ ‘Brownout’ หรือ ‘ภาวะหมดใจ’ 

แปลเป็นไทยแล้วฟังดูเหมือน ‘คนช้ำรัก’ แต่รากศัพท์จริง ๆ คำว่า Brownout มาจากคำที่ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยใช้อธิบายกรณีแรงดันไฟฟ้าที่ลดลงจนทำให้ไฟสลัวหรือกะพริบ 

แต่ในโลกของการทำงาน คำว่า Brownout ใช้กล่าวถึงพนักงานที่ไม่อยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมใด ๆ ในงาน หมดสิ้นความสนใจ และแรงกระตุ้นใด ๆ 

‘ดร.ฟรองซัวส์ โบแมน’ ผู้เขียนหนังสือด้านจิตวิทยาการทำงาน ‘Le brown-out: Quand le travail n’a plus aucun sens’ อธิบายว่า Brownout เป็นความเหนื่อยหน่ายในบุคคลที่มองว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่ดูไร้สาระ ซึ่งแตกต่างจาก Burnout ที่มีอาการต่าง ๆ ชัดเจน ในขณะที่ Brownout จะแสดงอาการเงียบ ๆ นำไปสู่การลาออกปุบปับ 

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ฝ่ายเอชอาร์หรือผู้จัดการต้องใส่ใจคือการพูดคุยกับพนักงานที่มีปัญหา Brownout และทำให้งานของพวกเขาเหล่านั้นมีความหมาย 

แต่ก่อนจะไปลงรายละเอียดเรื่อง Brownout เรามาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Burnout กับ Brownout กันก่อน จะได้วินิจฉัยถูกว่าตัวเองกำลังเป็นอะไรกันแน่ 

เริ่มที่ Burnout กันก่อน อาการนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบของความเหนื่อยหน่ายในอาชีพการงานที่คนได้ยินบ่อยที่สุด มักมีสาเหตุจากการทำงานเกินเวลา หรือทำงานเกินความสามารถที่ร่างกายและจิตใจจะรับไหว ซึ่งมักจะปรากฏสัญญาณต่าง ๆ ได้แก่ 

  • เกิดความเหนื่อยล้าทางอารมณ์จิตใจ วิตกกังวล และมีปัญหาการนอนหลับ นำมาสู่ปัญหาสุขภาพร่างกาย 
  • โดยทั่วไป Burnout เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน 
  • อาจนำไปสู่การขาดงาน, การทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ, การประพฤติมิชอบทางวิชาชีพ ฯลฯ 

ส่วน Brownout นั้น เป็นหนึ่งในรูปแบบของความเหนื่อยหน่ายหรือหมดใจในด้านอาชีพการงานที่เกิดจากการสูญเสีย ‘ความหมาย’ ในที่ทำงาน ซึ่งอาจจะวินิจฉัยได้ยากกว่า Burnout เนื่องจากบุคคลที่เผชิญภาวะ Brownout ยังคงปฏิบัติงานได้ปกติ ความเจ็บป่วยของพวกเขาปรากฏอยู่เฉพาะทาง ‘จิตใจ’ เท่านั้น

บุคคลที่เผชิญภาวะ Brownout มักจะมีความรู้สึกหรือแสดงอาการ ดังนี้

  • การทำงานไม่ได้เป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญในชีวิตอีกต่อไป งานกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ไร้คุณค่า
  • รู้สึกว่าภาระงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ไม่ตัดสินใจเรื่องสำคัญของตัวเอง และไม่ใส่ใจในอาชีพการงานอีกต่อไป
  • มีความทุกข์ทรมานทางจิตใจ มีปัญหาในการนอนหลับ และกินน้อยลงมาก 
  • ไร้ซึ่งอารมณ์ขัน และเริ่มกลายเป็นคนก้าวร้าว
  • มักจะปิดตนเองกับครอบครัวและเพื่อนฝูง

แล้ว Brownout เกิดจากอะไร?

คนทำงานที่ประสบปัญหานี้อาจสูญเสียความมุ่งหมายในการทำงาน เนื่องจากการทำงานหรือโปรเจกต์ที่ดูทรงแล้วไม่มีทางเป็นได้ หรือเนื่องจากการถูกลดคุณค่าในการทำงาน การทำงานเดิมซ้ำ ๆ การถูกตำหนิ และแม้แต่การทำงานที่ขาดสิ่งกระตุ้น 

แม้ว่าภาวะ Brownout จะไม่ร้ายแรงเทียบเท่าภาวะ Burnout แต่ก็ถือได้ว่าเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในที่ทำงานมากกว่า 

จากการสำรวจในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2022 ประมาณการว่า 5% ของผู้บริหาร 1,000 คน ต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะ Burnout ในขณะที่ 40% ทุกข์ทรมานจากภาวะ Brownout… เห็นตัวเลขที่แตกต่างนี้แล้วก็แอบสยอง 

Brownout ยังแตกต่างจาก Burnout ตรงที่ Burnout จะเกิดขึ้นชั่วคราว แต่ Brownout อาจส่งผลระยะยาวต่ออาชีพการงานและชีวิตส่วนตัว สาเหตุหลักที่ภาวะ Brownout เป็นปัญหามากก็คือพนักงานคนนั้นไม่ได้แสดงอาการวิกฤตที่ชัดเจน หมายความว่าอาการของพวกเขานั้นอาจไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเสมอไป แน่นอนว่าพวกเขาจะทำเอานายจ้างช็อกอ้าปากค้าง เวลาที่เดินมายื่นใบลาออกกะทันหัน 

นอกจากนี้ภาวะ Brownout อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพนักงานเท่านั้น ในบรรดาผู้นำองค์กรที่เผชิญภาวะนี้ก็อาจสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ Toxic ได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยมักปรากฏในรูปของการซึมซับวัฒนธรรมองค์กรในทางลบ เพิกเฉยต่อไอเดียใหม่ ๆ ปฏิเสธที่จะพัฒนาความสามารถใหม่ ๆ และมักจะไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของตนเอง

สำหรับวิธีแก้ไขและป้องกันภาวะ Brownout สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. แนะนำวิธีแก้ไขและป้องกันภาวะ Brownout ดังนี้

  • กำหนดทิศทางในการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้พนักงานรู้ทิศทางขององค์กรและดำเนินงานภายใต้เป้าหมายเดียวกัน นอกจากจะเป็นการทำให้งานขององค์กรออกมาดีแล้ว ยังทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาองค์กร และนั่นจะทำให้พวกเขามีแรงกายแรงใจในการทำงานเพื่อองค์กรต่อไป
  • ไม่มีกฎระเบียบที่เข้มงวด จุกจิก และตีกรอบมากจนเกินไป ให้อิสระและความยืดหยุ่นในการทำงาน ควบคู่ไปกับการให้พื้นที่ที่พนักงานจะสามารถทำงานและมีชีวิตส่วนตัวได้อย่างสมดุล
  • มีความเท่าเทียมและเป็นธรรม เพราะหากภายในองค์กรขาดความเท่าเทียมและความเป็นธรรม นอกจากจะส่งผลให้ทิศทางขององค์กรไม่มั่นคงแล้ว ยังทำให้พนักงานรู้สึกด้อยค่า ไม่เกิดการเติบโตในสายอาชีพ และภักดีต่อองค์กรน้อยลง จนกลายเป็นทำงานเพื่อให้ผ่านพ้นไป ไม่ได้สนใจที่จะพัฒนาให้องค์กรดีขึ้น อันนำมาสู่ภาพลักษณ์องค์กรที่ขาดความเชื่อมั่น
  • พร้อมสนับสนุน ไม่คาดหวัง-กดดันสูงเกินไป ไม่ใช่เรื่องแปลกที่องค์กรจะคาดหวังให้พนักงานทำและเป็นในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หากแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจ มีเหตุผล ไม่กดดันจนมากเกินไป รวมถึงคอยสนับสนุน ให้การช่วยเหลือ ไม่ละเลยหรือปล่อยให้พนักงานแบกรับความคาดหวังอยู่เพียงฝ่ายเดียว
  • สังเกตสัญญาณเตือน มีการสื่อสารและรับฟังที่ดี ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ จำเป็นต้องมีการพูดคุยสื่อสารกับพนักงาน รับฟังความรู้สึก ความต้องการ และคาดหวัง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน 
  • การแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและมองเห็นคุณค่า นอกจากต้องหมั่นสังเกตและพูดคุยสื่อสารกับพนักงานอยู่เสมอแล้ว เมื่อพบปัญหาองค์กรจะต้องมีการมอบหมายงานหรือตำแหน่งหน้าที่ใหม่ อาทิ แบ่งเบาภาระงาน ให้ลาหยุดหรือให้อิสระในการทำงาน เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และนำพาพวกเขาให้สามารถพัฒนาตนเองไปพร้อมกับองค์กรได้ 

ส่วนคนทำงานที่กำลังทุกข์ทรมานกับภาวะ Brownout จงอย่าลืมว่า ไม่มีใครตัดสินใจแทนคุณได้ว่าจะ ‘ไปต่อ’ หรือ ‘พอแค่นี้’ และทุกการตัดสินใจไม่มีถูก ไม่มีผิด มีแต่การตัดสินใจที่คุณได้มีโอกาส ‘เลือก’ เอง

 

เรื่อง : พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ : Pexel

อ้างอิง :

WHAT IS BROWNOUT SYNDROME AND WHY IT SHOULD BE ADDRESSED AS A PRIORITY BY EMPLOYERS
‘เบื่องาน’ ไม่ใช่แค่ ‘หมดไฟ’ แต่มีหลายปัจจัยที่รวมถึงอาการ ‘หมดใจ’ ด้วย
ภาวะ "Brown Out" ไม่ได้หมดไฟ แต่หมดใจ ปัญหายอดฮิตวัยทำงาน