read
social
15 ส.ค. 2564 | 16:27 น.
สิริญา นามพันธ์ : 'ล.เจริญศิลป์' ร้านถ่ายรูปที่ส่งต่อความทรงจำถึงคนที่จากไป ในช่วงเวลาอันแสนเปราะบางของชีวิต
Play
Loading...
“ตอนนี้คือรูปงานศพมากเป็นอันดับ 1 ถ้าเทียบกับปริมาณงานที่ร้าน นอกนั้นจะเป็นงานเอกสาร ...ช่วงไม่มีโควิด-19 ไม่ได้มีรูปทุกวัน บางที 2-3 วัน มี 1-2 คน แต่พอช่วงโควิด-19 ตอนนี้มีทุกวัน อย่างต่ำ 2-3 รูป”
สิริญา นามพันธ์
เจ้าของร้าน ล.เจริญศิลป์ ร้านถ่ายรูปที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณคลัสเตอร์โควิด-19 ในย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงเมื่อโรคระบาดได้พรากลมหายใจของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุย่านเก่าแก่แห่งนี้ ทำให้มีกรอบรูปงานศพเรียงรายอยู่บริเวณหน้าร้าน
แม้ตลอด 64 ปีที่ผ่านมา ร้าน ล.เจริญศิลป์ต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านของยุคฟิล์มสู่ยุคดิจิทัล รวมทั้งเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด แต่การระบาดของโควิด-19 อาจเป็นครั้งแรกที่ร้านถ่ายรูปแห่งนี้ ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อน
64 ปีแห่งความทรงจำ
ร้าน ล.เจริญศิลป์ เปิดทำการเมื่อปี พ.ศ. 2500 ลูกค้าจึงมีตั้งแต่รุ่นคุณพ่อมาจนถึงรุ่นลูกหลาน เมื่อมีชื่อร้านปรากฏบนภาพ จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายการันตีความเก่าแก่
“ถ้าปัจจุบัน มองกลับไปก็คืออย่างคนที่เขามีการ์ดสมัยก่อน มีชื่อร้าน ล.เจริญศิลป์ แล้วเอากลับมา เขาก็บอกว่าเนี่ย ถ่ายตั้งแต่สมัยคุณพ่อ แต่หลัง ๆ ก็จะมีชมรมนิยมของเก่า วงการพระเครื่อง แล้วก็รูปสมัยเก่า ถ้ามีการ์ด ล.เจริญศิลป์ติดอยู่ ก็คือเก่าแน่ 60 ปี คนไปเช่าต่อได้ ได้ราคาแน่อะไรประมาณนี้”
เมื่อกาลเวลาผันผ่าน ยุคสมัยของฟิล์มได้เปลี่ยนแปลงสู่ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นสิริญากลับมองว่าร้านถ่ายรูปยังมีความจำเป็นสำหรับผู้คนเช่นเดิม
“จริง ๆ ถ้าปรับตัวก็อยู่ได้นะ เพราะงานก็มีอยู่เรื่อย ๆ แต่ต้องลดจำนวนช่างที่เคยเป็นช่างฝีมือ ก็ต้องไปเรียนคอมพิวเตอร์ เรียนรีทัช ไปศึกษา แค่ปรับก็จะไปได้
“จริง ๆ ภาพถ่ายที่ละเอียด อย่างภาพถ่ายติดบัตรแบบเนี้ยบ ๆ ก็ต้องพึ่งอุปกรณ์ ไม่ใช่มือถืออย่างเดียวจะทำได้ ต้องพึ่งฝ่ายสตูดิโอ ที่งานอีกระดับอีกเกรด อย่างงานกรอบรูปก็ยังมี ก็ยังได้เรื่อย ๆ คือเทคโนโลยีก็ยังไปเรื่อย ๆ แต่การลงทุนของเครื่องที่ได้คุณภาพดี มันก็ยังราคาสูง ถ้าโฮมยูสที่บ้านก็จะอีกเกรดหนึ่ง คนที่อยากได้คุณภาพก็จะใช้เครื่องอีกแบบหนึ่ง”
ผลกระทบจากโรคระบาด
จากคำบอกเล่าของสิริญา เทคโนโลยีอาจไม่ได้ส่งผลต่อร้านถ่ายรูปแห่งนี้มากนัก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงการระบาดของโควิด-19 แทบทุกกิจการราวกับเจอคลื่นโหมซัดเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เช่นเดียวกับร้าน ล.เจริญศิลป์
“ได้รับผลกระทบเยอะ รายได้เหลือ 30-40% จากปกติ บางทีเราก็ให้พนักงานหยุดอาทิตย์หนึ่ง แต่จ่ายเงินเท่าเดิม ถ้าปริมาณงานน้อย เราก็จะรวบยอด นับเป็นสัปดาห์หน้า ไม่ต้องมาทุกวัน เพราะว่าการเดินทางมันก็เสี่ยงกับเขา เพราะถ้าเขาเสี่ยง เราก็เสี่ยง
“ส่วนตัวอาคารขึ้นกับเทศบาล เราก็จ่ายค่าเช่าปกติ ตรงนี้เป็นที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แล้วเทศบาลมาบริหาร ใช้วิธีเซ้งผู้เช่า ทำสัญญาเช่าปีต่อปี เสียค่าเช่ารายเดือน เป็นร้านและที่อยู่อาศัย”
แม้รายได้ลดลงเกินครึ่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายเท่าเดิม แต่สิริญายังตั้งใจว่าจะเปิดร้านต่อไป เพราะมองว่ากิจการของตนยังจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เอกสาร อย่างการถ่ายบัตรประชาชน เอกสารตรวจโควิด-19 แม้กระทั่งการบ้านของเด็ก ๆ ที่เรียนออนไลน
“เมื่อก่อนมีรายได้เยอะจากถ่ายรูปติดบัตร ถ่ายรูปนักเรียน หรือข้าราชการ สมัครงาน ตรงนี้จะเหลือเกือบ 0% เลย จะกลายเป็นว่า เหลือในเรื่องของเอกสาร ไม่ว่าจะเรื่องเด็กนักเรียนเรียนที่บ้าน หรือเป็นเอกสารทั่วไปเกี่ยวกับโควิด-19 แล้วก็จะเป็นรูปงานศพ ตอนนี้คือรูปงานศพมากเป็นอันดับ 1 เลย ถ้าเทียบกับปริมาณงานที่ร้าน”
ส่งต่อความทรงจำ ในช่วงที่ชีวิตแสนเปราะบาง
หากย้อนความทรงจำการทำภาพงานศพ สิริญาเล่าว่าก่อนหน้านี้มีทั้งลูกค้าที่คุ้นหน้าค่าตา เพราะคุณปู่คุณย่าสั่งเสียให้มาทำรูปที่ร้าน บ้างก็เตรียมภาพของตัวเองเอาไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ บ้างก็ต้องใช้ภาพจากบัตรประชาชน เพราะไม่เคยถ่ายภาพตนเองเก็บไว้
“เวลาทำ บางทีลูกค้าเอารูปบัตรประชาชนมา เราก็ถามว่า ไม่มีรูปอื่นอีกเหรอ รูปยิ้ม ๆ รูปธรรมชาติ รูปอะไรที่เราชอบ ...บางทีต้องใส่เสื้อให้เขา ทำฉากให้เขา เราทำด้วยความเต็มใจ แต่บางครั้งก็ไม่อยากให้ใส่เสื้อคนอื่นนะ คืออยากให้เป็นตัวเขา ให้เป็นรูปของคนนั้นมากที่สุด
“คนสมัยก่อนบ้างก็บอกว่าไม่อยากถ่ายรูป เพราะกลัวอายุสั้น แบบนั้นหมดไปแล้วไง วันไหนลองจับปู่ย่าแต่งตัวสวย ๆ ชุดผ้าไหมดี ๆ ถ่ายสวย ๆ เก็บไว้ ถึงเวลาเราก็จะได้ใช้รูปนั้น ก็เตรียมไว้ อยากให้เขาได้รูปสวย ๆ ไม่ใช่มาตัดแต่งรูปกลางคืนมืด ๆ มาแปลงไฟล์ ออกมาก็ไม่สวย”
เมื่อถึงคราวที่ภาพงานศพส่วนใหญ่กลายเป็นผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 แม้กระบวนการจะไม่แตกต่างไปจากภาพงานศพทั่วไปมากนัก แต่สิ่งที่ต่างออกไปคงเป็นความรู้สึกของคนทำที่ไม่อาจตั้งรับความรวดเร็วและจำนวนของการสูญเสียได้ แม้ไม่ได้รู้จักกับคนในภาพเป็นการส่วนตัวก็ตาม
“เศร้า เศร้า เหมือนคนไม่ได้ตั้งตัวนะ พอเป็น ออกอาการ หรือเสีย ก็ไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่ได้จัดงาน มันเป็นอะไรที่กะทันหันกับความรู้สึก เมื่อก่อนพิธีสวด 3 คืน 5 คืน ยังมีเพื่อนมา มางาน อันนี้มาถึง อ้าว!เสียแล้วเหรอ บางทีเจอรูป อ้าว! คนนี้เสียแล้วเหรอ เราก็ต้องทำแบบเงียบ ๆ ประมาณนี้
“รูปผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ส่วนใหญ่เขาจะมาทำรูปช่วงเช้า แต่บางทีเพิ่งเสียก็มาเลย เพราะเดี๋ยวนี้จัดงานไม่ได้ ต้องเผาเลย เขาก็ต้องเตรียมรูป รูปเป็นสื่อสำคัญในการจัดงานเพื่อระลึกถึง บางคนไม่ค่อยมีญาตินะ แต่ก็อยากให้ทำรูปเล็ก ๆ ก็ยังดี เวลาทำบุญ เป็นสิ่งจำเป็นในงาน
“ถ้างานทั่วไป เราจะได้รดน้ำศพ จะเห็นหน้าอะไรอย่างนี้ใช่ไหมในการจัดงาน แต่พอแบบนี้ เขาปิดมาตั้งแต่โรงพยาบาล ดูใจหายนะ ต้องมองรูปแทน ไม่ได้เปิดโลงก่อนเผา บางคนญาติกัน บ้านเดียวกัน ไม่ได้เห็นหน้ากันด้วยซ้ำ คือตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลแอดมิดไป น้องที่มาก่อนหน้านี้ บ้านนั้นก็เสียเพราะโควิด-19 ทั้ง 3 คนเลย ก็มาทำรูปที่นี่ เราก็ว่า เออ...ทำไมเราคุ้นหน้าน้อง แต่พอดู อ้อ! เขาเพิ่งมาทำรูปงานศพไป”
ปรัชญาจากภาพถ่าย
“จิตตกเหมือนกัน
“ช่วงไม่มีโควิด-19 ไม่ได้มีรูปทุกวัน บางที 2-3 วัน มี 1-2 คน แต่พอช่วงโควิด-19 ตอนนี้มีทุกวัน อย่างต่ำ 2-3 รูป”
การทำภาพงานศพทุกวัน อาจทวีความรู้สึกใจหายและโศกเศร้า ขณะเดียวกันก็ทำให้สิริญาได้พินิจถึงชีวิตอันเปราะบางของมนุษย์อย่างถี่ถ้วน เพราะภาพถ่ายเหล่านั้นย้ำเตือนถึงสัจธรรมที่ว่า ‘ความตายมาคู่กับลมหายใจโดยธรรมชาติ’
“รู้สึกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องหมุนเวียน เราต้องอยู่กับปัจจุบันให้ได้ ก็คิดอย่างนั้น คิดว่าปลง ๆ นะ ยิ่งถ้าทำรูปงานศพทุกวัน จะมีความรู้สึกว่า ตั้งแต่เกิดมา ความตายมันก็คู่กับการเกิดอยู่แล้ว ทำรูปตั้งแต่เด็กแรกคลอด รูปคุณแม่ท้อง ก็ถ่ายรูปแล้วก็มาพรินต์ไว้ เรามองเป็นสัจธรรม สักวันก็คงเป็นรูปคนรุ่นเราเอง มาพร้อมการเกิด บางคนเป็นเด็กแรกเกิด วัยกลางคน คนแก่ ก็มีทุกวัย แต่บางทีคนมาทำก็สะอึกสะอื้นร้องไห้ บางทีก็เขียนชื่อไม่ถูก งง ๆ ก็เข้าใจ ค่อย ๆ เลือก ค่อย ๆ อะไรแบบนี้
“ถ้าเลือกได้ก็อยากอัดรูปไปเที่ยวมากกว่า ...เราชอบรูปเมืองนอก คนไปเที่ยวเมืองนอกแล้วกลับมา เราได้ดูวิวเขาด้วย มันจะสนุก จะมีความสุข เขาไปเที่ยวเมืองโน้นเมืองนี้ ก็ดีกว่า”
ภาพถ่ายของคนที่จากไป ในแง่ของญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดนั้นเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจว่า เขาจะยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของเราเสมอ และในมุมของร้านถ่ายรูป คงเป็นความสลดใจปะปนไปกับความเข้าใจชีวิต แต่ในความเข้าใจชีวิตนั้น ไม่ได้หมายถึงความ ‘ชินชา’ กับผู้คนที่จากโลกใบนี้ไป เช่นเดียวกับประโยคอันแสนคุ้นหูในช่วงเวลานี้ว่า ‘จำนวนคนตายไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิต และเป็นครอบครัวของใครสักคน’
ดังนั้นภาพถ่ายของผู้คนที่เสียชีวิตจากโควิด-19 อีกมุมหนึ่งจึงเปรียบเสมือนอนุสรณ์แห่งความผิดพลาดที่รัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน
“แน่นอน (โควิด-19) มันก็ต้องหมดไป อีก 1-2 ปี เราก็หวังเรื่องยา วัคซีนอะไรอย่างนี้ เคยมีเขาส่งไลน์มาให้ ข่าวดังโรคระบาดสมัยเก่าสมัยที่เรายังไม่เกิด ระยะเวลาผ่านไป การวิจัยมันดีขึ้น ยารองรับกับโรคที่เกิดขึ้น มันก็อาจจะบรรเทาความร้ายแรง เป็นเหมือนไข้หวัดธรรมดา ซึ่งก็ต้องใช้เวลา มันก็ต้องปรับตัวการดำเนินชีวิตไป”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
THE PEOPLE 8TH ANNIVERSARY OPEN HOUSE ENDLESS POSSIBILITIES ความเป็นไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด
16 ต.ค. 2569
TMAN ผนึก AIS เปิดตัวแคมเปญรับไฮซีซัน ส่งมอบผลิตภัณฑ์ Propoliz ผ่านซิม
16 ต.ค. 2569
วัน แบงค็อก ชวนฉลองเทศกาล “ONE OKTOBERFEST” 28 ต.ค. – 1 พ.ย. นี้
15 ต.ค. 2569
3
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Social
The People
COVID19