‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’: หน้าที่ผู้นำคือการจุดประกาย ‘ความหวัง’

‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’: หน้าที่ผู้นำคือการจุดประกาย ‘ความหวัง’

จากพ่อที่เคยนั่งฝึกลูกพูดทีละคำ สู่ผู้ว่าฯ ที่เชื่อว่าหน้าที่ของผู้นำไม่ใช่แค่บริหารเมือง แต่ต้องทำให้ผู้คน “ยังมีความหวัง” บทสนทนาของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ใน The Moment Talk จึงไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองหรือการทำงาน หากคือบทเรียนเรื่อง Empathy ความพยายาม และศิลปะแห่งการประสานผู้คนที่แตกต่าง ให้เมืองเดินต่อไปด้วยหัวใจที่ยังเชื่อในวันพรุ่งนี้

KEY

POINTS

“....หน้าที่เราไม่ใช่แค่บริหารเมืองหรอก แต่ว่าต้องทำให้คนมีความหวัง แล้วก็มั่นใจในระบอบ...ประชาธิปไตย ว่าสุดท้ายแล้วมันยังไปได้”

ประโยคนี้ไม่ได้หลุดออกมาจากความว่างเปล่า แต่มันก่อตัวขึ้นในวินาทีที่เด็กชายตัวเล็ก ๆ วัยเพียง 7 - 8 ขวบ วิ่งเข้ามากอดขาเขาแน่นพร้อมเอ่ยปากว่า “คุณลุงคือไอดอล” 

สำหรับคนทำงานการเมือง การเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ทำให้เขาตระหนักได้ว่า หน้าที่ของทีมงานคือการสร้างความหวัง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้คนยังสามารถเชื่อมั่นและฝากอนาคตไว้กับระบบการปกครองนี้ได้

บทสัมภาษณ์ของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 ในรายการ The Moment Talk ทิ้งตะกอนความคิดที่ลุ่มลึก และสะท้อนภาพผู้นำในอุดมคติได้อย่างงดงามหมดจด

หัวใจของการเดินคลุกฝุ่น

ความเชื่อมั่นไม่ได้สร้างขึ้นด้วยลมปาก หากแต่สร้างด้วย ‘การกระทำ’ ที่เข้าถึงแก่นแท้ของความรู้สึกคน ชัชชาติอธิบายปรัชญาการทำงานของเขาผ่านความเชื่อเรื่องการลงพื้นที่ไปสัมผัสปัญหาด้วยตัวเอง

เขาเล่าความแตกต่างที่เฉียบคมระหว่างความสงสารกับความเข้าอกเข้าใจเอาไว้ว่า “Sympathy คือ I know how you feel รู้ว่าลำบาก... แต่อยู่บนห้องดู CCTV ก็รู้ว่าลำบาก แต่ Empathy คือ I feel how you feel รู้เลยว่าเขารู้สึกยังไง อยู่บนห้องไม่มีทาง I feel how you feel หรอก มันต้องลงไปลุยน้ำท่วมกับเขา”

การเลือกลงพื้นที่ด้วยตัวเองจึงไม่ใช่แค่การโชว์วิสัยทัศน์ แต่คือการไป ‘ร่วมทุกข์ร่วมสุข’ เมื่อผู้คนและทีมงานหน้างานเห็นผู้นำลงมาคลุกฝุ่นคลุกโคลนด้วยกัน ความเชื่อใจย่อมก่อเกิด และนั่นคือฟันเฟืองแรกของการแก้ปัญหาที่แท้จริง

‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’: หน้าที่ผู้นำคือการจุดประกาย ‘ความหวัง’

ชัชชาติขยายความคำว่า "ความไว้วางใจ" หรือ Trust ว่าประกอบขึ้นจากสามเสาหลัก หนึ่งคือ Competency หรือความรู้ในงาน สองคือ Character หรือความไม่เห็นแก่ตัว และสามคือ Empathy หรือการเข้าใจจิตใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผู้นำก็ไม่อาจครองใจใครได้อย่างแท้จริง

เมื่อพูดถึงความไม่เสแสร้ง ภาพจำที่ทำให้เขากลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัลไปทั่วประเทศ คือภาพเดินเท้าเปล่าถือถุงกับข้าวใส่บาตรที่จังหวัดสุรินทร์เมื่อสิบกว่าปีก่อน

"รูปนี้มันถามว่าทำไมมันอยู่ยงคงกระพัน ส่วนหนึ่งมันคือตัวตนของเราจริงๆ ไม่ได้เป็นรูปที่เราเสแสร้งหรือว่าสร้างภาพอะไรขึ้นมา" เขากล่าวถึงภาพนั้นด้วยความผ่อนคลาย แม้ในใจลึกๆ จะแอบบ่นเสียดายว่าวันนั้นน่าจะถือถุงผ้าแทนถุงพลาสติกเพื่อรักษ์โลกก็ตาม

ปาฏิหาริย์แห่งความพยายาม และคำว่ารักจากลูกชาย

ความเรียบง่ายและเด็ดเดี่ยวนี้เอง ที่กลายมาเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีเมื่อเขาต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นคือการรับมือกับความไม่สมบูรณ์แบบของ "แสนดี" ลูกชายสุดที่รัก

เมื่อพบว่าแสนดีมีภาวะหูหนวก หัวใจของคนเป็นพ่อแทบสลาย แต่แทนที่จะจมดิ่ง ชัชชาติกลับรับมืออย่างมีสติ เขาเตรียมใจยอมรับความจริงขั้นเลวร้ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

"เด็กหูหนวกเนี่ย โอกาสที่จะพูดไม่ได้สูงมาก เพราะว่าเหมือนกับว่าเขาไม่มีเสียงให้เลียนแบบ" ชัชชาติต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ในการสอนลูกออกเสียงพยัญชนะพื้นฐาน ฝึกพูด "อา อู อี" ทุกวันทุกคืนนานถึงหกเดือนเต็มโดยที่ลูกยังไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้เลย

ระหว่างทางที่มืดมิด เขาอาศัยบทกวีของอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ที่ได้มาจากอเมริกา ซึ่งเขาติดไว้ในห้องทำงานเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ บทกวีนั้นคอยย้ำเตือนว่า แม้การทำให้เด็กหูหนวกพูดได้จะเป็นเรื่องยาก แต่จงอย่าท้อถอย ความสำเร็จของลูกขึ้นอยู่กับสองมือของพ่อแม่

"สุดท้ายแล้วจะมีวันนึงที่ลูกหันมาหาเรา แล้วก็บอก I love you dad" และเมื่อกำแพงแห่งความเงียบถูกทลาย แสนดีก็เริ่มพูดได้ และพูดเป็นสายน้ำจนบางครั้งคนเป็นพ่อต้องบอกให้หยุดพักบ้าง

‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’: หน้าที่ผู้นำคือการจุดประกาย ‘ความหวัง’

"ทุกคำพูดที่เขาพูดออกมาเนี่ย มันคือสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่า เฮ้ย เรามาไกลแล้ว... เราช่วยกันเนี่ยจนลูกเราพูดได้ นี่เราไม่กลัวเลยอย่างอื่น เราทำให้หมด" นี่คือความสำเร็จที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความพยายามอย่างไม่ลดละสามารถเอาชนะอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตได้

ทุกวันนี้แม้จะมีความเป็นห่วงอยู่ลึกๆ แต่เมื่อเห็นลูกชายสามารถใช้ชีวิตเอาตัวรอดได้ที่ต่างประเทศ เขาก็เบาใจลง สิ่งที่เขาพยายามทำอย่างเคร่งครัดในตอนนี้คือการดูแลสุขภาพตัวเอง ให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ตัวเองแข็งแรงที่สุดและไม่กลายเป็นภาระของลูกในยามบั้นปลายชีวิต

พันธสัญญาทางสังคม และอิสระในการสร้างสรรค์เมือง

จากเรื่องครอบครัว ตัดสลับมาที่เรื่องการจัดการเมือง เมื่อถูกถามถึง "ปัญหาเส้นเลือดฝอย" ที่อยากดีดนิ้วเสกให้หายไป ชัชชาติกลับเลือกขอพรให้เกิด "พันธสัญญาทางสังคม" (Social Contract) ที่แข็งแรงขึ้นในใจคนกรุงเทพฯ

"ผมอยากจะให้คนเห็นแก่ส่วนรวมมากขึ้น ปัญหาที่เละๆ หลายๆ เรื่องเกิดจากการที่เราไม่ค่อยคิดถึงส่วนรวม" กฎหมายไม่อาจเอื้อมมือไปตามจับทุกคนที่ทิ้งไขมันลงท่อหรือขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้าได้ แต่จิตสำนึกร่วมต่างหากที่จะเป็นเกราะป้องกันเมืองให้เจริญก้าวหน้า

‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’: หน้าที่ผู้นำคือการจุดประกาย ‘ความหวัง’

แนวคิดนี้สอดคล้องกับสไตล์การทำงานที่เน้นความคล่องตัว การลงสมัครในนามผู้ว่าฯ อิสระ แม้จะแลกมาด้วยความขาดแคลนทรัพยากรของพรรคการเมือง แต่มันกลับมอบอิสรภาพในการตัดสินใจ ทำให้เขาสามารถหลุดพ้นจากกรอบอคติ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนที่ต้องการเห็นคนทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

หนึ่งในปรัชญาการนำทีมที่สะท้อนวุฒิภาวะอันชาญฉลาดคือ เขาเน้นย้ำว่าทุกคนต้องมาทำงานด้วยพลังงานบวก "คุณต้องมาด้วยความสนุก มาด้วยความหวัง... ไม่ใช่มาด้วยความเครียดแค้นเกลียดชัง หรือว่ามีภาระอะไรที่ต้องพิสูจน์"

การเปิดพื้นที่ให้ทีมงานมีอิสระในการคิดนโยบาย โดยผู้นำเป็นเพียงผู้กำหนดผลลัพธ์สุดท้าย แต่ปล่อยให้ลูกทีมหาวิธีการเอาเอง ทำให้คนเก่งกล้าแสดงออก และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างก้าวกระโดด

ยำเกรงต่อความไม่รู้ และศิลปะแห่งการประสานรอยร้าว

ในมิติของการทำงาน ชัชชาตินำทฤษฎีจิตวิทยาจากหนังสือ Thinking, Fast and Slow มาประยุกต์ใช้ เขาอธิบายว่าปัญหาทางการเมืองและความเกลียดชังมักเกิดจากการที่คนด่วนตัดสินใจด้วย System 1 หรือการใช้อารมณ์ความรู้สึก

การเป็นนักบริหารที่ดีจึงต้องอาศัย System 2 หรือเหตุผลให้มากขึ้น "delay judgment อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าคนนี้ดีไม่ดี ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง" ประกอบกับแนวคิดจากหนังสือ Think Again ที่เตือนให้เรา "ยำเกรงความไม่รู้" อ่อนน้อมถ่อมตนเพื่อเปิดรับความรู้และฟังความเห็นคนอื่นอยู่เสมอ

ทว่าเส้นทางการทำงานย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บางครั้งเขาต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่าง Life View (การอยากเห็นผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี) กับ Work View (หน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องจัดระเบียบเมืองให้เรียบร้อย)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการยกเลิกหาบเร่แผงลอยที่โบ๊เบ๊หรือหน้าสวนลุมพินี การตัดสินใจนั้นยากลำบากเพราะย่อมส่งผลกระทบต่อปากท้องของพ่อค้าแม่ค้า แต่ในฐานะคนดูแลพื้นที่สาธารณะ เขาต้องเลือกประโยชน์ของคนส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

การแก้ปัญหาด้วยความละเมียดละไมจึงถูกนำมาใช้ เขาหาพื้นที่ทดแทน ยกระดับให้เป็น "ศูนย์อิ่มท้อง" จนพ่อค้าแม่ค้าที่เคยก่นด่าต่อว่า กลับมากล่าวคำขอบคุณ เพราะชีวิตพวกเขาดีและสะอาดขึ้น นี่คือศิลปะของการประสานเป้าหมายชีวิตและเป้าหมายงานให้บรรจบกันได้อย่างไร้รอยต่อ

‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’: หน้าที่ผู้นำคือการจุดประกาย ‘ความหวัง’

จังหวะชีวิตคือดนตรีแจ๊ส ที่ไม่ต้องมีชื่อเราสลักไว้

เมื่อทอดสายตาไปสู่อนาคต ชัชชาติมองว่ากรุงเทพฯ ต้องเร่งปรับตัวเพื่อดึงดูด "คนเก่ง" (Talent) ระดับโลกเข้ามา เพราะเมืองคือตลาดแรงงาน หากไร้บุคลากรที่มีศักยภาพ เมืองย่อมสูญเสียผลิตภาพ (Productivity) และค่อย ๆ ถดถอยลงไปในที่สุด

สิ่งหนึ่งที่ผู้ว่าฯ คนนี้สอนทีมงานเสมอคือ อย่าปล่อยให้ความสำเร็จของเมืองยึดติดกับตัวบุคคล "โลกต้องขาดเราได้ อย่าไปคิดว่าเราสำคัญมาก" เขาไม่ต้องการให้มีชื่อของตัวเองสลักอยู่บนผลงาน เพราะทุกอย่างเป็นของ กทม. และเป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างระบบที่แข็งแรงจนใครก็สามารถมารับไม้ต่อได้

สำหรับชีวิตหลังลงจากตำแหน่ง เขาไม่ได้สร้างกรงขังขีดเส้นทางให้ตัวเองตายตัว อาจจะกลับไปเป็นอาจารย์ เป็นชาวไร่ หรือกระทั่งเปิดร้านกาแฟตามแพสชันส่วนตัว เพราะชีวิตมนุษย์ไม่ใช่บทเพลงคลาสสิกที่ถูกเขียนโน้ตไว้แล้วทุกกระเบียดนิ้ว

"ชีวิตมันไม่ใช่ออร์เคสตรา มันเป็นแจ๊ส (Jazz) มันต้อง Improvise ไปเรื่อยๆ"

ผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่ยืนสั่งการอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่คือคนที่พร้อมจะถอดรองเท้าเดินคลุกฝุ่นไปกับผู้คน เป็นนักบริหารที่เด็ดขาดยึดมั่นในเหตุผล เป็นพ่อที่อ่อนโยนไม่ยอมแพ้ และที่สำคัญที่สุด เขาคือผู้ที่อุทิศตัวเพื่อจุดประกาย "ความหวัง" ให้ผู้คนยังสามารถเชื่อมั่นในวันพรุ่งนี้ได้อย่างเต็มหัวใจ

 

สัมภาษณ์: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ถ่ายภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม