04 มิ.ย. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีก่อน หญิงสาวชาวอาข่าคนหนึ่งตัดสินใจลุกขึ้นมาทำบางสิ่ง เพื่อไม่ให้อัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชาติพันธุ์ตนต้องเลือนหายไปตามกาลเวลา
เธอคือเด็กหญิงที่เติบโตมาในหมู่บ้านอาข่าขนาดใหญ่ พ่อแม่เป็นแรงงานสวนลิ้นจี่ที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานไปตามแต่การงานจะพัดพาไป ก่อนชีวิตในวัยเยาว์จะพลิกผันให้ต้องจากอ้อมอกครอบครัวไปเผชิญโลกในเมือง ภายใต้การดูแลของมูลนิธิบ้านนานา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ชั้น ป.2
เธอไม่รู้อายุของตัวเองที่แน่ชัด
รู้เพียงแค่ว่าพ่อแม่แจ้งเกิดช้าไปราวสองปี และกว่าจะได้ถือ ‘บัตรประชาชนไทย’ ที่การันตีสิทธิและความเป็นคนอย่างสมบูรณ์ ก็หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเข้าไปแล้ว
ทว่า บาดแผลของคำว่า ‘ไร้รัฐ’ และความห่างไกลรากเหง้าไม่ได้ทำให้เธอยอมจำนน ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เธอยังคงยืนหยัดส่งต่อความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมให้เข้าไปนั่งอยู่กลางใจคนเมือง
ชื่อของเธอคือ ‘น้ำ-กัลยา เชอมื่อ’ ผู้ขับเคลื่อนอาหารชาติพันธุ์อาข่าผ่าน Seeds Journey กิจการเพื่อสังคมที่ใช้ ‘เมล็ดพันธุ์’ และวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องราวของชุมชน
และนี่คือเรื่องราวของเธอ ตั้งแต่ความทรงจำรสซุปเผือกฝีมือคุณย่า คืนวันในมูลนิธิฯ ไปจนถึงการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่า ‘สิทธิ’ ความเป็นคน
"ถ้าถามถึงความทรงจำแรกเกี่ยวกับบ้าน เราจะนึกถึงกลิ่นควันไฟ เสียงพุดคุย และรสชาติอาหารของย่า" น้ำเริ่มต้นเล่า
คุณย่าในความทรงจำของเธอเป็นคนแข็งแรง อายุยืนยาวถึง 103 ปี เป็นหญิงชราที่ใจดีและน่ารักกับเธอและคนในชุมชนเสมอ ทุกครั้งที่คนแวะเวียนมาซื้อของที่ร้านโชห่วยของคุณย่า เธอก็มักจะได้ยินเสียงพูดคุยด้วยความเป็นกันเองดังก้องเป็นระยะ และสิ่งเดียวที่ยังคงกระจ่างชัดในความทรงจำของน้ำคือ คุณย่าไม่จะไม่ทานอาหารสำเร็จรูปเป็นอันขาด และต้องก่อเตาฟืนทำอาหารเองทุกมื้อ
"ตอน ป.2 คือจุดเปลี่ยนแรกที่มาถึง เราต้องย้ายออกจากหมู่บ้านไปอยู่มูลนิธิบ้านนานาที่แม่สาย เพื่อโอกาสในการเรียนหนังสือ วัฒนธรรมและรอยต่อเรื่องอาหารชาติพันธุ์ของเราขาดหายไปทันที จนกระทั่งวันหนึ่งเราได้กลับไปเยี่ยมคุณย่า ย่าต้มซุปเผือกใส่ผักป่าให้กิน โดยใช้เตาฟืนทำอาหาร"
น้ำในวัยเด็กเคยตั้งคำถามและทุ่มเถียงกับคุณย่าตามประสาคนรุ่นใหม่ที่เริ่มห่างไกลรากเหง้า และพบว่าสิ่งที่บรรพบุรุษส่งต่อมานั้น มีเหตุและผลตามมาเสมอ
"เราถามย่าว่า ทำไมย่าเติมน้ำน้อยจัง ปรุงรสแค่ใส่เกลืออย่างเดียวมันจะอร่อยได้ยังไง ย่าหันมาบอกว่า ‘ไม่เชื่อเดี๋ยวลองชิมดูสิ ปรุงแค่เกลือแตก เดี๋ยวก็พอดี’ แล้วพอมันสุก รสชาติหวานตามธรรมชาติของเผือกและผักป่ากลับผสมผสานกันได้พอดีเป๊ะอย่างน่าอัศจรรย์ มันเป็นความอบอุ่นและบทเรียนแรกที่บอกเราว่า อาหารที่ดีไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งอะไรเยอะ แค่เข้าใจธรรมชาติของวัตถุดิบก็พอ"
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้น้ำเข้าใจ ‘แก่น’ ของรสชาติที่มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง แม้จะดูเหมือนเป็นความทรงจำอันอบอุ่น แต่น้ำก็บอกว่ากว่าเธอจะมาเป็นเธออย่างในทุกวันนี้ ชีวิตแทบจะสิ้นไร้ความหวังเช่นกัน
“เราเติบโตมาในครอบครัวที่เรียกได้ว่ายากจน ฐานะไม่ได้ดี และยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีกเพราะว่าเราไม่มีสัญชาติไทย ถึงใครจะบอกว่ามีสัญชาติกับไม่มีมันไม่ต่างกัน เราขอเถียงเลย ช่วงชีวิตที่ไม่มีสัญชาติเราต้องดิ้นรนแทบทุกอย่างกว่าจะได้มา เรามีความฝันอยากจะไปต่างประเทศ เป็นฝันที่มีตั้งแต่เด็ก ๆ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ อยากจะชิงทุนต่างประเทศก็ไม่ได้
“เราก็ตั้งคำถามนะว่าเราเกิดที่ไทย โตที่ไทย เราจะเป็นคนอื่นไปได้อย่างไร เราไม่ได้ถูกยอมรับไม่ว่าจะทางประเทศไทยหรือประเทศไหนก็ตาม แต่เราเกิดที่นี่ โตที่นี่ เราเป็นคนที่นี่ ไม่เคยเป็นอื่น แม้แต่การจะไปโรงพยาบาลก็ยังลำบาก มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับเรา กลัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่จนถึงรุ่นลูก โดนตำรวจจับจนเป็นเรื่องปกติ และต่อให้เราไม่ได้ทำอะไรผิด ความผิดนั้นจะถูกโยนกลับมาที่เราเสมอ
เมื่อจบชั้น ม.3 น้ำฝันอยากเรียนต่อสายสามัญเพื่อฝึกภาษาและไปต่างประเทศ แต่สิทธิ์ในสัญชาติที่ไม่มี ทำให้ทางเลือกชีวิตของเธอเหลือเพียงเรียนสายอาชีพ น้ำตัดสินใจเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจที่อาชีวะแม่สาย และนั่นคือช่วงเวลาที่เธอต้องถีบตัวเองอย่างหนักเพื่อพิสูจน์คุณค่าความเป็นคน
"ชีวิตตอนนั้นยากจนมาก เราใช้วิธีเจรจาขอติดค้างค่าเทอมกับ ผอ. เพราะมูลนิธิฯ ที่เราอยู่ เขาไม่มีกำลังส่งเรียน เขาต้องดูแลเด็ก 200 คน จะไปส่งเด็ก ๆ ที่โรงเรียนทีนึงต้องแวะส่ง 5 ที่ใช้รถตู้คันเดียว และหาเงินประทังชีวิตด้วยการเก็บขวดพลาสติกขาย จนครูและเพื่อน ๆ ในห้องต้องคอยเก็บขวดมาให้ แถมยังช่วยกันออมเงินเป็นกองกลางเพื่อให้เด็กมูลนิธิฯ อย่างเราได้ไปทัศนศึกษาทะเลด้วยกัน"
แม้โชคชะตาจะโหดร้าย แต่เธอก็พยายามปลอบใจตัวเอง บอกกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่าหากเธอผ่านไปได้ น้อง ๆ รุ่นหลังก็จะมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากได้ โดยไม่ต้องดิ้นรนเหมือนกับเธอในอดีต
“เราเสียใจนานไม่ได้ ท้อนานไม่ได้ เคยมีคนถามเหมือนกันว่าทำไมเราเข้มแข็งจัง มันไม่ใช่หรอก เราอ่อนแอมากจนไม่เหลืออะไรแล้ว”
หลังเรียนจบ น้ำเลือกกลับไปทำงานอาสาที่มูลนิธิบ้านนานาเพื่อตอบแทนผู้ให้โอกาส เพราะสถานที่แห่งนี้สอนให้รู้จักส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้สังคม ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะที่พร้อมหรือไม่พร้อมก็ตาม
“มูลนิธิบ้านนานาคือไม่มีไฟฟ้าเลย อาหารการกินก็ลำบากมาก เราขอแค่อย่างเดียวว่าขอให้มีที่หลับนอนเพื่อที่จะตื่นไปเรียนหนังสือ แล้วเราก็จะถูกสอนตลอดว่า ให้รู้จักตอบแทนเมื่อมีโอกาส ไม่ต้องรอพร้อมหรอก เพราะชีวิตเราไม่มีคำว่าพร้อม”
นอกจากงานอาสาแล้ว เธอรับทำเบื้องหลังสารคดี ถอดเทป และทำงานทุกอย่างเพื่อส่งตัวเองเรียนต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ด้วยภาระครอบครัวทำให้น้ำตัดสินใจทิ้งงานอาสาชั่วคราว เพื่อไปทำงานโรงงานในจังหวัดชลบุรี
"เราทำงานที่โรงงาน ทำได้สักพักโรงงานระเบิด กลัวตายมาก ความคิดแรกในหัวคือ ‘กูยังไม่ได้ทำความดีหรือทำประโยชน์อะไรให้โลกใบนี้เลย จะมาตายตรงนี้ไม่ได้’ หลังจากนั้นเราเลยลาออกทันที แบกกระเป๋าไปเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิไร้พรมแดน สอนหนังสือลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่แม่สอด และมาทำงานละครชุมชนกั๊บไฟต่อที่เชียงใหม่"
ระหว่างเดินทางสายอาสา น้ำได้รับการช่วยเหลือจากเครือข่ายสื่อและกลุ่มคนรักสิทธิมนุษยชน จนในที่สุด กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ก็สัมฤทธิ์ผล น้ำได้รับ ‘สัญชาติไทย’ ล่วงหน้าเพียง 1 เดือนก่อนเรียนจบปริญญาตรี
และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นต่อกัน เมื่อเธอได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนเดินทางไปร่วมงาน Slow Food (Terra Madre Salone del Gusto) ที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี เพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องความมั่นคงทางอาหารชาติพันธุ์ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก จั้มพ์ - ณัฐดนัย ตระการศุภกร สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน, ลี - อายุ จือปา แห่ง Akha Ama และ แอน - ศศิธร คำฤทธิ์ Food Activist
ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเธอยังได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายเชฟ Slow food ที่ระดมทุนให้ออกเดินทางตามฝัน ไม่ว่าจะเป็น เชฟโบ - ดวงพร ทรงวิศวะ และเชฟดีแลน - โจนส์ เจ้าของร้าน โบ.ลาน Bo.lan, เชฟมิ้นท์-เสาวลักษณ์ กิจวิกรัยอนันต์ จากร้านไสใส, เชฟหนุ่ม - วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ เจ้าของร้าน Samuay & Sons, เชฟแนน - ลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ Cuisine de Garden Chiangmai และอาจารย์แอน อาจารย์โทนี่ จาก EDGO Experiences Founder & CEO
“เราได้สัญชาติไทยหนึ่งเดือนก่อนบินไปอิตาลี ถ่ายบัตรประชาชนตอนเดือนเมษายน รับปริญญาเดือนมิถุนายน พอเดือนกันยายนก็ได้ไปอิตาลี ไปไกลมาก บินยุโรปเลยนะ (หัวเราะ)” น้ำไล่เรียงช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอให้ฟัง
"เป้าหมายที่เราฝันไว้ตั้งแต่ ม.ต้น ว่าถ้าได้บัตรประชาชนเมื่อไหร่ จะบินออกนอกประเทศสักครั้งเพื่อไปเล่าวิถีชีวิตของเราให้โลกฟัง มันสำเร็จจริงในวัย 20 กว่า ๆ วันที่เหยียบสนามบินยุโรป เรารู้สึกปลดล็อกชีวิตทันที ความเป็นมนุษย์ของเรามันเท่ากันกับทุกคนบนโลกใบนี้แล้ว"
การเดินทางไปอิตาลีปลุกพลังในตัวน้ำให้ตื่นขึ้น เธอเห็นความห่างไกลระหว่างโลกของคนเมืองกับคนบนดอย เห็นชุมชนดั้งเดิมที่ค่อย ๆ สูญเสียทักษะการพึ่งพาตนเอง และที่สำคัญคือ ภาพจำอันโหดร้ายที่คนเมืองมักมองว่าคนชาติพันธุ์เป็น ‘ผู้ร้ายทำลายป่า’ และเป็นต้นเหตุของปัญหาหมอกควัน และไฟป่าที่มักเกิดขึ้นทุกปี
"ตอนนั้นตกงานอยู่ แต่ก็เริ่มทำเรื่องอาหารอยู่บ้างแล้ว พี่จั้มพ์บอกว่า 'ส่งไอเดียเลยไหม ลองถ่ายคลิปวิดีโอดู' เราเลยชวน 'ยุทธ' (ยุทธภัณฑ์ พิพัฒน์มงคลกุล) เพื่อนชาวปกาเกอะญอมาร่วมกันคิดไอเดีย ตอนนั้นเรามานั่งคุยกันว่าจะตั้งชื่อกลุ่มว่าอะไรดีล่ะ สุดท้ายก็ตกลงกันว่า งั้นใช้คำว่า 'การเดินทางของเมล็ดพันธุ์' หรือภาษาอังกฤษตรงตัวง่าย ๆ เลยว่า Seeds Journey ก็แล้วกัน"
จากไอเดียที่ส่งไปด้วยความหวังว่าจะได้ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ ผลปรากฏว่าเด็กบนที่สูงกลุ่มนี้กลับได้รับรางวัลชนะเลิศจาก UNDP เป็นก้าวแรกที่ทำให้น้ำเริ่มหันมาจับโมเดลนี้อย่างจริงจัง จนกระทั่งได้รับทุนสนับสนุนเพิ่มเติมจากโครงการของบ้านปู (Banpu) ซึ่งเข้ามาช่วยเติมเต็มความฝันและทดลองทำโมเดลธุรกิจให้ออกมาเป็นรูปธรรมมากขึ้น
การเอาไอเดียจากหน้ากระดาษไปปฏิบัติจริงในชุมชนคือกระบวนการที่น้ำเรียกว่า หนักหนาจนถึงขั้นสาหัสกันเลยทีเดียว เธอเดินทางไปลงพื้นที่หลากหลายหมู่บ้าน ทั้งอาข่า ปกาเกอะญอ และลีซู จนกระทั่งไปเจอ ‘พ่อหลวงมานพ บุญยืนกุล’ แห่งบ้านป่าเกี๊ยะ ผู้นำที่มีพลังล้นเหลือและมีความฝันอยากทำโฮมสเตย์อนุรักษ์ป่าอยู่ก่อนแล้ว
"เราไปหาพ่อหลวงแล้วบอกตรง ๆ เลยว่า 'หนูไม่มีเงินนะ แต่หนูอยากทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ อยากมาเรียนรู้กับพวกแม่ ๆ' พ่อหลวงใจดีมาก ประกาศเสียงตามสายในหมู่บ้านเลยว่า 'ใครมีเมล็ดพันธุ์อะไรให้ขนมาให้หมด มีเด็กรุ่นใหม่คนอาข่าอยากมาคุยด้วย' ตอนนั้นเราต้องขุดภาษาอาข่าโบราณ คำยาก ๆ มาคุยกับคนแก่ เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราคือพวกเดียวกับเขา เป็นอะไรที่สนุกมาก ชอบมาก ๆ"
แน่นอนว่าคำว่าเด็กรุ่นใหม่อาจสร้างความเคลือบแคลงใจให้เหล่าคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งน้ำเองก็เจอกันสิ่งนั้นเช่นกัน
"เขารู้สึกต่อต้านในสิ่งที่เราคิด เขาพูดเลยว่าเป็นไปไม่ได้หรอก อาหารบ้าน ๆ แบบนี้ใครเขาจะอยากมากินกัน วัยรุ่นสมัยนี้เขาไม่กินหรอก แถมเขายังชินกับการเห็นภาพอาหารสวยงาม สะอาดสะอ้านในทีวี พอเห็นอาหารตามฤดูกาลที่มีแค่สีเขียว สีแดง บ้างก็สีครีม สีม่วง ของชุมชนตัวเอง เขาก็คิดว่ามันหรูหราไม่มากพอ"
แถมเมล็ดพันธุ์บางชนิดก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้าน ‘หวงแหนยิ่งกว่าชีวิต’ บางบ้านถึงขั้นแอบซ่อนเมล็ดพันธุ์ดี ๆ ไว้ใต้ฟูกนอนเพราะไม่อยากแบ่งให้ใคร ภารกิจต่อมาอย่างการสร้างธนาคารเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนจึงต้องใช้เวลาเจรจาต่อรองอยู่นานหลายปี
น้ำใช้กระบวนการบอกถึงข้อดีข้อเสียผ่านทริปท่องเที่ยวที่เธอและทีมร่วมกันออกแบบขึ้น โดยใช้พลังของการถือครองเงินทุนสร้างระบบการทำงานร่วมกัน
"เราใช้ความต้องการของลูกค้าในเมืองมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจา เช่น เราห้ามไม่ให้ใช้พลาสติกเด็ดขาด ทุกอย่างต้องใช้ใบตอง ห่อด้วยใบเตย ใช้แก้วน้ำไม้ไผ่ที่ตัดในฤดูกาล ตอนแรกแม่ ๆ ก็ไม่เข้าใจ แต่พอเราทำทริปใหญ่ แล้วลูกค้าเดินเข้ามาถ่ายรูปหน้าเตาไฟ ถ่ายรูปดิสเพลย์เมล็ดพันธุ์ของย่ายายอย่างภูมิใจ จุดนี้แหละที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของคนในชุมชนเลย"
"แม่ ๆ ตื่นเต้นมาก วิ่งมาบอกเราว่า 'น้ำ... รู้ไหม เตาไฟอาข่าแคบ ๆ ร้อนก็ร้อน แออัดก็แออัด ฝรั่งจากอเมริกาเขาไม่ยอมนั่งโต๊ะอาหารตัวใหญ่ของแม่เลย เขาไปนั่งล้อมวงกินที่เตาไฟหมดเลย' เราได้ยินแล้วรู้สึกดีมาก เพราะลูกค้าในเมืองนั่นแหละเป็นคนทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของวิถีชีวิตตัวเองโดยที่เราไม่ต้องอธิบายอะไรอีกเลย"
ปัจจุบัน Seeds Journey ทำงานร่วมกับเกษตรกรกว่า 20 ราย จาก 10 กว่าชุมชนชาติพันธุ์ และมี 5 ชุมชนหลักที่รองรับการท่องเที่ยวเชิงลึก โดยออกแบบทริปตามปฏิทินฝนฟ้าและฤดูกาลของธรรมชาติ
"กลุ่มลูกค้าหลักของเราส่วนใหญ่จะเป็นเชฟและเจ้าของกิจการร้านอาหาร รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ชอบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใคร เพราะเรื่องราวของอาหารชาติพันธุ์สามารถเอาไปรังสรรค์และเพิ่มมูลค่าเป็นอาหารระดับ Fine Dining หรือมิชลินสตาร์ได้"
นอกจากนี้ ในปี 2026 น้ำยังเข้าไปทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อไม่ให้สายพันธุ์พืชดั้งเดิมหายไปจากชุมชน เช่น ข้าวสายพันธุ์ท้องถิ่น, ถั่วจากหมู่บ้านลาหู่, รากชู, หอมแส้, และสิหมะ (พืชชี้วัดสภาพอากาศดั้งเดิม) โดยนำเมล็ดพันธุ์หายากไปแจกให้เกษตรกรปลูกฟรี พร้อมตกลงรับซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคาที่ชาวบ้านพึงใจ เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ไม่ให้คนรุ่นใหม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปทำงานในเมืองใหญ่
"จากเดิมที่พ่อแม่ส่งลูกเรียนหนังสือเพื่อหวังให้ไปทำงานหาเงินเยอะ ๆ ในเมือง หรือต่างประเทศ ทุกวันนี้เวลาเราจัดทริป ชาวบ้านจะมาถามเราตลอดว่า 'เมื่อไหร่จะพาลูกค้ามาอีก ชวนลูก ๆ แม่กลับมาอยู่บ้านด้วยได้ไหม อยู่บ้านเราตอนนี้ไม่ลำบากแล้วนะ' คำพูดเหล่านี้มันเยียวยาหัวใจเรามาก"
ทุกวันนี้แม้น้ำจะยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองเป็นหลักแหล่ง แต่เธอก็ยังคงเดินทางไปกลับเพื่อสร้างบ้านและทางรอดให้กับคนอื่น ๆ อยู่เสมอ
"ใคร ๆ ก็บอกว่าเราอยากกลับบ้าน แต่จริง ๆ ทุกวันนี้ไม่มีบ้านให้กลับนะ (หัวเราะ) แต่เราคิดว่าไม่สำคัญหรอก เพราะจิตวิญญาณของเราคือคนในชุมชน เราแค่อยากให้กำลังใจเด็กชาติพันธุ์หรือคนรุ่นใหม่ทุกคนที่ลังเลใจจะกลับบ้านว่าให้โอกาสตัวเองหน่อย มันอาจจะใช้เวลาและต้องการความอดทนสูงมาก เพราะมีเรื่องรายได้เข้ามาเป็นโจทย์สำคัญ อย่างน้ำก็ถือว่าช้านะ แต่สุดท้ายเราจะเจอโอกาสแน่นอน"
นอกจากการทำงานร่วมกับชุมชนแล้ว Seeds Journey ยังได้ทดลองขยายไปสู่การจัดทำอาหารป๊อปอัพตามเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาชาติพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ให้กับผู้บริโภคโดยตรง โดยพกเป้าหมายสูงสุดว่าจะทำอย่างไรให้เมล็ดพันธุ์เหล่านี้อยู่ในวิถีคนเมืองอย่างกลมกลืน
เมื่อเราถามน้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่เธออยากให้คนส่วนใหญ่ ‘มองเปลี่ยนไป’ คือเรื่องอะไร เธอบอกว่า
“เราอยากให้คนอื่นเข้าใจว่า คนบนดอยคือผู้พยายามรักษาความสมดุลของธรรมชาติมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายมากขนาดไหน”
“เราทำ Seeds Journey เพราะอยากกลับมาตามหาเรื่องราวของชาวอาข่า ชวนคนรุ่นใหม่และคนในเมืองมาสัมผัสรสชาติอาหารอาข่า แล้วก็อยากให้เพื่อนเราที่เป็นชนเผ่ากลับมาเจอกันด้วย เพราะฉะนั้นการกลับมาครั้งนี้ ก็เลยมีโจทย์ว่าเราจะทำยังไงให้ชุมชนของเรามีความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจของชุมชนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น พ่อแม่สุขสบายมากขึ้นในชุมชนเดิมที่อยู่ และที่สำคัญคือพวกเราได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม”
จากเด็กหญิงไร้สัญชาติที่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา วันนี้น้ำและ Seeds Journey ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงกอบกู้ศักดิ์ศรีและความมั่นคงทางอาหารของชาติพันธุ์กลับคืนมา
"เราไม่อยากเห็นเด็กรุ่นต่อไปต้องมาเจ็บปวดกับการถูกลดทอนความเป็นคนเหมือนที่เราเคยเจอ เราอยากให้ภาพที่คนอื่นมองพวกเราเปลี่ยนไป ไม่ใช่มองว่าเราเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ให้เขาเห็นว่าพวกเราคือคนที่รักษาชีวิต รักษาป่า และรักษาโลกใบนี้ไว้ ผ่านสิ่งที่มีพลังและเรียบง่ายที่สุดอย่างเมล็ดพันธุ์ในจานอาหาร"
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : Seeds Journey