ส่องปรากฏการณ์ Deurbanization กับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

ส่องปรากฏการณ์ Deurbanization กับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

คุยกับ 'พัตเตอร์-ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง' ผู้ก่อตั้ง Roots Incubation Program ถึงปรากฏการณ์ Deurbanization ที่เกิดจากคนรุ่นใหม่ย้ายออกจากเมืองใหญ่กลับไปใช้ชีวิตที่บ้านกันมากขึ้น

KEY

POINTS

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Deurbanization หรือการย้ายออกจากเมืองของประชากรจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ ที่อยากกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดของตัวเอง 

แต่การกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังสะท้อนถึงปัญหา ความหวัง และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย  

เราจึงอยากชวนมาเจาะประเด็นนี้ผ่านบทสนทนากับ พัตเตอร์-ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง ผู้ก่อตั้ง Roots Incubation Program โครงการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่อยากกลับไปพัฒนาบ้านเกิดด้วยโมเดลธุรกิจเพื่อชุมชน

ส่องปรากฏการณ์ Deurbanization กับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

‘ความเจริญกระจุกตัว’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรละเลย

“เราเริ่มสนใจเรื่องนี้ตอนลงพื้นที่ ตั้งแต่สมัยทำงานพัฒนาที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เราได้ยินเรื่องราวว่าถ้าคนดอย หนุ่มสาวจะไปเกาหลีกันเพื่อทำงานหาเงิน แต่ถ้าเป็นคนไทย เขาต้องให้ลูกไปเรียนในเมืองก่อน อย่างน้อยในตัวเมือง ภาคเหนือจะเป็นเชียงใหม่ แต่ถ้าดันให้ลูกไปได้ ก็ต้องไปกรุงเทพฯ ตอนนั้นเราพบว่าคนอายุยังน้อยในพื้นที่คือวัย 45-50 ปี แล้วเศรษฐกิจท้องถิ่นจะโตได้ยังไง”

“เรามีโอกาสได้คุยกับพี่ที่เข้ากรุงเทพฯ มาเป็นรปภ. ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เขาต้องมาหาเงิน ด้วยความที่การเกษตรไม่ได้สร้างรายได้ให้ครอบครัว แต่กลายเป็นติดหนี้แทน สุดท้ายเขาก็อยากกลับบ้าน อยากเจอลูกเมีย จึงกลับมาทำเกษตรอีกรอบหนึ่ง เขาพบว่าชีวิตที่ได้เจอลูกเมียมันดีมากเลย เรียกว่าใจเด็ดมาก  เราฟังแล้วประเด็นนี้ยังติดอยู่ในใจว่าเราทำอะไรได้บ้าง”

ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 หลายคนย้ายกลับต่างจังหวัด บ้างก็เต็มใจ บ้างก็จำเป็น แต่ปัญหาร่วมกัน คือกลับไปแล้วไม่มีงานรองรับ ไม่มีเพื่อนหรือกลุ่มสังคมของตนเอง หลายจังหวัดขาดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ขนส่งสาธารณะ ระบบสาธารณสุข

เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นให้เธอก่อตั้ง Roots Incubation Program ขึ้นมา โดยรับสมัครคนหนุ่มสาวที่อยากกลับบ้านมาค้นหาศักกยภาพในตนเอง สำรวจทรัพยากรท้องถิ่น ตลอดจนเรียนรู้เรื่องโมเดลธุรกิจเพื่อชุมชน โดยมีมูลนิธิ Friedrich Naumann และพาร์ทเนอร์ที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันมาร่วมสนับสนุน 

ปัจจุบัน Roots Incubation Program เดินทางมาถึงปีที่ 6 ทำให้เธอได้เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Deurbanization ที่ชัดเจนขึ้นทุกวัน เมื่อเมืองเริ่มแน่นขนัดจนไม่อาจรับไหว และผู้คนตัดสินใจย้ายออกจากเมือง

ส่องปรากฏการณ์ Deurbanization กับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

คนรุ่นใหม่กับ ‘นิยามความสำเร็จ’ ที่เปลี่ยนแปลงไป

พัตเตอร์เล่าว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากหลากหลายปัจจัย หากสรุปให้เห็นภาพชัด คือแรงผลักจากเมืองใหญ่และแรงดึงจากต่างจังหวัด

‘แรงผลัก’ ที่ว่านี้มีตั้งแต่ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น พื้นที่สีเขียวน้อย ฝุ่น PM2.5 ความปลอดภัยในชีวิตและอีกสารพัดปัญหา จนผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่า คุ้มหรือไม่ที่ต้องแลกสิ่งเหล่านี้กับความสำเร็จหรือหน้าที่การงานในเมืองใหญ่ 

ส่วน ‘แรงดึง’ มีทั้งเรื่องโอกาสการทำงานทางไกล (remote work) การขายของออนไลน์ รวมถึงมีหน่วยงานและโครงการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นเยอะขึ้น โดยเฉพาะการนำภูมิปัญญาดั้งเดิม มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ทำให้ผู้คนเริ่มเห็นโอกาสในพื้นที่ของตัวเอง 

อีกประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ คือค่านิยมและนิยามความสำเร็จของคนรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

“จากที่ทำ Roots มาหลายปี เราเห็นว่าเขา ‘นิยามความสำเร็จใหม่’ จากเดิมที่ต้องมีตำแหน่งหน้าที่การงาน มีเงินเดือนสูง ๆ ตอนนี้ความสำเร็จกลายเป็นเรื่อง well-being ทั้งเวลาที่มีในชีวิต การได้บริโภคสิ่งที่ดี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและธรรมชาติ รวมทั้งได้เป็นตัวของตัวเอง  

“เรามองว่าความกดดันจากค่านิยมทางสังคมเริ่มลดลง แม้กระทั่งพ่อแม่ปู่ย่าตายาย บางคนเริ่มเห็นข้อดีที่ได้เจอลูกหลานมากขึ้น ดังนั้น ค่านิยมเดิมที่เคยเป็นแรงต้านว่าอย่ากลับนะ เพราะกลับแล้วล้มเหลว ธงข้อนี้ลดลง คนกลับบ้านเริ่มถูกมองว่าเท่ขึ้น เลยกลายเป็นแรงดึงให้กลับได้เหมือนกัน”

ส่องปรากฏการณ์ Deurbanization กับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

เมื่อใจอยากกลับ แต่ยังกลับไม่ได้

แม้จำนวนคนที่ ‘อยากกลับ’ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่น้อยคนจะกลับได้จริง เพราะมีเพียงบางสายงานที่ทำงานทางไกลได้ แถมงานในพื้นที่ยังมีน้อยและไม่สอดคล้องกับทักษะเดิมของตัวเอง

ส่วนการค้าขายหรือทำธุรกิจมักจะเจอปัญหากำลังซื้อในต่างจังหวัดน้อยกว่าในเมือง เพราะคนส่วนใหญ่คือผู้สูงอายุและเด็ก บวกกับไม่มีแหล่งข้อมูลหรือโอกาสได้ทำความเข้าใจทรัพยากรท้องถิ่น ตลอดจนความต้องการของคนในพื้นที่ กิจการหลายแห่งจึงต้องพึ่งพาลูกค้าในเมืองใหญ่ การส่งออก หรือนักท่องเที่ยวเป็นหลัก

มองเผิน ๆ ก็ดูจะเป็นเรื่องดี เพราะยิ่งผลิตส่งออกไปได้มากเท่าไร เม็ดเงินยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ทว่าหนทางนี้กลับซ่อนความเสี่ยงบางอย่างไว้ในระยะยาว

หนึ่ง คือ ความไม่แน่นอนจากการพึ่งพาตลาดภายนอกจนเกินไป หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น น้ำมันแพง การขนส่งติดขัด โรคระบาดที่ต้องปิดประเทศ เศรษฐกิจท้องถิ่นก็ได้รับผลกระทบใหญ่ตามไปด้วย ทั้งยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งที่วกกลับมาทำลายสิ่งแวดล้อม 

สอง คือ ความต้องการจากภายนอกนั้นเหมือนตัวเลขขึ้น-ลงที่เราไม่อาจประเมินได้แน่ชัด หลายครั้งจึงต้องเร่งผลิตให้ได้มากที่สุด ขณะที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัดจนตามมาด้วยปัญหา เช่น ดินถูกรีดคั้นเอาสารอาหารออกไปจดหมด ไม่มีโอกาสได้ฟื้นฟูสภาพดิน หรือการใช้สารเคมี เพื่อให้ได้พืชผลสมบูรณ์และมีปริมาณเยอะ ๆ เข้าไว้

“เราเรียกว่า Economy of Extraction คือความพยายามคั้นออกมา จนธรรมชาติก็จะไม่ไหวแล้ว จากเดิมที่คนในชุมชนควรได้บริโภคสิ่งที่ดี ได้ของสดใหม่ที่เหมาะกับคนในพื้นที่ แต่กลายเป็นส่งผลกระทบกับเขาแทน”

ส่องปรากฏการณ์ Deurbanization กับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

อย่างไรก็ตามการเชื่อมโยงกับตลาดในเมืองใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องผิด และยังคงเป็น ‘ทางรอด’ ของหนุ่มสาวที่กลับบ้านในช่วงเวลานี้ เพียงแต่หนทางที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว คือหวนกลับมาสำรวจและทำความเข้าใจ ทั้งทรัพยากร ภูมิปัญญาและความต้องการของคนในชุมชน เพื่อบริหารจัดการให้สอดคล้องกับธรรมชาติของพื้นที่นั้น ๆ

“อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ Community based learning  การศึกษาบ้านเราไม่ได้ยึดโยงกับท้องถิ่น เด็ก ๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจังหวัดหรือชุมชนเรา มีแม่น้ำ มีพืชพื้นถิ่น มีสัตว์ มีอาชีพอะไรเป็นหลัก หรือทางเลือกงานอะไรบ้างที่สอดคล้องกับความเป็นท้องถิ่น พอเราไม่รู้ เราก็ไม่เห็นคุณค่า ไม่รู้จะหยิบจับขึ้นมาเป็นอาชีพยังไง เรามองว่าถ้าการศึกษายึดโยงกับท้องถิ่นมากขึ้น อาจช่วยพัฒนาให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ และทำให้อยู่ในบ้านเกิดได้ง่ายขึ้น”

หนึ่งในทางออกคือ Economy of Connection

นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว พัตเตอร์มองว่าอีกหนทางที่เป็นไปได้และอยากผลักดันให้เกิดขึ้น คือการเปลี่ยนจาก ‘Economy of Extraction’ มาเป็น ‘Economy of Connection’ หรือเรียกอีกอย่างว่า เปลี่ยนจากการผลิตและขายให้ได้ ‘เยอะที่สุด' มาเป็นการผลิตให้ ‘พอดี’ กับทรัพยากรที่มีและความต้องการในพื้นที่

“คอนเนคชันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงระบบอุปถัมภ์ หรือการพึ่งพิงอิงอาศัย แต่เราหมายถึงการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ชุมชนรอบตัว รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านเหมือนกัน เพราะมันยากมากนะที่คน ๆ หนึ่งจะกลับไปสร้างอะไรใหม่ ๆ โดยที่โครงสร้างยังไม่พร้อม คนในพื้นที่ยังไม่พร้อม แต่ถ้ามีการแบ่งปัน เชื่อมโยงกับผุู้คนในพื้นที่ใกล้เคียงเหมือน connect the dots อาจช่วยทำให้การเติบโตเป็นไปได้มากขึ้น และเกิด ecosystem ในแต่ละภาค 

“อีกอย่างเราอยากให้คนได้ใช้ของดีในท้องถิ่นมากขึ้น โครงการปีนี้ เราเลยจะพาของท้องถิ่นจากคนกลับบ้านจังหวัดต่างๆ เข้ามาขายในร้าน All kind ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเรา เพื่อให้คนกลับบ้านได้ทดลองตลาดและพัฒนาสินค้าท้องถิ่นให้คนในท้องถิ่นภูมิใจ”

การขับเคลื่อนเหล่านี้ช่วยให้คนตัวเล็กได้กลับบ้านอย่างมีความหวังมากขึ้นก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องที่ควรเกิดขึ้นไปพร้อมกัน คือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบประมาณ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สร้างระบบขนส่งสาธารณะ การแพทย์ และการศึกษาให้ไม่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น 

“เราคิดว่าการที่เราพูดเรื่องคนกลับบ้านมีแรงกระเพื่อมพอสมควร คิดว่ามีคนทำเรื่องนี้มากขึ้น เราได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนมากขึ้น แต่สิ่งที่เราตั้งใจและบอกเสมอคือสุดท้ายควรจะไม่มีเรา โครงการไม่ควรจะอยู่ตลอดไป เพราะถ้าคนรุ่นใหม่ได้กลับบ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีโครงการนี้ นั่นคือความสำเร็จของเราแล้ว” 

ส่องปรากฏการณ์ Deurbanization กับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

**ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการ Root Incubation Program สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ - 31 พฤษภาคมนี้ ผ่านทาง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScQnb81EfiHLOAsyjx209qIMjcOuned3QU62CZeqBCoG_KUOw/viewform?pli=1

หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Roots Incubation Program