27 พ.ค. 2569 | 17:30 น.

KEY
POINTS
ทุกวันนี้แทบไม่ต้องตั้งใจตามหา แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนฟีดไปไม่กี่ครั้ง เราก็เจอข่าวฆาตกรรม ข่าวคนทำร้ายกัน ข่าวอาชญากรรมที่นับวันยิ่งรุนแรงขึ้น แท้จริงอะไรแบบนี้หาใช่เรื่องใหม่ เพราะเพียงแหงนดูที่จอโทรทัศน์ก็จะสามารถเห็นแถวคิวของข่าวร้ายที่ดาหน้าเข้ามานำเสนอตัวเองกับเรา เพียงแต่ในวันที่มันขยับมาอยู่ที่ปลายนิ้วมือของเรา มันยิ่งทำให้ข่าวร้ายเหล่านี้เขยิบชิดแนบใกล้กับชีวิตประจำวันของเราไปยิ่งกว่าเดิม และบางคราว มันมากเสียจนกลายเป็นเรื่องชินตาที่เราอ่านหัวข้อ ถอนหายใจ แล้วเลื่อนผ่านไป
ถ้าลองสังเกตให้ดี ข่าวความรุนแรงเหล่านี้กลับเป็นข่าวที่คนเข้าไปดูกันมากที่สุด ยอดวิวพุ่งไปถึงหลักแสน เราต่างบอกว่าไม่อยากเห็นภาพคนทำร้ายกัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะกดเข้าไปอ่านมันอยู่ดี จนต้องย้อนถามตัวเองว่า เราเคยชินกับความตายของคนแปลกหน้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ และการมีความรุนแรงเป็นคอนเทนต์ให้เสพอยู่ทุกวันแบบนี้ มันกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนเราไปเป็นคนแบบไหนกัน?
คำถามทำนองนี้เองที่ค้างคาอยู่ในใจของ ‘ณัฐภกร แน่งน้อย’ หรือ ‘บอส’ คนทำหนังวัย 24 ปีชาวภูเก็ต มากพอจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของหนังยาวเรื่องแรกในชีวิตเขา ทว่าก่อนจะมาจับกล้องและเล่าเรื่องราวผ่านภาพยนตร์ บอสเป็นเด็กคนหนึ่งที่หลงใหลใน ‘มายากล’ และฝึกฝนด้วยตัวเองมาตั้งแต่อายุ 11 ปี ก่อนจะเบนเข็มมาเรียนภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แล้วลงมือเขียนบท กำกับ และผลักดันหนังของตัวเองด้วยสองมือจนได้เข้าฉายในโรงจริง
ภาพยตร์เรื่องนั้นคือ ‘แดนฝัน อันตรธาน’ (The White Rabbit) หนังแนวลึกลับ ดราม่า โรแมนติก ที่เล่าเรื่องของ ‘เบิร์ด’ อดีตนักมายากลผู้ผันตัวมาเป็นอาสาสมัครกู้ภัย และต้องเข้าไปสางคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่โยงใยไปถึงเรื่องสั้นของคนรักเก่า ในโลกที่ความจริงตรงหน้าพร้อมจะกลายเป็นภาพลวงตาได้ทุกเมื่อ โดยจะเข้าฉายแบบจำกัดโรงในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569
เบื้องหลังเรื่องราวเหนือจริงนั้น คือความคิดของคนทำหนังรุ่นใหม่ที่มีต่อทั้งวงการภาพยนตร์ สังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง และอนาคตในยุคที่ AI กำลังเข้ามา นี่คือบทสนทนาที่พาเราย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเด็กคนหนึ่งที่เคยซ้อมมายากลอยู่หน้ากระจกตามลำพัง จนถึงวันที่เขามีหนังของตัวเองเข้าฉายในโรงภาพยนตร์
“มายากลมันโดดเดี่ยวเกินไปสำหรับผม”
ตอนเด็ก บอสมักจะถูกเพื่อนแกล้งบ่อย ๆ เขาบอกเองว่ามีภาวะกึ่งซึมเศร้าอยู่ด้วยในบางคราว จนวันหนึ่งตอนอายุ 11 ปี ที่โรงเรียนสอนศิลปะข้างออฟฟิศพ่อ ครูคนหนึ่งหยิบช้อนขึ้นมาแล้วทำให้มันงอได้ต่อหน้าต่อตา ปล่อยให้เด็กชายงงอยู่สามชั่วโมงเต็มโดยไม่ยอมเฉลย เมื่อในที่สุดเขาไปถามว่ามันคืออะไร คำตอบที่ได้คือประโยคสั้น ๆ ว่า “มันคือมายากล หนูไปหาเอาเองที่บ้าน”
แล้วเขาก็ทำตามนั้นจริง ๆ บอสเริ่มหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและฝึกเองล้วน ๆ ไม่เคยเรียนกับใคร เพราะเคยพยายามทักไปถามรุ่นพี่ในวงการแล้วไม่ค่อยได้รับการตอบกลับ โดยมีผู้ชมกลุ่มแรกคือพ่อกับแม่ และเวทีแรกคือกระจกในห้องที่เขายืนซ้อมอยู่ทุกวัน ทุกวัน จนเกิดเป็นคำสัญญาที่ให้ไว้กับเงาของตัวเอง
“ถึงจะเป็นตอนเด็ก ผมก็ปฏิญาณกับตัวเองเลยว่า
จะเป็นนักมายากลระดับโลกให้ได้”
แต่ความฝันระดับโลกนั้นกลับมีราคาที่เขาเริ่มรู้สึกได้ เพราะมายากลเป็นศาสตร์ที่ต้องอยู่กับตัวเอง ซ้อมสคริปต์เดิมซ้ำ ๆ คนเดียว แล้วรอไปเจอผู้ชมเพียงชั่วครู่ “มายากลมันโดดเดี่ยวเกินไปสำหรับผม” เขาสรุปสั้น ๆ ก่อนจะอธิบายว่าทำไมภาพยนตร์ถึงดึงเขาออกมาจากความเงียบนั้นได้ เพราะมันรวมทุกอย่างที่เขารักไว้ในที่เดียว ทั้งดนตรี ภาพ และการเล่าเรื่อง และที่สำคัญ มันคืองานที่ทำคนเดียวไม่ได้
ด้วยเหตุนั้น เมื่อสามปีก่อน เขาจึงปฏิญาณกับตัวเองอีกครั้ง คราวนี้ว่าจะเป็น ‘ผู้กำกับ’
ในช่วงหนึ่งของบทสนทนาบอสเล่าถึงหนังที่เปลี่ยนวิธีคิดของเขา โดยเฉพาะในช่วงที่เขาเรียนภาพยนตร์ ทั้งหนังเรื่องหนึ่งจากอาร์เจนตินาที่ปล่อยให้ตัวละครอยู่ในความ insecure ตลอดทั้งเรื่อง คนดูรู้ความจริงแต่ตัวละครไม่รู้ จนเกิดเป็นมิติและวิธีการเล่าเรื่องที่สามารถถ่ายทอดห้วงอารมณ์ได้ออกมาอย่างน่าสนใจ ไปจนถึง Funny Games เวอร์ชันอเมริกาของ ไมเคิล ฮาเนเก (Michael Haneke) ที่เขายอมรับว่าเนื้อเรื่องโหดร้ายมาก แต่ “ผมดันชอบเพราะมันเจ๋ง” เพราะฟอร์มการเล่าของมันคือความเป็นภาพยนตร์แท้ ๆ
ส่วนคำถามที่อาจมีการถกเถียงกันไม่น้อย โดยเฉพาะในสมัยนี้ว่าการเรียนภาพยนตร์ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ส่วนตัวบอสเองนั้น เลือกยืนตรงกลาง สาเหตุเพราะโรงเรียนหนังให้เขาทั้งอุปกรณ์และเพื่อนที่ชอบสิ่งเดียวกัน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาไม่ใช่ปริญญา หากแต่เป็นการเล่าเรื่อง
“ผมรู้สึกว่าการเล่าเรื่อง
มันเป็นเรื่องสำคัญบนโลกใบนี้ที่มีอยู่แล้ว”
ที่น่าสนใจคือ การมาเป็นคนทำหนังเปลี่ยนวิธีที่เขามองคนรอบตัวไปด้วย เขาบอกว่าตอนนี้เวลาคุยกับใคร เขาไม่ได้แค่รับสารอย่างเดียว แต่จับอารมณ์และมองเข้าไปถึงข้างในของคนคนนั้นได้ง่ายมาก
“เราจะมองเข้าไปข้างใน มองถึงอารมณ์ ผมว่าเป็นข้อดีของการทำภาพยนตร์เนี่ยแหละครับ มันคือการ observe สังคม observe ความสัมพันธ์ชีวิตต่าง ๆ”
เมื่อมาถึง ‘แดนฝัน อันตรธาน’ ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของบอส ที่แม้จะขับเคลื่อนด้วยไฟฟันและขุมพลังในการสร้างสรรค์ แต่เนื้อหาของมันนั้นตั้งต้นจากหน้าจอที่เต็มไปด้วยข่าวร้าย…
บอสเล่าว่าตัวเขานั้นเป็นคนชอบเขียนและดูข่าว แต่เขาสังเกตว่าข่าวยุคนี้นำเสนอความรุนแรงเยอะเหลือเกิน ราว 70% เป็นข่าวอาชญากรรมและฆาตกรรม และคนก็ชอบดูกันมาก รวมถึงตัวเขาเองด้วยที่อยากรู้ว่า “narrative อะไรที่พาคนไปฆ่ากันได้” แต่ยิ่งดูไปเรื่อย ๆ เขากลับเริ่มเห็นบางอย่างที่คนอื่นมองข้าม นั่นคือในทุกข่าว จะมีอยู่หนึ่งอาชีพที่ปรากฏอยู่ในซีนเสมอ นั่นคือ ‘กู้ภัย’
เขาจึงลงไปใช้ชีวิตกับอาสาสมัครกู้ภัยตัวจริงเพื่อทำความเข้าใจโลกของพวกเขา และสิ่งที่เขาค้นพบกลายเป็นแก่นสำคัญของหนัง บอสเรียกมันว่า "เลเยอร์ของอำนาจ" เพราะกู้ภัยคือกลุ่มคนที่เข้าถึงที่เกิดเหตุก่อนใครเลย แต่เมื่อไปถึงแล้วกลับทำอะไรไม่ได้มากนัก
“กู้ภัยจะเข้าถึงก่อนเพื่อนเลย ตำรวจมาทีหลัง แต่จะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ก็ต้องนั่งเฝ้าก่อน”
บอสได้เล่าว่าพวกเขาเหล่านี้กล้าเผชิญหน้า มีจิตใจสูงส่ง แต่กลับต้องรอตามลำดับ ตามโพรโทคอล รออำนาจที่อยู่เหนือกว่าเป็นผู้ตัดสินใจ ความย้อนแย้งตรงนี้เองที่เขาหยิบมาวางไว้ในเรื่อง
การให้ตัวเอกเป็นอดีตนักมายากลก็ไม่ใช่แค่การยัดเยียดตัวตนของผู้กำกับลงไป “ผมใส่เพราะผมเข้าใจมันด้วย และผมมีวิธีมองมันด้วย” เขาอธิบาย ส่วนความท้าทายที่แท้จริงของการทำหนังยาวเรื่องแรก เขาบอกว่าอยู่ตรงการแปลงตัวอักษรในหัวให้กลายเป็นภาพที่คนอื่นเข้ามาอยู่ร่วมได้ ซึ่งเป็นความไม่มั่นใจที่เขาเชื่อว่าผู้กำกับทุกคนต่างเผชิญ และการได้ความเป็นมืออาชีพของนักแสดงรุ่นพี่มาช่วย ก็ทำให้ความลังเลนั้นค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ถ้าจะมีหนังสือสักเล่มที่อยู่เบื้องหลังความคิดของหนังเรื่องนี้ ก็คือ Mario and the Magician วรรณกรรมขนาดสั้นของโทมัส มันน์ (Thomas Mann) นักเขียนชาวเยอรมัน ที่เขียนขึ้นในปี 1930 ยุคที่มุสโสลินีกำลังเรืองอำนาจ บอสซื้อมันมาอ่านเมื่อสี่ปีก่อน และตกหลุมรักเพราะเนื้อหาในเรื่องยังคงร่วมสมัยอยู่เสมอ
ในเรื่อง มีนักมายากลคนหนึ่งยืนอยู่กลางเวที เป็นคนหน้าตาน่าเกลียด ไม่น่าเกรงขาม แต่มีลิ้นที่ “toxic มาก" ด่าคนดูอย่างไรคนก็ยังนั่งดูอยู่ดี บอสมองว่านั่นคือภาพสะท้อนของสังคมตอนนี้พอดิบพอดี
“เราก็แค่กดหัวเราะ แล้วก็บ่น ๆ กันไป แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของพวกเขา”
แต่ในวรรณกรรมเรื่องนั้น ตัวละครชื่อมาริโอ้ที่โดนลากขึ้นไปบนเวทีกลับ ‘ตื่นรู้’ ขึ้นมา และลงมือยิงนักมายากลคนนั้นตาย ซึ่งในสายตาบอส มันคือสัญญะบางอย่าง
“มันเปรียบเสมือนว่าต้องมีคนบางคนที่รับไม่ได้ แล้วลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ผมว่าตอนนี้สังคมเราก็เป็นอย่างนั้นอยู่”
บอสเสริมต่อว่า “ผมไม่ได้เป็นคนที่แฮปปี้ตลอดเวลา ผมเป็นคนมองโลกหม่นมาก แล้วยิ่งดูมันก็ยิ่งหดหู่”
เขายอมรับอย่างซื่อตรงว่าตัวเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมโลกออนไลน์ถึงเลือกนำเสนอความรุนแรงมากขนาดนี้ ข่าวฮีลใจคนสนใจไม่นาน ส่วนข่าวฆาตกรรมมีคนดูเป็นแสน และนี่อาจเป็นเสน่ห์ของคนทำหนังรุ่นใหม่คนนี้ ที่เขาไม่แกล้งทำเป็นมีคำตอบสำเร็จรูป แต่เลือกตอบความสับสนของตัวเองด้วยการทำหนังขึ้นมาหนึ่งเรื่อง เพื่อชวนคนดูเข้าไป ‘พิจารณา’ ในฐานะกู้ภัยคนหนึ่ง ที่ต้องคิดหลายชั้นก่อนจะลงมือทำ
ในยุคที่ทุกคนถามว่า AI จะมาแทนคนทำหนังหรือไม่ บอสตอบทันทีว่าไม่ และเหตุผลของเขาก็ย้อนกลับไปหาเด็กคนนั้นที่เคยฝึกมายากลอยู่คนเดียวหน้ากระจกได้อย่างน่าสนใจ เขาไม่ปฏิเสธว่า AI จะเก่งขึ้นทุกวัน แต่สำหรับเขา ภาพยนตร์ไม่ได้มีค่าที่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่กระบวนการ
“ภาพยนตร์มันคือกิจกรรมที่ทุกคนได้มาเจอกัน ได้ทำงาน ได้ผูกความสัมพันธ์ ได้ทะเลาะกัน ได้ขัดแย้งกัน ผมว่านั่นคือชีวิต”
ในมุมของเขา AI อาจดีดนิ้วแล้วได้งานในพริบตา แต่สิ่งที่มันให้ไม่ได้คือการที่มนุษย์ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันจริง ๆ และเขาเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ความเป็นมนุษย์ในงานจะเป็นสิ่งที่คนรับรู้ได้เสมอ
“ผมเชื่อว่าคนที่มีจิตวิญญาณในงานศิลปะ เขาดูออก แม้ว่าคุณจะเนียนแค่ไหน จิตวิญญาณคนเรามันรับรู้กันได้”
เมื่อถามถึงอนาคตของสังคมที่เขากำลังจะเติบโตไป คำตอบของเขากลับมาบรรจบกับความคิดที่ร้อยอยู่ทั้งบทสนทนา เขาบอกว่าสังคมเราต้องกล้าพูดกันมากขึ้น และถึงตอนนี้จะเริ่มมีคนกล้าพูดแล้ว แต่ก็ยังมีความกั๊กหลงเหลืออยู่
เรามีสิทธิกันทุกคน แต่ถ้าทุกคนไม่ยืนหยัดที่จะมาทวงสิทธิตัวเอง หรือปล่อยผ่านเมินเฉย มันก็เป็นเหมือนเดิม”
บางที แดนฝัน อันตรธาน อาจไม่ได้เรียกร้องให้ใครลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลกแบบมาริโอ้ แต่หนังของคนทำหนังรุ่นใหม่เรื่องนี้ ก็กำลังชวนให้เราหันกลับมามองความผิดปกติรอบตัวอีกครั้ง ก่อนที่เราจะเผลอปล่อยมันผ่านไปด้วยความเคยชิน