‘ชนะวุธ อุทโท’ : “การเมืองไม่ใช่แค่ถนนหรือสะพาน แต่คือเงินในกระเป๋าประชาชน”

‘ชนะวุธ อุทโท’ : “การเมืองไม่ใช่แค่ถนนหรือสะพาน แต่คือเงินในกระเป๋าประชาชน”

จากเด็กวัดสู่ สส.กาฬสินธุ์ เส้นทางของ ‘ชนะวุธ อุทโท’ ไม่ได้เริ่มจากอำนาจ แต่เริ่มจากความขาดแคลน และความเชื่อว่า ‘การเมืองที่แท้จริง’ ต้องทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่สร้างถนนหรือโครงการที่มองเห็นได้ แต่ต้องเปลี่ยนชีวิตที่มองไม่เห็นให้ดีขึ้นจริง

KEY

POINTS

“ถ้าพี่น้องประชาชนดีขึ้น ต่อให้น้ำมันลิตรละ 300 เขาก็มีปัญญาเติม เพราะว่าเขามีสตางค์ อันดับแรกก็ต้องทำให้เขามีสตางค์ก่อน…”

สำหรับ ‘ชนะวุธ อุทโท’ สส.พรรคเพื่อไทย เขต 6 จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ใช่เรื่องรอง หากแต่เป็นจุดตั้งต้นของทุกนโยบายทางการเมือง

เขามองว่า ‘คุณภาพชีวิต’ ไม่ได้เริ่มจากถนนหนทางหรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจาก “กระเป๋าสตางค์ของประชาชน” ที่ต้องมีเงินมากพอจะพยุงชีวิตของตนเองได้ โดยเฉพาะในจังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ซึ่งเคยติดอันดับความยากจนของประเทศมาโดยตลอด

The People มีโอกาสพูดคุยกับชนะวุธ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘อาจารย์ลิ้ง’ ไล่เรียงตั้งแต่ชีวิตวัยเด็กในฐานะ ‘เด็กวัด’ สู่การเป็นติวเตอร์ชื่อดังในขอนแก่น การเป็นผู้ประกอบการหลายธุรกิจ ไปจนถึงการตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะตัวแทนของประชาชน

จากลูกครูสู่เด็กวัด: บทเรียนแรกของการ ‘ให้’ ก่อน ‘ได้’

ในวัยเด็กของอาจารย์ลิ้ง เขาเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง แม่ของเขารับราชการครู เลี้ยงดูลูกสามคนท่ามกลางข้อจำกัดของรายได้ ขณะที่พ่อแยกทางออกไปตั้งแต่เขายังมีอายุเพียงหนึ่งขวบ

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนั้น เด็กชายคนหนึ่งจึงเริ่มเรียนรู้การ ‘แบ่งเบาภาระ’ ตั้งแต่อายุยังน้อย

“แม่ก็ใช้เงินเดือนครูในการเลี้ยงลูก จริง ๆ ไม่ได้ร่ำรวยนะครับ ครูสมัยก่อนเงินเดือนไม่ได้มาก แต่ว่าท่านก็ต้องแบกรับทุกอย่างเข้าไว้”

ด้วยความที่คุณยายเข้าวัดเป็นประจำ และคุณตาสนใจพระเครื่อง ประกอบกับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดของผู้เป็นแม่ วัดจึงกลายเป็นทั้งพื้นที่พักพิงและพื้นที่เติบโตของเขาโดยไม่รู้ตัว

ที่นั่นเอง อาจารย์ลิ้งได้พบกับ ‘หลวงปู่มหาศิลา’ ก่อนจะค่อย ๆ ฝากตัวเป็นศิษย์ และผูกพันกับวิถีชีวิตในวัดอย่างแนบแน่น

“เพราะว่าเราอยู่ในสังคมชนบท ตอนนั้นอยู่ที่ร้อยเอ็ด เลยไปพบกับหลวงตา ตอนนั้นมองแค่ว่าท่านเป็นหลวงตาที่มีความเมตตา เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว เป็นพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งที่อยู่ในวัด…”

ชีวิตในฐานะศิษย์ก้นกุฏิเต็มไปด้วยกิจวัตรเรียบง่าย ชงชาอุ่นถวาย เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ซักผ้า ทำความสะอาดกุฏิ แต่ในความเรียบง่ายนั้นเอง เขาได้ทั้งที่พักพิง และได้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผ่านการกินอยู่ในวัด

เหนือสิ่งอื่นใด คือบทเรียนที่ค่อย ๆ ซึมลึกโดยไม่ต้องมีคำอธิบายยาวเหยียด

หลวงปู่มหาศิลาสอนเขาด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด หากมีปลาทูหนึ่งตัว มันจะไม่ถูกส่งต่อให้เณรในวัดก่อน แต่จะถูกแบ่งให้สัตว์ที่อ่อนแอกว่าเสมอ

การ ‘ให้’ จึงไม่ใช่เรื่องของความเหลือเฟือ หากเป็นเรื่องของการเลือกใครบางคนก่อนตัวเอง

และไม่ว่าท่านจะเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนมากเพียงใด หลักปฏิบัตินั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนไป

‘ชนะวุธ อุทโท’ : “การเมืองไม่ใช่แค่ถนนหรือสะพาน แต่คือเงินในกระเป๋าประชาชน”

ไปให้สุดทีละทาง: จากติวเตอร์สู่พ่อค้าในทุกสนาม

เส้นทางการเป็นติวเตอร์ของอาจารย์ลิ้ง ไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจจะสอนใคร หากเริ่มจากการ ‘เอาตัวให้รอด’ ในรั้วมหาวิทยาลัย

ในขณะที่เพื่อนหลายคนใช้ชีวิตกับการสังสรรค์ เขากลับเลือกใช้เวลาอยู่กับหนังสือ พยายามสะสมความรู้ให้มากพอจะพาตัวเองเรียนให้จบได้ ภายใต้เงื่อนไขของครอบครัวที่ไม่เปิดโอกาสให้ล้มเหลว

เมื่อถึงช่วงสอบกลางภาคและปลายภาค ความพยายามนั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นบทบาทใหม่ เพื่อน ๆ เริ่มเข้ามาขอให้เขาช่วยติว และนั่นคือจุดตั้งต้นของการ ‘สอน’ โดยไม่รู้ตัว

“เพราะว่าพื้นเพครอบครัวเรา ถ้าเกิดเราทำตัวไม่ดีในตอนเรียน ก็คงเรียนไม่จบแล้วครับ เราก็เลยต้องตั้งใจมากกว่าคนอื่น”

หลังสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาไม่ได้มองว่างานประจำจะเป็นคำตอบของการเติบโตในชีวิต อาชีพติวเตอร์จึงกลายเป็นทางเลือกแรก ทั้งจากทักษะที่มี และแรงส่งจากครอบครัวที่เป็นครู

สถาบันกวดวิชา ‘อ.ลิ้ง’ จึงถือกำเนิดขึ้น และเติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ กลายเป็นชื่อที่นักเรียนนักศึกษาจำนวนมากคุ้นเคย

‘ชนะวุธ อุทโท’ : “การเมืองไม่ใช่แค่ถนนหรือสะพาน แต่คือเงินในกระเป๋าประชาชน”

แต่ในจังหวะที่หลายคนอาจเลือก ‘รักษาความสำเร็จ’ เอาไว้ อาจารย์ลิ้งกลับเลือก ‘ปิดมันลง’

เมื่อมองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ และคำนวณต้นทุน-ผลตอบแทนอย่างถี่ถ้วน เขาตัดสินใจก้าวออกจากโลกการศึกษา ไปสู่การค้าขายผ้าไหมผ่านช่องทางออนไลน์ สนามใหม่ที่เขาเชื่อว่าตัวเองสามารถขึ้นไปอยู่แถวหน้าได้

และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็ ‘เปลี่ยนสนาม’ อีกครั้ง

จากผ้าไหมสู่พระเครื่อง แม้จะยอมรับว่าตัวเองไม่ได้เชี่ยวชาญทุกสาย แต่ด้วยความแม่นยำในการดูพระสาย หลวงปู่มหาศิลา ก็ทำให้เขาสร้างชื่อขึ้นมาได้ในอีกวงการหนึ่ง

“เวลาผมทำอะไร ผมจะไปสุดในสายนั้นเสมอ จะมุ่งอันเดียว อย่างเดียวเท่านั้น พอค้าผ้าไหมผมก็เลิกกวดวิชา พอทำพระเครื่องผมก็เลิกผ้าไหม ผมจะทำเป็นอย่าง ๆ ไป”

จากคนที่เคยนั่งวิจารณ์ สู่คนที่เลือกลงสนามเอง

ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามการเมือง อาจารย์ลิ้งไม่ใช่คนที่เติบโตมากับความฝันอยากเป็นนักการเมือง

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เขาเคยมองการเมืองจากระยะห่าง ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และเฝ้าดูบทบาทของ ‘ตัวแทน’ ที่ผู้คนเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนตนเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป การนั่งอยู่หน้าจอและพิมพ์ความเห็นกลับไม่เพียงพออีกต่อไป

ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ชัดขึ้น หากพื้นที่ที่เขาเติบโตมายังมีปัญหา และหากเขาเชื่อว่ามันควรถูกแก้ไขให้ดีกว่านี้ การลงมือทำอาจเป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมากว่าการเฝ้ามองอยู่ข้างนอก

เมื่อความพร้อมมาถึง เขาจึงตัดสินใจก้าวลงสนาม ในนามผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย

ผลลัพธ์ที่ตามมา ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะ แต่คือเสียงสนับสนุน 59,665 คะแนน ตัวเลขที่กลายเป็นสถิติสูงสุดในการเลือกตั้งของจังหวัดกาฬสินธุ์

แม้จะได้รับความไว้วางใจอย่างล้นหลาม แต่อาจารย์ลิ้งกลับไม่ได้วางเป้าหมายระยะยาวในเส้นทางการเมือง

สำหรับเขา ตำแหน่งนี้อาจเป็นเพียง ‘ช่วงเวลา’ มากกว่าจะเป็น ‘อาชีพ’

“อันนี้คือเปิดใจพูดตรงไปตรงมา ถ้าเลือกกลับไปขายของ ผมคิดว่าผมสบายกว่านี้เยอะเลยนะครับ ทำรายได้ ทำอะไรทุก ๆ อย่างก็คงสบายกว่านี้ แต่ว่าญาติพี่น้องชาวบ้านทั่วไป ที่อยู่ในเขตบ้านของเรายังคงลำบากอยู่”

‘ชนะวุธ อุทโท’ : “การเมืองไม่ใช่แค่ถนนหรือสะพาน แต่คือเงินในกระเป๋าประชาชน”

ในวันจับฉลากหมายเลขผู้สมัคร เขาเล่าว่าตัวเองตั้งใจอยากได้หมายเลข 1 ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกในการสื่อสาร

แต่ หลวงปู่มหาศิลา กลับบอกไว้ล่วงหน้าว่า เขาจะได้หมายเลข 3 และจะได้เป็น สส.

ท้ายที่สุด ผลลัพธ์ก็ออกมาตรงตามนั้นทุกประการ

เรื่องเล่าที่ฟังดูคล้ายปาฏิหาริย์ อาจไม่ได้เป็นเพียงความบังเอิญ หากสะท้อนเส้นทางของคนคนหนึ่งที่ เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็มักจะ ‘ไปสุด’ ในสนามนั้นเสมอ

การเมืองในมุมของประชาชน ไม่ใช่สายเลือด แต่คือความเข้าใจ

อาจารย์ลิ้งไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวนักการเมือง ไม่มีสายสัมพันธ์หรือมรดกทางอำนาจใด ๆ ให้สืบทอด

เส้นทางของเขาแตกต่างจากนักการเมืองจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ว่าจะหน้าใหม่หรือหน้าเก่าก็มักมี ‘ต้นทุนเดิม’ อยู่ในระบบ

สิ่งเดียวที่เขามี คือประสบการณ์ในฐานะ ‘ประชาชน’ และโอกาสในการเรียนรู้ด้านรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง ซึ่งได้รับแรงผลักดันสำคัญจาก หลวงปู่มหาศิลา

มุมมองทางการเมืองของเขาจึงไม่ได้เริ่มจากโครงสร้างอำนาจ หากเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง เราอยากเห็นนักการเมืองแบบไหน

“เราดูการเมืองในมุมของประชาชน ดูนักการเมืองว่า เราต้องการให้นักการเมืองเป็นอย่างไร เราต้องการทำยังไงให้คนอื่นมีความถูกใจในตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นแล้ว ผมจึงอยากจะทำการเมือง ให้ได้สอดคล้องกับความต้องการของผมเอง ในฐานะประชาชนที่เข้ามาเป็นนักการเมือง”

สำหรับอาจารย์ลิ้ง พรรคการเมืองอาจไม่ใช่คำตอบตายตัว หากเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่ต้องเลือกใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

เป้าหมายนั้นไม่ซับซ้อน คือการทำให้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ดีขึ้นจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ปัญหาความยากจนยังไม่เคยถูกแก้ไขอย่างจริงจัง

“จังหวัดกาฬสินธุ์เราไม่เคยติดอันดับเศรษฐกิจของประเทศ แต่เราติดอันดับจังหวัดที่จนที่สุดในประเทศไทยมาก่อน โดยเฉพาะในเขตของผม ก็เคยติดอันดับอำเภอที่จนที่สุดนะครับ ติดท็อป 20 ท็อป 55 มาโดยตลอด”

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยจึงเป็นคำตอบที่เขาเลือก จากนโยบายอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หรือ 1 อำเภอ 1 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเคยแสดงให้เห็นแล้วว่า ‘นโยบาย’ สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนระดับรากหญ้าได้จริง

จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ: ทำอย่างไรให้เงินถึงมือชาวนา

สำหรับอาจารย์ลิ้ง ‘การเกษตร’ ไม่ใช่เพียงจุดแข็งของจังหวัดกาฬสินธุ์ หากคือหัวใจของปัญหาปากท้องที่ต้องถูกแก้ไขอย่างจริงจัง

เป้าหมายของเขาชัดเจน ทำอย่างไรก็ได้ให้ ‘ข้าว’ ซึ่งเป็นผลผลิตหลักของพื้นที่ มีมูลค่าสูงขึ้น และเปลี่ยนเป็นรายได้ที่จับต้องได้ในกระเป๋าของเกษตรกร

วิธีคิดนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ปลายนา แต่ไล่เรียงเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

ในระดับต้นน้ำ คือการทำความเข้าใจว่าเกษตรกรควรปลูกอะไร และปลูกอย่างไรให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ‘ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์’ สินค้าพื้นถิ่นที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ แต่กลับไม่ได้รับความนิยมในการเพาะปลูก

‘ชนะวุธ อุทโท’ : “การเมืองไม่ใช่แค่ถนนหรือสะพาน แต่คือเงินในกระเป๋าประชาชน”

เหตุผลไม่ใช่เรื่องคุณภาพ หากเป็นเรื่อง ‘ราคา’

เมื่อขายออกไปแล้วได้เพียง 8–9 บาทต่อกิโลกรัม ชาวบ้านจึงไม่มีแรงจูงใจ แม้ในความเป็นจริง ข้าวชนิดเดียวกันนี้สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง 20 บาท หากมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม

นี่จึงเป็นโจทย์ที่ต้องถูกผลักดันต่อไปยังภาครัฐ ทั้งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างกลไกที่ทำให้ของดี “ขายได้ในราคาที่ควรจะเป็น”

ถัดมาคือระดับกลางน้ำ การแก้ปัญหาระหว่างทางที่มักถูกมองข้าม

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร ระบบชลประทาน หรือการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร อาจารย์ลิ้งมองว่าหน้าที่ของเขาคือการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

ตั้งแต่การขุดบ่อบาดาล ไปจนถึงการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูก

และในปลายน้ำ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “ปลูกได้เท่าไร” แต่คือ “ขายให้ใคร”

การหาตลาดที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้า จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

“เชื่อว่าถ้าชาวบ้านมีตังค์ เขาทำนา เขาทำการเพาะปลูก แล้วเขาได้ทุนกำไร พี่น้องประชาชนไม่ลำบากนะครับ ตอนนี้ถนนจะดีแค่ไหนก็ตาม ไม่มีเงินเติมน้ำมันรถ จะไปไหนมาไหนน้อยลง มันก็ต้องดูที่ต้นน้ำนะครับ ถ้าพี่น้องประชาชนดีขึ้น ต่อให้น้ำมันลิตรละ 300 เขาก็มีปัญญาเติม เพราะว่าเขามีสตางค์ อันดับแรกก็ต้องทำให้เขามีสตางค์”

ด้วยพื้นฐานของการเป็นนักขายที่ผ่านมาหลายสนาม อาจารย์ลิ้งมอง ‘สินค้า’ ต่างออกไป

พระเครื่องอาจขายยาก ผ้าไหมอาจต้องใช้ทักษะ แต่ ‘ข้าว’ คือสิ่งที่ทุกคนต้องบริโภค และนั่นทำให้เขาเชื่อว่ามันคือสินค้าที่สามารถต่อยอดได้ หากวางระบบให้ถูกต้อง

บทบาทของเขาจึงไม่ใช่การลงไปบริหารงบประมาณโดยตรง หากเป็นการเชื่อมต่อ ผลักดันประเด็นเข้าสู่สภา และทำให้ปัญหาของชาวบ้านถูกมองเห็นในระดับนโยบาย

รวมถึงการใช้ ‘พื้นที่สื่อ’ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

“เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าเราไม่มีแสง เขาจะไม่ฟัง สื่อจะไม่ฟังนะครับ สังคมจะไม่ฟัง แล้วผมจะไปพูดความสำคัญของข้าวเหนียวเขาวง จะไปพูดความสำคัญของข้าวโพดสาลีเสรีไทย จะไปพูดเรื่องฟักทองตำบลจุมจัง ให้กับใครฟังไม่ได้ ถ้าเกิดผมไม่เป็นมาสคอตให้เขา”

‘ชนะวุธ อุทโท’ : “การเมืองไม่ใช่แค่ถนนหรือสะพาน แต่คือเงินในกระเป๋าประชาชน”

ศาสนาในโลกการเมือง

“การเมืองกับศาสนาของไทย ในความเห็นของผมคือ รัฐใหญ่กว่าศาสนา พระกลัวหมดแล้วครับตอนนี้ พระไม่ได้กลัวสำนักพุทธด้วยนะ พระกลัวสอบสวนกลาง”

อาจารย์ลิ้งกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ กับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ที่ทำให้ทั้งศาสนาและการเมืองเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ต่างจากเดิมอย่างชัดเจน แม้ในอดีต ศาสนาและอำนาจรัฐจะเคยแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน เห็นได้จากการสถาปนากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 

ทว่าในปัจจุบัน บทบาทของรัฐกลับขยายตัวเข้ามากำกับศาสนาอย่างเด่นชัด ผ่านกลไกของหน่วยงานและกฎหมายที่มีอำนาจตรวจสอบและดำเนินคดี เมื่อเกิดการกระทำผิด ส่งผลให้สมดุลระหว่างศรัทธาและอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ลิ้งยังเชื่อว่า ‘คุณธรรม’ ในศาสนายังคงทำหน้าที่เป็นแรงขับสำคัญที่หล่อหลอมการตัดสินใจของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำให้คนหนึ่งคนเลือกจะลงมือทำเพื่อผู้อื่น แม้ในโลกที่โครงสร้างอำนาจเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

“คำสอนหลัก ๆ ของหลวงปู่ ที่ท่านจดใส่กระดาษให้กับชาวกู้ภัย ท่านเขียนว่า ‘จงทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์แก่ตนและปวงชน’”

หลักคำสอนนี้จากหลวงปู่มหาศิลา กลายเป็นแกนสำคัญที่อาจารย์ลิ้งยึดถือ ทั้งในชีวิตส่วนตัวและบทบาททางการเมือง ความหมายของมันเรียบง่ายแต่หนักแน่น การสร้างตัวเองให้เข้มแข็งก่อน แล้วจึงใช้พลังนั้นไปเกื้อกูลผู้อื่น

แนวคิดดังกล่าวเอง ที่ผลักดันให้เขาตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมือง ไม่ใช่เพื่อแสวงหาอำนาจ หากแต่เพื่อใช้ศักยภาพที่มีตอบแทนบ้านเกิด และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในจังหวัดกาฬสินธุ์

“เราอยากใช้ความรู้ความสามารถที่มีตอนนี้ ตอบแทนคืนสู่สังคม… ผมไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจ หรืออยากเป็นอะไรที่ใหญ่ขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยศักยภาพที่เรามี ก็อยากใช้มันให้เกิดประโยชน์กับบ้านเกิด อย่างที่หลวงปู่ทำมาตลอด รถคันแรกของท่านไม่ใช่รถส่วนตัว แต่เป็นรถกู้ภัย”

ในสนามที่ไม่ขาวสะอาด ความหวังคือสิ่งที่ต้องรักษาไว้

ในเกมการเมืองที่การแข่งขันไม่เคยขาวสะอาด การโจมตีและข้อครหามักเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม และอาจารย์ลิ้งเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงปะทะนั้นได้ ผู้เขียนจึงตั้งคำถามตรงไปตรงมาถึงวิธีรับมือกับเสียงวิจารณ์ที่ถาโถมเข้ามา

“ก็แก้ไปนะครับ ถ้าว่าผมมีความผิด ก็ต้องมีหมาย ก็ต้องมีความผิดมาจับเรา มาให้เราไปชี้แจง แต่ตั้งแต่เป็นข่าวว่า 888 จนมาถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่เห็นมีหมายอะไรมาเลย”

น้ำเสียงเรียบง่าย แต่สะท้อนวิธีคิดที่เลือกจะยืนอยู่บนข้อเท็จจริง มากกว่าการโต้ตอบด้วยอารมณ์

สำหรับชาวกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะในเขต 6 สิ่งที่เขาต้องการสื่อไม่ใช่คำสัญญาที่สวยหรู หากแต่เป็นความเชื่อมั่นว่า การตัดสินใจของประชาชนไม่สูญเปล่า และบทบาทที่เขาได้รับมานั้นจะถูกใช้ไปอย่างเต็มกำลัง เพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

“ผมมองถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในเขตจริง ๆ… ผมคิดอยู่ตลอดเวลา ฟังอยู่ตลอดเวลา ออกไปดูพื้นที่ตลอดว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง แล้วมันจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ทุกอย่างมีภาพอยู่ในหัวแล้ว ว่าเราจะเริ่มพัฒนาจากตรงไหน”

ท้ายที่สุดแล้ว ในพื้นที่ที่ความยากจนเคยเป็นเรื่องคุ้นชิน และความเปลี่ยนแปลงไม่เคยมาง่าย ๆ สิ่งเดียวที่นักการเมืองคนหนึ่งอาจมอบให้ได้ตั้งแต่วันนี้ อาจไม่ใช่ผลลัพธ์ในทันที หากแต่คือ ‘ทิศทาง’ และ ‘ความหวัง’ ที่ยังไม่ถูกละทิ้ง

 

สัมภาษณ์: ตะวัน ฤกษ์ล้วน

ถ่ายภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม