19 เม.ย. 2569 | 17:36 น.

KEY
POINTS
“ถ้าพี่น้องประชาชนดีขึ้น ต่อให้น้ำมันลิตรละ 300 เขาก็มีปัญญาเติม เพราะว่าเขามีสตางค์ อันดับแรกก็ต้องทำให้เขามีสตางค์ก่อน…”
สำหรับ ‘ชนะวุธ อุทโท’ สส.พรรคเพื่อไทย เขต 6 จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ใช่เรื่องรอง หากแต่เป็นจุดตั้งต้นของทุกนโยบายทางการเมือง
เขามองว่า ‘คุณภาพชีวิต’ ไม่ได้เริ่มจากถนนหนทางหรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจาก “กระเป๋าสตางค์ของประชาชน” ที่ต้องมีเงินมากพอจะพยุงชีวิตของตนเองได้ โดยเฉพาะในจังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ซึ่งเคยติดอันดับความยากจนของประเทศมาโดยตลอด
The People มีโอกาสพูดคุยกับชนะวุธ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘อาจารย์ลิ้ง’ ไล่เรียงตั้งแต่ชีวิตวัยเด็กในฐานะ ‘เด็กวัด’ สู่การเป็นติวเตอร์ชื่อดังในขอนแก่น การเป็นผู้ประกอบการหลายธุรกิจ ไปจนถึงการตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะตัวแทนของประชาชน
ในวัยเด็กของอาจารย์ลิ้ง เขาเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง แม่ของเขารับราชการครู เลี้ยงดูลูกสามคนท่ามกลางข้อจำกัดของรายได้ ขณะที่พ่อแยกทางออกไปตั้งแต่เขายังมีอายุเพียงหนึ่งขวบ
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนั้น เด็กชายคนหนึ่งจึงเริ่มเรียนรู้การ ‘แบ่งเบาภาระ’ ตั้งแต่อายุยังน้อย
“แม่ก็ใช้เงินเดือนครูในการเลี้ยงลูก จริง ๆ ไม่ได้ร่ำรวยนะครับ ครูสมัยก่อนเงินเดือนไม่ได้มาก แต่ว่าท่านก็ต้องแบกรับทุกอย่างเข้าไว้”
ด้วยความที่คุณยายเข้าวัดเป็นประจำ และคุณตาสนใจพระเครื่อง ประกอบกับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดของผู้เป็นแม่ วัดจึงกลายเป็นทั้งพื้นที่พักพิงและพื้นที่เติบโตของเขาโดยไม่รู้ตัว
ที่นั่นเอง อาจารย์ลิ้งได้พบกับ ‘หลวงปู่มหาศิลา’ ก่อนจะค่อย ๆ ฝากตัวเป็นศิษย์ และผูกพันกับวิถีชีวิตในวัดอย่างแนบแน่น
“เพราะว่าเราอยู่ในสังคมชนบท ตอนนั้นอยู่ที่ร้อยเอ็ด เลยไปพบกับหลวงตา ตอนนั้นมองแค่ว่าท่านเป็นหลวงตาที่มีความเมตตา เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว เป็นพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งที่อยู่ในวัด…”
ชีวิตในฐานะศิษย์ก้นกุฏิเต็มไปด้วยกิจวัตรเรียบง่าย ชงชาอุ่นถวาย เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ซักผ้า ทำความสะอาดกุฏิ แต่ในความเรียบง่ายนั้นเอง เขาได้ทั้งที่พักพิง และได้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผ่านการกินอยู่ในวัด
เหนือสิ่งอื่นใด คือบทเรียนที่ค่อย ๆ ซึมลึกโดยไม่ต้องมีคำอธิบายยาวเหยียด
หลวงปู่มหาศิลาสอนเขาด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด หากมีปลาทูหนึ่งตัว มันจะไม่ถูกส่งต่อให้เณรในวัดก่อน แต่จะถูกแบ่งให้สัตว์ที่อ่อนแอกว่าเสมอ
การ ‘ให้’ จึงไม่ใช่เรื่องของความเหลือเฟือ หากเป็นเรื่องของการเลือกใครบางคนก่อนตัวเอง
และไม่ว่าท่านจะเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนมากเพียงใด หลักปฏิบัตินั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนไป
เส้นทางการเป็นติวเตอร์ของอาจารย์ลิ้ง ไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจจะสอนใคร หากเริ่มจากการ ‘เอาตัวให้รอด’ ในรั้วมหาวิทยาลัย
ในขณะที่เพื่อนหลายคนใช้ชีวิตกับการสังสรรค์ เขากลับเลือกใช้เวลาอยู่กับหนังสือ พยายามสะสมความรู้ให้มากพอจะพาตัวเองเรียนให้จบได้ ภายใต้เงื่อนไขของครอบครัวที่ไม่เปิดโอกาสให้ล้มเหลว
เมื่อถึงช่วงสอบกลางภาคและปลายภาค ความพยายามนั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นบทบาทใหม่ เพื่อน ๆ เริ่มเข้ามาขอให้เขาช่วยติว และนั่นคือจุดตั้งต้นของการ ‘สอน’ โดยไม่รู้ตัว
“เพราะว่าพื้นเพครอบครัวเรา ถ้าเกิดเราทำตัวไม่ดีในตอนเรียน ก็คงเรียนไม่จบแล้วครับ เราก็เลยต้องตั้งใจมากกว่าคนอื่น”
หลังสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาไม่ได้มองว่างานประจำจะเป็นคำตอบของการเติบโตในชีวิต อาชีพติวเตอร์จึงกลายเป็นทางเลือกแรก ทั้งจากทักษะที่มี และแรงส่งจากครอบครัวที่เป็นครู
สถาบันกวดวิชา ‘อ.ลิ้ง’ จึงถือกำเนิดขึ้น และเติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ กลายเป็นชื่อที่นักเรียนนักศึกษาจำนวนมากคุ้นเคย
แต่ในจังหวะที่หลายคนอาจเลือก ‘รักษาความสำเร็จ’ เอาไว้ อาจารย์ลิ้งกลับเลือก ‘ปิดมันลง’
เมื่อมองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ และคำนวณต้นทุน-ผลตอบแทนอย่างถี่ถ้วน เขาตัดสินใจก้าวออกจากโลกการศึกษา ไปสู่การค้าขายผ้าไหมผ่านช่องทางออนไลน์ สนามใหม่ที่เขาเชื่อว่าตัวเองสามารถขึ้นไปอยู่แถวหน้าได้
และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็ ‘เปลี่ยนสนาม’ อีกครั้ง
จากผ้าไหมสู่พระเครื่อง แม้จะยอมรับว่าตัวเองไม่ได้เชี่ยวชาญทุกสาย แต่ด้วยความแม่นยำในการดูพระสาย หลวงปู่มหาศิลา ก็ทำให้เขาสร้างชื่อขึ้นมาได้ในอีกวงการหนึ่ง
“เวลาผมทำอะไร ผมจะไปสุดในสายนั้นเสมอ จะมุ่งอันเดียว อย่างเดียวเท่านั้น พอค้าผ้าไหมผมก็เลิกกวดวิชา พอทำพระเครื่องผมก็เลิกผ้าไหม ผมจะทำเป็นอย่าง ๆ ไป”
ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามการเมือง อาจารย์ลิ้งไม่ใช่คนที่เติบโตมากับความฝันอยากเป็นนักการเมือง
ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เขาเคยมองการเมืองจากระยะห่าง ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และเฝ้าดูบทบาทของ ‘ตัวแทน’ ที่ผู้คนเลือกเข้าไปทำหน้าที่แทนตนเอง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป การนั่งอยู่หน้าจอและพิมพ์ความเห็นกลับไม่เพียงพออีกต่อไป
ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ชัดขึ้น หากพื้นที่ที่เขาเติบโตมายังมีปัญหา และหากเขาเชื่อว่ามันควรถูกแก้ไขให้ดีกว่านี้ การลงมือทำอาจเป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมากว่าการเฝ้ามองอยู่ข้างนอก
เมื่อความพร้อมมาถึง เขาจึงตัดสินใจก้าวลงสนาม ในนามผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย
ผลลัพธ์ที่ตามมา ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะ แต่คือเสียงสนับสนุน 59,665 คะแนน ตัวเลขที่กลายเป็นสถิติสูงสุดในการเลือกตั้งของจังหวัดกาฬสินธุ์
แม้จะได้รับความไว้วางใจอย่างล้นหลาม แต่อาจารย์ลิ้งกลับไม่ได้วางเป้าหมายระยะยาวในเส้นทางการเมือง
สำหรับเขา ตำแหน่งนี้อาจเป็นเพียง ‘ช่วงเวลา’ มากกว่าจะเป็น ‘อาชีพ’
“อันนี้คือเปิดใจพูดตรงไปตรงมา ถ้าเลือกกลับไปขายของ ผมคิดว่าผมสบายกว่านี้เยอะเลยนะครับ ทำรายได้ ทำอะไรทุก ๆ อย่างก็คงสบายกว่านี้ แต่ว่าญาติพี่น้องชาวบ้านทั่วไป ที่อยู่ในเขตบ้านของเรายังคงลำบากอยู่”
ในวันจับฉลากหมายเลขผู้สมัคร เขาเล่าว่าตัวเองตั้งใจอยากได้หมายเลข 1 ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกในการสื่อสาร
แต่ หลวงปู่มหาศิลา กลับบอกไว้ล่วงหน้าว่า เขาจะได้หมายเลข 3 และจะได้เป็น สส.
ท้ายที่สุด ผลลัพธ์ก็ออกมาตรงตามนั้นทุกประการ
เรื่องเล่าที่ฟังดูคล้ายปาฏิหาริย์ อาจไม่ได้เป็นเพียงความบังเอิญ หากสะท้อนเส้นทางของคนคนหนึ่งที่ เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็มักจะ ‘ไปสุด’ ในสนามนั้นเสมอ
อาจารย์ลิ้งไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวนักการเมือง ไม่มีสายสัมพันธ์หรือมรดกทางอำนาจใด ๆ ให้สืบทอด
เส้นทางของเขาแตกต่างจากนักการเมืองจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ว่าจะหน้าใหม่หรือหน้าเก่าก็มักมี ‘ต้นทุนเดิม’ อยู่ในระบบ
สิ่งเดียวที่เขามี คือประสบการณ์ในฐานะ ‘ประชาชน’ และโอกาสในการเรียนรู้ด้านรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง ซึ่งได้รับแรงผลักดันสำคัญจาก หลวงปู่มหาศิลา
มุมมองทางการเมืองของเขาจึงไม่ได้เริ่มจากโครงสร้างอำนาจ หากเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง เราอยากเห็นนักการเมืองแบบไหน
“เราดูการเมืองในมุมของประชาชน ดูนักการเมืองว่า เราต้องการให้นักการเมืองเป็นอย่างไร เราต้องการทำยังไงให้คนอื่นมีความถูกใจในตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นแล้ว ผมจึงอยากจะทำการเมือง ให้ได้สอดคล้องกับความต้องการของผมเอง ในฐานะประชาชนที่เข้ามาเป็นนักการเมือง”
สำหรับอาจารย์ลิ้ง พรรคการเมืองอาจไม่ใช่คำตอบตายตัว หากเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่ต้องเลือกใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย
เป้าหมายนั้นไม่ซับซ้อน คือการทำให้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ดีขึ้นจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ปัญหาความยากจนยังไม่เคยถูกแก้ไขอย่างจริงจัง
“จังหวัดกาฬสินธุ์เราไม่เคยติดอันดับเศรษฐกิจของประเทศ แต่เราติดอันดับจังหวัดที่จนที่สุดในประเทศไทยมาก่อน โดยเฉพาะในเขตของผม ก็เคยติดอันดับอำเภอที่จนที่สุดนะครับ ติดท็อป 20 ท็อป 55 มาโดยตลอด”
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยจึงเป็นคำตอบที่เขาเลือก จากนโยบายอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หรือ 1 อำเภอ 1 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเคยแสดงให้เห็นแล้วว่า ‘นโยบาย’ สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนระดับรากหญ้าได้จริง
สำหรับอาจารย์ลิ้ง ‘การเกษตร’ ไม่ใช่เพียงจุดแข็งของจังหวัดกาฬสินธุ์ หากคือหัวใจของปัญหาปากท้องที่ต้องถูกแก้ไขอย่างจริงจัง
เป้าหมายของเขาชัดเจน ทำอย่างไรก็ได้ให้ ‘ข้าว’ ซึ่งเป็นผลผลิตหลักของพื้นที่ มีมูลค่าสูงขึ้น และเปลี่ยนเป็นรายได้ที่จับต้องได้ในกระเป๋าของเกษตรกร
วิธีคิดนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ปลายนา แต่ไล่เรียงเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ
ในระดับต้นน้ำ คือการทำความเข้าใจว่าเกษตรกรควรปลูกอะไร และปลูกอย่างไรให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ‘ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์’ สินค้าพื้นถิ่นที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ แต่กลับไม่ได้รับความนิยมในการเพาะปลูก
เหตุผลไม่ใช่เรื่องคุณภาพ หากเป็นเรื่อง ‘ราคา’
เมื่อขายออกไปแล้วได้เพียง 8–9 บาทต่อกิโลกรัม ชาวบ้านจึงไม่มีแรงจูงใจ แม้ในความเป็นจริง ข้าวชนิดเดียวกันนี้สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง 20 บาท หากมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม
นี่จึงเป็นโจทย์ที่ต้องถูกผลักดันต่อไปยังภาครัฐ ทั้งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างกลไกที่ทำให้ของดี “ขายได้ในราคาที่ควรจะเป็น”
ถัดมาคือระดับกลางน้ำ การแก้ปัญหาระหว่างทางที่มักถูกมองข้าม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร ระบบชลประทาน หรือการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร อาจารย์ลิ้งมองว่าหน้าที่ของเขาคือการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
ตั้งแต่การขุดบ่อบาดาล ไปจนถึงการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูก
และในปลายน้ำ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “ปลูกได้เท่าไร” แต่คือ “ขายให้ใคร”
การหาตลาดที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้า จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน
“เชื่อว่าถ้าชาวบ้านมีตังค์ เขาทำนา เขาทำการเพาะปลูก แล้วเขาได้ทุนกำไร พี่น้องประชาชนไม่ลำบากนะครับ ตอนนี้ถนนจะดีแค่ไหนก็ตาม ไม่มีเงินเติมน้ำมันรถ จะไปไหนมาไหนน้อยลง มันก็ต้องดูที่ต้นน้ำนะครับ ถ้าพี่น้องประชาชนดีขึ้น ต่อให้น้ำมันลิตรละ 300 เขาก็มีปัญญาเติม เพราะว่าเขามีสตางค์ อันดับแรกก็ต้องทำให้เขามีสตางค์”
ด้วยพื้นฐานของการเป็นนักขายที่ผ่านมาหลายสนาม อาจารย์ลิ้งมอง ‘สินค้า’ ต่างออกไป
พระเครื่องอาจขายยาก ผ้าไหมอาจต้องใช้ทักษะ แต่ ‘ข้าว’ คือสิ่งที่ทุกคนต้องบริโภค และนั่นทำให้เขาเชื่อว่ามันคือสินค้าที่สามารถต่อยอดได้ หากวางระบบให้ถูกต้อง
บทบาทของเขาจึงไม่ใช่การลงไปบริหารงบประมาณโดยตรง หากเป็นการเชื่อมต่อ ผลักดันประเด็นเข้าสู่สภา และทำให้ปัญหาของชาวบ้านถูกมองเห็นในระดับนโยบาย
รวมถึงการใช้ ‘พื้นที่สื่อ’ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
“เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าเราไม่มีแสง เขาจะไม่ฟัง สื่อจะไม่ฟังนะครับ สังคมจะไม่ฟัง แล้วผมจะไปพูดความสำคัญของข้าวเหนียวเขาวง จะไปพูดความสำคัญของข้าวโพดสาลีเสรีไทย จะไปพูดเรื่องฟักทองตำบลจุมจัง ให้กับใครฟังไม่ได้ ถ้าเกิดผมไม่เป็นมาสคอตให้เขา”
“การเมืองกับศาสนาของไทย ในความเห็นของผมคือ รัฐใหญ่กว่าศาสนา พระกลัวหมดแล้วครับตอนนี้ พระไม่ได้กลัวสำนักพุทธด้วยนะ พระกลัวสอบสวนกลาง”
อาจารย์ลิ้งกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ กับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ที่ทำให้ทั้งศาสนาและการเมืองเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ต่างจากเดิมอย่างชัดเจน แม้ในอดีต ศาสนาและอำนาจรัฐจะเคยแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน เห็นได้จากการสถาปนากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ทว่าในปัจจุบัน บทบาทของรัฐกลับขยายตัวเข้ามากำกับศาสนาอย่างเด่นชัด ผ่านกลไกของหน่วยงานและกฎหมายที่มีอำนาจตรวจสอบและดำเนินคดี เมื่อเกิดการกระทำผิด ส่งผลให้สมดุลระหว่างศรัทธาและอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ลิ้งยังเชื่อว่า ‘คุณธรรม’ ในศาสนายังคงทำหน้าที่เป็นแรงขับสำคัญที่หล่อหลอมการตัดสินใจของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำให้คนหนึ่งคนเลือกจะลงมือทำเพื่อผู้อื่น แม้ในโลกที่โครงสร้างอำนาจเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม
“คำสอนหลัก ๆ ของหลวงปู่ ที่ท่านจดใส่กระดาษให้กับชาวกู้ภัย ท่านเขียนว่า ‘จงทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์แก่ตนและปวงชน’”
หลักคำสอนนี้จากหลวงปู่มหาศิลา กลายเป็นแกนสำคัญที่อาจารย์ลิ้งยึดถือ ทั้งในชีวิตส่วนตัวและบทบาททางการเมือง ความหมายของมันเรียบง่ายแต่หนักแน่น การสร้างตัวเองให้เข้มแข็งก่อน แล้วจึงใช้พลังนั้นไปเกื้อกูลผู้อื่น
แนวคิดดังกล่าวเอง ที่ผลักดันให้เขาตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมือง ไม่ใช่เพื่อแสวงหาอำนาจ หากแต่เพื่อใช้ศักยภาพที่มีตอบแทนบ้านเกิด และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในจังหวัดกาฬสินธุ์
“เราอยากใช้ความรู้ความสามารถที่มีตอนนี้ ตอบแทนคืนสู่สังคม… ผมไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจ หรืออยากเป็นอะไรที่ใหญ่ขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยศักยภาพที่เรามี ก็อยากใช้มันให้เกิดประโยชน์กับบ้านเกิด อย่างที่หลวงปู่ทำมาตลอด รถคันแรกของท่านไม่ใช่รถส่วนตัว แต่เป็นรถกู้ภัย”
ในเกมการเมืองที่การแข่งขันไม่เคยขาวสะอาด การโจมตีและข้อครหามักเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม และอาจารย์ลิ้งเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงปะทะนั้นได้ ผู้เขียนจึงตั้งคำถามตรงไปตรงมาถึงวิธีรับมือกับเสียงวิจารณ์ที่ถาโถมเข้ามา
“ก็แก้ไปนะครับ ถ้าว่าผมมีความผิด ก็ต้องมีหมาย ก็ต้องมีความผิดมาจับเรา มาให้เราไปชี้แจง แต่ตั้งแต่เป็นข่าวว่า 888 จนมาถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่เห็นมีหมายอะไรมาเลย”
น้ำเสียงเรียบง่าย แต่สะท้อนวิธีคิดที่เลือกจะยืนอยู่บนข้อเท็จจริง มากกว่าการโต้ตอบด้วยอารมณ์
สำหรับชาวกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะในเขต 6 สิ่งที่เขาต้องการสื่อไม่ใช่คำสัญญาที่สวยหรู หากแต่เป็นความเชื่อมั่นว่า การตัดสินใจของประชาชนไม่สูญเปล่า และบทบาทที่เขาได้รับมานั้นจะถูกใช้ไปอย่างเต็มกำลัง เพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
“ผมมองถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในเขตจริง ๆ… ผมคิดอยู่ตลอดเวลา ฟังอยู่ตลอดเวลา ออกไปดูพื้นที่ตลอดว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง แล้วมันจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ทุกอย่างมีภาพอยู่ในหัวแล้ว ว่าเราจะเริ่มพัฒนาจากตรงไหน”
ท้ายที่สุดแล้ว ในพื้นที่ที่ความยากจนเคยเป็นเรื่องคุ้นชิน และความเปลี่ยนแปลงไม่เคยมาง่าย ๆ สิ่งเดียวที่นักการเมืองคนหนึ่งอาจมอบให้ได้ตั้งแต่วันนี้ อาจไม่ใช่ผลลัพธ์ในทันที หากแต่คือ ‘ทิศทาง’ และ ‘ความหวัง’ ที่ยังไม่ถูกละทิ้ง
สัมภาษณ์: ตะวัน ฤกษ์ล้วน
ถ่ายภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม