05 พ.ค. 2569 | 15:24 น.

KEY
POINTS
หากภาพจำของชายที่ชื่อ ‘ทรงกลด บางยี่ขัน’ ในความรับรู้ของผู้คนส่วนใหญ่ คือ ‘บรรณาธิการ’ ผู้เต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนในการทำนิตยสาร นำพาผู้คนออกเดินทางไปสำรวจโลกกว้าง และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสรรค์สื่อทางเลือก ภาพตัดกลับมาในปัจจุบัน ณ วัย 40 ปลาย ๆ ชายคนเดียวกันนี้กำลังใช้ชีวิตด้วยจังหวะที่เนิบช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ในบ้านหลังปัจจุบันย่านบางแคที่เขาลงมือปลูกต้นไม้ ปล่อยให้ลมพัดผ่าน เลี้ยงไก่เพื่อเก็บไข่มาทำอาหารในตอนเช้า และเฝ้ามองพระอาทิตย์ขึ้นด้วยความอิ่มเอมใจ
มันคือการเปลี่ยนผ่านจากวัยหนุ่มที่เคยออกไปกลืนกินประสบการณ์ทั่วโลก สู่การนั่งนิ่ง ๆ เพื่อทบทวนและทำความเข้าใจกับชีวิต
ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของชีวิต ชื่อจริงที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่าง ‘ทรงกลด’ และชื่อเล่นอย่าง ‘ก้อง’ ไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ แต่ถูกกำหนดไว้ด้วยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในเช้ามืดของวันที่ 8 พฤษภาคม ช่วงต้นฤดูฝน คุณปู่ของเขาเป็นผู้ตั้งชื่อเหล่านี้ให้ จากเหตุการณ์ที่มีละอองฝนโปรยปรายเคลื่อนผ่านดวงจันทร์เต็มดวงจนเกิดเป็น ‘พระจันทร์ทรงกลด’ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาอย่างกึกก้อง คล้ายกับจะเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่บ่งบอกว่า ชีวิตของเด็กชายคนนี้จะเต็มไปด้วยจังหวะที่สอดประสานไปกับความเป็นไปของโลก คาดเดาไม่ได้ แต่ก็ทรงพลังในวิถีทางของตัวเอง
ปัจจุบัน ในฐานะชายผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการสื่อมานับสองทศวรรษ ทรงกลดไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนจังหวะการใช้ชีวิต แต่กระบวนการคิดและมุมมองต่อโลกของเขาก็ตกตะกอนจนใสกระจ่าง จากคนที่เคยมองโลกด้วยความกระหายใคร่รู้ สู่การเป็นคนที่โอบกอดความเรียบง่ายและสัจธรรมของชีวิต
บทสนทนาในรายการ The Moment Talk จึงเปรียบเสมือนการนั่งลงข้างชานบ้านของเขา เพื่อฟังเรื่องราวการเดินทางของความคิด การประกอบร่างสร้างตัวตนของสื่ออย่าง The Cloud ไปจนถึงปรัชญาลึกซึ้งว่าด้วยความสุขและการจากไป
ตลอดระยะเวลาการทำงานสื่อที่ต้องคลุกคลีกับผู้คนนับไม่ถ้วน ทรงกลดมีปรัชญาในการคัดสรรคนเข้ามาในชีวิตที่เรียบง่ายแต่เฉียบขาด เขาเชื่อมั่นในการพาตัวเองไปอยู่ใกล้คนที่น่าเคารพ โดยมีแกนมาตรวัดที่สำคัญคือ ‘ความเก่ง’ และ ‘ความดี’ ทว่าหากต้องเลือกลำดับความสำคัญ เขาไม่ลังเลที่จะวางความดีไว้เหนือสิ่งอื่นใด เพราะในมุมมองของเขา ทักษะความสามารถนั้นเป็นสิ่งที่เรียนรู้และจัดการได้ แต่เนื้อแท้ของจิตใจคือสิ่งที่เป็นตัวกำหนดคุณค่าที่แท้จริง
“ผมเคารพคนง่าย นับถือคนง่าย ผมนับถือคนเก่งและคนดี สองอย่างนี้ต้องมาพร้อม ๆ กัน... ดีอาจจะมาก่อนเก่งด้วยซ้ำ ผมไม่เคยนับถือคนเก่งที่ไม่ดี ผมคิดว่าความเก่งที่ปราศจากความดีมันไม่มีค่าอะไรเลย ตรงกันข้ามอาจจะแย่ด้วยซ้ำ”
นี่คือคำยืนยันที่สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเพื่อนร่วมทริปเดินทางเพื่อให้เกิดเคมีที่ลงตัว หรือการเลือกคนเข้ามาในวงในของชีวิต เขามองหาความงดงามทางจิตใจเป็นเข็มทิศนำทางเสมอ
เมื่อสะท้อนหลักการนี้ลงไปในงานที่เขารักอย่างการทำ The Cloud เขามองว่าสื่อแห่งนี้ก็เปรียบเสมือนคน ๆ หนึ่ง หาก The Cloud มีชีวิต เขาคือผู้ใหญ่ในวัย 40 กว่า ที่ครั้งหนึ่งในยุค 2000s เคยเป็นเด็กอินดี้ใส่เสื้อลายขวาง ฟังเพลงแฟตเรดิโอ และอ่านนิตยสาร a day ทรงกลดอธิบายคาแรกเตอร์นี้ได้อย่างเห็นภาพว่า แม้วันนี้เด็กคนนั้นจะเติบโตขึ้น มีครอบครัว เปิดคาเฟ่ออร์แกนิก หรือส่งลูกเรียนโรงเรียนทางเลือก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีจิตใจที่ต้องการทางเลือกในชีวิต และไม่ได้คิดว่าทาง main stream หรือคำตอบหลัก เป็นคำตอบเดียวของชีวิตและของโลก”
ในแง่ของความรับผิดชอบต่อสังคม ทรงกลดไม่เชื่อในวาทกรรมที่ว่าสื่อมวลชนเป็นเพียง ‘กระจกสะท้อนสังคม’ เขามองว่าคำกล่าวนี้ประเมินศักยภาพของสื่อต่ำเกินไป สำหรับเขา สื่อคือผู้สร้างและกำหนดทิศทางของสังคม (“สื่อมวลชนคือผู้ชี้นำสังคมต่างหากไม่ใช่เป็นแค่กระจก”) หากเราอยากเห็นลูกหลานเติบโตมาในโลกแบบไหน สื่อก็มีหน้าที่สร้างโลกใบนั้นขึ้นมาโดยไม่ต้องประนีประนอมหรือไหลไปตามกระแสที่บิดเบี้ยว นั่นคือความแหลมคมของการทำสื่อที่ทรงกลดและ The Cloud ยังคงยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน สายตาที่ทรงกลดมองโลกก็เปลี่ยนผ่านจากความแข็งกร้าวมาสู่ความเข้าใจ ย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม เขายอมรับว่าตนเองเคย “ยึดติดกับความดี” อย่างเข้มข้น พยายามตัดสินและเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมและการแยกขยะ แต่เมื่อเวลาพัดผ่าน เขาตระหนักได้ว่ามนุษย์นั้นมีความหลากหลายและซับซ้อน โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ แต่มันคือ ‘โลกสีเทา’ ที่ทุกคนต่างมีแง่มุมที่เด่นและด้อยปะปนกันไป
“พอโตมาพี่ว่าเราอยู่ในโลกสีเทาอ่ะ... แล้วก็เข้าใจมันว่ามันเป็นแบบนี้ ทุกคนไม่มีใครเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นทุกคนก็แตกต่างกัน” ทรงกลดอธิบายถึงการปล่อยวาง เขาค้นพบว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้ สิ่งเดียวที่อยู่ในการควบคุมและเราต้องเปลี่ยนให้ได้ก็คือ ‘ตัวเอง’ ใครจะไม่แยกขยะก็ปล่อยเขาไป แต่ตัวเขาจะยังคงทำมันต่อไปอย่างดีที่สุด การมองโลกด้วยแว่นตาใบใหม่นี้ ไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็นความเข้าใจเพื่อนมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
ความเข้าใจสัจธรรมนี้นำพาเขาไปสู่การจัดงานเทศกาลที่ท้าทายความเชื่อดั้งเดิมของสังคมอย่าง ‘Death Festival’ งานแฟร์ที่ว่าด้วยการเตรียมตัวตาย ท่ามกลางเสียงทัดทานว่านี่คืองานอัปมงคล ทรงกลดกลับมองเห็นความจริงที่แสนจะสามัญ เขากล่าวอย่างแยบคายว่า “Death Fest เป็นงานที่ mass ที่สุดในโลก เพราะไม่มีใครไม่ตาย” จุดประสงค์ของงานไม่ใช่การเชิญชวนให้คนมาเศร้าโศก แต่คือการมอบสิทธิ์ให้ผู้คนได้เลือก ‘การตายดี’ ได้เลือกวาระสุดท้ายของชีวิตตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) ไปจนถึงการลงไปลองนอนในโลงศพเพื่อทบทวนความหมายของชีวิต
แต่สิ่งที่คมคายที่สุดเบื้องหลังเทศกาลแห่งความตายนี้ กลับเป็นปรัชญาแห่งการมีชีวิต ทรงกลดยกคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุที่เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่องทั้งหมดว่า “การเตรียมตัวตายดีที่ดีที่สุด คือการอยู่ให้ดี” การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย รับผิดชอบต่อลมหายใจในทุก ๆ วัน และการจัดการสิ่งที่คั่งค้างเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คือบทสรุปที่ว่าท้ายที่สุดแล้ว ความตายไม่ได้น่ากลัว หากเราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและงดงามเพียงพอแล้ว
การเดินทางมาถึงสเตจของการมีครอบครัวและกลายเป็น ‘พ่อ’ ของลูกแฝด ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่กะเทาะเปลือกความเชื่อหลายอย่างในตัวทรงกลด บทบาทนี้สอนให้เขาได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของคำว่า ‘เสียสละ’ โดยเฉพาะสิ่งที่คนเป็น ‘แม่’ ต้องแบกรับ เขาค้นพบว่าการดูแลอีกหนึ่งชีวิตให้เติบโตนั้น ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความเป็นตัวเองไปมากมายมหาศาล
ในยุคสมัยที่ผู้คนถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ และความหวาดกลัวที่จะ ‘ถูกเอาเปรียบ’ หรือ ‘กลัวโง่’ จากการให้โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทน ทรงกลดกลับมองเห็น ‘ความหวัง’ จากความรักของพ่อแม่ “ท่ามกลางคนที่นึกถึงตัวเองเป็นหลัก การเลี้ยงลูกโดยที่ให้ไปแล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไรคืนมาหรือเปล่า แต่มันคือการได้ให้อ่ะ นี่คือความงดงามของโลกยุคนี้ ท่ามกลางโลกที่แห้งแล้ง โลกยังมีความหวัง” มุมมองนี้เป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงที่ทำให้เขามองเห็นความงดงามที่ซุกซ่อนอยู่ แม้ในวันที่โลกใบนี้อาจดูไม่น่าอยู่ก็ตาม
นอกจากมุมมองต่อความรักที่เปลี่ยนไป วิธีการเสพความสุขของเขาก็ถูกปรับจูนให้เรียบง่ายขึ้น ทรงกลดนิยามปรัชญาชีวิตในปัจจุบันของเขาผ่านคำว่า ‘ความสุขเด้งแรก’ เขาอธิบายว่าในอดีต เมื่อเรามีความสุข (เด้งแรก) เรามักจะนำมันไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเพื่อรอรับยอดไลก์และคำชื่นชม ซึ่งนั่นคือ ‘ความสุขเด้งที่สอง’ ที่มักจะฟูฟ่องและพองโตจนบดบังความสุขดั้งเดิมไปเสียสิ้น
“ความสุขเด้งที่สอง มักมีความสุขที่ใหญ่กว่าเด้งแรกเสมอ จนบางครั้งเด้งแรกไม่ทันได้สุขมากเพราะต้องเก็บคอนเทนต์ไปทำเป็นเรื่องเล่า แต่ทุกวันนี้ผมคิดว่าความสุขเด้งแรกก็พอแล้วเนอะ อยู่กับเด้งแรกนาน ๆ เอาให้มันพอใจก็พอแล้ว แล้วก็ไม่ต้องมีใครรู้ เราก็มีความสุขได้”
นี่คือบทสรุปของวัยผู้ใหญ่ที่ตกตะกอนแล้ว เขาไม่ต้องการให้โลกออนไลน์มายืนยันความสมบูรณ์แบบในชีวิตอีกต่อไป แค่ได้นั่งมองแสงแดดกระทบยอดไม้ในบ้านที่ปลูกเอง ก็เพียงพอแล้วที่จะเติมเต็มหัวใจ
เมื่อถูกถามถึง ‘มรดก’ หรือสิ่งที่อยากทิ้งไว้ให้ผู้คนจดจำ ทรงกลดนิ่งคิดและตอบด้วยท่าทีที่ถ่อมตน เขาไม่ได้ปรารถนาให้ใครมาจดจำชื่อเสียงเรียงนามของเขา ไม่จำเป็นต้องมีอนุสาวรีย์ หรือมีใครมาแซ่ซ้องสรรเสริญในสิ่งที่เขาเคยทำ สำหรับเขา แก่นแท้ของการเป็นสื่อมวลชน คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม หากสิ่งที่เขานำเสนอได้ช่วยให้ชีวิตใครสักคนดีขึ้น หรือทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น นั่นคือความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบแล้ว โดยไม่ต้องมีใครรู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนทำ
เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับอาชีพ ‘บรรณาธิการ’ ซึ่งเป็นบทบาทที่เขาคุ้นเคยมาตลอดชีวิต บรรณาธิการคืองานที่ถูกออกแบบมาเพื่อเร้นกายอยู่หลังม่าน คอยขัดเกลาและผลักดันให้ต้นฉบับของนักเขียนเปล่งประกายที่สุด โดยที่ผู้อ่านแทบจะไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักตัวตนของคนทำเลย “ผมอยู่กับสิ่งนี้มาทั้งชีวิต ผมไม่ได้ต้องการให้สปอตไลต์มันส่องมาหาผมอ่ะ ผมแค่อยากทำให้งานมันดี”
ช่วงชีวิตในวัยนี้ของ ‘ทรงกลด บางยี่ขัน’ จึงเปรียบเสมือนการนั่งลงพักผ่อนอย่างสงบ หลังจากที่ได้เดินทางและกลืนกินประสบการณ์มาอย่างบ้าคลั่งในวัยหนุ่ม ดังที่เขาเปรียบเปรยไว้อย่างเห็นภาพว่า “วัยนี้เหมือนกับอยากอยู่นิ่ง ๆ เพื่อย่อยอาหารที่กินมาทั้งชีวิต” เป็นการย่อยสลายเรื่องราว คัดกรองบทเรียน และดื่มด่ำกับ ‘ความสุขเด้งแรก’ อย่างเงียบเชียบ ใต้ร่มไม้ของบ้านย่านบางแค ในวันที่พระจันทร์ไม่จำเป็นต้องทรงกลดเสมอไป ชีวิตของเขาก็ยังคงสว่างไสวและงดงามในแบบของมันเอง
สัมภาษณ์และเรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ถ่ายภาพ: จุลดิศ อ่อนละมุน