04 พ.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
มากกว่า 20 ปีแล้วที่ ‘ไผ่ - เพียรพร ดีเทศน์’ ทำงานปกป้องแม่น้ำ นับตั้งแต่ปี 2545 เส้นทางที่เริ่มต้นจากงาน NGO ค่อย ๆ พาเธอเข้าไปอยู่กลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายครั้งของแม่น้ำ และมากไปกว่าการปกป้องแม่น้ำในฐานะ NGO สำหรับเธอแม่น้ำและธรรมชาติคือชีวิตที่เติบโตมาด้วยกัน
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เธอเกิดในหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย พ่อและแม่เป็นอาสาสมัครที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ชีวิตวัยเด็กจึงรายล้อมไปด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ป่าเขา สายน้ำ สัตว์น้ำ และพืชพรรณทั้งหลายที่เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนเล่น
เมื่อย้ายเข้าเมืองและถึงช่วงมัธยมฯ ที่ต้องเลือกเส้นทางชีวิต เธอตัดสินใจเรียนภาษาเพราะอยากทำงานกับ UN ก่อนจะเข้าศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวางแผนเรียนต่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แต่เมื่อได้เริ่มทำงานครั้งแรก แผนที่วางไว้ก็เปลี่ยนไป เธอเข้าสู่โลก NGO อย่างเต็มตัว และได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นคือ แม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กำลังถูกทำลายจากเหมืองแร่ไร้การควบคุมในฝั่งเมียนมา สารโลหะหนักไหลปนเปื้อนข้ามพรมแดน กระทบผู้คนปลายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากสายน้ำในวัยเด็ก สู่สายน้ำที่กำลังเปลี่ยนไปตรงหน้า ไผ่คือหนึ่งในหลายเสียงที่ช่วยถ่ายทอดสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เรื่องราวเงียบหายไป และยังคงมีความหวังว่าเสียงเล็ก ๆ เหล่านี้จะรวมกันจนเกิดการเปลี่ยนแปลงได้
บทสนทนาว่าด้วย ‘แม่น้ำและชีวิต’ ของ The People กับ ‘ไผ่-เพียรพร ดีเทศน์’ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights ชวนสำรวจเส้นทางชีวิตที่หล่อหลอมให้เธอเป็นนักสู้ในวันนี้ การต่อสู้ของเธอและผู้คนริมแม่น้ำท่ามกลางวิกฤตสารปนเปื้อนในปัจจุบัน รวมถึงคำถามต่อบทบาทและความรับผิดชอบของรัฐ ตลอดจนความหวังของผู้คนที่ยังยืนหยัดกับสายน้ำที่โอบอุ้มชีวิตของโลกใบนี้
The People: อยากให้คุณเล่าพื้นเพชีวิตว่าเติบโตในครอบครัวแบบไหน วัยเด็กของคุณเป็นอย่างไร
เราเป็นลูก NGO เกิดในหมู่บ้านชาวเขา ริมลำธารแห่งหนึ่ง ในจังหวัดเชียงราย พ่อกับแม่เป็นอาสาสมัครทำงานที่นั่น คุณแม่เป็นครูสอนหนังสืออยู่บนดอยให้กับชาวบ้านที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เลย ก็คือสอนให้กับชาวเขา สอนเด็กเรียนภาษาไทย ตอนกลางคืนก็สอนผู้ใหญ่ ทำให้หมู่บ้านรู้จักว่าตัวเองก็เป็นคนไทย ส่วนเราก็เป็นเด็กชาวเขาคนหนึ่ง เล่นกับเพื่อน ๆ ชาวเขา เล่นในลำธาร เปิดก้อนหินมาแล้วเจอกุ้ง เปิดก้อนหินมาแล้วเจอปลา จับปลาเล่นกับเพื่อน ๆ ก็เป็นชีวิตที่มีความสุขนะ
ก่อนหน้านี้อยู่ในหมู่บ้านห่างไกล พอชั้นประถมก็มาเรียนในเมือง ที่โรงเรียนอนุบาลเชียงราย แล้วตอนมัธยมก็ไม่แน่ใจว่าอยากจะทำอาชีพอะไร คิดว่าเอาภาษาให้ได้ก่อนแล้วกัน อยากจะทำงาน UN หรืออะไรแบบนี้ ไม่เคยคิดจะทำงานภาคธุรกิจหรือการค้าขายเลย
เพราะเป็นเด็กเชียงรายก็เลยสอบรอบโควตามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งใจอ่านหนังสือมาก คิดว่าต้องติดเท่านั้น จนสอบติดคณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียนจบก็คิดว่าทำงานสักพักแล้วจะไปเรียนต่อ เพราะอยากเป็นด็อกเตอร์ แต่ตั้งแต่วันที่เริ่มทำงานจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เคยได้กลับไปเรียนหนังสืออีกเลย (หัวเราะ) เพราะงานมันติดพันมาก แล้วมันต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ใช้ประสบการณ์ที่มันระยะยาว
The People: ในช่วงแรกคุณมีอุดมการณ์หรือความเชื่ออะไรที่ยึดถือ
เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและสังคม เราเคารพศักดิ์ศรีของทุกคน ทั้งธรรมชาติ ทั้งนกอพยพ ทั้งปลา ทุกสิ่งมีสิทธิของตัวเอง เราอยากให้แม่น้ำมีสิทธิของตัวเอง อยากให้ปลามีสิทธิของตัวเอง อยากให้คนหาปลา หรือคนที่ใช้ทรัพยากรเหล่านั้นดำรงชีพได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ทำอะไรต้องคิดถึงผู้อื่น ไม่ดูถูกว่าก็แค่แม่น้ำ เอาไปทำเขื่อนดีกว่า ทั้ง ๆ ที่มันคือการผูกขาดพลังงาน ไม่ให้กระจาย หรือไม่ให้มีการผลิตโดยชุมชน
The People: คุณได้รับแนวทางจากคุณแม่ของคุณที่ทำงานต่อสู้เพื่อสังคมมาอย่างไร
เขาเห็นทุกชีวิตมีเกียรติและศักดิ์ศรี อย่างมูลนิธิของคุณแม่ ‘มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา’ ทำเรื่องเด็กไร้สัญชาติ และเรื่องผู้เฒ่าไร้สัญชาติ เพราะเชื่อว่าถ้าทุกคนได้รับการพัฒนาศักยภาพ เขาจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเติบโตอย่างเต็มที่
เราเห็นคุณค่าของทุกชีวิต เราเชื่อในความเท่าเทียม และศักยภาพในการเติบโต ทั้งสิทธิชุมชน และสิทธิของสิ่งต่าง ๆ ในโลก เช่น กุ้งตัวเล็ก ๆ ควรได้เติบโตอยู่ในลำธารโดยปราศจากสารพิษ
The People: มีคำสอนอื่น ๆ ของครอบครัวถ่ายทอดให้เราเป็นพิเศษอีกไหม
อาจจะดูอุดมคติหน่อย แต่ส่วนหนึ่งคือ ‘ความซื่อสัตย์สุจริต’ พ่อเราเป็นข้าราชการ กรมประชาสงเคราะห์ หน่วยสงเคราะห์ชาวเขา หลังจากเป็นบัณฑิตอาสาสมัครเสร็จ หลักของเขาคือจะไม่เอาเปรียบคนอื่นเด็ดขาด เขาไม่มีกินนอกกินใน ไม่ทำอะไรที่ทุจริตเลย อะไรที่ไม่ใช่ของเราจะไม่เอาเลย แม้จะนิดเดียวก็ไม่เอา ครอบครัวมีแต่ใช้ความสามารถเพื่อสังคม เราอยากเห็นโลกที่มันดีขึ้น เราอยากเห็นสังคมที่โอบอุ้มทุกคนไว้ มันดูโรแมนติกแต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
The People: ตอนเด็ก ๆ คุณคิดภาพความซื่อสัตย์เป็นแบบไหน แล้วสิ่งที่เจอตอนนี้ตรงกับคำสอนอย่างไรบ้าง
เขาไม่ได้พูดเรื่องความซื่อสัตย์ออกมาตรง ๆ หรอก แต่เขาทำให้เราเห็นว่าเขาจะไม่ทำแบบนั้น มีข้าราชการที่เอารถตัวเองไปเติมน้ำมันหลวง เราจะไม่ทำเด็ดขาด มันไม่ใช่ของเรา แต่เราเห็นคนอื่นทำเป็นเรื่องปกติในประเทศที่คอร์รัปชันมันฝังรากลึกในทุก ๆ อณูใช่ไหม
The People: แต่การทำงานของ NGO บางทีก็อาจถูกมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้ อยากให้ชาวบ้านอยู่กับที่ คุณมองเรื่องนี้อย่างไร
จะให้ชาวบ้านทำไร่ ปลูกผัก ปลูกถั่ว อยู่อย่างนั้นอย่างเดียว จะให้เขาถูกฟรีซอยู่ตลอดไปเหรอ จริง ๆ ทุกคนมีศักยภาพของตนเองที่เขาเลือกว่าอยากจะไปไหน ถ้าเขาพอใจกับชีวิตแบบนั้น เขาอยากจะรักษาป่าอยู่แบบนั้น อยากจะรักษาแม่น้ำ มันก็เป็นสิทธิที่เขาจะทำได้ หรือในอนาคตถ้าลูกหลานเขาอยากไปทำงานต่างประเทศ มันก็เป็นสิทธิที่เขาจะทำได้
คือให้ทุกคนมีสิทธิเลือกอนาคตของตนเองอย่างมีข้อมูลรอบด้าน แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย มีความเท่าเทียม แล้วมีความรับผิดชอบร่วมกัน เราไม่ใช่ NGO ที่เรียกร้องสิทธิอย่างเดียว แต่ว่าสิทธิของทุกคน มันมาพร้อมกับหน้าที่ที่คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่งดงามไปด้วยกัน
The People: ความรู้สึกในช่วงแรก ๆ ที่ทำงานเป็นอย่างไร
จริง ๆ เราไม่ได้รู้สึกเสียสละเลยนะ เพราะทำในสิ่งที่มีความสุข เหนื่อยแต่มันสนุก ได้ฝ่าฟัน ได้แก้ไขปัญหา
งานแรก ๆ คือการคัดค้านโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ที่จีนจะระเบิดแก่ง 600 กว่ากิโลเมตร ตั้งแต่จีนตอนใต้ ผ่านพรมแดนไทย-ลาว ลงไปถึงหลวงพระบาง เพื่อทำเป็นเส้นทางการค้า คุณจะทำให้แม่น้ำที่มีเกาะแก่งสลับซับซ้อนที่เป็นบ้านของปลา กลายเป็นคลองส่งน้ำเพื่อเดินเรือได้อย่างไร
หรืออีกงานที่มีการเสนอโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ซึ่งจะทำให้แม่น้ำที่มีความหลากหลาย มีน้ำที่บริสุทธิ์จากเทือกเขาหิมาลัย กลายเป็นแหล่งพลังงาน แล้วน้ำก็จะท่วมชุมชน ท่วมป่าสำคัญ เราก็สู้ ทำวิจัย ทำงานกับชุมชนไทย ชุมชนกะเหรี่ยงในไทย ชุมชนในเมียนมา แล้วก็จีน ทำงานกับนักข่าว และมีอีกหลาย ๆ ช่องทางช่วยกัน จนชะลอโครงการได้
ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะชนะหรือไม่ชนะ แต่คิดว่าสิ่งนี้มันผิด คุณจะทำได้อย่างไร
The People: ก่อนจะมาทำงาน NGO คุณเคยทำงานด้านอื่นมาก่อนไหม
NGO ล้วน ๆ ตั้งแต่แรกเลย
The People: แล้วทำไมถึงเลือกเป็น NGO ด้านแม่น้ำ
เราชอบอยู่นอกบ้าน ชอบอยู่กับสายลม แสงแดด เลยอยากทำงาน NGO เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เลยไปสมัครงานกับ NGO ที่ทำเรื่องแม่น้ำ ทำเรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร
The People: คุณเริ่มเห็นปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำตั้งแต่เมื่อไหร่
ตอนลงพื้นที่เมื่อต้นปีที่แล้ว ชาวบ้านบอกว่าน้ำกกที่ท่าตอนมันขุ่นมาก ตั้งแต่น้ำท่วมปี 2567 จนถึงปัจจุบัน น้ำไม่เคยใสเลย ปกติหน้าแล้ง เข้าช่วงฤดูกาล น้ำต้องใสเห็นก้อนกรวด แล้วชาวบ้านที่ท่าตอนก็เลยชุมนุมกัน 700 คน วันที่ 14 มีนาคม 2568 มีตำรวจ ทหาร ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้าน ทุกคนมาเพราะทุกคนเดือดร้อนและขอให้สนใจหน่อย ถ้าไม่มีชาวบ้านท่าตอนมาชุมนุมในวันนั้น ป่านนี้ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ เราเลยให้เครดิตชาวบ้านท่าตอนมาตลอด
หลังจากการชุมนุมของชาวบ้านท่าตอน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ก็มาตรวจที่เชียงใหม่และเชียงรายในทันที แล้วพบว่ามีการปนเปื้อนสารโลหะหนักอย่าง สารหนูเกินค่ามาตรฐาน ‘ผอ.อาวีระ ภัคมาตร์’ แกดีมากเลย เคยอยู่ภาคตะวันออกมาก่อน แล้วเคยทำงานกับมูลนิธิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม รู้เรื่องสารพิษ ตรวจมาตลอด 16 ครั้ง ซึ่งมันช่วยได้เยอะมาก ขณะที่พื้นที่อื่นเช่น อีสานติดแม่น้ำโขง เขาตรวจแต่บอกว่าไม่พบ ไม่มีรายละเอียด ไม่มีตัวเลขที่อธิบายได้
พอเรารู้ปุ๊บ เราก็พยายามหาข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม ประสานงานกับ NGO ต่างประเทศ จนพบว่ามีการทำเหมืองในลักษณะนี้บนภูเขาต้นน้ำ ซึ่งมันใช้สารเคมีรุนแรง พอดูข้อมูลใน NASA และดูข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ เราเห็นแล้วว่าตอนบนของแม่น้ำ ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และลำน้ำสาขาแม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน มีการทำเหมืองลักษณะนี้เพียบเลยในเมียนมา
พอเช็กภาพถ่ายดาวเทียมจากสถาบัน Stimson Center ก็พบว่าภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งอิรวดี โขง สาละวิน มีเหมืองที่ไม่มีการควบคุม อย่างน้อย 2,500 แห่ง ที่เพิ่งเกิดขึ้นใน 3 ปีที่ผ่านมานี้ หรือจากเว็บไซต์ข่าวอิรวดี ก็พบว่าต้นน้ำอิรวดีมีเหมืองลักษณะนี้เช่นเดียวกับต้นน้ำของเรา ที่ใช้สารเคมีรุนแรงมาก ไม่มีมาตรฐาน เอาแร่ไปอย่างเดียว ทิ้งซากที่เหลือเอาไว้ เป็นเหมืองที่ชุ่ยมาก
หลังจากนั้น เราสงสัยว่าที่แม่น้ำสาละวินน่าจะมีปัญหาเหมือนกันหรือเปล่า เราเลยเชิญ ‘ผศ.ดร.ว่าน วิริยา’ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เคยตรวจแม่น้ำกก แม่น้ำโขง มาเก็บตัวอย่างน้ำและปลาที่แม่น้ำสาละวินไปตรวจ ปรากฏว่าที่สาละวิน พรมแดนไทย-เมียนมา พบการปนเปื้อนสารโลหะหนักโดยเฉพาะสารหนูสูงมาก สูงกว่าที่แม่น้ำโขงด้วยซ้ำ
อุตส่าห์ดีใจว่าเราปกป้องแม่น้ำสาละวินจากเขื่อนได้ เราเข้าใจว่ามันเป็นน้ำสะอาดที่ไหลจากเทือกเขาหิมาลัย จากหิมะละลาย น้ำสะอาดใสแจ๋ว ไม่มีเมืองใหญ่ มีแต่หมู่บ้าน ควรจะเป็นที่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องสิ อ้าว ฉิบหายกว่าเดิม ทำมาทั้งชีวิต มาทำเหมืองเถื่อน มาปล่อยสารพิษอย่างนี้ก็ได้เหรอ
The People: สถานการณ์แม่น้ำแหล่งไหนควรจับตาดูเป็นพิเศษ
อันดับหนึ่งคือแม่น้ำที่ไหลจากเมียนมาที่กำลังมีปัญหาอยู่ เราอาจจะเคยพูดถึง ‘ลำห้วยคลิตี้’ (อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี) ที่เหมืองทำให้เกิดการปนเปื้อน จนสายน้ำเป็นพิษ อันนั้นคือลำธารเล็ก ๆ หนึ่งแห่ง แล้วเป็นเหมืองที่ถูกกฎหมายด้วย หรืออีกแห่งคือ เหมืองทองที่พิจิตร ที่ชาวบ้านฟ้องศาลจนชนะ ว่ามีการปนเปื้อน อันนั้นก็เป็นเหมืองถูกกฎหมาย ดำเนินการโดยบริษัทออสเตรเลียด้วยซ้ำ แต่ยังสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนได้ แล้วนี่เราพูดถึงเหมืองจำนวนมากที่ไร้การกำกับและอยู่ต้นน้ำที่ไหลลงสู่ประเทศทางตอนล่าง
เราไม่เคยเห็นพื้นที่การปนเปื้อนที่ใหญ่ขนาดนี้ มันน่ากลัวมาก เพราะมันไม่ได้ตายทีเดียว แต่มันค่อย ๆ คร่าชีวิตไปทีละนิด เคสต่างประเทศอย่าง ‘โรคมินามาตะ’ หรือ ‘โรคอิไต-อิไต’ ที่ญี่ปุ่น เขาใช้เวลาเป็น 10 ปี กว่าจะรู้ว่าเกิดจากโรงงานปล่อยสารพิษลงแหล่งน้ำ จนแมวป่วย คนป่วย คนเกิดมาพิการแขน พิการขา เขาค่อยไปสืบหาต้นตอย้อนหลัง แต่นี่เรารู้แล้วว่ามันมีการปล่อยมลพิษที่มันเต็มไปหมด ทำไมเราไม่หยุดมันล่ะ
The People: ตอนนี้สารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำหนักแค่ไหน
เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นขอเรียกว่า ‘เรื่องวิกฤตฉุกเฉิน’ เพราะเราว่านี่อาจเป็นพื้นที่การปนเปื้อนมลพิษที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่โลกเคยเผชิญมา
เมื่อวาน (26 มีนาคม 2569) มีประชุมออนไลน์กับเครือข่ายภาคประชาสังคมในเมียนมา ตอนแรกจะมีคนเข้าฟังประมาณ 20-30 คน ปรากฏว่าคนในเมียนมาเข้าฟังตั้ง 70 กว่าคน เพราะเหมืองแร่อยู่ในเมียนมา แต่สารปนเปื้อนถึงแม่น้ำฝั่งไทย แล้วไทยมีการตรวจโดยกรมควบคุมมลพิษ จึงพบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำ กก สาย รวก โขง สาละวิน เกินค่ามาตรฐาน
ประเทศเขามีเหมือง แต่ไม่มีการตรวจ ไม่มีกลไกรับผิดชอบต่อประชาชน เขาเลยอยากรู้ว่าพอตรวจแล้ว เขาควรจะทำอย่างไร สมมติแม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านประเทศไทย มีเหมืองปล่อยสารพิษลงมา แล้วชุมชนในรัฐมอญ เขาอยู่ตรงปากน้ำเขาจะทำอย่างไร เราเห็นเลยว่าการเข้าไม่ถึงข้อมูล วิทยาศาสตร์ และการตรวจสอบ ทำให้ชุมชนจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะเขาใช้น้ำกิน เขานึกว่าต้มแล้วสารโลหะหนักจะหาย
The People: หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป เราจะเป็นอย่างไร
อันนี้เราเพิ่งเริ่มต้น ถ้าคนทั้งภูมิภาคยังรับสารพิษแบบนี้ตลอด อีกหน่อยจะมีเด็กเกิดมาพิการ ไม่มีรูทวาร ไม่มีแขน ไม่มีขา หรือมีคนเป็นมะเร็ง อาจารย์วิศวกรรมแหล่งน้ำท่านหนึ่งบอกเราว่า สิ่งที่คุณไผ่พูดมันแค่ปลายนิ้วก้อย ความเสียหายมันจะมากกว่านี้ แต่เราไม่รู้จักมัน เราไม่รู้ว่าความฉิบหายนี้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน ตอนนี้มันเพิ่งเริ่มต้น เราสามารถที่จะหยุดได้ แต่ทำไมไม่ทำ และถ้ามีคนบอกว่า NGO จะขัดความเจริญของประเทศหรือเปล่า คุณอยากเจริญแบบไหน ลูกหลานพิการเหรอ แม่น้ำเป็นพิษเหรอ
แล้วช่วงแรกที่มีการตรวจ ทั้งเทศบาล ทั้งจังหวัด ออกประกาศขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสแม่น้ำโดยตรง มันสร้างความกังวล แต่ก็ทำให้คนรู้ว่าไม่ควรสัมผัส แต่มันนำมาซึ่งการสูญเสียทางเศรษฐกิจ เช่น ไม่มีคนมาเล่นน้ำสงกรานต์ นักท่องเที่ยวที่มาล่องเรือก็หายไป คนสูญเสียอาชีพ
ผู้ว่าฯ เชียงใหม่คนก่อนเคยไปกินปลาแม่น้ำกก แล้วบอกว่ากินได้ รับรองเลย สรุปทัวร์ลง ต้องลบโพสต์ภายใน 1 ชั่วโมง คุณมากินแล้วคุณก็กลับไป มันไม่เป็นไรหรอก แต่คนที่อยู่ตรงนั้นมันเป็น ‘Bioaccumulation’ คือการสะสมในห่วงโซ่อาหาร สะสมในระบบนิเวศ สะสมในร่างกาย เพราะฉะนั้นคุณอย่ามาล้อเล่นกับความเป็นความตาย อย่าพูดแบบนี้
นอกจากนี้ เงินสาธารณะ ภาษีของประชาชน จะต้องถูกนำมาใช้แก้ปัญหาจากเหมืองของเอกชนที่เข้าไปตักตวงทรัพยากร เช่น การประปาส่วนภูมิภาคเชียงราย เสนอแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนโดยให้ผันน้ำจากแม่น้ำกรณ์ แม่น้ำลาว ซึ่งใช้เงิน 2,000 ล้านบาท หรือการประปาแม่สายเสนอให้ทำเขื่อนกั้นแม่น้ำ โดยใช้เงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อเอาน้ำสะอาดจากแม่น้ำอื่นมาใช้
The People: ตอนนี้คนในพื้นที่เริ่มมีปัญหาสุขภาพบ้างหรือยัง
ที่เมียนมา คนงานทำงานได้ประมาณ 3 เดือนก็ตาย คนงานคือชาวบ้านในเมียนมา เขาทำงานกับสารเคมีโดยไม่มีการป้องกัน และพวกเขาไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี เรารู้แค่ว่าเขาป่วยตาย แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แล้วก็ไม่มีการตรวจจึงไม่รู้ว่าค่าสารโลหะหนักสูงแค่ไหนอีก เราเคยสัมภาษณ์บาทหลวงในรัฐคะฉิ่น เขาบอกว่าจัดงานศพทุกอาทิตย์
ส่วนในไทยที่พบตอนนี้คือมีผื่นขึ้น มักจะเกิดกับคนที่ลงน้ำจับปลา หรือทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำโดยตรง ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นแล้วที่ขุมเหมืองเก่า อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเหมืองที่ตั้งมาประมาณ 20-30 ปีมั้ง พบว่ามีสารหนูในเหมืองลามไปสู่น้ำใต้ดิน แล้วชาวบ้านที่ใช้น้ำนั้นอุปโภค บริโภค ก็กลายเป็นมะเร็งผิวหนัง ที่เขาเรียกกันว่า ‘ไข้ดำ’ อันนี้คือเหมืองหนึ่งแห่งที่มันทิ้งร้างไปแล้ว ยังเกิดความเสียหายได้ขนาดนั้น แล้วตอนนี้คือเหมืองอย่างน้อย 2,500 แห่งในภูมิภาค
ทำไมรัฐบาลไทยไม่อยากเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา มันโคตรเท่เลยนะถ้าคุณจะทำ ทุกคนพร้อมซัพพอร์ต แต่นี่คุณเลือกที่จะไปคุยกับเมียนมา เขาบอกว่าเป็นเขตกองกำลังชนกลุ่มน้อย บอกว่ายังแก้ไขไม่ได้ แล้วค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำของเมียนมากำหนดไว้ว่าต้องไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม/ลิตร ส่วนของไทยกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร บอกว่าเรามาตรฐานสูงเกินไป ถ้าคุณพอใจมาตรฐานนั้นก็ไปเลย
The People: ถ้าเป็นแบบนี้ แม่น้ำจะกลับมาเหมือนเดิมได้ไหม
ได้แหละ แต่อาจจะใช้เวลาหลายสิบปี หรือร้อยปี มีเหมืองทองคำแห่งหนึ่งที่ออสเตรเลีย ทำตั้งแต่ 175 ปีที่แล้ว และหยุดไปแล้ว ทุกวันนี้รัฐบาลออสเตรเลียยังต้องกั้นน้ำ ต่อน้ำไปที่โรงบำบัด แล้วต่อน้ำสะอาดกลับมาสู่แม่น้ำ นั่นคือเหมืองทองคำเฉย ๆ นะ แล้วอันนี้เราพูดถึงแรร์เอิร์ธที่ไม่ได้มีแค่สารโลหะหนักเท่านั้น มันยังมีสารกัมมันตภาพรังสีอีก
The People: ในฐานะคนรักแม่น้ำ คุณรู้สึกอย่างไร
เราเห็นแม่น้ำที่เราโคตรรักเปลี่ยนไป จากที่เคยลงไปเล่น เคยไปกินข้าวป่า ต้มกาแฟ ตอนนี้แค่จะเหยียบบนทราย เรายังกลัวเลย เพราะทรายก็ปนเปื้อน
คุณมีสิทธิ์อะไรมาทำกับอนาคตของโลกได้ขนาดนี้ ทำไมคิดว่าทำได้ ทำไมคุณทำเหมืองแบบนี้ที่ต้นน้ำของคนเป็นล้านคน เรารู้ว่าคุณแย่แต่ไม่คิดว่าจะแย่ขนาดนี้
The People: ท่าทีของรัฐในปัญหานี้เป็นอย่างไร
เรารู้สึกว่า ตกลงเรามีรัฐบาลหรือเปล่า เรามีโจรทำเหมืองแร่แบบเถื่อน ๆ เต็มไปหมด แต่ใครเป็นคนควบคุมกฎหมาย ไม่มีเจ้าของบ้านที่จะออกมาบอกว่า ‘คุณทำแบบนี้ไม่ได้’ เรายังไม่เห็นจากรัฐบาลเลย คุณต้องกดดันเมียนมา กดดันว้า (กลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่มีขนาดใหญ่และมีอิทธิพลในเมียนมา) กดดันจีน หรือไปดูว่ามีบริษัทไหนนำเข้า ส่งออกแร่ที่เกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนสารพิษในน้ำ แต่นี่ไม่มีเลย ทุกวันนี้เหมือนแค่ให้กินยาแก้ปวดไปก่อน
แล้วไม่พอ ตอนประชุมอาเซียนปีที่แล้ว (2568) เขายังไปลงนาม MOU ว่าประเทศไทยกับสหรัฐฯ จะร่วมมือกันใน ‘Diversify Global Supply Chain’ ของ ‘Critical Minerals’ หมายความว่าไทยจะนำเข้าแร่เถื่อนจากเมียนมา มาฟอกขาวและส่งออกไปสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ ไม่สามารถนำเข้าจากพม่าได้โดยตรงหรือเปล่า
หลังเซ็น MOU ก็เห็นสื่อเศรษฐกิจหลายแห่งดีใจว่าไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมากมาย เราจะมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นแร่ที่สำคัญมาก ต้องใช้ในสมาร์ทโฟน ต้องใช้ในรถ EV ต้องใช้ในดาวเทียม แต่พอดูสัดส่วนการใช้จริง ๆ โทรศัพท์หรือรถเป็นแค่ข้ออ้าง เพราะส่วนใหญ่ใช้ไปกับอุตสาหกรรมสงครามเช่น หัวจรวด ขีปนาวุธ
The People: แล้วควรทำอย่างไร
ในดีเบตระดับโลก เราต้องมองว่าในขณะนี้ มีอยู่แค่นี้ ใช้ให้พอ คุณไม่มีสิทธิไปทำเหมือง ไปทำลายพื้นที่ต้นน้ำ ทำลายสุขภาพของคนเป็นล้าน ๆ คน และลูกหลานในอนาคต เพื่อตอบว่าเราต้องใช้โทรศัพท์มือถือหรือต้องใช้รถ EV ตอนนี้สิ่งที่เขาเรียกร้องคือ การรีไซเคิลจากอุปกรณ์เดิมที่มีอยู่ หรือใช้อย่างไรให้ฉลาดที่สุด ไม่ใช่ไปขุดเพิ่ม แล้วทำลายสิ่งแวดล้อมแบบแก้ไขย้อนคืนไม่ได้
The People: ถ้ามีโครงการสร้างเหมืองใหม่ในไทยจะเกิดอะไรขึ้น
หากทำแบบถูกต้อง มีการป้องกันทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมก็คงทำได้ แต่ต้นทุนจะแพงมาก อย่างที่สหรัฐฯ ทำอยู่ในทะเลทราย ต้นทุนมันสูงมาก หรือในเหมืองแรร์เอิร์ธที่ออสเตรเลียเขาใช้หุ่นยนต์นะ ไม่ใช้มนุษย์ในนั้นเลย เพราะอันตรายมาก หรือที่มองโกเลียใน (Inner Mongolia) ตอนหลังพบว่าการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมสูงมาก เขาเลยเลิกทำ เพราะการฟื้นฟูระบบนิเวศแพงกว่ากำไรที่ได้
The People: ปัญหาของการแก้ไขที่ยังไปไม่สุดคืออะไร
เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายังไม่เห็นการทำงานที่ฉับไว จริงจัง และมองเห็นความเดือดร้อน ประเด็นอยู่ที่ต้นทางของหายนะ แหล่งมลพิษอยู่นอกประเทศ ถ้าจะบอกว่าทำอะไรไม่ได้หรอกเพราะมันอยู่ในเมียนมา ไม่ต้องพูด
เราต้องเชื่อก่อนว่าปัญหาเกิดแล้ว แล้วเราต้องแก้ให้ได้ ถ้าไม่แก้จะตายอย่างอนาถ เราไม่อยากเป็นมะเร็ง เราไม่อยากให้ลูกเราอยู่ในแผ่นดินที่มันปนเปื้อนไปหมด
ตอนนี้คุณตระหนักหรือยังว่ามีปัญหาเกิดขึ้น รัฐยังโรยกลีบกุหลาบว่า ดีใจจัง ผลตรวจคุณภาพน้ำครั้งนี้ค่าไม่เกินมาตรฐาน แต่แหล่งกำเนิดมันยังผลิตอยู่ตลอดและขยายตัวไปเรื่อย ๆ เราไม่ได้พูดถึงโรงงานแห่งหนึ่งในปราจีนบุรีที่ปล่อยมลพิษสู่แม่น้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่เราพูดถึงเหมืองเป็นพัน ๆ แห่ง ที่ต้นน้ำของแม่น้ำโขง สาละวิน
The People: การเมืองท้องถิ่นออกมาดูแลอย่างไรบ้าง
ผู้ว่าฯ เชียงรายเข้าใจปัญหาแล้วก็มีการจัดประชุม แต่มันไม่ใช่ปัญหาของเชียงราย มันเป็นปัญหาภูมิภาค ระดับโลก รัฐบาลต้องรู้ได้แล้วว่านี่คือปัญหาของประเทศซึ่งมันเกี่ยวข้องกับ ‘Global Supply Chain’ เกี่ยวกับแร่หายาก ราคาแพง ซึ่งกำลังถูกสังเวยด้วยแผ่นดินของเรา แม่น้ำของเรา ประชาชนของเรา อนาคตของลูกหลานเรา เราเรียกพื้นที่ที่ถูกสังเวยนี้ว่า ‘Sacrifice Zone’ คุณถามเราหรือยังว่าอยากให้บ้านเราเป็นพื้นที่สังเวยหรือเปล่า
The People: แล้วแต่ละรัฐในเมียนมามีวิธีการจัดการเรื่องนี้อย่างไร
พอไปคุยกับรัฐบาลที่เนปิดอว์เขาบอกว่า เขาเข้าไม่ถึงพื้นที่นั้น เพราะเป็นพื้นที่ของกองกำลังชาติพันธุ์ กองกำลังชนกลุ่มน้อย นี่เป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น เพราะเท่าที่เราเข้าใจคือ นอกจากกองกำลังว้า UWSA ที่แสวงหาผลประโยชน์แล้ว มีหลายกองกำลังที่ต้องการต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินของตนเองเพื่อจะเป็นอิสระ กำลังเปิดพื้นที่ให้กับการทำเหมือง เพราะเขาต้องการรายได้มาต่อสู้เพื่อสิทธิของเขา มันก็ทำให้เกิดความอีหลักอีเหลื่อว่าแล้วกองกำลังเหล่านั้นจะมีมาตรฐานในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไร เราจะช่วยเขาได้อย่างไร
The People: ประชาชนในเมียนมาเขาต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
คนในเมียนมาจำนวนมากต้องย้ายมาอยู่ประเทศไทยหรืออยู่ที่อื่น ในขณะที่คนในประเทศก็เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยได้ยากมาก ก่อนหน้านี้รัฐบาลพูดว่าเมียนมาเขาต้องเป็นห่วงประชาชนของเขาเหมือนกัน มันมีที่ไหนเอาเครื่องบินไปทิ้งระเบิดฆ่าประชาชน ฆ่ากลุ่มต่อต้าน แบบนี้คุณคิดว่าเขาจะรักประชาชนเหรอ
แต่ในเมียนมายังมีเครือข่ายประชาชนและชุมชนอยู่ เขามีสื่อมวลชนที่เข้มแข็ง เพียงแต่เขาต้องทำงานแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ แต่เขาก็พยายามจะสื่อสารเรื่องนี้ หรืออย่างมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่เขาก็ทำรายงานเก็บข้อมูลจากชุมชนมาโดยตลอด รวมถึงสื่อออนไลน์ของเมียนมา สื่อเหล่านี้แหละที่ช่วยได้เยอะ
The People: ที่ผ่านมารัฐไทยให้ความสำคัญกับแม่น้ำมากน้อยแค่ไหน และคิดว่าเพราะอะไรปัญหาเหล่านี้ถึงไม่ได้รับการแก้ไขเสียที
‘คอร์รัปชัน’ การมองแม่น้ำมองเป็นแค่แหล่งทรัพยากรที่เอามาใช้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับใครก็ไม่รู้ เขามองว่ามันเป็นแค่แหล่งที่จะเอาไปลงทุน แต่ไม่มองสิทธิแม่น้ำ ไม่มองสิทธิของชุมชนในการเข้าถึงบริการของนิเวศ หรือการมองว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าแล้วเอาไปทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่คุณไม่มองว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้เป็นที่อยู่ของนกอพยพ เป็นแหล่งอาหารและรายได้ของชุมชน เป็นที่กักเก็บคาร์บอน คุณมองแต่เศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ไม่มองคุณค่าของธรรมชาติ ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
อย่างที่นิวซีแลนด์และหลายประเทศเขาออกกฎหมาย ‘Rights of Rivers’ เพื่อให้แม่น้ำมีสิทธิเท่ากับมนุษย์ ส่วนประเทศไทยทำอะไร ขุดแล้วทำให้มันเป็นคลองแล้วเรียกว่าพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำ นี่พัฒนาหรือทำลาย
The People: ตอนนี้ชีวิตของคนริมน้ำที่ต้องอาศัยอยู่ใกล้กับการระเบิดแก่งโขง เป็นอย่างไร
ก็โดนถีบออกจากความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมี จากคนหาปลาที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี รู้ว่าปลาชนิดไหนจะอพยพขึ้นในช่วงฤดูกาลไหน ต้องใช้แหขนาดไหนในการจับปลา หรือต้องทำไซดักปลาตรงไหนของแม่น้ำ กลายเป็นคนตกงาน เพราะแม่น้ำไม่มีปลาให้จับ
The People: แล้วคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
ไม่มีคนซื้อปลา เพราะคนกลัวสารพิษ จากเดิมถ้าจับปลาตัวใหญ่ได้ 30 กิโลกรัม ตกกิโลกรัมละ 300 บาท ก็ได้ 9,000 บาท กลายเป็นว่าไม่มีคนซื้อ หรือชมรมคนขับเรือที่เชียงราย เคยมีนักท่องเที่ยวนั่งเรือล่องแม่น้ำกกไปหมู่บ้านกะเหรี่ยง ไปดูช้างอาบน้ำ ให้อาหารช้าง เขาเคยมีรายได้อย่างน้อยวันละ 1,000 บาท ส่งเสียลูกได้ พอมีเหตุการณ์นี้ปุ๊บ ตกงานทันที เขาตกงานโดยไม่มีใครถาม ไม่มีการชดเชย คนที่ได้กับได้คือบรรดาเจ้าของเหมืองและพวกที่ตักตวงทุกอย่างโดยที่ผลักผลกระทบให้สาธารณะ
เรารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย ทำไมคุณทำกับชีวิตคนได้ขนาดนี้ ถ้าเราเป็นรัฐบาล เราต้องไปเยียวยาเขาแล้ว ต้องคิดแล้วว่าจะชดเชยเขาอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร
เหมืองเหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นภายใน 3 ปีที่ผ่านมา ทำหลังจากรัฐประหารในเมียนมา และหลังจากที่จีนแบนเหมืองในประเทศตัวเองจึงมาทำในเมียนมา รัฐคะฉิ่นและย้ายลงมาข้างล่าง รัฐฉาน ทางชายแดนไทย เพราะฉะนั้นตอนนี้ความเสื่อมอาจจะยังไม่เห็นทันที 100% แต่เมื่อปีก่อนเราจะเริ่มเห็นปลาที่รูปร่างผิดเพี้ยน พิการเป็นตุ่ม ๆ ซึ่งมันก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แรก ๆ ชาวบ้านบอกว่าจับได้แทบทุกวัน แต่พอเป็นข่าวเยอะขึ้น เขาก็จะไม่บอกแล้ว เพราะเขาก็เสียอาชีพ คนก็ไม่กล้ากิน แบบปลาเป็นมะเร็งหรือเปล่า เห็นแล้วขนลุก
นี่มันเป็นสัญญาณเตือนว่าแม่น้ำมันกำลังป่วยไข้ ในอดีตจีนสร้างเขื่อน ควบคุมน้ำขึ้นน้ำลงแบบผิดธรรมชาติ จนทำให้ปลาอพยพมีปัญหา นำไปสู่การสูญพันธุ์ แต่นี่คือสารพิษ หนักกว่าเดิม
ไม่เคยนึกเลยว่าสิ่งที่เราปกป้องรักษาจะโดนทำร้ายรุนแรงขนาดนี้ สิ่งนี้มันอาจจะเกิดขึ้นข้างในร่างกายเราเลยก็ได้ ถ้าจะเลวร้ายไปกว่านี้ เราว่าขั้นต่อไปคือแม่น้ำเดือดปุด ๆ
คนถึงได้โกรธมากตอนที่ผู้ว่าฯ ไปกินปลา แล้วเชิญชวนทุกคนมากินปลา เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ มันคือความเป็นความตายของคนที่มีถิ่นฐานอยู่ตรงนี้ คุณมาแล้วคุณก็ไป แต่บ้านเราอยู่ตรงนี้
The People: รัฐบาลไหนที่จัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง หรือการเลือกตั้งล่าสุดมีการหาเสียงเรื่องนี้บ้างไหม
เราทำงานตั้งแต่ปี 2545 ตอนนี้เข้าปีที่ 24 ยังไม่เห็นรัฐบาลไหนที่จริงจังอย่างเป็นรูปธรรม
จริง ๆ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีพรรคประชาชนพรรคเดียวที่พูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีผู้กองธรรมนัส พูดว่าจะไปคุยกับกองกำลังว้าให้
เราคิดว่ามันต้องมีกลไกการตรวจสอบรัฐบาล ต้องมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต้องมีวุฒิสภาที่เป็นสภาสูงเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่น ประมาณปี 2545-2547 น่าจะเป็นยุครัฐบาลเสนอโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ โครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน ตอนนั้นเรามีการร้องเรียนกับคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา คณะกรรมาธิการต่างประเทศ คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน เขาก็มาตรวจสอบจนมีข้อเสนอที่เข้มแข็งให้กับรัฐบาล ทำให้รัฐบาลไม่สามารถดำเนินโครงการได้ทันที ต้องชะลอโครงการและรับฟังมากขึ้น แต่เดี๋ยวนี้กลไกตรวจสอบมันบิดเบี้ยวไปหมด ทำให้มันยากขึ้น
แต่อย่างน้อยที่สุด ประเทศไทยก็ยังมี ‘Civic Space’ พื้นที่ของประชาชนที่จะวิจารณ์นโยบายสาธารณะ มีพื้นที่ของสื่อมวลชน พื้นที่ของภาคประชาชน มีพื้นที่ของนักวิชาการ ในการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในระดับหนึ่ง ซึ่งมันทำได้ยากในประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเทียบกับลาว เมียนมา กัมพูชา ประเทศไทยยังดีกว่าเขาหน่อย เรายังนั่งคุยกันแบบนี้ได้ ถ้าอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านคงจะโดนอุ้มหายกันไปแล้ว
The People: ตั้งแต่ทำมาเคยโดนฟ้องไหม
ยังไม่เคย เราระมัดระวังตลอด มันยุ่งยากมากเวลาโดนฟ้อง ‘SLAPP’ (การฟ้องปิดปาก)
The People: มีครั้งไหนที่ทุ่มเทเต็มที่ แต่กลับถูกตั้งคำถามจากคนที่เราพยายามช่วย แล้วรู้สึกบั่นทอนจิตใจไหม
ไม่เคยรู้สึกถูกบั่นทอนจิตใจเลย เจอมาทุกรูปแบบ เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันจำเป็น เรากำลังปกป้องอนาคต สิ่งที่เราทำมันไม่เห็นผลวันนี้หรอก นานาชาติกำลังพูดถึงสิทธิของคนรุ่นต่อไปในแผ่นดินที่สะอาด ในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่เขาจะเติบโตได้ ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้ปนเปื้อนจนฉิบหายในรุ่นของเราทั้งหมดแบบนี้
แต่เมื่อก่อนเราก็เคยเจอตอนเป็น NGO ใหม่ ๆ ไปประชุมกับชาวบ้านปากมูนที่เขาเดือดร้อนจากเขื่อนปากมูล ก็ไปประชุม ก็มีคนจากกฟผ. มาบอกว่า ‘หนู ชาวบ้านเขาหลอกหนู หนูไม่รู้เหรอ พวกนี้มันได้ค่าชดเชยไปหมดแล้ว มันจะเอาค่าชดเชยเพิ่ม’ เราก็บอกไม่จริง ก็มีหวั่นไหวบ้าง แต่เราก็คุยกับชาวบ้านแล้วเขากำลังพูดถึงระบบนิเวศที่มันสมบูรณ์หรือพูดถึงการฟื้นคืนของแม่น้ำ
มีอีกอันหนึ่ง เป็น NGO ใช้ PowerPoint ทำไม ใช้ไฟฟ้าทำไม ต่อต้านเขื่อนทำไมถึงใช้ไฟฟ้า (ถอนหายใจ) ฉันต่อต้านเขื่อน ฉันไม่ได้ต่อต้านไฟฟ้า รัฐบาลต้องจัดหาไฟฟ้า เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึง แต่คุณหามันอย่างไร คุณสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่มันทำลายแม่น้ำหรือเปล่า หรือคุณจะส่งเสริมการใช้โซลาร์เซลล์ระดับครัวเรือนไหม หรือการกระจายการผลิตให้มันลงไปสู่แต่ละชุมชนหรือเปล่า คือทำให้เป็นประชาธิปไตยทางพลังงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้
The People: แล้วเวลาเจอแบบนี้คุณท้อไหม
ไม่ท้อ สะใจดี เมื่อก่อนเสียใจนะ ร้องไห้เลย ตอนที่เขาจะสร้างเขื่อนสาละวิน เราก็โทรหาแม่ แม่ยังมาขำกับพ่อบอกว่าลูกเรานี่อินมากเลยเนอะ แม่บอกไม่เป็นไร สุดท้ายถ้ามันสร้าง เราไม่ใช่เป็นผู้ตัดสินใจ แต่เราทำเต็มที่แล้วหรือยัง แม้ว่าเราจะทำไม่สำเร็จ แต่เราก็ได้ทำเต็มที่แล้ว
แรก ๆ ที่รู้เรื่องการปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำโขง เรานอนร้องไห้หลายคืนเลยนะ อนุญาตให้ตัวเองเศร้าอยู่พักหนึ่งแล้วลุกขึ้นมาสู้ โชคดีแค่ไหนที่เรารู้ ถ้าไม่รู้ ยิ่งกว่านี้อีก คือต้องให้กำลังใจตัวเองอยู่ตลอด
The People: มีครั้งไหนที่คุณทุ่มพลังออกไปสุดตัว แต่แล้วผลลัพธ์ก็ไม่เป็นตามที่หวังไหม
ทุกอันไม่เคยไม่จริงจัง อย่างอันนี้ เราภูมิใจมาก สร้างเครือข่าย 3 ประเทศ จีน เมียนมา ไทย กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อีกมาก เช่น ไทใหญ่ มอญ กะเหรี่ยง เพื่อปกป้องแม่น้ำสาละวินอย่างภาคภูมิใจ สุดท้ายตอนนี้แม่น้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักรุนแรงมาก แต่มันก็มีความหวังที่จะสำเร็จจริง ๆ ในสักวันหนึ่ง งานแบบนี้มันไม่ได้จบในรุ่นเรา แต่รุ่นเราสามารถยับยั้งความเสียหายได้คือ ‘Damage Control’
The People: นานแค่ไหนกว่าปัญหานี้จะจบ
ตอบไม่ได้ แต่ถ้าเราเริ่มแก้ มันต้องทำได้ รัฐบาลต้องเห็นว่าเหมืองเหล่านี้มีปัญหา ถ้าเราเป็นพ่อเป็นแม่ ลูกเรากำลังมีปัญหา เราต้องอุดรูรั่วได้ทุกช่อง แต่นี่คุณไม่ทำ เพราะคุณรู้สึกว่าไม่ใช่ปัญหาของคุณ
The People: คุณพูดถึงบทบาทของนักการเมืองมาตลอด คุณอยากจะก้าวเข้าไปสู่จุดนั้นไหม
เราลงสมัคร สว. กลุ่ม 8 (กลุ่มอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์ และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน) อยู่ในประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (บัญชีสำรอง) เราเป็นตัวสำรองเพราะคนที่ได้คนที่ 10 ได้ไป 21 คะแนน เราได้ 20 คะแนน เราไม่ได้อยากเข้าไปมีอำนาจนะ แต่อยากทำให้มันถูกต้อง อยากเห็นประเทศนี้ดีขึ้น
ไม่ใช่แค่ไทยนะ ดูหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก บางทีเราก็สงสัยว่าทำไมฝ่ายอธรรมมันต้องได้อำนาจทุกครั้งเลยเหรอ ทำไมผู้ที่อยากจะมาแก้ไขปัญหาไม่ได้รับอำนาจ ไม่ได้รับโอกาสนั้นบ้างนะ
The People: คุณเชื่อเรื่องเวรกรรมไหม
เชื่อสิ เชื่อในกรรม แต่ไม่ใช่บอกว่าที่พิการเพราะเมื่อก่อนทำบาป ไม่ได้คิดอย่างนั้นนะ แต่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมและผลของการกระทำ ถ้าวันนี้เราทำแบบนี้ เราหวังว่าสิ่งที่ดีจะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วเราก็จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพียงแต่ว่าอยากให้คนที่สนใจประเทศชาติ สนใจอนาคตของเรา ได้เข้ามามีอำนาจบ้าง ได้มาทำงานที่มันควรจะเป็นบ้าง อยากเห็นระบบหรือผู้นำที่แคร์กับอนาคต คนจะรู้สึกว่านักการเมืองเลว ไม่มีนักการเมืองที่ดี จริง ๆ มันก็มี เพียงแต่ว่าใครจะมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศ
The People: มีอะไรอยากฝากถึงคนที่รู้สึกว่าเรื่องของแม่น้ำ เรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องไกลตัวบ้างไหม
คือโลกมันใบเดียวกัน มันกระทบคนอื่น เราก็ไม่สบายใจอยู่ดี หรือจะมองว่าข้าวที่เรากิน ขนมจีนที่เรากิน มันอาจจะทำจากข้าวในนาตรงนั้นหรือเปล่า คุณจะคิดว่าไม่เกี่ยวก็ได้ คุณมีสิทธิที่จะคิดอย่างนั้น แต่ถ้าเรารู้สึกว่านี่เป็นปัญหาของอนาคต ของประเทศเรา ของภูมิภาคเรา แล้วอยากเห็นอนาคตสะอาด เราจะเติบโตไปด้วยกัน
The People: คุณคาดหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านไหนในประเทศไทย
การให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ ที่จะเติบโต การมีระบบที่ตรวจสอบได้และไม่มีคอร์รัปชัน บางทีถ้าเกิดมีปัญหาอะไรที่คิดไม่ออก เราก็จะคิดถึงตึก สตง. ที่ถล่มเมื่อแผ่นดินไหว ว่ามันคือภาพจำลองของประเทศไทย ตึกของผู้ตรวจสอบสูงสุดของประเทศแต่กลับพังอยู่ตึกเดียว
The People: แล้วอย่างแม่น้ำล่ะ คุณอยากเห็นภาพแม่น้ำในอนาคตเป็นอย่างไร
พอไปเห็นประเทศที่เขาใส่ใจกับสิทธิของสิ่งแวดล้อม ที่เขารักษาแม่น้ำไว้อย่างดี เช่น ที่ยุโรปเขาว่ายน้ำไปทำงานกัน โคตรอิจฉาเลย ทำไมคุณภาพชีวิตคุณดีจัง ของเราจะเอาเท้าไปจุ่มยังกลัวเลย กลัวสารพิษปนเปื้อน ทำไมบ้านเราไม่มีรัฐบาลที่แคร์กับสิ่งแวดล้อม เราเสียดายโอกาสของประเทศไทยมากจริง ๆ
The People: อะไรทำให้คุณยังมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
เราต้องเชื่อว่ามันทำได้ แล้วมันก็จะเป็นไปได้ ถ้าคิดบั่นทอนจิตใจตัวเองคงไม่มีความสุข เรารู้สึกว่าเราได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ใช้ความสามารถเต็มที่แล้ว ได้สร้างความร่วมมือ สร้างการตระหนักรู้ อย่างน้อยเราได้บอกสังคมว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อะไรเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ สุดท้ายถ้ามันจะไม่เป็นแบบนั้น เราก็ได้ทำเต็มที่แล้ว เรามักจะบอกเพื่อนว่า ‘Keep Barking’ ก็คือเห่าไปเรื่อย ๆ ว่าตรงนี้มีโจรมาปล้นบ้าน เราก็หวังว่าตำรวจจะจับโจรได้
เรื่อง : นภัสนันท์ นิโรธธาตุ (The People Junior)
ภาพ : ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตย์ดำรงธรรม