ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา

ฟิล์ม-ธนภัทร นักแสดงผู้อยู่ในวงการบันเทิงมานาน 10 ปี ถ่ายทอดบทเรียนชีวิต ตั้งแต่ช่วงตัดสินใจลาออกจากอาชีพสจ๊วต เพื่อทุ่มเทให้กับความฝันในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว แม้ในขณะนั้นจะยังไม่มีอะไรการันตีความสำเร็จ มาจนถึงบทบาทใหม่ใน 'สกุณาซ่อนรัก'

KEY

POINTS

10 ปี คือตัวเลขกลม ๆ ที่ ‘ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ’ โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง เส้นทางที่เขาค่อย ๆ ขีดเขียนด้วยความภาคภูมิใจมาตั้งแต่ขวบปีแรก 

เราเจอกับเขาหลังจากวันเกิดครบรอบอายุ 33 ปีได้ไม่นาน ทำให้เราเห็นว่าชายคนนี้เป็นที่รักของทุกคนมากเพียงใด ไม่ใช่แค่ภายนอกเท่านั้นที่ทำให้คนตกหลุมรัก แต่ภายในของเขายังเต็มไปด้วยทัศนคติเชิงบวก มองโลกในแง่ดี แม้ว่าบางครั้งจะดูเหมือนแบกรับความกดดันบางอย่างอยู่ก็ตาม แต่ตลอดบทสนทนา ‘รอยยิ้ม’ ไม่เคยห่างหายไปจากใบหน้าเขาเลยสักครั้ง จนทำให้เราพลอยสัมผัสได้ถึงความสุขล้นปรี่ที่เขาพยายามส่งต่อมาให้ และที่สำคัญแววตาของเขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยในยามตอบคำถาม

ไม่แปลกใจว่าทำไมชายคนนี้ถึงยืนหยัดอยู่ในวงการบันเทิงมาได้นานถึงทศวรรษ เพราะเขามีความจริงแท้ ไม่ปรุงแต่ง แถมยังพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวทุกอย่างด้วยความจริงใจ

เราหวังว่า ใครก็ตามที่บังเอิญเปิดมาอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ จะได้รับพลังบวกกลับไปจนเต็มกระบุง เพราะอย่างที่บอกว่าชายคนนี้มีมวลแห่งความสุขกระจายอยู่รอบตัว ต่อให้วันนี้คุณจะเจอเรื่องหม่นเศร้ามาขนาดไหน เพียงแค่ลองไล่เรียงอ่านวิธีคิดของธนภัทร รับรองว่าคุณจะมีพลังใจในการใช้ชีวิตได้อย่างแน่นอน

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา

The People : หากให้บอกเล่าถึง ‘บ้าน’ ที่คุณเติบโตมาในวัยเด็ก บ้านในความทรงจำของคุณเป็นอย่างไร

เป็นบ้านสวนธรรมดาหลังนึง ตอนนี้ก็เก่ามาก แต่มันก็เป็นไปตามกาลเวลา ในบ้านก็จะมีคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า พี่ชาย อยู่กัน 5-6 คน ที่บ้านก็จะมีต้นไม้ ต้นไม้เยอะมาก เพราะคุณพ่อคุณแม่ชอบปลูกต้นไม้ ตอนเด็ก ๆ เราก็จะวิ่งเล่นอยู่ในสวน เล่นกับพี่ชายบ้างเพราะอายุเราค่อนข้างห่างกันเยอะ เลยจะมีช่องว่างระหว่างวันอยู่ รวม ๆ ก็คือใช้ชีวิตเหมือนกับเด็กต่างจังหวัดทั่วไป (ธนภัทรเกิดและโตที่จังหวัดสระบุรี) แล้วที่บ้านก็มีสุนัขเยอะมาก พอเป็นบ้านสวนเนอะ ก็จะมีพวกสัตว์เลื้อยคลาย สัตว์มีพิษเยอะ ที่บ้านก็เลยต้องเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าสวน คอยช่วยดูแลทั้งเรื่องของสัตว์แล้วก็ขโมยด้วย

The People : ทราบมาว่าคุณต้องไปเรียนว่ายน้ำ เพราะคุณแม่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ

ใช่ ตอนนั้นน่าจะอยู่ประมาณชั้น ป.4 - ป.5 ได้มั้ง เรียกว่าอ้วนเลย (หัวเราะ) อาจจะไม่ได้อ้วนมากขนาดนั้น แต่ BMI เกินอยู่ คุณแม่เลยส่งไปเรียนว่ายน้ำ คือเราไม่ใช่แค่อ้วน แต่ยังไม่ค่อยสูงด้วย 

The People : ชอบการว่ายน้ำไหม

ไม่ชอบเลย เหมือนเด็กถูกแม่บังคับไป (หัวเราะ) 

The People : หลังจากเติบโตขึ้นมา อยู่ในวงการบันเทิง คุณคิดว่าความสัมพันธ์กับคุณแม่พัฒนาไปในทิศทางไหนบ้าง

ผมว่ามันก็เหมือนเดิม เพียงแต่เราเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ช่วงนั้นเราเด็ก เราคิดไม่รอบด้านมากนัก ก็จะมีคุณแม่คอยสอนทุกอย่าง ส่วนคุณพ่อจะเป็นคนเงียบ ๆ ชอบปลีกวิเวก ชอบอยู่กับธรรมชาติ พอโลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีพัฒนาขึ้น เราเลยเปลี่ยนบทบาทจากที่คุณแม่คอยดูแล เราก็ดูแลครอบครัว ดูแลคุณแม่แทน 

The People : ความฝันอยากจะเข้าสู่วงการบันเทิง เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไร

เอาจริง ๆ เป็นคนชอบอะไรแบบนี้ตั้งแต่เด็กเลย ผมเป็นคนที่มีความฝัน อยากทำงานในวงการบันเทิง ตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่จำความได้เลย เพราะว่าคุณแม่ชอบดูละคร แล้วผมก็จะดูละครกับคุณแม่ตั้งแต่สมัยเป็น Exact  ตอนนี้เป็นช่องวัน (ONE) ก็น่าจะประมาณ 25 ปีได้แล้วตั้งแต่ที่ผมเริ่มดูละคร ส่วนเรื่องที่จำได้แม่นเลยคือ ตะวันตัดบูรพาที่มีพี่ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี แล้วก็ พี่แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง แสดง แล้วผมก็ดูละครมาโดยตลอด ดูทุกช่อง แม่ดูอะไรเราดูด้วย กลายเป็นว่าเราชอบ เราอยากเป็นแบบนั้น เพราะรู้สึกว่าชีวิตมันแฮปปี้ ตอนเด็ก ๆ ก็คิดแบบนั้น

The People : คุณพ่อคุณแม่ทำงานเกี่ยวกับวงการบันเทิงด้วยไหม

ไม่เลย คุณแม่รับราชการครู ส่วนคุณพ่อเป็นพนักงานบริษัท

The People : เราฉีกออกมาเลย

ใช่ ฉีกเลยทุกอย่าง 

The People : ก่อนจะเข้าสู่วงการบันเทิง คุณเคยทำงานสจ๊วตมาก่อนด้วย

สจ๊วตนี่เป็นอะไรที่ไม่คาดคิด ไม่คิด ไม่ฝัน ไม่อยู่ในแพลนชีวิตเลย ไม่มีภาพตัวเองว่าจะเป็นได้เลย สิ่งที่ผมเรียนก็ฉีกมาทางสาขาการเงิน เรียนจบคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (เขาเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2) 

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา The People : ทำไมคุณถึงตัดสินใจเรียนสาขานี้

เพราะผมอยู่กับตัวเลขได้ดี แต่ความฝันก็คืออยากทำงานวงการบันเทิงนะ แต่เลือกเรียนในสิ่งที่รู้สึกว่าทำออกมาได้ดี เกรดดี ส่วนชีวิตมหาวิทยาลัยก็เป็นอะไรที่สนุก รู้สึกเติบโตขึ้นมาอีกแบบนึง เราได้ทำอะไรที่มีอิสระมากขึ้น อาจจะยังมีคุณแม่คอยควบคุมบางเรื่อง แต่พอเราไปใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เราไปอยู่หอกับเพื่อน ไม่ได้เหมือนช่วงมัธยมแล้ว ที่เราต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน นั่งรถเมล์ไป มหา’ลัย คือเราต้องพึ่งตัวเอง เหมือนนกน้อยออกจากรังไปลองใช้ชีวิต ตอนเรียนผมก็กลับบ้าน 2 อาทิตย์ครั้ง 

ไม่ได้เป็นคนที่แบบว่าต้องปาร์ตี้บ่อย ๆ แทบจะไม่เลย เพราะเราต้องทำงานพาร์ทไทม์อย่างอื่น หาเงินมาจ่ายค่าเทอม อะไรที่เราสามารถหาเงินได้เราก็ทำ เคยสอนพิเศษเด็ก ๆ สอนวิชาคณิตศาสตร์ ผมถนัดด้านนี้ ด้านอื่นไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ แต่ตัวเลขผมทำออกมาได้ดี ก็พยายามหาเงิน เพราะค่าเรียนเอกชนก็ค่อนข้างสูง ผมก็ต้องช่วยที่บ้านด้วย 

The People : ตอนเด็ก ๆ เคยได้สัมผัสกับความผิดหวังอะไรแล้วยังจำฝังใจบ้างไหม

เคย แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ ตอนที่เรายังเด็ก หากเจอกับความผิดหวังเราจะผ่านมันไปได้ไว ไม่ได้ทุกข์ใจนาน ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ นะ แต่พอเวลาเราโตขึ้น เราต้องวางแพลนชีวิตมากขึ้น มีเรื่องให้รับผิดชอบเยอะขึ้น มันก็จะเป็นความรู้สึกอีกแบบ ตอนเด็ก ๆ ที่เจอกับความผิดหวังก็เคว้งไปช่วงหนึ่ง แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมาได้

พอเรียนจบผมก็ยังไม่ได้ทำงานทันทีนะ ผมก็โอเคก็รออยู่ประมาณเกือบปีแล้วมั้ง ผมก็คิดว่า ผมจะทำอะไรดี ถ้าไม่ได้ทำงานในวงการ แต่ยังอยากตามความฝันตัวเองอยู่แล้วอาชีพอาชีพนึงที่ผุดขึ้นมาในหัวที่เรียนจบมาแล้วไม่ต้องไม่ได้สนใจว่าคุณจะจบมหา’ลัยไหน แต่ขอแค่คุณสอบผ่านในเกณฑ์ของเขาแล้วได้ค่าตอบแทนเยอะ และผมสามารถมีเวลาให้ไปตามความฝันตัวเองได้ ทุกอย่างก็เลยชี้มาที่การเป็นสจ๊วต

ตอนนั้นก็เอาเงินเก็บตัวเองมาจ่ายเงินค่าเรียนภาษา เพราะคิดแล้วว่ายังไงเราก็คืนทุนได้ แล้วมันก็เป็นแบบที่วางแผนไว้จริง ๆ เดือนเดียวเราก็คืนทุนเลย แต่การทำงานสายนี้มีสิ่งที่ต้องแลก เราต้องแลกกับสุขภาพ ยิ่งเราอยากหาเงินได้เยอะเท่าไร เราก็ต้องบินบ่อยเท่านั้น สุดท้ายทำได้ปีนึงผมก็ตัดสินใจลาออก เพราะช่วงนั้นเราอยู่กับช่องวันแล้วด้วย มันคือช่วงเวลาเดียวกัน ผมทำงานวงการบันเทิงควบคู่กับเป็นสจ๊วต ผมจำได้ว่าวันนั้นพี่ป้อน (ป้อน-นิพนธ์ ผิวเณร Chief Production Officer ของสถานีโทรทัศน์ ช่องวัน 31) เรียกเข้าไปคุย จำคำพูดได้เลยว่า

“ถ้ามึงเต็มที่กับกู กูก็จะลองเต็มที่กับมึง… มึงเอากับกูไหม ถ้ามึงเต็มที่กูก็จะสุดทางกับมึง” เป็นคำพูดที่ทัชใจมาก อาทิตย์ต่อมาลาออกเลย (ยิ้ม)

เพราะมันคือความฝันของผม อย่างหนึ่งที่เรายอมทิ้งตรงนั้น (อาชีพสจ๊วต) มาอยู่ตรงนี้ในวันที่ไม่มีอะไรเลย คือก่อนที่ผมจะยื่นใบลาออก มันคือก่อนที่ผมจะได้โอกาสเล่นละคร เมีย 2018 อีกด้วยซ้ำ ตอนนั้นผมจำได้เลยว่ากำลังถ่ายละครเรื่องเรือนเบญจพิษอยู่ ยังไม่มีโปรเจกต์เมีย 2018 เกิดขึ้น แต่ผมก็ลาออกเลย

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา

The People : เรียกว่าเป็นคนกล้าเสี่ยงได้ไหม

ผมว่าชีวิตเราถ้าไม่เสี่ยงอะไรเลย มันก็คงไม่ได้อะไรกลับมา ถ้าเราทำคู่กันไปเรื่อย มันก็คงได้แหละ ทั้งสจ๊วตทั้งงานในวงการบันเทิง แต่ว่าเราจะไม่ได้เต็มที่กับการแสดงมาก แล้วไม่มีเวลามาพัฒนาตัวเอง แทนที่เราจะเต็มที่กับโอกาสที่เข้ามา โอกาสที่พลิกชีวิตเราได้ ก็จะกลายเป็นว่าโอกาสนั้นมันจะหลุดไป ในอนาคตอาจจะไม่มีแม้แต่โอกาสอะไรเข้ามาเลยก็ได้ ผมก็เลยตัดสินใจเต็มที่กับทางที่เลือก ผมรู้ว่าไม่มีอะไรการันตีความสำเร็จ แต่อย่างน้อยการได้รับโอกาสแล้วเราทำเต็มที่ แค่นั้นก็จะทำให้สิ่งที่เราได้รับมาไม่สูญเปล่า ผมมองมุมนี้

The People : เคยมีโอกาสไหนที่ผ่านเข้ามาแล้วคุณไม่คว้ามาไว้ไหม

ไม่มีเลย เราเต็มที่ทุกโอกาส เพราะว่าผมจำได้เลยว่าวันนั้นก็โดนชาวเน็ตด่าในเฟซบุ๊กอยู่นะ เยอะมากด้วย เขาก็บอกว่า ‘คิดอะไรอยู่’ ‘ทำไมถึงตัดสินใจลาออกจากงาน ทั้งที่ไม่มีอะไรการันตีความสำเร็จด้วยซ้ำ’ ‘ทำไมยอมทิ้งเงินเดือนเกือบแสนมาเพื่อทำงานในวงการบันเทิง’ คือโดนเยอะมาก แต่ผมรู้สึกว่าผมอยากจะลองเต็มที่กับทุกสิ่งที่เข้ามาก็แค่นั้น

The People : ครอบครัวของคุณสนับสนุนเต็มที่เลยไหม

ที่บ้านให้สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตของเราเอง ไม่ได้บังคับว่าต้องไปทิศทางไหน คือคุณรับผิดชอบตัวเอง คุณเรียนจบแล้วก็ต้องดูแลตัวเองให้ได้

The People : นับตั้งแต่อยู่ในวงการบันเทิงมา มีครั้งไหนที่คุณรู้สึกว่า โอเค นี่แหละคือสิ่งที่ความพยายามที่ทุ่มลงไป แล้วได้ผลลัพธ์กลับคืนมาตามที่เราตั้งใจไว้

ถ้าความสำเร็จที่เกิดจากความทุ่มเทของตัวเอง จริง ๆ ผมว่าคงจะเป็นละครเรื่อง คุณชาย (พ.ศ. 2565) เพราะหลังจากผมได้รับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่จากโปรเจกต์ เมีย 2018 แล้ว ผมเป็นที่รู้จักของใครหลายคน แต่ว่า ณ วันนั้นน่ะ ผมต้องยอมรับตามตรงเลยว่า ผมไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้นนะ แต่ผมได้รับความช่วยเหลือจากพี่ ๆ ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น พี่สันต์ (สันต์ ศรีแก้วหล่อ) พี่บี (น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) พี่ป้อง (ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์) แล้วก็ได้โอกาสจากพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้บริหารช่องวัน 31) บทดี ๆ จากพี่เจี๊ยบ (วรรธนา วีรยวรรธน) ผมรู้สึกว่าในโปรเจกต์นั้นผมได้ทุกอย่างมาเพราะโชคส่วนหนึ่ง เราไม่ได้เก่งขนาดนั้น ไม่มีประสบการณ์ แต่เราก็เต็มที่นะ เต็มที่ที่สุดเท่าที่เราทำได้ เท่าที่ความสามารถเรามีในวันนั้น 

แต่โปรเจกต์ที่ผมรู้สึกว่าความทุ่มเทและพยายามของเราเกิดผล และได้รับการตอบรับที่ดี คือโปรเจกต์ละครคุณชาย ที่เราผ่านการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากละครเป็นสิบ ๆ เรื่อง แล้วเราเอาตรงนั้นมากลั่นกรองทุกอย่าง มาตกผลึก แล้วใส่เข้าไปกับการแสดงอย่างเต็มที่ และการได้รับบทเป็น LGBTQ+ ผมทำการบ้านค่อนข้างเยอะ นั่งดูรายการต่าง ๆ พยายามหยิบยืมบางอย่างมาใช้ เอามาปรับให้เข้ากับละครที่เราได้รับ 

The People : ภาพจำของการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก่อนที่จะรับบท LGBTQ+ เป็นแบบไหน

ผมโชคดีที่มีเพื่อนเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเยอะ ทุกรูปแบบเลย และเขาเป็นคนที่น่ารักมาก ๆ เป็นคนจิตใจดีมาก ๆ เขาดีกับผมมากจริง ๆ ก็เลยทำให้มีความรู้สึกว่าตัวเองโชคดี โชคดีที่ได้เจอกับเพื่อน โชคดีที่ได้เห็นความหลากหลาย เห็นอะไรหลาย ๆ แง่มุมของชีวิต 

ผมว่าปมได้อิทธิพลจากเขาด้วยแหละ เพราะรู้สึกว่าตัวละคร ‘เทียน’ (ในละครเรื่องคุณชาย) เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีมาก แบบมาก ๆ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ผมได้รับมากจากเพื่อนที่เป็น LGBTQ+ อีกอย่างในสมัยนั้น การเปิดเผยอาจจะไม่เท่าปัจจุบัน แต่ตัวละครที่ผมเล่นเขาก็ยังใจดีกับคนรอบข้าง ใจดีกับโลกใบนี้ได้

เพื่อน LGBTQ+ ที่สนิทกันเป็น 10 ปีก็มี ผมรู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งน่ะ ไม่ได้จำกัดว่าเพศสภาพไหน ไม่ได้มองเรื่องนั้น เขาก็คือเพื่อนเรา ไม่รู้นะ ผมรู้สึกแค่ว่า ทำไมเราต้องมานั่งจำกัดเพศด้วยว่าเขาเป็นเพศอะไร และต้องปฏิบัติกับเขายังไง ถ้าเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้หญิงหรือ LGBTQ+ เราก็สามารถให้เกียรติเขาได้เหมือนกัน แค่รักเขาอย่างที่เขาเป็น ผมคิดแค่นั้นเอง

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา The People : มีช่วงไหนของชีวิตที่รู้สึกว่าเส้นทางชีวิตเราประสบความสำเร็จมาก ๆ แล้วแต่ยังรู้สึกว่างเปล่า หรือตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองไหม

มีช่วงที่ได้รับทุกอย่างที่ตัวเองอยากได้ แต่ก็รู้สึกว่า ก็ได้แล้ว ก็แค่นั้น หมายถึงว่าก็รู้สึกว่างเปล่า แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเอง เงินก็จำเป็นกับชีวิตจริง ๆ นั่นแหละ แต่พอได้มาแล้ว รู้สึกว่า เออ ทำไมมันว่างเปล่าขนาดนี้นะ ทำไมความสุขมันหายไปไหน เป็นช่วงที่เพิ่งได้มาเป็นครั้งแรก มันอาจจะป็นที่ผมเองที่ผมยังไม่เข้าใจชีวิตด้วยแหละ เราอาจจะเด็กไป

แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองล้มอะไร แค่เกิดคำถาม แต่ก็ค้นพบว่าจริง ๆ แล้วความสุขมันอยู่ทุกที่เลย ต้องกลับไปประโยคที่พี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) เคยพูดตั้งแต่สมัยเข้ามาแรก ๆ ให้หัด appreciate กับทุกอย่าง ซึ่งเขาพูดถึงในเรื่องของการแสดงให้ appreciate กับชีวิตทุกสิ่งทุกอย่าง แค่ตื่นมาสุขภาพร่างกายแข็งแรง ยังมีร่างกายที่ครบ 32 ยังมีงานที่ให้ออกไปทำ ยังได้สูดอากาศที่สดชื่น ยังมีเตียงนุ่ม ๆ ให้นอน มีพ่อกับแม่ให้กลับไปกอด ยังมีข้าวกิน ชีวิตก็แค่นี้ ก็มีความสุขละ

The People : ใช้เวลาตกตะกอนชีวิตนานไหม

กว่าจะได้คำตอบนี้ ผมว่าก็นานประมาณนึง แต่ไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลาที่ผมเจอคำถาม ผมมานั่งทุกข์กับตัวเองนะ มันก็แค่เป็นช่วงที่เรากำลังตกตะกอนชีวิตตัวเองมากกว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาผมใช้เวลาตกตะกอนชีวิตเยอะเหมือนกัน รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว แล้วผมก็ชอบโดนคนพูดว่าผมเหมือนเด็กแก่แดด ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เลยนะ คนเขาชอบพูดว่าผมชอบคิดอะไรแบบคนแก่ (ยิ้ม)

ผมแฮปปี้กับตัวเองเวอร์ชันนี้ แล้วผมก็จะไม่ไปตัดสินชีวิตใครนะ เพราะแต่ละคนผ่านประสบการณ์ชีวิตมาไม่เหมือนกัน ทุกคนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์ที่จะเชื่อ ซึ่งความเชื่อก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ก็คงไม่เอาตัวเองเป็นไม้บรรทัดไปตัดสินชีวิตใคร เพียงแค่ผมรู้สึกชอบ รู้สึกแฮปปี้กับตัวเองในเวอร์ชันนี้มาก ผมยังมีงาน มีผู้จัดการ มีบ้าน มีแมว ได้เล่นกับแมว ตื่นมาแล้วยังแข็งแรง หรือแค่ได้สัมผัมอากาศหนาวของประเทศไทยแค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว

อีกอย่างก็คือ ผมอยากปลดพันธนาการให้ครอบครัว อยากให้ที่บ้านมีความสุข ผมอยากมีอิสรภาพในชีวิต อยากไปเที่ยวรอบโลกกับแม่ อยากใช้เงินเท่าที่ตัวเองอยากใช้ ใช้กับใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้บนโลกนี้ ผมไม่ได้หมายถึงชีวิตที่หรูหรา ไม่จำเป็นต้องมีของแบรนด์เนม ความหรูหราของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถูกไหม บางคนอาจจะมองว่าชีวิตที่หรูหรา ต้องมีของแบรนด์เนม ต้องมีรถซูเปอร์คาร์ ต้องมีเงินในบัญชีเยอะ ๆ สำหรับผม ชีวิตที่หรูหราหมายถึงมีสิ่งที่เราอยากได้แล้วมันไม่ได้หมดในชั่วข้ามคืน เราสามารถนอนอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ต้องทำงานเยอะ อยู่บ้านเล่นกับหมา แมว ปลูกต้นไม้ เที่ยวต่างประเทศบ้าง แต่ไม่ต้องบินเฟิร์สคลาส ไม่ต้องบินบิสิเนสคลาส อีโคคลาสปกติได้เลย นั่นแหละคืออิสรภาพของผม 

ชีวิตของผมง่ายมาก ผมมีความสุขกับทุกอย่างรอบตัว เพียงแค่อยากได้รับอิสรภาพ อยากรับงานก็รับ ไม่พร้อมรับก็หยุด (หัวเราะ)

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา

The People : คุณยิ้มตลอดเลยเวลาพูดถึงอิสระของชีวิต

โอ้ ผมรู้สึกว่าหัวใจพองโตมากเลย เวลาพูดแล้วมันเห็นภาพ เพราะชีวิตที่ผมฝันคือไม่ต้องทำอะไรเยอะ ตื่นมาเล่นกับหมาแมว ปลูกต้นไม้ ทำงานบ้าง ยังอยากเล่นละครต่อไปเรื่อย ๆ ผมรู้สึกว่านี่คือความสุขของผมแล้ว มันคือความสุขที่ผมรู้สึกว่าผมสุขทุกครั้งที่เล่นละคร มันไม่ใช่เพราะเงิน แต่เป็นเพราะเราได้แสดงก็เลยทำให้มีความสุข

ถ้าได้เล่นละคร ไม่ว่าจะบทอะไร มันก็คือชีวิตผม ณ วันนี้มันคือชีวิต และผมดีใจที่ได้เล่นไม่ว่าจะเป็นบทอะไรก็ตาม บทเล็กบทน้อยได้หมด อะไรก็ได้ที่ผมได้เล่น แค่นี้มันก็เติมเต็มหัวใจตัวเองแล้วล่ะ

The People : เล่าเรื่องย่อของ ‘สกุณาซ่อนรัก’ ให้ฟังหน่อย เป็นเรื่องราวประมาณไหน

ก็จะบอกว่าตัวละคร (เพิ่ม) ที่ผมได้รับเขาเป็นข้าราชการหนุ่มไฟแรง ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็เรียกว่าเป็นมหาเศรษฐีของสมัยนั้น เรามีหน้าที่การงาน มีหน้ามีตาในสังคม แล้วก็ตกหลุมรักกับเซิน (รับบทโดย เพิร์ธ วีริณฐ์ศรา) ก็คือนางเอกแล้วก็แต่งงานกัน จากนั้นก็เกิดเรื่องบางอย่างขึ้นมา ทำให้ตัวละครอย่างเพิ่ม มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองบางอย่าง ซึ่งพูดไม่ได้เหมือนกันว่าอันนี้คือเหตุผลอะไร และก็เป็นคนนำ ‘โทน’ (รับบทโดย เทศน์ ไมรอน) ที่เป็นคนขับรถรูปหล่อจากปีนัง มาเป็นคนขับรถส่วนตัวของภรรยาเรา และก็เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย 

ซึ่งเพิ่มเขาจะเป็นคนที่มีความปรารถนาแรงมาก ๆ ถ้าในมุมของผมคือเด็กเอาแต่ใจคนนึง แต่ก็จะเป็นคนที่เอาการเอางาน มีนิสัยที่อยากได้ต้องได้ มีความคิดเป็นระบบ วางแผนทุกอย่าง แล้วจนวันนึงก็ไปเจอนางเอก ทำทุกอย่างให้ได้เขามา เพราะว่าชอบเขา แต่ว่ามันจะมีจุดนึงที่ผมไม่สามารถสปอยได้จริง ๆ ว่าจุดเนี้ยที่ผมทำการบ้านพี่บอยหนักมาก อยากบอกมากนะ แต่ว่ามันอยู่ในเฉลยตอนท้าย ผมอยากพูดมากเลย มันเป็นจุดที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ยากมาก ๆ

เพราะชีวิตผม ผมไม่เคยผ่านความรู้สึกนี้มาก่อน ในประสบการณ์ส่วนตัว และผมเองก็ไม่เคยมีเพื่อน หรือพบเห็น หรือพบเจอบุคคลที่เป็นแบบนี้ มันเลยไม่มีภาพจำว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น คนนี้เขาคิดอะไรอยู่ รู้สึกยังไง กระบวนการที่มันเกิดความเชื่อนี้มันคืออะไร ซึ่งผมต้องทำการบ้านหนักมากในจุดนี้ เอาเป็นว่าดูในสกุณาซ่อนรัก ซึ่งเฉลยนี้จะอยู่ในอีพีท้ายท้าย อยากสปอยนะ แต่พูดไม่ได้จริง ๆ

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา

The People : ถ้าเกิดเจอคนแบบ ‘เพิ่ม’ ในชีวิตจริง มีอะไรอยากจะบอกกับเขาไหม

จริง ๆ เขาเป็นคนรักแรงเกลียดแรง เวลารักเขาก็รักสุดใจ แล้วพาร์ทที่ดี คืออะไรได้ก็ให้ อย่าเป็นศัตรูกับคนนี้ ผมรู้สึกว่าเวลาที่เขารัก เขารักหมดใจจริง ๆ แต่เวลาที่เขาหมดใจ หมดรัก ก็หมายถึงเขาไม่เหลือเยื่อใยเลย

The People : ในเรื่องเราก็จะเห็นว่าที่บ้านของ ‘เพิ่ม’ มีความเป็นครอบครัวชาวจีน ซึ่งย้อนกลับไปในบริบทของยุคสมัยนั้น ทำให้มีพฤติกรรมที่กดขี่นางเอกอยู่ด้วย คุณมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร

สำหรับผม ความเห็นหรือมุมมองของผมอาจจะไม่ได้ถูกใจใครหลาย ๆ คน แต่ว่าผมรู้สึกว่าถ้าวันนึงผมมีลูก ผมอยากให้ลูกมีชีวิตที่มีอิสระ เขาจะไม่ถูกบังคับจากผมทั้งสิ้น ลูกอยากเป็นแบบไหน พยายามจะทำอะไร อยากมีแฟนแบบไหน

เพราะเราเป็นคนที่ทำให้เขาเกิดมา เขาไม่มีสิทธิ์เลือกที่จะเกิดด้วยซ้ำ ถูกไหม ผมเลยอยากจะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด ขอแค่เป็นคนดีก็พอแล้ว ฉะนั้นการเกิดมาเป็นลูก เกิดมาในครอบครัวของผมจะไม่มีการบังคับอะไร เขาอยากรัก อยากทำอาชีพอะไร ผมจะปล่อยเขาไปใช้ชีวิตของตัวเองเลย เขาจะมีแฟนแบบไหน เราจะได้ลูกสะใภ้แบบไหน ลูกเขยแบบไหนก็ตาม เพราะว่ามันคือสิ่งที่เราควรจะ appreciate ว่านี่คือความสุขของลูกเรา แล้วมันควรจะเป็นความสุขของเราเหมือนกัน

ผมรู้สึกแบบนี้นะ เพราะอย่างที่บอกทุกคนล้วนมีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ทำให้ความเชื่อต่างกัน เราไม่รู้เลยว่าชีวิตเขาผ่านอะไรมาบ้าง ตอบไม่ได้ในมุมนี้ เราไม่อยากตัดสินอะไรใคร เขาเป็นมนุษย์ เป็นเพื่อนร่วมโลกกับเรา และแน่นอนว่าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเบื้องหลังเขาเป็นยังไง เขาถึงเลือกกระทำแบบนี้ ตอนเด็ก ๆ อาจจะมีเรื่องที่ไม่ดีฝังใจ อาจจะโดนกดขี่มาอีกที เขาก็เลยเลือกแสดงออกถึงการกดขี่แบบนั้นออกมาอีกทอดหนึ่งเมื่อเขาโตขึ้นมา แต่ผมก็ไม่อยากตัดสินใคร 

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา

The People : ถ้าคนที่คุณรักต้องเจอกับสถานการณ์ที่แบบนี้ จะทำอย่างไร

ผมจะเลือกทางที่ให้ทุกคนเข้าใจกัน ทำให้ทุกคนยอมรับตัวตนของกันและกัน แล้วผมจะพยายามหาจุดตรงกลางให้เจอ อาจจะไม่ได้ถูกใจทุกฝ่าย แต่มันคือตรงกลางที่เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขได้ แต่หนึ่งอย่างสำหรับผมเลยที่สำคัญก็คือ ถ้าผมมีแฟนจริง ๆ ผมจะหาคนที่รักแม่ผม รักครอบครัวผม เพราะสำหรับผมครอบครัวคือทุกอย่าง

The People : คุณดูมีความสุขตลอดเวลาที่เราคุยกัน เคยมีเรื่องไหนที่ทำให้คุณเสียน้ำตาได้บ้างไหม

มีครอบครัว แล้วก็การแสดงที่ทำให้ผมร้องไห้ 

The People : ถ้าเกิดว่าในโลกความจริง ที่ไม่ใช่การรับบทบาทเป็น ‘เพิ่ม’ ในสกุณาซ่อนรัก แล้วพบว่าคนข้างกายของคุณไม่มีความสุข จะมีวิธีการรับมืออย่างไร

ก็จะเลือกปล่อยเขาไป เราจะเสียใจกว่า เราจะเจ็บใจกว่า ถ้าเรายังอยู่กับคนที่เขาไม่ได้รักเรา ผมว่าการรักใครสักคน คือการที่ได้เห็นเขามีความสุข ถ้าวันนี้เขาไม่รักเราแล้ว เราก็ควรจะให้เขาไปมีชีวิตที่มีความสุข เพราะเราไม่ใช่ความสุขของเขาอีกต่อไป

The People : ในเรื่องจะมีการพูดถึงชนชั้นอยู่ด้วย คุณมองว่า ‘ชนชั้น’ จะเป็นข้อจำกัดของความรักได้ไหม

สำหรับผมสิ่งนี้ไม่ใช่ข้อจำกัด ข้อจำกัดอยู่ที่คน ไม่ได้อยู่ที่ชนชั้น ไม่ได้อยู่ที่เงินด้วย แต่เราจำเป็นจะต้องมีเงินนะ หมายถึงถ้ารักกันมากพอ แล้วอยู่กับคนที่ใช่ ความรักที่ดีจะพาให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่มีความสุข แต่ชีวิตเราต้องดีขึ้น เราต้องสนับสนุนกันในเรื่องของความรู้สึก สุขภาพ การงาน และการเงิน

ลองสังเกตใครหลายหลายคนที่เป็นมหาเศรษฐีก็ได้ เขาจะมีคู่ชีวิตที่เป็นคนที่คอยซัพพอร์ตเขา จนทำให้เขา รู้สึกเซฟ รู้สึกได้กำลังใจเมื่อกลับบ้าน และพร้อมจะเป็นแบ็กอัพ เพื่อให้เขาไปข้างหน้าในมุมของธุรกิจของเขาได้ 

สำหรับผมคือไม่ใช่แค่ความสวย แต่ความรักที่ดีมันต้องทำให้ชีวิตเราดีในทุก ๆ ด้าน อาจจะไม่ได้ดีสุดในทุกด้าน แต่ว่ามีกันแล้วชีวิตต้องดีขึ้นกว่าการอยู่คนเดียว 

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา The People : ถ้าวันหนึ่งคุณเป็นพ่อ อยากเป็นพ่อแบบไหน

ผมจะไม่ทำตัวเป็นพ่อ ผมจะทำตัวเป็นเพื่อน เพราะผมรู้สึกว่า เวลาเราคุยกับเพื่อน ลองสังเกตดู เราจะคุยกันทุกเรื่องโดยที่แบบเราไม่เคยเอ๊ะว่า เพื่อนจะคิดไรอะไร แต่เราพร้อมเล่าหมดเลย บางทีไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะด่ากลับมาไหม ไม่ว่าจะโง่หรืออะไรก็ตาม แต่เรารู้สึกสบายใจที่จะเล่าทุกอย่าง ผมก็เลยอยากเป็นพ่อแบบนั้น

ส่วนในบทบาทการเป็นคนรัก เป็นสามี ถ้าผมมีครอบครัว ผมก็อยากที่จะเป็นคู่ชีวิตที่ดี ให้กำลังใจกันและกัน คอยดูแลทุกอย่างเท่าที่เราสามารถดูแลได้และมีปัญหาอะไร ผมจะเลือกที่จะคุยแบบตรง ๆ

The People : การอยู่ในวงการบันเทิง 10 ปี คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ผมว่ามันเหมือนคำสอนในพระพุทธศาสนาว่า เกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ดับหายไป แล้วก็แค่ใช้ชีวิตให้มันมีความสุขที่สุดในแต่ละวัน เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรยั่งยืน แม้แต่ตัวเรา ชื่อเรา จะเป็นสิ่งสมมติขึ้นมาทั้งนั้นน่ะ

พ่อแม่เราก็เกิดมาจากสิ่งสมมติ ที่ปู่ย่าตายายตั้งชื่อให้ ตัวเองเราก็เป็นสิ่งสมมติ ซึ่งวันนึงก็ตายไปอยู่ดี แล้วก็ไม่มีใครจำได้อยู่ดี ณ วันนี้ ก็แค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขแบบไม่เดือดร้อนใคร และผมเชื่อในทุกการกระทำของตัวเอง ส่วนเรื่องของโชคที่เคยบอก โชคที่มาพร้อมกับโอกาส เกิดจากความพร้อมและเวลาที่ใช่มาแมตช์กัน ถ้าเราไม่พร้อม ถูกที่แต่ผิดเวลามันก็ไม่ใช่ คำว่าโชคสำหรับผมคือมันคือถูกที่ถูกเวลา

ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ : 10 ปีในวงการบันเทิง และบทเรียนที่สอนให้ Appreciate ทุกความธรรมดาที่ผ่านเข้ามา

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม