พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เปิดเหตุผลตัดสินใจลงเลือกตั้ง 2569 โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะวิกฤตหนัก และไม่อาจปล่อยให้ประเทศเดินต่อไปแบบเดิมได้อีก

KEY

POINTS

"วิกฤตเศรษฐกิจไทย ถ้าไม่แก้รอบนี้ เราอาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"


พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล ทหารม้ารถถัง อดีตผู้อำนวยการใหญ่สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ตัดสินใจถอดเครื่องแบบมาลงสู่สนามที่ตัวเองไม่ถนัด อย่างการเลือกตั้ง ในฐานะหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ 'พรรคเศรษฐกิจ' เพราะเห็นว่าวิกฤตของประเทศรอบนี้ จะอยู่เฉยไม่ได้แล้ว

อดีตข้าราชการทหารยศ 'พลเอก' ผู้ประกาศจุดยืนว่า เกลียดการรัฐประหาร เพราะแค่เปลี่ยนสิ่งที่คนไทยต้องเผชิญ จากนักการเมืองชั่วเป็นทหารเลว เดินสายชี้แจงสิ่งที่เขาเชื่อด้วยบุคลิกยืนตรงหลังตึง และเสียงดังฟังชัด พร้อมขอเสียงจากประชาชนให้เลือกพรรคน้องใหม่นี้แบบ 'แลนด์สไลด์' เพื่อไปผลักดันนโยบายกู้วิกฤต ตามสไตล์พรรคเศรษฐกิจ 

[ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 มกราคม ปี 2569 ] 

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

The People : พล.อ.รังษีคือใคร เติบโตมาอย่างไร

พล.อ.รังษี : ผมเกิดจากตระกูลที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ปู่ย่าตายายอพยพมาจากซัวเถาตั้งแต่สมัยปลายปลายรัชกาลที่ 5 หลังขึ้นสำเภาก็มาอยู่บริเวณวังหลัง แถวโรงพยาบาลศิริราช ณ ปัจจุบัน เมื่อพ่อแม่ผมแต่งงานกัน ก็ได้ย้ายมาอยู่ตรงบริเวณสี่แยกพรานนก ซึ่งห่างจากวังหลังมาประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วก็มาทำอาชีพคือทำโรงหล่อพระพุทธรูป ซึ่งอันนี้มาจากอากงผม พอย้ายมาอยู่เมืองไทยก็ไปเป็นลูกจ้างโรงงานหล่อพระ แล้วท้ายที่สุดก็มาเป็นเจ้าของโรงงานเอง แล้วพอพ่อแม่ผมแต่งงานก็แยกออกมาตั้งโรงงานหล่อพระเป็นของตัวเอง 

ตั้งแต่ผมเกิดมาจำความได้ก็เห็นกิจการหล่อพระของพ่อแม่แล้ว แล้วผมก็ถูกฝึกมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ให้มาทำงานในโรงหล่อพระ แล้วพ่อผมก็มีธุรกิจหลายอย่าง 

ผมเรียนชั้นประถมศึกษาเนี่ย ป.1 ถึง ป.6 ที่โรงเรียนบูรณะวิทย์ แถวบางพลัด แล้วผมมาต่อ ป.7 ถึง ม.3 ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล พอจบ ม.3 ผมก็สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เป็นรุ่นที่ 22 หลังจากเรียนอยู่ 2 ปี ก็ไปเข้าโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) ซึ่งตอนนั้นตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนิน ตรงข้ามสนามมวยเวทีราชดำเนิน ก็เรียน 5 ปี จบแล้วก็เลือกเหล่า ตอนแรกผมเลือกเหล่าสรรพาวุธ ได้ไปทำงานที่ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จ.พิษณุโลก หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี ก็เปลี่ยนมาเป็นเหล่าทหารม้า แล้วก็ย้ายมารับราชการที่กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) ซึ่งเป็นกองพันรถถังกองพันเดียวในกรุงเทพ ณ ขณะนั้น อยู่บริเวณที่เขาเรียกว่า เกียกกาย บางกระบือ 

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

ก็รับราชการมา จนได้เป็นผู้บังคับกองพันยศพันเอก และได้ไปทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นชุดแรกที่ลงไปหลังเหตุการณ์ปล้นปืน ปี 2547 ผมก็ไปทำงานด้านมวลชน ทั้ง จ.ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ไปช่วยทำประปาหมู่บ้าน ไปช่วยขายลองกอง ไปซ่อมแซมโรงเรียนตาดีกา ซึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาลของชาวมุสลิม แล้วก็ไปซ่อมแซมโรงเรียนปอเนาะ แล้วไปช่วยส่งเสริมอาชีพให้กับแม่บ้าน ไปช่วยเรื่องมัสยิด ก็ทำอยู่ประมาณปีครึ่ง จากนั้นก็ได้เป็นที่ปรึกษาผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล. 1 รอ.) ก่อนจะขึ้นเป็นที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 1 แล้วมาเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) ก่อนจะเกษียณอายุราชการ

The People : ในฐานะลูกหลานคนจีนโพ้นทะเล ใช้ชีวิตวัยเด็กย่านบางกอกน้อยและในโรงหล่อ มันช่วยหล่อหลอมอะไรให้กับ พล.อ.รังษี

พล.อ.รังษี : ผมเป็นลูกชายคนโต ซึ่งธรรมเนียมคนไทยเชื้อสายจีนจะต้องเป็นหลักในการสืบทอดกิจการครอบครัว อย่างที่บอกว่า ผมโดนฝึกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เพราะพ่อแม่ผม นอกจากโรงงานหล่อพระพุทธรูป ยังเป็นคนรับซื้อขายฝากที่ดินรายใหญ่ของฝั่งธนฯ แล้วพ่อผมยังซื้อหุ้น ที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นจองของธนาคาร นอกจากนี้ ยังมีกิจการบ้านเช่า มีการรับฝากที่จอดรถ และทำธุรกิจอีกหลายอย่าง ซึ่งผมก็จะได้เรียนรู้งานจากการตามพ่อผมไป ผมขึ้นไปกรมที่ดินตั้งแต่อายุ 10-11 ขวบ ผมไปธนาคารแทนพ่อตั้งแต่เด็ก ๆ เอาเช็คไปเข้าบัญชี ก็ได้รับการฝึกมาแบบนั้น

กระทั่งตอนไปเข้าโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว เสาร์อาทิตย์ ผมก็ต้องมาช่วยงานที่บ้าน พ่อผมก็จะเรียกมาบอกว่า ตอนนี้บ้านเรารับซื้อขายฝากที่ดินอยู่ตรงนี้ ๆ นะ บ้านเราไปซื้อหุ้นตัวไหนอยู่ บางทีก็ไปซื้อทองแท่งเพื่อเก็งกำไร มันก็เป็นธุรกิจของคนยุคก่อน ซึ่งผมก็ได้รับรู้ว่า การทำธุรกิจเนี่ย สุดท้ายมันก็อยู่ที่กำไรขาดทุนเป็นหลัก แล้วเงินสดก็สำคัญมาก สมัยก่อนมันไม่มีหรอกเรื่องผ่อน 0% แบบสมัยนี้ ทุกอย่างซื้อเงินสด ถ้าไม่มีก็ไม่ซื้อ แต่ตอนหลังเราถูกเปลี่ยนค่านิยมว่า ต้องเป็นหนี้ถึงจะมีเครดิต ซึ่งจริง ๆ แล้วมันผิดหมด สุดท้ายวันนี้มันออกฤทธิ์กลายเป็นปัญหาหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจมาพุ่งขึ้น จนเรียกว่าประเทศเราเข้าสู่สภาวะล้มละลายทางการคลังแล้ว ถ้าดูจากตัวเลขในบัญชีนะ ซึ่งน่ากลัวมาก แต่คนสมัยโบราณ มันไม่มี ถ้าเขาจะใช้ เขาจะเก็บออมมา

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

The People : คือใช้เท่าที่มี

พล.อ.รังษี : ใช้เท่าที่มี รถยนต์เขาจะซื้อเงินสด ไม่มีมาผ่อนหรอก เพราะมันทำให้คนฟุ้งเฟ้อ คาดการณ์ในการใช้เงินผิด แล้วชีวิตก็จะติดอยู่กับหนี้ ๆ ที่ตัวเองผ่อน มันทำให้เกิดกิเลส อยากได้อะไรก็ไปรูดบัตรเครดิตไว้ก่อน มันเลยเจ๊งกะบ้งกันทุกวันนี้ นี่คือประสบการณ์ของผม เอาง่าย ๆ นโยบาย 4 ข้อของพรรคเศรษฐกิจ ไม่มีเรื่องแจกเงิน มีแต่โปรเจกต์ลงทุน ที่เดี๋ยวผมจะเล่าภายหลัง

The People : สนใจที่บอกว่า พ่อ พล.อ.รังษี ฝึกให้ไปขึ้นเช็คธนาคารหรือติดต่อกับราชการเองตั้งแต่เด็ก ๆ

พล.อ.รังษี : ใช่ มันเลยทำให้ผมรู้กระบวนการต่าง ๆ อีกอย่าง พ่อเขาชอบฝึกให้ผมวิเคราะห์ อย่างไปนั่งคุยธุรกิจกัน พอขึ้นรถ พ่อจะถามว่า ไหนลองวิเคราะห์หน่อยว่า ที่เขาพูด มันเป็นยังไง แล้วถ้าผมวิเคราะห์ผิด เขาก็จะบอกว่า มันโกหกเรา เพราะจริง ๆ ต้องเป็นอย่างนี้ แต่มันพูดแบบนี้ เพราะต้องการให้เราทำแบบนี้ ผมก็โดนฝึกมาแบบนี้

หรือกระทั่งเหตุการณ์บ้านเมือง อย่างตอนนั้นเป็นยุคสงครามเย็น ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) เต็มบ้านเต็มเมือง ก็ไล่มาจากเวียดนาม ลาว และเขมร ผมก็ถูกให้วิเคราะห์ว่า มันเป็นยังไง หรือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ปี 2516 หรือ 6 ตุลาคม ปี 2519 ผมก็โดนฝึกให้วิเคราะห์หมด เอาง่าย ๆ คือ แก่เกินเด็ก เพราะบางคนไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงสามารถพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ เพราะผมมีข้อมูล มันเป็นสิ่งที่ผมถูกฝึกมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ 10 ขวบ 11 ขวบ

ผมก็ต้องติดตามดูสถานการณ์ แล้วก็ประเมิน ซึ่งมันก็เกี่ยวกับธุรกิจ เพราะการจะทำธุรกิจ คุณต้องวิเคราะห์ต้องประเมิน แล้วคุณต้องมีการวางแผน ดำเนินการแผน ถ้าไม่เป็นไปตามแผน ก็ต้องปรับแผน ชีวิตทหารก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน ต่างกันแค่เวลาทำสงคราม ทหารใช้อาวุธ นักธุรกิจใช้สมอง แล้วถ้าคุณเป็นผู้นำ ถ้าประเมินผิด เจ๊งทั้งกองทัพ เจ๊งทั้งบริษัท ผมก็โดนฝึกมาแบบนี้

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

The People : เป็นลูกชายคนโต ที่บ้านก็คาดหวังให้สืบทอดกิจการ ฟูมฟักทักษะด้านธุรกิจ แต่ทำไมตัดสินมาเรียนทหาร

พล.อ.รังษี : สมัยผมเด็ก ๆ มันเป็นช่วงที่คอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตยสู้กัน เรียกว่ายุคสงครามเย็น เริ่มแผ่ซ่านมาถึงเมืองไทย ช่วงนั้นเวียดนามเหนือเอาชนะเวียดนามใต้แล้วกำลังรุกเข้าลาวกับเขมร ตามทฤษฎีโดมิโนของสหรัฐฯ ก็มีคนบอกว่า เราจะเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย หลังสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนามเมื่อปี 2519 ปล่อยให้เราโดดเดี่ยว ซึ่งถ้าเราไป มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า ก็น่าจะเสร็จด้วย

ผมก็เลยคิดว่า ปู่ย่าตายายหนีตายมารอบหนึ่ง กว่าจะมาสร้างตัวที่เมืองไทยได้ โคตรลำบาก ก็ไม่อยากจะต้องอพยพไปประเทศอื่นอีกแล้ว เลยตัดสินใจว่าจะต้องสู้กับภัยคอมมิวนิสต์นี่แหละ แต่ถ้าผมเป็นลูกพ่อค้าคนนึง มันก็ทำอะไรไม่ได้มาก เลยตัดสินใจไปเป็นทหาร ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ถ้าจะไปเป็นทหาร จะต้องไปเรียนเตรียมทหารก่อน 2 ปี ถึงจะเข้าโรงเรียนนายร้อย จปร. ได้ ผมก็ไปซื้อใบสมัครที่โรงเรียนนายร้อย จปร. เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ไม่ใช่ ต้องไปเรียนเตรียมทหารก่อน ที่ตอนนั้นโรงเรียนอยู่ที่สวนลุมพินี ปัจจุบันคือห้างสรรพสินค้า One Bangkok มันก็เป็นเหตุแบบว่าฟ้าลิขิต เพราะผมสอบเตรียมทหารปีเดียวแล้วได้เลย จากผู้สมัคร 1.3 หมื่นคน แต่เขารับแค่ 600 คน

The People : ตอนบอกที่บ้านว่า จะไม่รับช่วงต่อกิจการที่บ้านแล้ว พ่อแม่ว่าอย่างไร

พล.อ.รังษี : ไม่ใช่บอกว่าผมไม่รับต่อ แต่ผมจะไปเป็นทหาร จะสอบนายร้อย แม่ก็ด่าผมยับเยิน เพราะตอนนั้น คอมมิวนิสต์ในไทยก็สู้กันแรงจริง ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จฯ พระราชทานเพลิงศพที่วัดพระศรีฯ ทุกปี พ่อแม่ก็กลัวว่าผมจะไปตาย

แต่ตอนหลังพอผมสอบเข้าไปได้ เขาก็มาต่อรองผมจนนาทีสุดท้าย คือผมสอบรอบแรกผ่าน วันรุ่งขึ้น ตอนที่จะไปสอบสัมภาษณ์ คุณเชื่อไหมว่า แม่ผมเดินเข้ามาในห้องนอนตอนเที่ยงคืน มาปลุกผมแล้วบอกว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องไปสอบ เดี๋ยวจะส่งเรียนต่อที่ไฮสคูลในสหรัฐฯ จะเรียนถึงปริญญาเอกเลยก็ได้ ผมก็บอกแม่ว่า ผมไม่เอา ผมจะไปสอบ แล้วสุดท้ายก็ได้ นั่นแหละ แล้วตอนที่เรียนเตรียมทหารปีแรก แม่ผมด่าทุกวันเวลาเห็นแต่งเครื่องแบบ เพราะเขาก็กลัวลูกเขาจะไปตาย เอาง่าย ๆ แต่ตอนหลัง พอเริ่มขึ้นปี 2 ก็เบาลง

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

The People : ตลอดชีวิตราชการทหาร 40 ปี มองย้อนกลับไป พล.อ.รังษีภูมิใจกับช่วงเวลาไหนที่สุด

พล.อ.รังษี : ผมออกจากทหารมาแบบถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะคนจบโรงเรียนนายร้อย จปร. เขาบอกว่า คุณต้องทำได้ 3 อย่าง 1.ต้องได้เข้าโรงเรียนเสนาธิการทหาร 2.ต้องได้เป็นผู้บังคับกองพัน และ 3.ต้องได้เป็นนายพล ซึ่งผมก็ผ่านทั้ง 3 ขั้นตอน คือได้เข้าโรงเรียนเสนาธิการทหาร ได้เป็นผู้บังคับกองทัพตอนอยู่ ม.พัน 4 รอ. เป็นกองพันรถถัง ซึ่งการจะบังคับเครื่องจักรในรถถังมันยากมาก รถถัง 1 คันต้องใช้กำลังพล 4 คน คือ พลขับ พลยิง พลบรรจุ และผู้บังคับรถ คือต้องทำงานเป็นทีม แล้วกองพันรถถังกองพันหนึ่งมีถึง 52 คัน ก็เอา 4 คูณเข้าไป

แล้วเหล่าทหารม้ายังมีแบ่งอีก เป็นม้ารถถัง ม้าลาดตระเวน ม้าบรรทุกยานเกราะ ซึ่งภารกิจก็ไม่เหมือนกัน ปืนใหญ่ยังมีปืนใหญ่อัตตาจร ปืนใหญ่ที่ตั้งยิงปกติ นี่ยังไม่รวมถึงเหล่าทหารราบ ซึ่งก็มีทั้งราบเดินเท้า ราบยานยนต์ ราบยานเกราะ คุณว่าเยอะไหม ผมถึงบอกเสมอว่า คนที่ไม่มีความรู้เรื่องความมั่นคงอย่ามาริอาจวิจารณ์กองทัพ หรือนักการเมืองบางคนที่ไม่เข้าใจ จะมาคุมกลาโหม คุมนโยบาย มึงจะมาคุมอะไร ขนาดผมเป็น พล.อ.ยังรู้ไม่ครบทุกเหล่าเลย ผมคนไม่ได้เรียน รด. เลย ทำมาปากเก่ง จะมาคุมกลาโหม คือกองทัพมันเป็นองค์กรติดอาวุธ มีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ ถ้าคุณอ่อนแอ ฮุนเซนมันวิ่งมาถึง กทม. คุณจะทำยังไง ผมถึงบอกว่า อันตรายนะ ถ้าเรามีนักการเมืองแบบนี้ มันไม่ได้มาพัฒนาชาติ แต่ทำให้ชาติล่มจม

The People : ในความเห็น พล.อ.รังษี คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ควรจะเป็นอย่างไร

พล.อ.รังษี : ถ้าคุณไม่เข้ามายุ่ง ไม่แทรกแซงเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ไม่มายุ่งเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง ก็ฟังเขาหน่อยว่าซื้อเพราะอะไร ใครโกงก็เอามันไปตัดคอ ทหารคนไหนที่กินค่าคอมมิชชั่นก็จัดการ เขาก็อยู่กันได้ ผมจะบอกให้ว่าการรัฐประหารทุกครั้ง มันเกิดจากรัฐบาล ไม่มีหรอกว่า ผบ.ทบ. คนไหนมาเป็นแล้วบอกว่า กูจะยึดอำนาจ ทุกครั้งที่ทำมันมีเหตุจำเป็นหมด เพราะผมอยู่ในการรัฐประหารมา 6-7 ครั้ง เบื้องลึกเบื้องหลังมันชั่วร้ายกว่าที่เห็นเป็นข่าว ถ้ารัฐบาลบริหารประเทศดี ๆ ไม่มีคอร์รัปชั่น ไม่ทำให้ประเทศเสียหาย ใครจะกล้าไปยึดอำนาจ มันเป็นไปไม่ได้หรอก การรัฐประหารไม่ใช่เรื่องง่าย ทำมา 24 ครั้ง สำเร็จ 13 ครั้ง ไม่สำเร็จ 11 ครั้ง สถิติเกือบจะครึ่ง ๆ เลย มันเสี่ยงนะ ถ้าแพ้ก็เป็นกบฏ โทษคือประหารชีวิต

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

The People : คิดอย่างไรกับที่บางฝ่าย พยายามจะแยก ‘ทหารอาชีพ’ ออกจาก ‘ทหารการเมือง’

พล.อ.รังษี : คำว่าทหารการเมือง ถามว่าถ้านักการเมืองไม่เปิดประตูให้ ทหารจะเข้าไปได้ไหมล่ะ มันคนละทางกันอยู่แล้ว ส่วนใหญ่นักการเมืองชอบคิดว่า เอาทหารมาเป็นกุนซือเพื่อปรามทหารในกองทัพ ซึ่งจริง ๆ แล้ว คุณน่ะโง่ คุณควรจะคุยกับกองทัพให้รู้เรื่อง แล้วก็คุยเรื่องนโยบายป้องกันประเทศเป็นหลัก แล้วทหารการเมือง ส่วนมากคือพวกล้มเหลวในกองทัพ ก็คือรู้อยู่แล้วว่า อยู่ในกองทัพไม่เจริญก็เลยไปพึ่งนักการเมือง ให้ช่วยเพื่อกลับมาเจริญในกองทัพ

The People : อย่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ถือเป็นทหารอาชีพหรือทหารการเมือง

พล.อ.รังษี : คือในช่วงที่ทำรัฐประหาร คสช. เนี่ยทหารอาชีพ แล้วเหตุที่ทำ คุณก็รู้ว่าประเทศมันไปต่อไม่ได้จริง ๆ แต่หลังจากยึดอำนาจเสร็จมาเป็นรัฐบาล นี่คือทหารการเมือง คุณต้องดูว่าแต่ละช่วงเวลามันคนละเงื่อนไขกัน คือพวกรัฐประหารแล้วมาเป็นรัฐบาลต่ออันนั้นก็คือต่อเนื่องมา ถูกไหมฮะ แต่พอจะพยายามสืบทอดอำนาจ อันนี้ไม่ควร คุณต้องวิจารณ์ให้ถูก

The People : กลับมาที่ชีวิต พล.อ.รังษี การเป็นทหารม้า หล่อหลอมตัวตนอย่างไรบ้าง
พล.อ.รังษี : ผมโชคดีที่อยู่ใน 2 พาร์ต พาร์ตแรกคือผมรู้เรื่องธุรกิจค่อนข้างลึกซึ้ง เพราะพ่อแม่ถ่ายทอดตรง ๆ ไม่มีกั๊กวิชา พาร์ตต่อมา พอได้เป็นทหาร ก็รู้เรื่องความมั่นคง แล้วการได้อยู่ ม.พัน 4 รอ. ที่อยู่ใน กทม. เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารทุกครั้ง ก็ทำให้เห็นว่ามันเกิดจากอะไร ใครหักหลังกัน ใครขี้โกง ใครเป็นต้นเหตุของความฉิบหาย เรารู้หมด มันก็ให้ประสบการณ์ทั้งด้านธุรกิจ ด้านทหาร และด้านการเมือง มันผูกพันกันหมด หลายเรื่องคุณอาจจะรู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่ผมอยู่ในเหตุการณ์ ทำให้ผมรู้จริง

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

The People : สิ่งที่เกิดขึ้น นำมาสู่การลงการเมืองในปัจจุบัน

พล.อ.รังษี : ไม่ใช่ ไม่เกี่ยว คนละเรื่องเลย คือผมนะ พูดง่าย ๆ คือไม่ชอบการรัฐประหาร เพราะเวลารัฐประหารที มันจะมีนายทุนมาสนับสนุนเงิน แล้วสุดท้ายพอไปรับเงินมาเมื่อไร คุณก็ต้องทำตามนโยบาย แล้วก็ประเทศก็ย่อยยับ ผมเห็นมากับตา

The People : เป็นแบบนี้ทุกครั้งเลยใช่ไหม ไม่มีรัฐประหารครั้งไหน เป็นข้อยกเว้น
พล.อ.รังษี : 
เราอย่างไประบุว่าครั้งไหนเลย แต่ผมเห็นแล้วสังเวชใจ ก็คือเปลี่ยนมือจากนักการเมืองชั่วมาเป็นทหารเลว ประเทศเราถึงวนอยู่แบบนี้ไง แล้วการที่ผมมาลงการเมือง เกิดจากมีผู้ใหญ่ที่ผมเคารพคนหนึ่งเชิญผมไปคุย แล้วก็เอ่ยขึ้นมาว่า “รังษี ประเทศมันไปต่อไม่รอดแล้ว ตัวเลขหนี้มันเยอะมาก ปฏิวัติมาก็ล้มเหลว แถมยังทำให้เสียหายหนักกว่าเดิม” ก่อนจะจบด้วยการบอกว่า

“สนใจการเมืองไหม มึงต้องเข้าไปอยู่การเมือง ช่วยกำหนดนโยบายแก้ปัญหาประเทศนะ”

ผมก็ขอเวลาคิด 2 สัปดาห์ต่อมา กลุ่มเส้นด้ายที่ต่อมาเป็นพรรคเส้นด้ายก็ติดต่อมา ผมรู้จักเขาอยู่แล้ว เพราะเคยทำจิตอาสาร่วมกันสมัยอยู่ ททบ.5 ก็มาขอให้ช่วยเป็นหัวหน้าพรรค ผมก็บอกว่า ฟังแล้วตัดสินใจใน 30 นาทีว่า มึงต้องไปเปลี่ยนชื่อ เพราะ 1.พรรคเส้นด้ายไม่เวิร์ก เลือกตั้งรอบก่อนมีคนเลือก 2 หมื่นเสียงเอง 2.วิกฤตหลังจากนี้ไปคือวิกฤตเศรษฐกิจ ฉะนั้นไปตั้งชื่อใหม่ให้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ก็เสนอมา 3 ชื่อ  หนึ่งในนั้นมีชื่อพรรคเศรษฐกิจ สุดท้ายผมก็เลยเลือกชื่อนี้ ก็ทำการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในเดือนเมษายน ปี 2568 ทั้งหมดนี้คือที่มาที่ไป ง่าย ๆ เลย ซึ่งพรรคนี้ก็เริ่มจากศูนย์ เพราะพรรคเส้นด้ายเดิมก็มีสาขาอยู่แค่ 2 จังหวัด

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

The People : มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคชื่อเศรษฐกิจ แต่กลับพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจน้อยมาก ไปพูดเรื่องความมั่นคงมากกว่า อยากให้ พล.อ.รังษีช่วยขายหน่อยว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคคืออะไร

พล.อ.รังษี : ที่ผ่านมามันเกิดสงครามไทย-เขมร แล้วพิธีกรก็ถามแต่เรื่องชายแดน และมันยังไม่อยู่ในโหมดเลือกตั้ง แต่พอนายกฯ ยุบสภา คนก็ถามเรื่องนี้มากขึ้นซึ่งผมสรุปง่าย ๆ เลย คือวิกฤตประเทศไทยตอนนี้มีอยู่ 3 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตคอร์รัปชั่น และวิกฤตความมั่นคง

เริ่มจากวิกฤตเศรษฐกิจก่อน ตอนนี้เรามีหนี้ 3 ก้อนใหญ่ ๆ หนี้สาธารณะซึ่งอยู่ที่ 12.6 ล้านล้านบาท หนี้ครัวเรือนหรือหนี้ภาคประชาชน 16.4 ล้านล้านบาท และหนี้ภาคธุรกิจอีก 25 ล้านล้านบาท รวมทั้งหมดจะอยู่ที่ 55 ล้านล้านบาท ถ้าเทียบกับ GDP(ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) ประมาณ 18 ล้านล้านบาท ก็คิดเป็น 3 เท่ากว่า หรือหากเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล 3.7 ล้านล้านบาท ก็ประมาณ 17 เท่า แล้วคุณจะอยู่ได้ไหม หนี้ขนาดนี้ถ้าเป็นธุรกิจเท่ากับประเทศนี้ล้มละลายทางการคลังแล้ว

ผมก็เลยคิดนโยบาย 2 ข้อใหญ่ ๆ ซึ่งเชื่อว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ 100% หนึ่ง ทำรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อกับโครงการของจีนที่มาจ่อถึงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาวแล้ว ผมจะลากทั้งจากเหนือลงใต้ไปถึงมาเลเซีย และจากตะวันออก EEC (เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) ของเราไปถึงตะวันตก เชื่อมต่อกับท่าเรือทวายของพม่าทะลุอินเดีย หากทำสำเร็จ เราจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งทั้งคนและรางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วผมจะกำหนดให้มีนิคมเกษตร-นิคมอุตสาหกรรมอยู่ 2 ข้างทางรางรถไฟ ถ้ารถไฟเส้นทางนี้ผ่านนาข้าว ก็เป็นนิคมเกษตรข้าว ถ้าผ่านทุเรียน ก็เป็นนิคมเกษตรทุเรียน ถ้าผ่านอ้อย ก็เป็นนิคมเกษตรอ้อย แล้วคนที่อยู่ในนิคมเกษตร หากใครเป็นสมาชิกจะได้รับการช่วยเหลือทั้งปุ๋ย โดรน รถ เครื่องจักร จากภาครัฐ และสิ่งที่เป็นหมัดเด็ดเลยคือใบส่งออก เท่ากับว่าเกษตรกรในนิคมจะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ขาย ถามว่าคนส่งออกจะกล้าหือกับเกษตรไหม เพราะเขาเป็นผู้บงการเกม

หากมีรางรถไฟและนิคมเกษตร เท่ากับคุณร่วมมือกับจีนอย่างเต็มตัว ถามว่าเขาจะกล้าให้ย้ายฐานการผลิตไหม นอกจากนี้จะกำหนดให้ตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในนิคมอุตสาหกรรมด้วย เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยโครงการนี้จะทำร่วมกับรัฐบาลจีน มีการแบ่งปันผลกำไรที่เป็นธรรม และต้องไม่มีเงินใต้โต๊ะเด็ดขาด โดยจะเซ็น MOU เพื่อทำรางรถไฟภายใน 1 เดือน หากพรรคเศรษฐกิจได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยจะพ่วง MOU อีก 2 ใบ คือเรื่องการท่องเที่ยวและการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า

สอง โอเชียนลิงก์ เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน ที่ผ่านมาเคยมีการพูดเรื่องการขุดคลองกระ หรือคลองไทย แต่ยังทำไม่ได้ เพราะสมัยก่อนเทคโนโลยียังไม่ถึง มีบางประเทศไม่อยากให้สร้าง และงบเรายังไม่มี แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ มันทำได้ ผมก็จะทำเหมือนรถไฟความเร็วสูง คือทำร่วมกับรัฐบาลจีน แบ่งผลกำไร และไม่มีเงินใต้โต๊ะ จะมีการเซ็น MOU เช่นกัน ก่อนสำรวจความเป็นไปได้และลงมือก่อสร้างภายใน 1 ปี

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

ทั้ง 2 โครงการนี้ คุณว่าเป็นโครงการระดับภูมิภาคหรือระดับโลก เป็นโครงการระดับโลกของการ logistics นะครับ มีทั้งรางและเรือ แล้วตอนก่อสร้างจะมีการจ้างงานเท่าไร เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมีการจ้างงานหรือซื้อวัสดุดิบในประเทศอีกเยอะไหม หากทั้ง 2 โครงการสำเร็จ ผมเชื่อว่า คนไทยจะมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น 3 เท่า GDP จะโตเป็น 3 เท่า เท่ากับเรากินยาวเลย แล้วถ้าคุณเป็นหุ้นส่วนการค้ากับจีนแบบนี้ ถามว่าเขาจะปล่อยให้คุณเจ๊งไหม ปัญหาจีนเทาต่าง ๆ รับรองเรียบ เพราะถ้าจะทำโครงการขนาดนี้ การจะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่น คุณต้องใช้กฎหมายคุ้มครองเขาได้ ก็จะมีการแก้ไขกฎหมายให้การคอร์รัปชั่น ทั้งผู้ให้ผู้รับ ต้องมีโทษประหาร โดยไม่มีการลงโทษให้ นอกจากนี้จะปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือตำรวจถึงกรมราชทัณฑ์ เพราะทุกวันนี้ ตำรวจจับเองทำสำนวนเอง ก็เลยมีปัญหา มีการแก้ไขเอกสาร ผมจะแยกงานสอบสวนออกมา แล้วตั้งกรมนิติเวชกลางขึ้นมา ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ตำรวจมีหน้าที่แค่จับกุมคนกระทำผิด ส่วนกรมราชทัณฑ์ก็ต้องไปรื้อใหญ่ เพราะถึงขั้นเปลี่ยนคุกให้เป็นซ่องได้ มันมากเกินไป

ถ้าเปรียบเทียบมีพรรคไหนคิดหาเงินแบบผม พรรคผมไม่มีเรื่องแจกเงินเลย เพราะถ้าเกิดเศรษฐกิจดี มันเพิ่มสวัสดิการได้อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณไปแจกเงินตอนนี้ มันก็ต้องกู้เงินมา ยิ่งทำร้ายประเทศซ้ำไปเรื่อย ๆ หนี้สาธารณะก็จะยิ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ

The People : วางเป้าหมายตัวเองและพรรคเศรษฐกิจ ในการเลือกตั้งรอบนี้อย่างไรไว้บ้าง

พล.อ.รังษี : ผมมาลงเล่นการเมือง เพราะวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตคอร์รัปชั่น วิกฤตความมั่นคง เราจะต้องได้เป็นรัฐบาลที่ได้เสียงข้างมาก ไม่เช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าดูนโยบายของผมแล้วคิดว่ามันจะช่วยแก้วิกฤตได้จริง ๆ ก็กาพรรคเศรษฐกิจแลนด์สไลด์ไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรมาก

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

The People : ถ้าไม่ได้เป็นพรรคอันดับหนึ่งถือว่าล้มเหลว

พล.อ.รังษี : ผมไม่ถือว่าล้มเหลว เพราะประชาชนตัดสิน ผมยอมรับ แต่เราเสียโอกาส ประเทศนี้เสียโอกาส

The People : สมมุติรอบนี้ พรรคเศรษฐกิจได้เสียงไม่ถึงพอที่ พล.อ.รังษี (ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10) ได้เป็น สส. ยังจะทำการเมืองต่อไหม

พล.อ.รังษี : ถ้าประชาชนเลือกผม 1-2 เสียง ผมเลิก เพราะถือว่าที่ทำมาทั้งหมดล้มเหลว มีแค่นั้น ง่าย ๆ ไม่มีอะไรแก้ตัว แล้วไม่ใช่ว่าผมอยากจะเล่นการเมือง 20-30 ปี ผมไม่ทำหรอก ถ้าแก้วิกฤตนี้ได้ ผมหยุด ถ้าสมัยเดียวไม่สำเร็จก็อาจจะต่อสมัยหน้า แต่ผมเสร็จแล้วรับรองผมลุก 100% ไม่มานั่งต่อหรอก คุณคิดว่าการเมืองสนุกหรอก มันด่าพ่อล่อแม่ พูดจาโกหก ด่าแบบไม่มีข้อมูล ไอโอมันก็ด่าไปเรื่อย

The People : เลือกตั้ง สส. รอบนี้มีขึ้นพร้อมกับประชามติรัฐธรรมนูญ จุดยืนของ พล.อ.รังษีคืออะไร

พล.อ.รังษี : ผมไม่แก้ เพราะรัฐธรรมนูญฉีกทิ้งแล้วร่างใหม่ ๆ แก้ไปผมไม่เห็นมันดีอะไรขึ้นเลย มันอยู่ที่คนใช้ ถ้าให้คนใช้เป็นศรีธนญชัย เขียนยังไงก็มีทางรอด แต่เรื่องคอร์รัปชั่น ต้องแก้กฎหมายตามนโยบายของผมนะ ให้มีโทษประหาร แต่รัฐธรรมนูญผมไม่แก้

The People : ตอนที่ไปเป็น ผอ.ททบ.5 แล้วต้องลาออก ถือเป็นช่วงที่สำเร็จหรือล้มเหลว

พล.อ.รังษี : คุณต้องไปถามลูกน้องผม เพราะช่วง COVID-19 ผมแจกโบนัสได้ แล้วผมก็เปลี่ยนแปลงอะไรเยอะมาก ผมเป็นคนที่ตัดสินใจเร็ว ไม่มียึกยัก เพราะผมเช็คข้อมูลต่าง ๆ ก่อนจะทำอะไร นี่คือนิสัยของผมเลย พ่อแม่สอนมาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ คือคุณไปทำธุรกิจ ต้องกล้าตัดสินใจ อย่าโลเล แต่ต้องมีข้อมูลที่แม่นยำ คุณไปถามลูกน้องเก่าผมดูได้ ผมเป็นคนตัดสินใจเร็ว ถ้าพลาดก็ปรับแผน ไม่ดันทุรัง นี่คือบุคลิกของผม

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ : เพราะเศรษฐกิจมันวิกฤตถึงที่สุด นายพลถึงต้องมาลงเลือกตั้ง

The People : อนาคต ททบ.5 ควรจะเป็นอย่างไร ยังจำเป็นต้องมีอยู่ไหม

พล.อ.รังษี : วันนี้ โซเชียลมีเดียมันเปลี่ยนอะไรเยอะมาก ทีวีที่เป็นช่องจะค่อย ๆ ล้มหายตายจาก คุณต้องปรับตัวจะทำแบบเก่าไม่ได้แล้ว โลกมันเปลี่ยนเพราะวันนี้คนดูมือถือ แล้วจะดูอะไรที่มันสั้น ๆ 30 วินาที 1 นาที เสร็จแล้ว ผมคิดว่าประเทศเราต้องมีแพลตฟอร์มของตัวเอง คุณคิดว่าแพลตฟอร์มเป็นของเขา แล้วระบบการซื้อขายต่าง ๆ ต้องไปผูกกับเขา เราจะไปรอดเหรอ ก็คิดไว้ว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะสร้างแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมา แล้วก็เอา SME หรือ OTOP ของเราทั้งหมดให้มาอยู่ในแพลตฟอร์มนี้ ดีลกับต่างประเทศใช้เป็นช่องทางในการซื้อขายสินค้า

ส่วนคำถาม ททบ.5 ยังจำเป็นอยู่ไหม ผมคิดว่ายังจำเป็นอยู่ เพราะเป็นช่องด้านความมั่นคง คุณต้องเข้าใจสถานการณ์โลก อย่าไปโลกสวยว่าจะไม่มีการรบกัน ถ้าเกิดหน่วยงานความมั่นคงไม่มีช่องสื่อสารของตัวเอง เขาจะมีงบไปจ้างประชาสัมพันธ์เหรอ แล้วอย่างเหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชา ก็แถลงที่ ททบ.5 แล้วช่องอื่นดึงสัญญาณไป ผมเลยคิดว่า ยังไงก็จำเป็น อย่าคิดว่าโลกนี้จะไม่มีการรบกัน ตราบที่ยังมีเรื่องผลประโยชน์ มีมนุษย์ที่คิดต่างกัน รับรองทะเลาะกันแน่ แต่ ททบ.5 จำเป็นต้องใช้ผู้บริหารมืออาชีพ เพราะธุรกิจทีวีมันมีการแข่งขันสูงมาก ซึ่งทหารไม่มีประสบการณ์ตรงนี้หรอก

The People : เสียงวิจารณ์เรื่อง ททบ.5 ตรวจสอบการใช้งบไม่ได้ กระทั่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังเข้าไปตรวจสอบไม่ได้เลย จะชี้แจงอย่างไร

พล.อ.รังษี : นั่นมันเป็นเรื่องกฎหมาย ถ้าอยากตรวจสอบก็แก้กฎหมาย แต่ 99% ของหน่วยงานต่าง ๆ ในกองทัพบก สตง. เข้าไปตรวจสอบได้อยู่นะ มันก็เป็นการโจมตี คนไม่รู้ก็พูดไปเรื่อย พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น อย่าไปถือสาอะไร กฎหมายไม่ให้ทำ มันก็มีแค่นั้น