21 ม.ค. 2569 | 20:00 น.

KEY
POINTS
“พรรคกล้าธรรม มันถูกระบายสี ถ้าเป็นนิยายก็เป็นแบบบู๊แอ็กชั่น มีการใส่สีตีข่าวเพิ่มความฉูดฉาด แล้ววันนี้ สังคมบางส่วนก็ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เอาข้อเท็จจริงวางไว้ข้าง ๆ”
นาวาอากาศเอก (น.อ.) อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ชี้แจงคำกล่าวหากับพรรคน้องใหม่ ที่ก่อนเลือกตั้ง สส. ช่วงต้นปี 2569 มีอย่างน้อย 2 พรรคการเมืองสำคัญออกมาประกาศว่า จะไม่จับมือร่วมงานด้วย ด้วยเสียงหนักแน่นนิ่มนวล
เขาขอให้ทุกคนช่วยกันจับตาว่า พรรคที่ใช้วิธีสร้าง ‘ปีศาจ’ ขึ้นมา กดคนอื่นให้จมดิน เพื่อที่ตัวเองจะได้สูงขึ้น จะมีอนาคตไกลแค่ไหน
แต่นอกเหนือจากสถานะของพรรคล่าสุดที่กลายเป็นตำบลกระสุนตก อีกหนึ่งความท้าทายสำหรับ น.อ.อนุดิษฐ์ ก็คือการแยกจาก ‘คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์’ หัวหน้าไทยสร้างไทย เป็นครั้งแรก ๆ ตลอดเวลากว่า 2 ทศวรรษในวงการเมือง
ทั้งความท้าทายทั้งขององค์กรและตัวบุคคล The People จึงมานั่งคุยกับ น.อ.อนุดิษฐ์ พูดประกาศว่า จะผลักดันให้พรรคกล้าธรรม ที่มี DNA เดียวกับหัวหน้าพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า “ทำมากกว่าพูด” ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็น ‘สถาบันการเมือง’ ไม่ใช่พรรคที่มาแล้วก็ไป เหมือนชะตากรรมของอีกหลายพรรค
เขาจะทำเป้าหมายดังกล่าวให้บรรลุได้อย่างไร ในห้วงเวลาที่สารพัดคำกล่าวหายังพุ่งตรงมาที่พรรคสีเขียวนี้
[ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 มกราคม ปี 2569 ]
The People : คนรุ่นใหม่หลายคนอาจไม่รู้โปรไฟล์ของ น.อ.อนุดิษฐ์ว่า เคยเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ แล้วเข้ามาสู่เส้นทางการเมืองได้อย่างไร
น.อ.อนุดิษฐ์ : ตอนเด็ก ๆ ผมมีความฝัน 2 เรื่องนะครับ ความฝันแรก อยากเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ ซึ่งภายหลังก็สานฝันสำเร็จ ได้เป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศ ซึ่งชีวิตก็เริ่มตั้งแต่ยังละอ่อน ได้เข้าโรงเรียนเตรียมทหารตั้งแต่อายุ 15 ปี จบติดเรืออากาศตรี (ร.ต.) แล้วก็ไปเรียนเป็นนักบินของกองทัพอากาศตอนอายุ 22 ก็เดินหน้าในอาชีพของการเป็นนักบินไปจนกระทั่งเป็นนักบินเครื่องบิน F16 และก็สุดท้ายก็ได้รับการคัดเลือกมาเป็นผู้บังคับฝูงบิน F16 ซึ่งในช่วงนั้นเนี่ยมีอยู่ 3 ฝูงบิน
ก็ปฏิบัติหน้าที่นักบินมา จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่งผู้บังคับฝูงบิน ก็มาติดยศนาวาอากาศเอก (น.อ.) หรือพันเอก ถ้าเทียบเท่ากับทหารบก นั่นแหละครับ
กระทั่งตอนอายุ 38 - 39 ปี ก็มาสานฝันที่สอง คืออยากจะมาเป็นนักการเมือง ในช่วงนั้นก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ในการที่เราจะตัดสินใจที่จะอยู่กองทัพต่อ หรือจะเปลี่ยนไปทำอาชีพที่ยังมองไม่เห็นเลยว่า เราจะโตไปได้แบบไหนอย่างไร
แต่มันคือฝันนะครับ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือความมั่นใจ ในการที่เราจะทำหน้าที่เป็นนักการเมือง เหมือนกับที่เราทำหน้าที่นักบินเพื่อปกป้องประเทศ การเป็นนักการเมืองก็เหมือนกัน คือเป็นอีกหน้าที่หนึ่งในการที่จะช่วยประเทศชาติได้เช่นกัน
จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ แล้วก็เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ครับ
The People : เด็ก ๆ ที่มีความฝันอยากเป็นนักบินน่าจะเยอะ ทำไมถึงฝันอยากเป็นนักการเมืองด้วย
น.อ.อนุดิษฐ์ : น่าจะมาจากครอบครัวนะครับ คุณพ่อนะครับ (นาวาอากาศตรี (น.ต.) ฐิติ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคสามัคคีธรรม) ท่านเป็นทหารอากาศเหมือนกัน แต่ว่าไปโตในภาคอีสาน ตอนที่เรายังเล็ก ๆ จะได้ฟังเรื่องความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนในภาคอีสาน ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คุณพ่อลาออกจากราชการเพื่อมาเป็นนักการเมือง
ความฝันของคุณพ่อ ก็คือการทำแผ่นดินที่แห้งแล้งเหล่านั้น ทำให้พี่น้องประชาชนชาวอีสาน ที่ยากจนข้นแค้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ มันสะสมจากการที่เราได้เห็น ได้ดู ได้สัมผัส กับความตั้งใจทางการเมืองของคุณพ่อ แม้อุดมการณ์ทางการเมืองของเราอาจจะไม่ได้เหมือนกันนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าปลายทางของคุณพ่อกับสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ในวันนี้เนี่ยเป็นเรื่องเดียวกัน
The People : ขยายความได้ไหมครับ น.อ.อนุดิษฐ์มีอุดมการณ์ต่างกับคุณพ่ออย่างไร
น.อ.อนุดิษฐ์ : คือคุณพ่อเป็นนักการเมืองที่เชื่อมั่นเกี่ยวกับเรื่องของเสียงหลักนะครับ ควรจะเป็นเสียงของ สส. ในสภา ซึ่งถามว่ามันผิดไหม ก็ไม่ผิดครับ เพียงแต่ว่าของผมอาจจะเพิ่มไปอีกนิดนึงว่า เสียงของคนที่เป็นผู้แทนอย่างเดียวอาจจะไม่พอ เราอาจจะต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนะครับ
นั่นก็คืออาจจะเป็นอะไรที่เหมือนและหรือแตกต่างกัน ก็เป็นไปตามบริบทของประเทศในช่วงนั้น ๆ นะครับ
ในช่วงที่คุณพ่อเป็นนักการเมือง ก็คงปฏิเสธไม่ได้แหละครับว่า กองทัพเข้ามามีบทบาทกับการเมืองของประเทศสูง แต่ขณะที่ผมกำลังเป็นนักการเมือง ก็ต้องถือว่า บทบาทที่มันเคยเกิดขึ้นในอดีต มันลดน้อยลงเยอะแล้ว
ฉะนั้น การเป็นนักการเมืองของเรา ที่มันจะขึ้นต้นไม่เหมือนกันอย่างไร ก็แล้วแต่ แต่ปลายทางเรื่องเดียวกัน ก็คืออยากเห็นประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนครับ
The People : การตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ตอนอายุ 38 ปี ตอนนั้นคิดหนักไหม มีอะไรเป็นตัวแปรสำคัญ
น.อ.อนุดิษฐ์ : การตัดสินใจของผมรวดเร็วมาก เมื่อมีคนมาทาบทามเชิญชวน บอกว่า มันมีพื้นที่สำหรับคนที่ อยากจะมาเป็นนักการเมือง ที่ให้เราสามารถที่จะทำอะไรบางเรื่องบางอย่างในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ ผมก็ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลยว่า การเป็นข้าราชการทหารในการเป็นนักบินของผมก็จริง ๆ ต้องบอกว่าเดินมาถึงจุดสูงสุด อย่างที่เราอยากแล้ว เพราะว่าชีวิตการบินหลังจากที่เป็นฝูงบินก็ไม่มีแล้วนะครับ จากนั้นจะเป็นงานนั่งโต๊ะเป็นงานบริหารไป ผมก็มาเริ่มต้นใหม่ ซึ่งต้องบอกว่า เป็นอะไรที่ท้าทายมาก เพราะผมเริ่มต้นจากการเป็นนักการเมืองที่ไม่มีแต้มต่อ หรือ ‘มาจากศูนย์’ เลย
จากวันที่เราเคยเป็นผู้บังคับบัญชา สูงสุดของฝูงบิน ดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์หลายพันล้าน มีลูกน้องหลายร้อยคน วันหนึ่งเรามายืนอยู่ในฐานะนักการเมือง เจอใครก็ยกมือสวัสดี ขณะเดียวกัน งานพื้นฐานทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเดินแจกใบปลิว ถือโทรโข่ง ขับรถ ประชาสัมพันธ์ ผมทำมาหมดนะครับ ซึ่งจากประสบการณ์ตรงนั้น ทำให้เรียนรู้เยอะแยะมากมายว่า การทำการเมืองเป็นสิ่งที่เค้าเรียกเป็น ‘งานอาสา’ จะไปคาดหวังความสะดวกสบาย หรือว่ามีความต้องการใด ๆ ที่มันมากเกินความจำเป็น ก็คงไม่ใช่นะครับ
แต่ถามว่า ผมมีความสุขกับการทำงานการเมืองรึเปล่า ก็ต้องบอกว่ามี จำได้ว่าผมทำงานหนักมาก เพื่อพิสูจน์ตัวเองใน ทรท. ขณะนั้นที่ถือเป็นพรรคการเมืองใหญ่ มีนักการเมืองมี สส. เต็มไปหมด ในการเลือกตั้งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี 2548 ทรท. ชนะถล่มทลาย ได้ สส. มากถึง 377 เสียง
ผมจำได้เลยว่า ตอนนั้น ตัวเองไม่ได้เป็น สส. เป็นแค่สต๊าฟคนหนึ่งในทีมยุทธศาสตร์ของพรรค แต่อาจจะเพราะเป็นความตั้งใจ ทำให้ผู้ใหญ่มองเห็นแล้วให้ fast track จากการทำงาน ไม่บ่น ไม่จู้จี้ ไม่เหนื่อย ผมจำได้ว่า ความยิ่งใหญ่ของ ทรท. ในตอนนั้น ไม่ใช่แค่มี สส. ในสภาอย่างเดียว แต่คือความสมบูรณ์พร้อมในการรวมคนจากหลายหลากอาชีพมาช่วยกันทำให้ประชาชนมีความสุข แต่ก็เสียดายที่วันเวลาของประชาธิปไตยค่อนข้างสั้น ตอนปี 2548 ผมได้เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงกลาโหม มีภารกิจในการทำลานกีฬาทั่วกรุงเทพฯ เพื่อช่วยให้เยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด เราก็มีภารกิจดี ๆ มีโครงการดี ๆ ที่อยากจะเกิดต่อ ก็มาถูกรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน ปี 2549
แต่ผมก็ยังทำงานต่อไป ในปี 2550 บังเอิญว่า พรรคพลังประชาชน (พปช.) ที่เป็นพรรคสืบเนื่องจาก ทรท. ขาดผู้สมัคร สส. เขตสายไหม ก็พิจารณาแล้วเห็นว่า ผมน่าจะเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุด เลยไปเริ่มชีวิตการเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. เขตสายไหม ที่สุดท้ายประชาชนไว้วางใจให้ได้เป็น สส. ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้แทนราษฎร แล้วก็ยาวมาจนถึงทุกวันนี้
The People : ในทางการเมืองเวลาพูดถึงชื่อ น.อ.อนุดิษฐ์ จะมีอีกคนที่ถูกเอ่ยด้วยถึงเสมอคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ความผูกพันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร
น.อ.อนุดิษฐ์ : พี่หน่อย หรือคุณหญิงหน่อย (ชื่อเล่นคุณหญิงสุดารัตน์) เป็นเสมือนพี่สาวหรืออาจารย์สำหรับผม ตอนออกจากกองทัพมาทำงานใน ทรท. ช่วงต้น คนที่ไปทำงานด้วยคนแรก ๆ ก็คือคุณหญิงสุดารัตน์ ซึ่งหลังจาก ทรท. กลายมาเป็น พปช. และพรรคเพื่อไทย (พท.) ในปัจจุบัน ผมที่ทำงานอยู่ในภาค กทม. จะมีคุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้รับผิดชอบโดยตลอด ฉะนั้น เรื่องงานการเมืองต่าง ๆ จะได้รับการแนะนำสั่งสอนมาโดยคุณหญิงหน่อยแทบทั้งสิ้น จึงเคารพเหมือนกับพี่สาวคนหนึ่ง
The People : อิทธิพลหรือวิธีการทำงานอะไร ที่ได้รับมาจากคุณหญิงสุดารัตน์บ้าง
น.อ.อนุดิษฐ์ : พี่หน่อยเป็นคนที่เข้าชนกับปัญหา ไม่ใช่คนเชื่องช้า แต่เป็นคนที่ให้ความสนใจกับปัญหาที่ต้องเผชิญ แล้วรีบหาแนวทางจัดการกับปัญหาโดยเร็ว หลังจากนั้น ก็มาถอดบทเรียนเพื่อไม่ให้มันเกิดซ้ำลักษณะเดิมอีก ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการที่ถูกต้อง
The People : การเลือกตั้ง สส. ปี 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ก็ไปต่อกับพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) แล้วทำไม น.อ.อนุดิษฐ์ ถึงเลือกมาอยู่กับพรรคกล้าธรรม (กธ.)
น.อ.อนุดิษฐ์ : จริง ๆ ผมมี 2 ช่วง เป็นช่วงที่อยู่ ทสท. กับคุณหญิงสุดารัตน์ ซึ่งตอนนั้นเราเป็นพรรคน้องใหม่ ผมก็ทุ่มเททำงานทุกอย่างจนประสบความสำเร็จได้ สส. ทั้งสิ้น 6 คน พอมาถึงจุดนั้น ก็คิดว่าควรจะหยุดการเมือง ที่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพราะ ทสท. ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะผมมีภรรยาคนเดียว มีลูก 6 คน คนเล็กก็เพิ่ง ป.5 ก็อยากจะมีเวลาอยู่กับครอบครัวบ้าง จึงหยุดการเมืองไปประมาณ 1 ปีครึ่ง
พอกลับมาสู่การเมืองในสีเสื้อ กธ. มันมีที่มาที่ไป คือก่อนผมจะกลับมา มีหลายพรรคที่ชักชวนให้กลับเข้าการเมือง ซึ่งตอนนั้นต้องยอมรับว่า คนการเมืองพอหยุดการเมืองมันก็เหงาเหมือนกัน เพราะงานปกติของนักการเมือง แม้จะหยุดทำการเมืองมันก็ไม่ได้หายไป ยังมีความผูกพันกับพื้นที่ กับประชาชน เลยมีความรู้สึกว่า ควรจะใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายนี่แหละ เพราะผมก็อายุหกสิบกว่าปีแล้ว คงจะทำการเมืองไปได้อีกสัก 5 ปี 10 ปี จึงตัดสินใจกลับมา เหตุที่เลือก กธ. เพราะเขาให้ความชัดเจนมากที่สุด พรรคอื่น ๆ แม้จะใหญ่กว่า กธ. เพียงแต่ด้วยความใหญ่โตมีบุคลากรเต็มไปหมด ก็อาจจะไม่ค่อยให้ความสนใจหรือตอบโจทย์สิ่งที่ผมมี แต่ กธ. เขาชัดเจน
ผมได้คุยกับผู้กอง (ร้อยเอก (ร.อ.) ธรรมนัส พรหมเผ่า) ประธานที่ปรึกษาพรรค ท่านเป็นรุ่นน้องผม ก็ให้เกียรติและให้ความเคารพในฐานะรุ่นพี่ ก็บอกว่า “ถ้าพี่ป๊อบ (ชื่อเล่น น.อ.อนุดิษฐ์) มาทำงานที่ กธ. เราเป็นพรรคเกิดใหม่ องค์ประกอบ โครงสร้าง หรือยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ยังมีโอกาสพัฒนาและเติบโตได้ พี่ป๊อบมาช่วยทำยุทธศาสตร์ให้กับพรรคจะได้ไหม” ผมก็เห็นว่า เนื้องานตรงกับสิ่งที่อยากทำ ผมอยากจะทำพรรคการเมืองที่พร้อมจะเดินไปสู่การเป็นสถาบันทางการเมือง
คือภาพของ กธ. มันถูกระบายสี เปรียบกับนิยายบู๊แอ็กชั่น มีการใส่สีตีข่าวเพิ่มสีสันให้ฉูดฉาด จะเป็นสีอะไรก็สุดแต่ใครอยากจะป้าย แต่เท่าที่ผมได้สัมผัส ได้เจอกับคนของ กธ. ผมพูดได้เลยว่า แม้เราอาจจะพูดจาไม่เหมือนกัน มาจากคนละภาค มีพื้นเพแตกต่างกัน แต่มี DNA ที่คล้ายกันคือ “ทำมากกว่าพูด” เพราะสิ่งที่ทุกคนในพรรคอยากเห็นมากที่สุด คือรอยยิ้มของประชาชน
The People : ผู้กองธรรมนัสเท่าที่ทำงานด้วย เป็นอย่างไร
น.อ.อนุดิษฐ์ : สิ่งที่สังคมเข้าใจผิด คือบุคลิกที่เป็นจุดเด่น คือผู้กองเป็นคนตรงไปตรงมา คือท่านถูกกล่าวหาด้วยเรื่องในอดีต (คดีความในออสเตรเลีย ผมคิดว่า วันหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจะหายไป เป็นวันที่ข้อเท็จจริงอยู่เหนืออารมณ์ ในวันนี้ อารมณ์มันอยู่เหนือเหตุผลจริง ๆ แล้วข้อเท็จจริงก็ถูกกองไว้ข้าง ๆ ใครที่มาอ่านบทสัมภาษณ์นี้ก็อาจจะมาทัวร์ลงผม ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าปล่อยให้มาตรฐานของสังคมเป็นแบบนี้ ที่ใครก็ไม่รู้ลุกขึ้นมากล่าวหาอีกฝ่ายให้ตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้ง ๆ ที่ ไม่มีหมายจับ ไม่มีพฤติกรรมในการกระทำความผิด
ผมไม่ได้ว่าพรรคการเมืองไหน แต่พรรคใดก็ตามที่ประสงค์จะทำให้ประเทศนี้มันดีขึ้นจริง ๆ จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานข้อเท็จจริงกับมาตรฐานทางอารมณ์ ถ้าวันนี้ยังฉกฉวยโอกาส ใช้โซเชียลมีเดียมาปั่น มันจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และที่สำคัญคือไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง สิ่งเหล่านี้จะเป็นดิจิทัลฟุตปรินต์ เป็นรอยมือรอยเท้าที่ปรากฏไปตลอดชีวิตของท่าน
The People : จุดแข็งในการทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส มีอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งที่ประทับใจ
น.อ.อนุดิษฐ์ : ผู้กองเป็นคนที่พร้อมทำงานด้วย โดยไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นพวกเขา อาจจะเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือกระทั่งคนที่เคยอภิปรายโจมตีกัน แต่ถ้าประชาชนในพื้นที่ของคุณมีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข แล้วผู้กองสามารถเข้ามาช่วยจัดการปัญหานั้นได้ เขาก็พร้อมจะทำ นี่จึงเป็นที่มาของ motto กธ. คือทำมากกว่าพูด เพราะผู้กองอาจจะไม่ใช่คนที่สื่อสารขายฝันเก่ง แต่เป็นคนชอบลงมือทำ ฉะนั้น ผมก็เชื่อว่า กธ. จะเติบโตจากเขตที่มีปัญหามาก แล้วมีคนลงไปช่วยแก้ไขปัญหาที่นับสิบปีไม่เคยได้รับการแก้ไข นี่จะเป็นฐานเสียงสำคัญให้กับ กธ. เพราะมันคือจุดแข็งของผู้กอง
The People : การที่ผู้กองเคยทำงานเบื้องหลังมาก่อน แต่เลือกตั้งรอบนี้ต้องออกมาฉากหน้า อะไรคือความท้าทายที่สุด
น.อ.อนุดิษฐ์ : ถ้าเทียบกับความสำเร็จของคน ๆ หนึ่ง ผู้กองจบโรงเรียนนายร้อย จปร. เป็นร้อยเอกในกองทัพ เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มีทรัพย์สินมากมายที่เกิดจากธุรกิจสุจริต ได้เป็น สส. กระทั่งก้าวไปเป็นรองนายกฯ ผมเชื่อว่าในฐานะคน ๆ หนึ่ง ตัวผู้กองเองก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่น่าจะไปทำอะไรให้ตัวเองอีก แต่ถ้าผู้กองรู้ว่าประชาชนมีปัญหาที่ไหนที่สามารถจัดการได้ แต่ยังไม่มีใครเข้าไปทำ เขาจะไม่รีรอเลย เพราะอย่างที่บอกไปว่า ตัวผู้กองไม่มีสี ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งฝ่าย ถ้าเป็นปัญหาของประชาชนก็พร้อมจะลงไปแก้ไข นี่คือมุมมองของผม ทั้งในฐานะรุ่นพี่ นักการเมือง และผู้ร่วมงาน ผมเคารพคนแบบนี้
The People : สารพัดข้อกล่าวหา ที่กระทั่งมีคนเอาชื่อพรรคไปแซว จาก ‘กล้าธรรม’ เป็น ‘กล้าเทา’ มันกระทบต่อการหาเสียงอย่างไรบ้าง
น.อ.อนุดิษฐ์ : ในโลกยุคปัจจุบัน มันมีการหาเสียงจากสิ่งที่ ‘อุปโลกน์’ ขึ้นมา “ถ้าวันนี้ไม่มีสิ่งชั่วร้าย ไฉนเลยจะบอกได้ว่า เขาเป็นคนดี” เลยมีเหล่าคนดีที่อุปโลกน์เรื่องราวมากมาย และอย่างที่บอกไป แม้จะไม่มีกระบวนการทางกฎหมายรองรับ แต่ท่านก็สามารถสร้าง ‘ปีศาจ’ ขึ้นมา แล้วใช้ปีศาจนั้น เหยียบมันลงไป เพื่อให้ตัวเองเด่น ให้กลายเป็นคนดีขึ้นมา
แต่เชื่อไหมครับว่า แนวทางแบบนี้คนเริ่มรู้ทัน และวิธีการสร้างความนิยมแบบนี้มันไม่ยั่งยืน ผมก็อยากจะดูว่า พรรคการเมืองที่มีแนวทางการหาเสียงแบบนี้จะโตขึ้นหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นจริง ๆ คือ คนทำอะไรที่จับต้องได้ จะขายนโยบายหรือขายอะไรก็ว่าไป ดีกว่าไปกล่าวหาหรือเหยียบคนอื่นให้จมดิน เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงหรือได้รับคะแนนนิยม
The People : กธ. ตั้งเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไรบ้าง และที่ น.อ.อนุดิษฐ์บอกว่า อยากจะทำให้พรรคเป็นสถาบันการเมืองจะทำอย่างไร
น.อ.อนุดิษฐ์ : เราส่งผู้สมัคร สส. ลงทุกจังหวัด ก็เชื่อมั่นว่า การทำงานในพื้นที่อย่างยาวนาน จะทำให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน ได้ไม่ครบทุกจังหวัดก็ไม่เป็นไร แต่เชื่อว่ามันมีรากฐานอยู่ ซึ่งจะทำให้พรรคนี้สามารถเติบโตได้ คือการที่เรามี สส. ครบทุกภาค จะช่วยแสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้มีปัญหากับใคร และเราคงจะไม่ลงไปอยู่ในสงครามสี
จากการที่ กธ. ได้ไปทำงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ช่วยแก้ปัญหา เพิ่มราคาผลผลิตทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา รวมถึงปัญหาอื่น ๆ ที่เรื้อรัง หรือเมื่อมีวิกฤต ร.อ.ธรรมนัสจะลงไปทันที โดยไม่ต้องมีกองทัพนักข่าวไปด้วย สิ่งนี้คือแนวทางยุทธศาสตร์ที่อยากให้ทุกคนภายในพรรคเห็นไปในทางเดียวกัน ดังนั้น ใครจะไปรู้ว่า แม้ตอนนี้ กธ. จะเป็นพรรคน้องใหม่ แต่อาจจะมีต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
The People : จำเป็นไหมว่า กธ. ต้องเข้าร่วมรัฐบาล ถึงจะสามารถไปต่อได้ในทางการเมือง
น.อ.อนุดิษฐ์ : เรารู้ตัวดีว่า อาจจะไม่ใช่พรรคที่มีเสียงมากพอจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่เราก็ยืนยันเสมอว่าไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ใครที่มาทาบทาม หากเห็นด้วยกับแนวทางนโยบายของ กธ. และเชิญไปร่วมรัฐบาล เราก็พร้อมไปครับ แต่ถ้าแย่ที่สุด ไม่มีใครเชิญร่วมรัฐบาล ก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน ถึงเวลานั้นค่อยมาดูกันอีกครั้งหนึ่ง
ได้เป็นรัฐบาลดีที่สุด เพราะจะได้สานต่อสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น และอยากให้เราลงไปแก้ปัญหา แต่ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ ก็ไม่เป็นไร
The People : สองทศวรรษที่ น.อ.อนุดิษฐ์อยู่ในการเมืองไทยมา พบเห็นสัจธรรมอะไรบ้าง
น.อ.อนุดิษฐ์ : สัจธรรมที่ผมเห็นก็คือ การที่เราพยายามเป็นตัวของตัวเอง ทำหน้าที่ในฐานะนักการเมืองอย่างถูกต้อง ไม่หลุดจากอุดมการณ์และเป้าหมายที่วางไว้แต่แรก เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะย้ายสีเสื้อ ไปอยู่พรรคไหน สิ่งที่มันติดตัวเรามาตลอด มันก็จะยังอยู่กับเรา ที่ กธ. โดนโจมตี มีการใส่สีตีไข่ป้ายสีกัน ถามว่ากระทบไหม แน่นอน หลายคนก็ถามว่า แล้วทำไมเลือกมาอยู่พรรคนี้ ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไร ถึงวันหนึ่งคนจะรู้ว่า เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ที่เคยตั้งใจจะทำอะไรไว้ก็ยังเหมือนเดิมไม่ว่าจะอยู่กับพรรคไหน ให้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์
The People : เลือกตั้ง สส. ครั้งนี้จะมีพร้อมประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย จุดยืนของ กธ. ต่อเรื่องนี้คืออะไร
น.อ.อนุดิษฐ์ : อาจเป็นความเห็นของผมคนเดียว ไม่ใช่ของ กธ. ส่วนตัวจะเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะผมเห็นข้อขัดข้องในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 โดยเฉพาะเรื่องข้อจำกัดในการทำงานของ สส. เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และอำนาจของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งทั้ง 2 เรื่องมันเกี่ยวโยงกัน เพราะประชาชนเขาเป็นผู้เสียภาษี ก็ควรจะกำหนดได้ว่าจะให้เอาเงินภาษีไปใช้ทำอะไรผ่านตัว สส. ได้โดยตรง ไม่ใช่โดยอ้อม เช่นปัจจุบัน