‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’: ‘ซุปเปอร์จี’ บนถนนการเมือง ในนาม ‘ภูมิใจไทย’

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’: ‘ซุปเปอร์จี’ บนถนนการเมือง ในนาม ‘ภูมิใจไทย’

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ หรือ ‘ซุปเปอร์จี’ คือภาพแทนของการเมืองที่พยายามพูดด้วยภาษาเหตุผลและนโยบาย บนถนนสายใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังแสวงหาภาพจำมากกว่าการเมืองบ้านใหญ่

KEY

POINTS

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังอยู่ท่ามกลางความผันผวนและการแสวงหาทางเลือกใหม่ ชื่อของ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างรวดเร็ว จากอดีตผู้บริหารมืออาชีพระดับแนวหน้า สู่บทบาท รมว.พาณิชย์ภายใต้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย สุภาพสตรีวัย 61 ปีรายนี้ ได้กลายมาเป็นหนึ่งในแม่ทัพสำคัญข้างกาย ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระหว่างหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปต้นปี พ.ศ. 2569 ในหลายเวที ภาพของนักบริหารหญิงที่พูดภาษาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน สุขุม และมีเหตุมีผล เป็นภาพจำใหม่ของ ภท. ไปแล้วในวันนี้

การปรากฏตัวของ ‘ศุภจี’ ในสนามการเมือง ไม่ได้มาในฐานะ ‘นักการเมืองอาชีพ’ หากแต่เป็นอดีตผู้บริหารหญิงที่สะสมประสบการณ์จากภาคธุรกิจ ผ่านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่คือ ‘เส้นทางชีวิต’ ที่ทำให้กลายเป็นหนึ่งในนักการเมืองหญิงแถวหน้าของประเทศในเวลาอันสั้น

ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกการเมือง ชื่อของ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ หรือ ‘แต๋ม’ เป็นที่รู้จักดีในแวดวงธุรกิจ ผู้บริหารมืออาชีพที่เพียบพร้อมด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ พื้นฐานทางการศึกษาของเธอ สะท้อนความรอบรู้และความรอบด้านอย่างชัดเจน เริ่มจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งหล่อหลอมให้เข้าใจโครงสร้างสังคม ผู้คน และความเปลี่ยนแปลงของโลก และต่อยอดความรู้ด้านการบริหารด้วยการศึกษาระดับปริญญาโทที่ Northrop University มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในสาขาบริหารธุรกิจ โดยเน้นด้านการเงินและการบัญชีระหว่างประเทศ 

การผสมผสานระหว่างศาสตร์ทางสังคมกับศาสตร์ทางธุรกิจ ทำให้ ‘ศุภจี’ มีมุมมองการบริหารที่ไม่ยึดติดกับตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ และ ‘ระบบ’ ไปพร้อมกัน

เส้นทางสายผู้บริหารที่สร้างชื่อให้กับศุภจีอย่างแท้จริง คือการก้าวขึ้นเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท IBM ประเทศไทย ในวัยไม่ถึง 40 ปี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่หาได้ยาก โดยเฉพาะในยุคที่องค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างและโอกาสของผู้บริหารหญิง ไม่เพียงเท่านั้น ความสามารถของ ‘ศุภจี’ ยังได้รับการยอมรับในระดับโลก เมื่อได้รับโอกาสไปทำงานในตำแหน่ง ผู้ช่วยซีอีโอที่สำนักงานใหญ่ของ IBM ในสหรัฐอเมริกา 

ประสบการณ์กว่า 2 ทศวรรษในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ทำให้สั่งสมความรู้ด้านกลยุทธ์ การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง ชื่อของ ‘ศุภจี’ จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงที่ถูกจับตามองมากที่สุดในวงการธุรกิจไทย

การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตการทำงานของศุภจีเกิดขึ้น เมื่อเลือกออกจาก IBM เพื่อเข้ามารับตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร ‘บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)’ เมื่อปี พ.ศ. 2554 ในช่วงเวลาที่ธุรกิจดาวเทียมยังไม่ได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้าง และถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดและความเสี่ยงสูง แม้แต่ตัวเธอเองก็ยอมรับว่า ธุรกิจดาวเทียมในเวลานั้นเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค ทั้งด้านเทคโนโลยี การแข่งขัน และกรอบกติกาทางนโยบาย 

แต่ด้วยการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ การวางกลยุทธ์ที่ชัดเจน และการกล้าตัดสินใจในจังหวะสำคัญ ‘ศุภจี’ สามารถพลิกสถานการณ์ให้ไทยคมกลับมาสร้างกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรม จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ถึงขั้นที่คณะกรรมการบริหารไทยคมต้องการให้ซีอีโอแต๋มทำงานต่อไป 

แต่สำหรับคนที่รักความท้าทายและไม่หยุดแสวงหาความรู้ใหม่ จึงเลือกก้าวต่อไปสู่ความท้าทายบทใหม่ ด้วยการรับตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ‘กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)’ ในปี พ.ศ. 2559

ความท้าทายครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะ ‘ศุภจี’ คือ คนนอกตระกูล ‘โทณวณิก’ คนแรก ที่ก้าวขึ้นมาบริหารองค์กรธุรกิจโรงแรมระดับตำนานของไทย ที่มีรากฐานจากครอบครัวผู้ก่อตั้งมายาวนานกว่า 70 ปี การปรับตัวจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสู่ธุรกิจการบริการที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรและความผูกพันของพนักงาน จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

โจทย์สำคัญในเวลานั้น อยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานที่คุ้นเคยกับซีอีโอจากตระกูลผู้ก่อตั้งมาหลายสิบปี หลังจากกลุ่มดุสิตกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญ เพื่อเติบโตในระดับนานาชาติ และยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก ซึ่งภายใต้การนำของ ‘ศุภจี’ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจกลุ่มดุสิตผ่านการปรับกลยุทธ์สู่ ‘Balance - Diversify – Expand’ สร้างสมดุล ขยายธุรกิจ และสร้างความหลากหลายด้วยการวางโครงสร้างสำคัญขององค์กรใน 4 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1.กลุ่มโรงแรมและและฮอสพิทาลิตี้ ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิม 2.กลุ่มการศึกษา ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้ด้านธุรกิจโรงแรมและการสอนการทำอาหาร 3.กลุ่มอาหาร และ 4.กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  

นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายระยะยาว 9 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 มุ่งวางฐานบริษัทให้แข็งแรง ก่อนเข้าสู่ระยะที่ 2 สร้างการเจริญเติบโต และระยะที่ 3 ก้าวสู่ New Chapter ของกลุ่มดุสิตธานี  จากโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรงทำให้กลุ่มดุสิตฝ่ามรสุมครั้งสำคัญในช่วงวิกฤติ COVID-19 มาได้ ก่อนที่จะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการสามารถทำให้กลุ่มดุสิตมีรายได้แตะหมื่นล้าน พร้อม ๆ กับโครงการที่ร่วมทุนกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่มีมูลค่ารวมประมาณ 46,000 ล้านบาท ที่พลิกโฉมหน้า ‘ดุสิตธานี’ ไปอย่างสิ้นเชิง อย่างโครงการ ‘Dusit Central Park’

ทั้งนี้ หากจะบอกว่าในฐานะซีอีโอ ‘ศุภจี’ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าให้กับหลายองค์กรธุรกิจแล้ว กระทั่งได้รับฉายาว่า ‘ซุเปอร์จี’ มาถึงจุดหนึ่ง ซีอีโออย่างศุภจีก็เลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเช่นกัน 

จากผู้บริหารมืออาชีพมาเป็นนักการเมือง เทียบเชิญจาก ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี รมว.กระทรวงมหาดไทย และหัวหน้า ภท. เพื่อให้มารับตำแหน่ง รมว.กระทรวงพาณิชย์ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่คนรักความท้าทายและต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่าง ‘แต๋ม-ศุภจี’ ไม่อาจปฏิเสธได้ลง และใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้นในการคิดและตัดสินใจรับตำแหน่งนี้

เหตุผลสำคัญ 2 ประการที่ทำให้ ‘ศุภจี’ ตอบรับตำแหน่งทางการเมือง คือ ประเทศกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน และการเป็นรัฐบาลระยะสั้นเปิดโอกาสให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ผลงานในกระทรวงพาณิชย์ในยุค ‘ศุภจี’ สะท้อนแนวคิด ‘ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดจากกับดัก’ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเสริมรายได้ภาคเกษตร การสร้างและขยายตลาดใหม่ และการลดค่าครองชีพของประชาชน 

ก้าวแรกในสนามการเมืองที่มั่นคง ทำให้ศุภจีได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากหลายฝ่าย แม้แต่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน จนถูกมองว่าเป็นรัฐมนตรีที่ ‘ถูกฝาถูกตัว’ คนหนึ่งในรัฐบาลอนุทิน

แม้ครอบครัวโทณวณิกจะพร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้บริหารหญิงรายนี้กลับไปสู่ตำแหน่งซีอีโอกลุ่มดุสิตอีกครั้ง แต่สุดท้าย ‘ศุภจี’ เลือกเดินหน้าต่อในเวทีการเมือง ในฐานะขุนพลเศรษฐกิจของ ภท. ซึ่งถือเป็นการสร้างภาพจำใหม่ให้กับพรรคอย่างมีนัยสำคัญ จากพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าอุดมไปด้วยนักการเมืองบ้านใหญ่ สู่พรรคการเมืองที่มีน้ำหนักเชิงนโยบายและเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จนอนุทินประกาศต่อสาธารณะว่า หากได้กลับมาเป็นนายกฯ จะให้ ‘ศุภจี’ ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสานต่องานเศรษฐกิจให้สำเร็จ

ดังนั้น หากจะบอกว่าการสร้างประวัติศาสตร์ด้วยทำให้กลุ่มดุสิตมีรายได้แตะหลักหมื่นล้านเป็นครั้งแรกแล้ว เส้นทางในถนนการเมืองจากนี้ไป ทุกย่างก้าวของ ‘แต๋ม-ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ จะเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์เช่นกัน

 

เรื่อง : ธ.พิสิษฐ์

อ้างอิง

https://www.thepeople.co/business/leadership/55609

https://www.brandage.com/article/43227

https://capitalread.co/suphajee-suthumpun/

https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1044872

https://www.facebook.com/share/p/15WkfNoVTxZ/

https://tna.mcot.net/tna/-/news/list/137877