04 ก.พ. 2569 | 17:30 น.

KEY
POINTS
ในโลกการเมืองไทยที่มักเต็มไปด้วยภาพจำของการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง การปรากฏตัวของบุคคลบางคนกลับสร้างปรากฎการณ์ใหม่ทางการเมืองในอีกมิติหนึ่งเช่นกัน และชื่อของ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ คือหนึ่งในนั้น อดีตนักเรียนทุนที่เดินออกจากเส้นทางข้าราชการกระทรวงการคลัง ในวัย 54 ปี สู่บทบาทรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างการกอบกู้เศรษฐกิจไทย
แม้ ‘เอกนิติ’ จะไม่ได้เป็นคนต้นคิด ‘โครงการคนละครึ่งพลัส’ ซึ่งกลายเป็นนโยบายยอดนิยมและสร้างแรงกระเพื่อมในทางเศรษฐกิจช่วงก่อนการยุบสภาผู้แทนราษฎร ปลายปี พ.ศ. 2568 แต่การตัดสินใจสานต่อและต่อยอดนโยบายดังกล่าว ทั้งที่ไม่ได้เป็นนโยบายดั้งเดิมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลับสะท้อนหลักคิดทางการเมืองที่ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือ ผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อน นโยบายที่ดีไม่ควรถูกปิดตายด้วยเหตุผลทางการเมือง หากแต่ควรถูกนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างแท้จริง
โครงการคนละครึ่งพลัส จึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญของพรรคภูมิใจไทย จากพรรคที่เคยถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองเชิงภูมิภาคนิยม หรือการเมืองแบบ ‘บ้านใหญ่’ ค่อย ๆ ยกระดับตัวเองสู่การเป็นพรรคการเมืองระดับมหาชน มีนโยบายเศรษฐกิจเชิงมหภาคเป็นจุดขาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพจำเดิมอย่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ เช่น น้ำไหล ไฟสว่าง อีกต่อไป
และ ‘เอกนิติ’ ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการเปลี่ยนภาพจำครั้งนี้
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ชื่อของเอกนิติอาจยังไม่คุ้นหูในแวดวงการเมือง ตรงกันข้ามกับบิดา-มารดาที่เป็นที่รู้จักในสังคมการเมืองและกฎหมายไทย อย่าง ‘อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ’ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยในคดีซุกหุ้นอันโด่งดัง และ ‘ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ’ ผู้เป็นถึงอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามลำดับ
แต่สำหรับ ‘เอกนิติ’ แล้ว เลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ด้วยการโลดแล่นอยู่ในโลกของการเงิน-การคลัง
เส้นทางชีวิตที่เลือกเองนี้ถูกหล่อหลอมจากพื้นฐานการศึกษาที่แข็งแกร่ง โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จาก Claremont Graduate University สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาลไทย (ก.พ.) หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโท เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตจาก University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาลไทยเช่นเดียวกัน และปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยทุนของสมาคมธรรมศาสตร์
การศึกษาในสายเศรษฐศาสตร์อย่างเป็นระบบนี้เอง ที่ทำให้เอกนิติมีความเข้าใจทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง
หลังจบการศึกษา เส้นทางอาชีพครอบคลุมทั้งเวทีระหว่างประเทศและภาคเอกชน ‘เอกนิติ’ เคยดำรงตำแหน่ง อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป, ที่ปรึกษาอาวุโสของธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และยังเคยผ่านงานภาคเอกชนในฐานะนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ ความสามารถดังกล่าวได้รับการยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมจากรางวัลต่าง ๆ อาทิ นักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งแห่งปี พ.ศ. 2552
เมื่อก้าวเข้าสู่กระทรวงการคลัง ‘เอกนิติ’ ถูกมองว่า เป็นดาวรุ่งขององค์กรตั้งแต่ระยะแรก และเส้นทางราชการก็โลดแล่นเป็นไปตามที่หลายคนคาดหมาย ผ่านตำแหน่ง ‘อธิบดีกรม’ สำคัญมาหลายกรม ไม่ว่าจะเป็น อธิบดีกรมสรรพสามิต, อธิบดีกรมสรรพากร, อธิบดีกรมธนารักษ์ รวมถึงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเขามองกองทุนดังกล่าว ว่าเป็น ‘นวัตกรรมทางการคลัง’ ที่จะช่วยลดภาระหนี้ของประเทศในระยะยาว
จากความโดดเด่นนี้เอง ทำให้ช่วงหนึ่งชื่อของ ‘เอกนิติ’ มีชื่อติดโผเป็นแคนดิเดตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ท่ามกลางกระแสที่มองหาผู้บริหารรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ซึ่งสามารถมองโลกได้รอบด้านเพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก แต่ท้ายที่สุด เขาเลือกทำงานในกระทรวงการคลังต่อไป เพื่อสานต่อภารกิจที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อประเทศต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากภาวะชะงักงันยาวนาน และจากการทาบทามของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงมหาดไทย ที่ขอให้ออกมาช่วยงานในทางการเมือง ด้วยความเห็นพ้องในปัญหาและแนวทางแก้ไข ‘เอกนิติ’ จึงตอบรับตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.กระทรวงการคลัง พร้อมลาออกจากชีวิตข้าราชการทั้งที่เหลืออายุราชการถึง 6 ปีเต็ม ไปจนถึงการทิ้งตำแหน่งสำคัญในบริษัทมหาชนหลายแห่ง โดยเฉพาะประธานบอร์ดของธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB แม้หลายคนจะรู้ดีว่า รัฐบาลของ ภท. จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่มีเสถียรภาพต่ำและมีเวลาทำงานไม่นาน
“ตอนที่ออกมาอายุราชการผมเหลือ 6 ปี ก็คิดอยู่นานเหมือนกัน แต่ผมก็มองว่าเศรษฐกิจประเทศไทยปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหว จึงตอบรับคำชวนของท่านนายกฯ เข้ามาทำงาน ในการทำงานก็ขอโฟกัสในสิ่งที่ถนัดที่สุดคือ เรื่องเศรษฐกิจ เพราะผมมีความตั้งใจตั้งแต่สมัยรับราชการว่าอยากทำงานให้ประเทศให้ดีที่สุด เมื่อมีโอกาสทำเพื่อประเทศในภาพรวม จึงตัดสินใจก้าวออกมาจากการเป็นราชการ และมาทำงานในตำแหน่งนี้” เป็นคำเปิดใจถึงเหตุผลที่เลือกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
สำหรับ ‘เอกนิติ’ ตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งอำนาจ แต่เป็น ‘ยานพาหนะ’ ที่จะพาเศรษฐกิจไทยออกจากหลุมดำทางเศรษฐกิจ การเข้ารับตำแหน่งของเขาได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกจากหลายฝ่าย ถึงขั้นที่นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยังออกปากชมว่าเป็นขุนคลังที่ถูกฝาถูกตัวตามหลักคิด “Put the Right Man on the Right Job” อย่างแท้จริง
การตัดสินใจของอนุทินในครั้งนี้ ได้พิสูจน์ให้แล้วว่าถูกต้อง และเห็นผลอย่างรวดเร็ว ‘เอกนิติ’ สามารถเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสได้เป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ขณะเดียวกัน ไม่ได้มองข้ามการวางโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการปรับตัวของประเทศไทยในโลกที่ร้อนแรงและระเบียบโลกใหม่ หนึ่งในแนวคิดสำคัญ คือ การสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในอาเซียน เพื่อสร้างให้ประเทศไทยมีความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเร่งใช้เทคโนโลยี AI และการผลักดันอุตสาหกรรม Data Center สร้างมูลค่าใหม่ ๆ ให้เศรษฐกิจไทย
“ถ้าเราไม่จับเทรนด์โลกก็จะมาบ่นว่าทำไมเศรษฐกิจหรือธุรกิจของไทยเป็นแบบนี้ ทำไม SMEs หาตลาดไม่ได้ แล้วเมืองไทยจะไปแข่งกับชาติต่าง ๆ ในโลกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นนโยบายที่เราทำในวันนี้คือเราพยายามส่งเสริม Start Up ไทย เราไม่ได้ส่งเสริมแบบแจกตังค์ แต่เราส่งเสริมด้วยทักษะและหาตลาดให้” ช่วงหนึ่งของการสนทนาของเอกนิติกับผู้ประกอบการ SMEs
ในสายตาของเอกนิติ เศรษฐกิจไม่ได้มีแค่ภาพใหญ่ระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยภาพเล็กอย่าง SMEs และ Start Up ที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญ จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นว่าขุนคลังผู้นี้ไม่ได้มองประเทศจากบนหอคอยงาช้าง
การเข้าสู่สนามการเมืองของเอกนิติ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนบทบาทจากข้าราชการสู่รัฐมนตรีเท่านั้น หากแต่เป็นการสะท้อนว่า การเมืองไทยยังมีพื้นที่ของการขับเคลื่อนนโยบายด้วยความหวังว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง ซึ่งบางทีชื่อของ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ อาจถูกจารึกไว้ในฐานะหนึ่งในผู้พลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศในห้วงเวลาสำคัญนี้ก็เป็นได้
เรื่อง : ธ.พิสิษฐ์
แหล่งข้อมูล
https://www.posttoday.com/columnist/714076
https://moneyandbanking.co.th/2025/176209/
https://thestandard.co/ekniti-davos-regionalism-asean-opportunities/
https://spacebar.th/deep-space/economic-business-bot-executive
https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219423