13 ส.ค. 2562 | 16:08 น.

ชีวิตของ “แม่ชี” สำหรับคนเมืองที่อยู่ห่างวัดคงจะมีโอกาสได้เห็นแต่แม่ชีที่มายืนขอปัจจัยตามพื้นที่สาธารณะที่คนพลุกพล่าน จนเกิดภาพจำที่ไม่ดีเท่าไรนัก หากนั่นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น ยังมีแม่ชีอีกจำนวนมากที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมอย่างจริงจังเพื่อไปให้ถึงบรรลุธรรมขั้นสูง และยังเป็นที่เคารพนับถือจากศาสนิกชนไม่น้อย เพราะการเป็นแม่ชีมิได้บวชเป็น “ภิกษุณี” หาเป็นข้อจำกัดที่จะทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเป็นอรหันต์ได้ไม่ และการศึกษาของ รองศาสตราจารย์ ดร. มาร์ติน ซีเกอร์ (Martin Seeger) ผู้ก่อตั้งวิชาไทยศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds) ประเทศอังกฤษ ก็ได้แสดงให้เห็นว่า แม่ชีที่ปฏิบัติดีและมีความรู้ลึกในทางธรรมนั้น บางท่านแม้แต่พระภิกษุก็ยังนับถือ และบางท่านก็ได้รับการเชิดชูจากลูกศิษย์ลูกหาว่าบรรลุอรหัตตผล มาร์ติน อาจารย์ชาวเยอรมันผู้ศึกษาเรื่องราวของผู้หญิงไทยในศาสนาพุทธมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี สนใจเรื่องราวของศาสนาพุทธมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น แม้เริ่มแรกทีเดียวเขาจะให้ความสนใจกับศาสนาพุทธในแบบทิเบต แต่เมื่อได้มาเห็นวิถีปฏิบัติของพุทธเถรวาทที่เชียงใหม่ก็ทำให้เขาเกิดความศรัทธาถึงขั้นตัดสินใจบวชเรียนนานเกือบสามปี เดือนมิถุนายน ปี 2562 มาร์ตินกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อสานต่อโครงการเผยแพร่ความรู้ว่าด้วยเรื่องผู้หญิงไทยในพระพุทธศาสนา โดยได้มีส่วนร่วมในการจัดละครธรรมะเรื่อง “เดอะธัมมัสสวน์ : ดำรงธรรม ดำรงเทศน์” ซึ่งเป็นการนำงานประพันธ์ของ “คุณหญิงดำรงธรรมสาร ใหญ่ วิเศษศิริ” สตรีคนสำคัญในหัวข้อศึกษาของ มาร์ติน (และนริศ จรัสจรรยาวงศ์) มาดัดแปลง ทำให้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องผู้หญิงไทยในศาสนาพุทธมากที่สุดคนหนึ่งในโอกาสนี้ The People: ความเป็นมาของคุณมาร์ติน ก่อนจะมาเป็นผู้สนใจเรื่องราวของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย? มาร์ติน: ผมเกิดในเมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ชื่อว่าชวาร์ซวัลด์ (Schwarzwald) แปลเป็นไทยได้ว่าป่าดำ เมื่อปี ค.ศ. 1973 เติบโตในบริบทแวดล้อมของศาสนาคริสต์ พ่อแม่ผมเป็นคริสต์ เข้าโบสถ์เหมือนคนทั่วไปทุกวันเสาร์อาทิตย์ ก็เลยมีศรัทธาในคริสตศาสนา แต่พออายุประมาณสิบห้าสิบหกวันหนึ่งก็ดูทีวีตามปกติ วันนั้นก็มีรายงานน่าจะเป็นสารคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ศาสนาพุทธแบบทิเบต แล้วก็เห็นภาพของ องค์ดาไล ลามะ ท่านยิ้ม ก็เหมือนนาทีที่พลิกชีวิต ตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาอะไรมากนัก แต่พอเห็นการยิ้มของท่านทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งอธิบายไม่ถูก ทำให้เราสงสัยว่าพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไรแน่ เราก็เลยเริ่มศึกษาพระพุทธศาสนา แน่นอนแรก ๆ เราก็มีโอกาสได้ศึกษาแต่จากหนังสือที่เอามาอ่าน ที่องค์ดาไล ลามะเขียนเอง หรือที่นักวิชาการเขียน ยิ่งศึกษาก็ยิ่งชอบ ยิ่งมีความประทับใจในพระพุทธศาสนา แต่แรก ๆ ไปศึกษาทางด้านทิเบต ทางด้านจีนมากกว่า ก็เลยเกิดความสนใจเกี่ยวกับลัทธิเต๋าขึ้นมาด้วย พออายุ 18-19 จะต้องตัดสินใจเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว อยากศึกษาทางด้านนี้ ก็เลยศึกษาด้านจีนศึกษา อยากอ่านพระสูตรเป็นภาษาจีน เป้าหมายคืออยากไปประเทศจีน เพื่อศึกษาในวัดจีน