การแสดงระดับปีศาจ และสมการชีวิตจริงของ ‘โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล’

การแสดงระดับปีศาจ และสมการชีวิตจริงของ ‘โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล’

เบื้องหลังรอยยิ้มและอารมณ์ขันของ ‘โดนัท มนัสนันท์’ คือนักแสดงที่ต้องดำดิ่งลงไปในด้านมืดที่สุดของมนุษย์ จนต้องใช้เวลาเกือบปีในการเยียวยาตัวเองจากบทบาท ‘สจ. เอ๋’ บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะพาคุณไปรู้จักผู้หญิงที่ผ่านทั้งความกดดัน ความเหนื่อยล้า และการเปลี่ยนผ่านของวงการบันเทิง จนค้นพบสมการชีวิตที่ลงตัวที่สุดในวันที่เธอ “ชอบตัวเองที่สุด”

KEY

POINTS

เรามีโอกาสได้นั่งคุยกับ ‘โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล’ ผ่านรายการ The Moment ตั้งแต่ก่อนที่ซีรีส์จะสตรีมมิ่ง แม้คลิปสัมภาษณ์จะเผยแพร่ไปแล้ว แต่เราเลือกที่จะ ‘อดใจรอ’ และซ่อนบทสัมภาษณ์ความยาวนับชั่วโมงชิ้นนี้ไว้ในลิ้นชักก่อน เพราะลึก ๆ ในใจเรารู้อยู่แล้วว่า ทักษะการแสดงระดับปีศาจที่เธอทุ่มเทลงไป จะต้องทำให้บทสัมภาษณ์นี้ถูกหยิบนำมาใช้เพื่อเฉลิมฉลอง ในวันที่เธอขึ้นรับ ‘รางวัลใดรางวัลหนึ่ง’ อย่างแน่นอน

และสัญชาตญาณของเราก็ไม่พลาดเป้า เมื่อล่าสุด โดนัท เพิ่งก้าวขึ้นเวทีเพื่อคว้า รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จากเวทีนาฏราช ครั้งที่ 17 ประจำปี 2568 ไปครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี จากบทบาทของ ‘สจ. เอ๋’ ในซีรีส์ สาธุ 2 ที่สตรีมมิ่งบน Netflix

บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ คือการถอดรหัสชีวิต ทัศนคติ และจิตวิญญาณของนักแสดงหญิงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกยุคสมัย เราตั้งใจเก็บทุกประเด็น ทุกอารมณ์ขัน และทุกความแหลมคม จากการนั่งคุยกันในวันนั้น มาคลี่กางให้คุณเห็นว่า กว่าจะเป็น ‘โดนัท มนัสนันท์’ ในเวอร์ชันที่สุกงอมและเปล่งประกายที่สุดในวันนี้ เธอต้องแลกกับอะไรมาบ้าง

ดำดิ่งสู่ห้วงลึกของความโลภ และการเยียวยาจิตวิญญาณจาก ‘สจ. เอ๋’

รางวัลนาฏราชที่เธอได้รับ แลกมาด้วยการทำงานที่ลงลึก ทุ่มเท และดำดิ่งลงไปในก้นบึ้งของจิตวิญญาณมนุษย์ โดนัทเล่าถึงการสวมบทบาท ‘สจ. เอ๋’ ตัวละครที่ทะเยอทะยาน หิวโหยอำนาจ และใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ ว่าเป็นงานที่สูบพลังชีวิตไปมหาศาล “การที่เราได้ไปเป็นส่วนที่มันลึกที่สุดของความอยากได้อยากมีของมนุษย์อ่ะ บางทีมันก็ทำให้เรากลัวเหมือนกัน ล่นแล้วมันก็สนุก แต่ว่าตอนที่เล่นเสร็จอ่ะค่ะ ก็แย่เหมือนกัน โดนัทต้องหยุดไปช่วงนึงเหมือนกัน เพื่อจะเอาเขาออกไป”

ในมุมมองของโดนัท สจ. เอ๋ เป็นตัวละครที่แทบจะหาความน่าคบหาไม่ได้เลยในชีวิตจริง ไม่ว่าในฐานะเพื่อนหรือฐานะใด ๆ แต่ในฐานะนักแสดง นี่คือ ‘สนามเด็กเล่น’ ที่ท้าทายที่สุด โดนัทเล่าเบื้องหลังการทำงานกับผู้กำกับว่า ในซีซันแรก เธอต้องสร้างภูมิหลัง (Backstory) ให้ตัวละครนี้ขึ้นมาเองจากฉากเพียงไม่กี่ฉาก แต่เมื่อเข้าสู่ซีซัน 2 ผู้กำกับได้นำไอเดียเหล่านั้นไปต่อยอดจนกลายเป็น สจ. เอ๋ ที่มีมิติ ซับซ้อน และสะท้อนภาพการใช้พุทธศาสนาและเงินตราเป็นบันไดสู่อำนาจ

การแสดงระดับปีศาจ และสมการชีวิตจริงของ ‘โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล’

สิ่งที่น่าสนใจคือ โดนัทไม่ได้มอง สจ. เอ๋ เป็นปีศาจร้ายมิติเดียว แต่เธอมองลึกลงไปถึงความเชื่อของตัวละคร “โดนัทเชื่อว่าเขาเชื่อว่าทำดีแล้วมันจะได้ดี เขาคิดว่าการสร้างโรงพยาบาลเนี่ยคือเขาจะได้บุญมาก... พี่เอ๋เป็นคน positive นะคะ” เธอเล่าว่าตัวละครนี้ศรัทธาในการไหว้พระจริง ๆ เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เธอมีอำนาจเหนือทุกคน ซึ่งความต้องการสูงสุดของตัวละครที่อยากมีอำนาจและให้คนเกรงกลัวนี้ เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับตัวตนจริง ๆ ของโดนัทอย่างสิ้นเชิง เพราะเธอเองเกิดในครอบครัวที่อบอุ่นและไม่ได้ปรารถนาสปอตไลท์ใด ๆ

ความเข้มข้นของการแสดง ถึงขั้นที่เมื่อถ่ายทำเสร็จ เธอต้อง ‘ถอดปลั๊ก’ ตัวเอง ปิดสวิตช์พักผ่อนอยู่บ้านเฉย ๆ เล่นกับสุนัข โดยไม่ได้ทำงานอะไรเลยเกือบปี เพื่อเยียวยาจิตวิญญาณและร่างกายที่ถูกใช้ไปอย่างมหาศาล

แต่ในความดำมืดและเหนื่อยล้า กลับมีความมหัศจรรย์ซ่อนอยู่บนหน้าเซต โดยเฉพาะเมื่อต้องปะทะอารมณ์กับ ‘พ่ออ้อง’ สุรสีห์ อิทธิกุล โดนัทเล่าด้วยแววตาเป็นประกายถึงการอิมโพรไวส์ที่ไม่มีการนัดแนะล่วงหน้า “ทุกครั้งที่เข้าฉากอ่ะ มันจะมีสิ่งที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเรา พ่อก็ไม่ได้เตรียมว่าจะต้องรับเรายังไง เราพูดปุ๊บ เขารีแอค แล้วสิ่งที่เขารีแอคกลับมาหาเรา หัวใจเรามันเหมือนมีคนเอาเข็มมาทิ่มอ่ะ เออ เล่นกับพ่อนี่เป็นอะไรที่โดนัทมีความสุขที่สุดเลยอ่ะ มันมหัศจรรย์มาก ๆ” โดยเฉพาะสายตาของพ่ออ้องที่มองมาเหมือนเธอไม่มีความหมาย ทำให้โดนัทเข้าใจถึงแก่นแท้เลยว่า ทำไม สจ. เอ๋ ถึงเติบโตมาเป็นคนที่กระหายอำนาจเช่นนี้

หลังจากการรับบทนี้ โดนัทยอมรับว่ามุมมองต่อการทำบุญของเธอเปลี่ยนไป แม้เธอจะยังเชื่อในเวรกรรม ทำดีได้ดี และเชื่อในคำสอนของศาสนา แต่เมื่อต้องสแกนคิวอาร์โค้ดบริจาคเงิน เธอเริ่มคิดเยอะขึ้น และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า แท้จริงแล้วคนเราแสวงหาเงินก็เพื่อนำไปสู่อำนาจนั่นเอง

การแสดงระดับปีศาจ และสมการชีวิตจริงของ ‘โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล’

ผู้รอดชีวิตจากทุกยุคสมัย 

หากมองย้อนกลับไปบนเส้นทางบันเทิง โดนัทคือ ‘ผู้รอดชีวิต’ ที่ผ่านการเปลี่ยนผ่านของวงการมาแทบทุกยุคสมัย ตั้งแต่ยุคถ่ายทำด้วยฟิล์ม ทีวีดิจิทัล ยุคดีวีดี จนถึงยุคสตรีมมิงในปัจจุบัน

ภาพจำของการเป็นนักแสดงในยุคแรกเริ่มของเธอ ไม่ใช่ภาพความหรูหราสุขสบาย แต่คือ ‘ความลำบาก’ และ ‘การอดนอน’ จากเด็กสาววัย 18 ที่เข้าวงการมาอย่างรวดเร็ว เธอเล่าว่าชีวิตมีแต่การทำงานที่ผิดเวลา เลิกงานตีหนึ่งบ้าง ตีห้าบ้าง ไปถ่ายทำในป่าที่มีห้องน้ำแค่ 2 ห้อง จนระบบร่างกายพังทลาย กลายเป็นโรคกระเพาะและโรคลำไส้ “แทบจะไม่รู้จักเลยว่าการเป็นนักแสดงมันสบายยังไง มันไม่ใช่เรื่องว้าวแบบอภิสิทธิ์อะไรอย่างนี้เลย”

แต่ความสวยงามของการเป็นนักแสดงที่ยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ คือการได้เห็นและเติบโตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของวงการ โดนัทชื่นชมยุคสตรีมมิงที่ทำให้คุณภาพชีวิตนักแสดงดีขึ้น มีการกำหนดเวลาทำงาน 12 ชั่วโมงที่ชัดเจน ทำให้เธอได้มีเวลานอนอย่างมีคุณภาพ ยิ่งไปกว่านั้น สตรีมมิงยังทลายกำแพงอายุและเพศ ทำให้มีบทบาทที่หลากหลายมากขึ้น “ถ้าเรายังเป็นทีวีกันอยู่ โดนัทในวัยนี้ อายุเท่านี้ ก็คงไม่มีบทให้เล่นและ ก็คงต้องเล่นเป็นคุณแม่ แต่พอมีสตรีมมิงเข้ามา มันมีบทที่เราไม่คิดว่าเราจะได้ทำ”

ด้วยความเป็นรุ่นพี่ที่ผ่านการเสียน้ำตาและการถูกวิจารณ์มานับไม่ถ้วน เราโยนคำถามว่า หากต้องปลอบใจนักแสดงวัย 20 ปีที่กำลังนั่งร้องไห้เพราะถูกผู้กำกับดุ เธอจะกล่าวกับนักแสดงคนนั้นว่ายังไง โดนัทในเวอร์ชันที่ตกตะกอนแล้ว เลือกที่จะไม่อ้อมค้อม แต่บอกความจริงอันว่า “อย่าไป take มัน personal อ่ะค่ะ คือแค่ฟังแล้วก็ปรับ มันจะไม่เกิดขึ้นครั้งเดียว มันจะเกิดขึ้นตลอดชีวิตการเป็นนักแสดงของเรานั่นแหละ” เธอย้ำว่าแม้แต่ตัวเธอเองในปัจจุบัน เมื่อเจอบทบาทที่ยาก หรือเจอคำวิจารณ์ ก็ยังมีวินาทีที่หวั่นไหวและต้องตั้งสติเช่นกัน

การแสดงระดับปีศาจ และสมการชีวิตจริงของ ‘โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล’

และเมื่อถามถึงเคล็ดลับการแสดงระดับเทพ โดยเฉพาะฉากที่ต้องร้องไห้ โดนัทตอบอย่างจริงใจว่า เธอไม่มีเทคนิคพิเศษ ไม่ใช้การดึงเรื่องเศร้าส่วนตัวหรือความบอบช้ำในอดีตมาใช้ เพราะมองว่ามันเป็นวิธีที่ไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิต (Not healthy) สิ่งเดียวที่เธอใช้คือ ‘ความเชื่อ’ และการดำรงอยู่ ‘ในวินาทีนั้นจริง ๆ’ 

เส้นทางชีวิตที่สอนให้ยืดหยุ่น จากพิษณุโลก สู่หาดบางแสน

ความสามารถในการปรับตัวทางการแสดงของโดนัท ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่วัยเด็ก ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยจุดหักเหและการเดินทาง ตั้งแต่การเป็นเด็กพิษณุโลก ที่ต้องย้ายเข้ากรุงเทพฯ เพราะธุรกิจของคุณพ่อไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนที่คุณแม่จะตัดสินใจส่งเธอไปอยู่กับคุณลุงคุณป้าที่จังหวัดสุโขทัยเป็นเวลา 2 ปี การต้องนั่งรถบัสจากอำเภอเล็ก ๆ และต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทุกเดือนเพื่อจัดฟัน หล่อหลอมให้เธอเป็นคนที่ ‘ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดี’ 

มีเรื่องเล่าชวนอมยิ้มในวัยเด็กที่ครอบครัวยังคงหยิบมาแซวเสมอ คือวีรกรรม ‘หลงทางที่บางแสน’ ในวัยประถม โดนัทเล่าติดตลกว่า เธอเดินหลงทิศไปไกลมากพร้อมกับน้องสาว ท่ามกลางเตียงผ้าใบที่หน้าตาเหมือนกันไปหมด ซึ่งโดนัทในวัยเด็กก็รับมือกับสถานการณ์ด้วยการวางฟอร์มเนียน ๆ ทำเหมือนไม่ได้หลงทาง เพียงแค่เดินเล่นเฉย ๆ เพื่อป้องกันคนแปลกหน้าตามที่คุณแม่เคยเตือนไว้

หลังจากนั้นครอบครัวก็หยอกเธอว่า หากหลงทางที่บางแสนอีก ให้บอกคนแถวนั้นพาไป ‘บ้านกำนันเป๊าะ’ 

สมรภูมิโซเชียลมีเดีย อารมณ์ขัน และชีวิตคู่

ทุกวันนี้ โดนัทในวัยที่สุกงอม เริ่มสนุกกับการก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ แม้คนส่วนใหญ่จะติดภาพว่าเธอเป็นนักแสดงสายดราม่า หรืออินดี้จัด ๆ แต่เธอก็ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะแพลตฟอร์มวิดีโอแนวตั้ง เป็นพื้นที่ปลดปล่อยความอยากเล่นบทคอมเมดี้และรอมคอม

เธอเริ่มทำคอนเทนต์ฮา ๆ วีนสามีลงโซเชียลฯ จนคนดูติดอกติดใจ แต่ด้วยสัญชาตญาณของนักแสดง แม้จะเป็นแค่คลิปสั้น ๆ เธอก็ยังจริงจังถึงขั้นต้องบรีฟบทกับ ‘คุณตาม’ (สามี) “เราก็จะบอกคุณสามีเลยว่า เอ้ย เราซีเรียสนะ บางทีคุณตามเขาไม่อ่านบทมา เราก็จะโกรธมาก ว่าทำไมเธอไม่ศึกษาบท เฮ้ย เราต้องเข้าใจก่อนนะ ทำไมเราถึงพูดประโยคนี้”

ผลลัพธ์ที่ได้คือคนดูเชื่อสนิทใจว่าเธอเป็นคนขี้วีนจริง ๆ จนเธอต้องรีบแก้ต่างว่า ชีวิตจริงเธอไม่ได้วีนฉ่ำขนาดนั้น มันคือ ‘การแสดง’ ล้วน ๆ! เธอมองว่าคอนเทนต์เหล่านี้ไปทัชใจคนดูที่มีประสบการณ์ร่วมในชีวิตคู่ ที่บางครั้งผู้หญิงก็อยากจะรับบทนำ ให้สามีโอนอ่อนผ่อนตามบ้าง แม้บางครั้งเธอจะแอบหมั่นไส้สามีเบา ๆ ที่ชาวเน็ตต่างพากันเข้าข้างเป็น ‘ทีมพ่อ’ ก็ตาม 

ต่อคำถามตลก ๆ ว่า ถ้าสลับร่างกับสามีได้หนึ่งวันเธอจะทำอะไร? โดนัทตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “จะนอนเป็นอย่างแรก” เพราะคุณสามีเป็นคนแอคทีฟตลอดเวลาจนนอนไม่พออยู่เสมอ

แม้จะสนุกสนาน แต่โดนัทก็ยอมรับว่าโลกโซเชียลมีเดียคือดาบสองคม ช่วงแรกที่เข้ามาลุยทำคอนเทนต์ เธอประสบปัญหา ‘ติดโซเชียล’ และเผลอ ‘เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น’ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนเธอต้องรีบตั้งสติ คุยกับสามี และขีดเส้นแบ่งขอบเขต เพื่อดึงตัวเองออกมาจากโลกเสมือน และไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นคนในแบบที่เธอไม่ชอบ

แต่ท้ายที่สุด รางวัลของคนทำคอนเทนต์สำหรับโดนัท คือคอมเมนต์เล็กๆ จากคนดู “เวลาที่คนคอมเมนต์ว่า ขอบคุณที่ทำให้เขาหัวเราะ มันดีนะ มันทำให้วันของเรามันดีอ่ะ เป็นความรู้สึกคนละแบบกับเวลาที่เราไปแสดง”

การแสดงระดับปีศาจ และสมการชีวิตจริงของ ‘โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล’

ชิ้นส่วนที่หล่นหาย และความหมายของชีวิตที่ไม่ต้องอดนอน

ในเส้นทางที่ยาวไกล ย่อมมีบางสิ่งที่หล่นหายไประหว่างทาง เมื่อถูกถามถึง ‘The Lost Moment’ หรือช่วงเวลาที่เสียดายที่สุด โดนัทสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า คือการที่เธอเข้าสู่วัยทำงานเร็วเกินไป จนหลงลืมการใช้ชีวิตวัยรุ่นในช่วงอายุ 18-22 ปี

ในวัยนั้น เธอทำแต่งานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีระบบ ไม่มีเวลาหยุดพัก และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวลาหยุดยาวปีใหม่คนทั่วไปเขาทำอะไรกัน เธอสูญเสียชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่เข้าใจว่าตัวเองเรียนอะไรอยู่ และที่สำคัญคือ “ไม่รู้เลยว่าเราเป็นใคร” ท่ามกลางข่าวสารและหน้าหนังสือพิมพ์ที่เขียนถึงเธอแบบจริงบ้างไม่จริงบ้าง โดยที่ครอบครัวก็ไม่มีประสบการณ์พอที่จะสอนวิธีรับมือกับวงการมายาให้เธอได้ แต่ในวันนี้ เธอได้กลับมาเติมเต็มชิ้นส่วนนั้น ด้วยการกลับมาเรียนในสิ่งที่สนใจ ทั้งประวัติศาสตร์ การแสดง และวรรณกรรม ด้วยสมองและวุฒิภาวะที่พร้อมจะเปิดรับอย่างแท้จริง

เมื่อย้อนมองภาพตัวเองในมิวสิกวิดีโอเพลงแรกในชีวิตอย่าง ‘ไม่มีวันแพ้’ ของวง Pause โดนัทบอกว่า สิ่งที่จะบอกเด็กสาวในวันนั้นก็คงเหมือนชื่อเพลง ว่าเมื่อเจอปัญหา ก็แค่แก้กันไป “มันไม่มีทางหรอกที่เราจะแพ้ไปตลอดชีวิต ถ้าเราพยายาม” และหากวันนี้มี ‘เครื่องย้อนเวลา’ มาวางอยู่ตรงหน้า เธอก็ยืนยันหนักแน่นว่าจะ ‘ไม่ใช้’ อย่างแน่นอน “เพราะรู้สึกว่าทุกสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาในอดีตนะคะ มันเป็นประสบการณ์ทำให้เราเป็นเราในวันนี้... การที่โดนัทเป็นโดนัทอย่างทุกวันนี้ได้ มันมาจากสิ่งที่โดนัทเคยเจอมาทั้งหมด”

ทัศนคติที่เติบโตขึ้นตามวัย ทำให้มุมมองต่อการทำงานและการใช้ชีวิตของเธอเฉียบคมและเต็มไปด้วยความสมดุล เธอฝากข้อความถึงเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังมุ่งมั่นทำงานหนักว่า การทำงานเป็นสิ่งที่ดี แต่ชีวิตไม่ได้มีแค่มิติเดียว “การทำงานอ่ะมันดีที่สุดนะ มันทำให้ชีวิตมีความหมาย แต่ตอนนี้พอมันโตขึ้น มันก็เข้าใจแล้วว่า ชีวิตมีความหมายได้โดยที่เราทำงานน้อยลง เราไม่ต้องมาทำงานแบบบ้าบออดนอน”

การแสดงระดับปีศาจ และสมการชีวิตจริงของ ‘โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล’

วันนี้ โดนัท มนัสนันท์ ได้ค้นพบสมการชีวิตที่ลงตัว เธอไม่ได้กระหายการทำงานหนักจนตัวตายเหมือนในอดีต แต่เลือกที่จะทำงานศิลปะที่เธอรักควบคู่ไปกับการบาลานซ์ชีวิตอย่างชาญฉลาด เธอเคยอยากเลิกเป็นนักแสดงมาตลอดเวลา แต่มาถึงจุดนี้ เธอประกาศชัดเจนว่า “ตอนนี้อย่ามาไล่นะ ไม่ไปค่ะ ทุกอย่างของโดนัทมันเหมือนเพิ่งเริ่มต้นน่ะ”

และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่ทำให้เจ้าของรางวัลนาฏราชหมาด ๆ คนนี้ กล้ายืดอกตอบด้วยรอยยิ้มอย่างเต็มปากเต็มคำว่า...

“ถ้าถามว่าชอบตัวเองวันไหน ชอบตัวเองวันนี้ค่ะ รู้สึกว่ามีความสุข รู้สึกได้ทำงานที่สนุก”

 

สัมภาษณ์: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ถ่ายภาพ: จุลดิศ อ่อนละมุน