29 ต.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
“เราว่ามีผู้คนอีกเยอะมาก
ที่ไม่รู้ว่าตัวเองตั้งคำถามได้
อันนั้นน่ะน่ากลัวที่สุด”
เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามว่ามนุษย์เริ่มตั้งคำถามตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าเรียงร้อยตามเส้นทางของปรัชญาความคิดก็อาจเป็นโสเครตีสหรือเพลโต แต่แน่นอนว่าคงไม่ใช่แต่ปราชญ์กรีกที่ให้กำเนิดความสงสัยใคร่รู้ เพราะการพยายามค้นหาคำตอบให้กับความสงสัยย่อมเป็นปัจจัยที่พามนุษย์ให้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าก้าวเหล่านั้นมันจะพาพวกเขาไปไหนก็ตาม
แต่ในสังคมที่ก้าวเดินเรื่อยมา คำตอบต่อหลายคำถามก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่ชัดประจักษ์แจ้งก็เริ่มบดบังความเป็นไปได้ในการตั้งคำถาม เพราะการตั้งคำถามไม่เพียงทำหน้าที่หาคำตอบ แต่การตั้งคำถามเองก็เป็นการตรวจสอบสิ่งที่เป็นอยู่ไปในตัว ซึ่งการทำเช่นนั้นก็หมายความว่าการทำให้คำตอบที่มีอยู่แล้วสั่นคลอน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่การตั้งคำถามมักเป็นสิ่งที่ถูกจำกัด และทำให้กลายเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมที่หวงแหนคำตอบเดิมที่มีอยู่แล้ว
จึงเกิดเป็นแนวคิดว่าการจะทำให้สังคมมีระเบียบเรียบร้อยอยู่ในร่องในรอยคือการปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกทำมาก่อนแล้ว ช่องว่างของทุกคนจึงต้องถูกเติมเต็มด้วยคำตอบที่สังคมเคยค้นพบแล้ว เป็นเพราะแบบนั้น การตั้งคำถามในบางสังคมจึงถูกทำให้กลายเป็นความก้าวร้าว และเป้าหมายของสังคมเหล่านั้น จึงเป็นการพยายามที่จะทำให้ผู้คนประพฤติตามสิ่งที่ถูกกำหนดมาและไม่ตั้งคำถาม — กล่าวให้กระชับกว่านั้น ทำให้ ‘เชื่อง’ (tamed) นั่นเอง
บ่ายวันศุกร์ปลายเดือนกันยายน ฝนจากค่ำคืนก่อนหน้ายังไม่หยุดตกและมันจะยังคงตกย้ำซ้ำแช่อยู่แบบนั้นไปอีกหลายวัน จนกรุงเทพมหานครเอ่อล้นไปด้วยน้ำฝนนานหลายวัน เราเดินทางฝ่าฝนไปที่ซอยอารีย์ ก่อนจะเดินเท้าต่อเพื่อไปพูดคุยกับผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ที่กำลังเข็นผลงานเรื่องใหม่ด้วยรสชาติใหม่มาสู่สายตาของผู้ชมชาวไทย
เมื่อปี 2021 ณ งาน Coreหนัง 11 จัดฉายที่โรงภาพยนตร์ House Samyan ท่ามกลางภาพยนตร์สั้นจากฝีมือของนักศึกษาวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีผลงานเรื่องหนึ่งที่ตัดสินใจจะถ่ายทอดด้านมืดของประเทศไทยในยุคคาเฟ่รุ่งเรืองและโรค(กลัว)เอดส์กำลังระบาดในสังคมไทย ด้วยสไตล์ฟิล์มนัวร์สืบสวนปนตลกร้ายในชื่อ ‘สันดานกรุง’ ภายหลังจากนั้นผู้เขียนก็จดจำชื่อของ ‘มูย่า - ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ’ ตลอดมา
และตอนนี้ ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเธอก็ได้ฉายในโรงภาพยนตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว The People จึงขอนำเรื่องราวจากบทสนทนาในวันนี้มานำเสนอเพื่อที่จะรู้จักตัวตนและมุมมองของผู้กำกับที่สร้างสรรค์เรื่องราวนี้ขึ้นมาเพื่อชวนเราย้อนมองกลับไปในตัวเองว่าเราถูกทำให้ ‘เชื่อง’ หรือเปล่า?
ในภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดของเธอ มูย่าเลือกที่จะสำรวจประเด็นแนวคิดเกี่ยวกับ ‘ความเชื่อง’ ที่ส่งผลต่อชีวิตและตัวตนของผู้คนเหล่านั้น เมื่อกล่าวถึงความเชื่อง ไม่แปลกที่เรามักจะนึกถึง ‘สัตว์’ ก่อนใครเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นสุนัขที่เชื่อฟังเจ้านาย หรือสัตว์ป่าที่เปลี่ยนสันดานของตนเองให้เข้ากับนครของมนุษย์ แต่ก็ใช่ว่าความเชื่องจะอยู่ห่างไกลไปจากมนุษย์ แท้จริงแล้ว ‘ความเชื่อง’ เองก็ถือเป็นสิ่งที่อยู่ชิดใกล้กับมนุษย์เราตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เกิดขึ้นมา ตั้งแต่ก้าวขาเข้ารั้วโรงเรียน ไปจนถึงสวมป้ายห้อยคอในที่ทำงานเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะตั้งต้นบทสนทนาในวันนี้ด้วยคอนเซปต์ของ ‘ความเชื่อง’ จากสายตาของผู้หยิบมันมาก่อร่างสร้างเป็นภาพยนตร์
“สำหรับเรา [ความเชื่อง] คือการฝืนทำอะไร
ที่เราไม่อยากทำโดยที่เราไม่รู้ตัว”
จากมุมมองของมูย่า ความเชื่องไม่เพียงเป็นภาวะที่ใครสักคนถูกบังคับขืนใจให้ทำอะไรที่ไม่อยากทำ แต่เป็นการฝืนโดยที่สำนึกแห่งความขัดขืนได้เลือนหายกลายเป็นความรู้สึกที่จำยอมโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งเธอมองว่าภาวะดังกล่าวขบเข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสังคมการทำ งาน สังคมครอบครัว สังคมโรงเรียน พ่อแม่กับลูก เจ้านายกับลูกน้อง คนอายุมากกับคนอายุน้อย
เธอมองว่าการกระทำของเรามักถูกกำหนดชี้บอกโดยสังคม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่อยากทำหรือไม่ ซึ่งตัวเราในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมก็ต้องมีแนวโน้มที่จะต้องเอนอ่อนตามกรอบเกณฑ์เหล่านั้นเพื่อที่จะไม่ต้องรู้สึกแปลกแยกหรือถูกตัดสินจากสังคม “สิ่งนี้สะท้อนให้เราเห็นถึงสายสัมพันธ์ของอำนาจ มนุษย์เราอยู่ในลำดับชั้นของอำนาจ โดยมีการแก๊สไลท์เป็นเครื่องมือจากผู้ที่อยู่เหนือกว่าเรา”
แต่สิ่งหนึ่งที่ซ้อนทับอยู่กับความเชื่องคือ ‘ความสูญเสีย’ เพราะคนที่ถูกทำให้เชื่องคือคนที่ถูกทำให้สูญเสียตัวเอง จนทำให้เส้นแบ่งระหว่างความต้องการของตัวเองและความต้องการของสังคมเลือนหายกลายเป็นสิ่งเดียวกัน มูย่าจึงมองว่าภาพสะท้อนของความเชื่องที่ชัดเจนคือการที่คนหนึ่งต้องทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบ แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองไม่ชอบ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถขจัดความรู้สึกเหล่านั้นได้อยู่ดี
“ลึกลงไปแล้ว มนุษย์เราเป็นคนที่ชอบควบคุมคนอื่น
สิ่งนี้จึงเกิดเป็นค่านิยมที่ถูกสร้างขึ้นมา
ให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่เราอยากให้เป็น”
มูย่าเองไม่ได้ปฏิเสธว่ากติกาหรือกรอบเกณฑ์บางอย่างถูกสร้างขึ้นมาด้วยความจำเป็นในการที่มนุษย์จะดำรงอยู่ร่วมกัน แต่ปัญหามักเกิดขึ้นเมื่อเราไม่สามารถที่จะตั้งคำถามกับโครงสร้างเหล่านั้นได้ และการไม่ตั้งคำถามหรือไม่กล้าตั้งคำถามก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘การเชื่อง’ ไปโดยปริยาย
แต่แม้ว่าภาวะความเชื่อที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่มูย่าก็ขยายความต่อว่ามีสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น “ในสังคมไทย บางคนตั้งคำถามแล้วถูกล่าแม่มดก็มี ไม่กล้าตั้งคำถามก็มี แต่เรามีผู้คนอีกเยอะที่เขาไม่รู้ว่าเขาตั้งคำถามได้ สิ่งนี้แหละน่ากลัวที่สุดเลย—ความไม่รู้” เธอมองว่าภาวะที่ไม่เห็นความเป็นไปได้ในการตั้งคำถามส่งผลให้ผู้คนเหล่านั้นแบกรับความรู้สึกไม่ดีไว้กับตัวเอง โทษตัวเอง และกลายเป็นข้อสรุปที่บอกกับตัวเองว่าเขาเหล่านั้นไม่เหมาะกับสังคมเอง
“แต่ในอีกทาง หนังที่เราทำก็ไม่ต้องการจะนำเสนอว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด เราเล่าหนังเรื่องนี้ด้วยสัญชาตญาณการมีชีวิตอยู่ของคน สุดท้ายเราก็เป็นคนเชื่องในสังคม แต่ลึก ๆ แล้วเราก็ยังไม่เชื่องหรอก หมายถึงว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ยังมีสัญชาตญาณที่อยากจะเป็นตัวเอง อยากจะหาเสียงของตัวเองให้เจอ…”
“ตอนเราเด็กเราเป็นอย่างนั้น
เราไม่รู้ว่าเราตั้งคำถามได้
เรารู้แค่ว่าเราไม่โอเค
เราโทษตัวเองว่าเราเองที่ไม่เหมาะกับสังคมนี้”
ย้อนกลับไปในอดีตที่เติบโตขึ้นมา ชีวิตของมูย่าเองก็เผชิญหน้ากับสังคมและการถูกทำให้เชื่องไม่ต่างจากเรื่องราวในภาพยนตร์ที่เธอพยายามถ่ายทอดประเด็นเหล่านี้ หรือแม้แต่คนอื่น ๆ ในสังคม มูย่าเล่าว่าความทรงจำของเธอที่มีต่อตัวเองในตอนเด็กคือการรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนคนรอบข้าง ภายในแปลกแยกจากความธรรมดาของสังคม แต่ก็ต้องไหลไปตามค่านิยมเหล่านั้น “ตอนเด็กไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นยังไง รู้แค่ว่าพยายามเยอะมากที่จะเหมือนคนอื่น”
แม้ว่าเมื่อก้าวสู่โลกของมัธยม เธอจะผ่อนปรนความพยายามจะเหมือนคนอื่นมากขึ้น และเลือกจะเดินตามสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น รวมถึงยังมีเพื่อนที่เข้าใจและมีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน แต่แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม มีเพื่อนที่เข้าใจกัน แต่ลึกลงไปแล้วเธอก็ยังคงรู้สึกว่าเธอแตกต่างจากคนอื่นอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความรู้สึกแปลกแยกเหล่านั้น มูย่าเล่าว่าสถานที่หนึ่งที่หล่อหลอมวัยเด็กของเธอคือ ‘ร้านเกม’ ด้วยความที่แม่มักไปฝากเธอเอาไว้ที่ร้านเกมขณะเดินทางไปทำธุระ มูย่าจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในตอนนั้นอยู่กับโลกของเกมออนไลน์ โดยเฉพาะกับเกมอย่าง Audition และ TalesRunner แต่นอกจากความสนุกแล้ว เกมออนไลน์ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอจะเป็นใครก็ได้ที่เธออยากจะเป็น
แต่นอกจากเกมออนไลน์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่คอยเป็นที่พักพิงให้กับเธอก็คือ ‘การดูหนัง’ แม้ว่าพ่อที่ชอบดูหนังบู๊ฮ่องกงหรือไม่ก็ มิลลา โจโววิช (Milla Jovovich) กับแม่ที่ชอบดูหนังผี เช่น The Ring ที่มีผีผมยาวชุดขาวคลานออกมาเขมือบไส้ผู้ชมจากโทรทัศน์ จะไม่ได้ให้เธอดูหนังเยอะ แต่ก็เป็นตัวของมูย่าเองที่แอบเข้าไปในห้องของพ่อแม่ และแอบไปดูหนังเหล่านั้น
เธอเล่าว่าเหล่าบรรดาหนังที่เธอได้ไปแอบดูเหล่านั้นได้กลายเป็นบานประตูที่แนะนำเธอสู่หลายสิ่งหลายอย่างในโลกแห่งความเป็นจริง ทำให้เธอได้เห็นถึงความรุนแรง ฉากอนาจาร บุหรี่ หรืออะไรก็ตามที่เด็กไม่ควรดู แต่เธอเองก็ไม่เคยเข็ดในความกระหายใคร่รู้เหล่านั้น ดังที่เธออธิบายว่า “เราไม่เคยเห็นมันในโลกแห่งความเป็นจริง มันเลยยิ่งอยากดู”
แต่หนึ่งในหนังที่ตราตรึงใจเธอที่สุดตั้งแต่เด็กมาจนถึงทุกวันนี้คือ Pan's Labyrinth (2006) โดย กีเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) หนังที่หน้าตาของมันดูจะเป็นแฟนตาซีและเหมาะสำหรับเด็ก แต่แท้จริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย แต่ท้ายที่สุด ความดาร์กแฟนตาซีของมันก็ครองหัวใจมูย่าจากวันนั้นมาถึงวันนี้
มูย่าเล่าว่าเธออินกับตัวละครเอกอย่าง ‘โอฟีเลีย’ (Ofelia) เด็กหญิงที่ต้องหนีทั้งสงครามและบ้านที่แม่ย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ และหนีเข้าไปในโลกแฟนตาซีของตัวเอง “เหมือนเด็กคนนั้นอยากจะหนีออกจากตรงนั้น ซึ่งเราก็เหมือนกำลังเป๋นอย่างนั้นอยู่ ตอนเด็กเราอธิบายไม่ได้ รู้เพียงว่าเราชอบเรื่องนี้มาก”
“เพราะมันไม่มีตัวเราอยู่ในนั้นเลย
ไม่มีความรู้สึกของเราอยู่ในนั้น”
แม้ความรักในภาพยนตร์จะก่อตัวขึ้นตั้งแต่วันที่เด็กคนหนึ่งแอบเปิดแผ่นหนังในห้องของพ่อแม่ แต่การได้เป็นคนทำหนังกลับไม่เคยอยู่ในความคิดของมูย่าเลย สำหรับเด็กคนหนึ่ง อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นโลกที่ไกลตัว เป็นพื้นที่ของคนจำนวนน้อย และไม่ใช่ประตูที่ใครจะเปิดเข้าไปได้ง่าย ๆ การตัดสินใจเข้าเรียนคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงไม่ได้เริ่มต้นจากความฝัน หากแต่เริ่มจากเหตุผลที่ตรงไปตรงมากว่านั้นมาก
“เพียงแต่ว่าเราโง่ (หัวเราะ) เราตกคณิตศาสตร์ ไม่มีหัวด้านตัวเลข แล้วก็มานั่งหาสิ่งที่เราพอจะเรียนได้บ้าง”
เส้นทางสู่การเรียนภาพยนตร์ของเธอจึงเกิดขึ้นจากการตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออกไปทีละอย่าง ประชาสัมพันธ์และโฆษณาเต็มไปด้วยทฤษฎีที่เธอไม่ถนัด วิทยุโทรทัศน์ก็ดูจะไม่เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยดูละคร สิ่งที่เหลืออยู่ในมือจึงเป็นภาพยนตร์ ศาสตร์ที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่ยังไม่รู้ตัว
ทว่าการได้เรียนหนังก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ออกกองถ่ายเสมอไป ในขณะที่เพื่อนหลายคนได้ไปเป็นผู้ช่วยในกองของรุ่นพี่ ได้เรียนรู้การใช้กล้องและการหยิบยืมอุปกรณ์ แต่มูย่าไม่ได้มีประสบการณ์เหล่านั้น วัฒนธรรมการออกกองที่ใครหลายคนใช้เป็นห้องเรียนนอกตำราจึงแทบไม่เคยมีอยู่ในชีวิตมหาวิทยาลัยของเธอ สิ่งที่มีแทนคือโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง เพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ และตากล้องที่ลองผิดลองถูกไปพร้อมกัน
ถึงกระนั้น สิ่งที่ทำให้เธอยังคงทำหนังต่อไปได้คือเสน่ห์ของธรรมศาสตร์ที่ไม่มีใครบังคับใคร อาจารย์ไม่ได้ชี้ว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี นักศึกษาอยากทำอะไรก็ไปทำเอง ความอิสระนั้นเปิดโอกาสให้เธอได้ลองทำหนังหลายเรื่อง และได้เรียนรู้จากความล้มเหลว หนึ่งในนั้นคือหนังที่เธอลองทำตามกระแส ซึ่งท้ายที่สุดกลับไม่เวิร์กเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เด็กคนหนึ่งเคยพยายามเหมือนคนอื่นแล้วยังรู้สึกแปลกแยก มันไม่มีตัวเธออยู่ในนั้น
คำตอบของคำถามว่าหนังที่มีตัวเธออยู่ในนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร กลับมาจากที่ที่คาดไม่ถึงอย่าง ‘รถแท็กซี่’ ด้วยความที่พักอยู่ที่ปิ่นเกล้า แต่มหาวิทยาลัยอยู่รังสิต มูย่าจึงต้องนั่งรถเมล์ต่อรถตู้ไปกลับทุกวัน กระทั่งขึ้นปี 4 ที่ต้องกลับดึกจนไม่มีรถเมล์ให้ขึ้น แท็กซี่จึงกลายเป็นพาหนะประจำ และคนขับแท็กซี่ก็กลายเป็นคู่สนทนาที่เธอชอบที่สุดเพราะ “มันไม่มีฟิลเตอร์ เขาไม่รู้จักเรา ไม่มีค่านิยม ไม่มีโครงสร้างความเชื่อ เขามีแต่อยากเล่าเรื่องของเขา”
คนขับคนหนึ่งเล่าให้เธอฟังถึงวัฒนธรรมคาเฟ่ และการมาถึงของโรคเอดส์ในไทยช่วงแรก ความอยากรู้พาเธอถามคนขับแทบทุกคันด้วยเรื่องเดียวกัน รวมแล้วราว 60 คน ไม่ใช่เพื่อการรีเสิร์ช แต่เพียงเพราะอยากรู้ จนวันหนึ่งเธอได้ยินเรื่องของสาวคาเฟ่ที่ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่สังคมในเวลานั้นโทษว่าพวกเธอคือต้นเหตุ และเรื่องของการปิดข่าวที่ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร
เรื่องเล่าเหล่านั้นค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นเป็น ‘สันดานกรุง’ (Bangkok Tradition) หนังสั้นธีสิสของเธอที่ต่อมากลายเป็นหนึ่งหนังสั้นในของ Voices of the New Gen และเหตุผลที่เรื่องราวนี้ฝังอยู่ในใจเธอ ก็เพราะมันพูดถึงสิ่งที่เธอรู้จักดีที่สุด “ภาวะการปกปิด ภาวะการทำให้ลืม มันเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเรา เพราะเราเคยใช้ชีวิตมากับการที่ต้องเรียบร้อย”
สันดานกรุงถูกถ่ายทำในแบบกองโจร ด้วยงบประมาณน้อยนิด ขโมยถ่ายตามสถานที่ต่าง ๆ และขออนุญาตเพียงบางแห่ง บทสนทนาจิกกัดที่ตัวละครโต้ตอบกันในเรื่องก็ล้วนมาจากการพูดคุยกับคนขับแท็กซี่นั่นเอง มูย่ายอมรับว่าตอนนั้นตัวเองทำหนังไม่เป็นเลย ไม่รู้วิธีกำกับนักแสดง ไม่รู้หลักการถ่ายทำ สิ่งเดียวที่มีคือความรู้สึกว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไรที่ปรากฏบนจอ และหลังจากทำหนังมาหลายเรื่อง เธอก็เริ่มเห็นว่าความรู้สึกนั้นเองคือตัวตนของเธอ
“ตามจริงแล้ว มนุษย์เราเชื่องมากนะ
ความสัมพันธ์ในมนุษย์มันเชื่องมาก ๆ”
จากเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าออกมา จะเห็นได้ว่าความรู้สึกที่มูย่าเก็บไว้นานที่สุดคือความอึดอัดของเด็กคนหนึ่งที่มีเสียงของตัวเอง แต่ไม่อาจเปล่งมันออกมาได้ ทำได้เพียงเก็บไว้และพยายามลืมมันไป จนกระทั่งวันหนึ่ง มูย่าได้ไปพักที่บ้านของเพื่อนในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีฟาร์มวัวเนื้อ สำหรับคนที่โตมาในกรุงเทพฯ และไม่เคยเห็นวัวใกล้ ๆ มาก่อน เธอเคยคิดว่าวัวเป็นเพียงสัตว์ในอุตสาหกรรมเนื้อ แต่สิ่งที่เธอเห็นในวันนั้นกลับตรงกันข้าม วัวฉลาดกว่าที่คิด มันจำเจ้าของได้ รู้จักรัก รู้จักกลัว และมีความรู้สึกครบทุกอย่างที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งจะมีได้ ขาดไปเพียงอย่างเดียว คือมันพูดเพื่อตัวเองไม่ได้
“เราเป็นคนเลี้ยง เรามีอำนาจมากกว่า แต่เขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้ เราก็เลยนึกถึงตัวเองว่าตอนเด็กเราไม่ได้ต่างจากวัวเลย สังคมชักจูงเราไปทางไหน เราก็ตามไป”
วัวเหล่านั้นจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มูย่าอยากจะบอกเล่าเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่งในหมู่บ้านเลี้ยงวัวชน ที่ถูกเลี้ยงดูโดยน้าชายและยาย ท่ามกลางความเชื่อเรื่องผีท้องถิ่น บุญคุณ และความรักที่ไม่มีใครเรียกมันว่าการควบคุม จนออกมาเป็น ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’
“เรารู้ว่าโครงสร้างสังคมเป็นยังไง แต่ความรู้สึกผิดมันไม่หายไป เพราะเราอาจถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก จนมันกลายเป็นดีเอ็นเอ เป็นสัญชาตญาณเราไปแล้ว”
มูย่าเล่าว่าเธอเองสนิทกับแม่มากตั้งแต่เด็ก แต่วันนี้ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว และมีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกผิดต่อแม่อยู่บ่อยครั้ง ความรู้สึกนั้นทำให้เธอเห็นว่า ความเชื่องไม่ได้ซ่อนอยู่แค่ในคำสั่งหรือกฎเกณฑ์ แต่ยังแฝงอยู่ในความผูกพันระหว่างคนที่รักกันด้วย
ทว่าการเล่าเรื่องของเด็กที่ถูกควบคุม กลับทำให้มูย่าต้องสวมบทบาทของผู้ถือบังเหียนเสียเอง จากกองถ่ายสมัยเรียนที่มีคนไม่ถึงสิบคน เธอต้องมายืนอยู่ท่ามกลางทีมงานนับร้อย คำสั่งง่าย ๆ อย่าง “ย้ายไปถ่ายตรงนี้สิ” ที่เคยพูดได้ทันที ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เธอต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารให้แม่นยำ โดยไม่สูญเสียวิธีการทำงานแบบเดิมที่ทำให้หนังยังคงเป็นของเธอ “ตอนนี้เราพูดแค่คำเดียว กลายเป็น 60 คน”
“ถึงแม้จะเตรียมตัวไว้แค่ไหนก็ตาม ไม่มีทางควบคุมได้ขนาดนั้น เหมือนมันมีชีวิตของมันเอง”
TAME เองก็เกือบไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบที่เป็นอยู่ เดิมทีมันคือหนังส่วนตัวที่มูย่าตั้งใจจะไปหาทุนเอง เพราะคิดว่าหนังแบบนี้คงมีกลุ่มคนดูไม่มากนัก จนได้เล่าให้ทีม BrandThink Cinema ฟังอย่างไม่ได้ตั้งใจ และพวกเขาเลือกที่จะลงทุนกับเรื่องราวที่แปลกหูแปลกตานี้ โดยไม่เปลี่ยนแก่นของสิ่งที่เธออยากเล่า
แต่สิ่งที่มูย่าคาดหวังจากผู้ชมก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงสังคม เธอไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าหนังเรื่องหนึ่งจะมีอิทธิพลได้มากขนาดนั้น เธอเพียงอยากให้เกิดการพูดถึง จะเห็นด้วยหรือถกเถียงกันก็ได้ เพราะสำหรับเธอ คุณค่าของภาพยนตร์ไม่ได้อยู่ที่ดีหรือไม่ดีตามเกณฑ์ของใคร แต่อยู่ที่มันพาเราไปพบกับสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน
“มันคือการให้ประสบการณ์ที่เราไม่เคยเจอ เหมือนตอนเด็กที่เราแอบเข้าไปดู แล้วเราเพิ่งรู้ว่าตอนทำก็ด้วย มันพาเราไปเจอประสบการณ์ที่เราไม่เคยเจอเหมือนกัน”
ความเชื่องอาจไม่มีหน้าตาเป็นเชือกที่มองเห็นได้ด้วยตา มันอาจเป็นความรู้สึกผิดที่ไม่มีวันจางหายไป อาจเป็นความเงียบที่เราเลือกเพราะจะทำให้ชีวิตง่ายกว่า หรืออาจเป็นคำถามที่เราไม่กล้าที่จะถามออกไป หรือไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าถามได้ แต่ไม่ว่ามันจะผูกเราไว้แน่นหนาเพียงใด มูย่าเชื่อเสมอว่ายังมีบางอย่างในตัวเราที่ไม่ยอมเชื่อง
ไม่ว่าเราจะถูกทำให้เชื่องมามากเพียงไหนแล้ว แต่หากคุ้ยหาลึกลงไปในตัวเองให้ดี เป็นไปได้ว่าเราอาจพบเจอเศษเสี้ยวของตัวตนที่ปฏิเสธที่จะเอนอ่อนต่อสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองอย่างแท้จริง