14 ต.ค. 2569 | 19:30 น.

KEY
POINTS
“สิ่งที่ดีสำหรับผม คือสิ่งที่อยู่รอบตัวในระยะที่จับต้องได้ พอดีกับชีวิต และอยู่กับเราได้นาน โดยไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้”
‘โจ – พิสิษฐ์ มโนธรรมรักษา’ สรุปปรัชญาการทำงานและการเลือกสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตไว้อย่างเรียบง่าย แต่ภายใต้ความเรียบง่ายนั้น ถูกกลั่นมาจากการขยับบทบาทขึ้นมาเป็นทายาทรุ่น 2 ผู้รับหน้าที่ขับเคลื่อน Wyndham Garden Naithon Phuket และโครงการ Sea Heaven Phuket บน ‘หาดในทอน’ สถานที่ที่เขานิยามว่าไม่ต่างจากหาดลับแล
หากถามว่าลับขนาดไหน
ลับขนาดที่แม้แต่คนพื้นที่เองก็แทบไม่มีใครรู้จัก
แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของคุณพ่อของพิสิษฐ์ที่เข้ามาบุกเบิก บวกกับการต่อยอดจากทายาทอย่างเขา หาดลับแลในวันนั้น จึงกลายมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ใคร ๆ ต่างก็หมายอยากจะมาเยือนในวันนี้และนี่คือเรื่องราวของเขา จากเด็กชายผู้เคยนั่งเบาะหลังรถของคุณพ่อไปดูไซต์งานทุกเช้า สู่ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เลือกให้ ‘ผลงาน’ ทำหน้าที่พูดแทนตัวเอง โดยมีรถยนต์ Lexus ยานยนต์คู่ใจคอยอยู่เคียงข้างในทุกจังหวะของชีวิต
ก่อนจะมาบริหารโรงแรม Wyndham Garden Naithon Phuket พิสิษฐ์จำความได้ว่าเขามักจะขอติดรถคุณพ่อออกไปดูไซต์งานในทุก ๆ เช้าอยู่เสมอ
เพราะคุณพ่อของเขาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยุคบุกเบิกที่ใครต่างก็ให้การยอมรับ ภาพจำในวัยเด็กของเขา จึงหนีไม่พ้นการนั่งอยู่บนเบาะหลังรถที่วิ่งไปตามถนนแต่ละสาย ได้ยินเสียงคุณพ่อโทรศัพท์คุยงานกับผู้รับเหมา และมองเห็นที่ดินเปล่าค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นบ้านที่มีคนเข้ามาอยู่อาศัยจริง
นี่คือบทเรียนแรกที่เด็กชายพิสิษฐ์ได้เรียนรู้ วิชาที่ไม่ได้มีสอนในชั้นเรียน แต่ซึมซับผ่านการนั่งรถคันเดิมของคุณพ่อไปสำรวจเส้นทางใหม่ในทุกวัน
“ผมคิดว่าสายเลือดพัฒนาอสังหาฯ วิ่งอยู่ในตัวผมตั้งแต่เด็ก และก็คิดมาตลอดว่าโตไปเราจะทำอสังหาฯ เหมือนกับคุณพ่อ ซึ่งก็เป็นความฝันเหมือนกันนะ ผมอยากจะเป็นนักพัฒนาที่เห็นคุณค่าในที่ดินเหมือนที่คุณพ่อเห็น ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ก็คือการที่เราต้องเห็นคุณค่าของที่ดินที่คนอื่นเขามองไม่เห็น”
ราว 20 ปีก่อน การเดิมพันครั้งใหญ่ของครอบครัวก็เดินทางมาถึง เมื่อคุณพ่อของเขาเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต ในยุคที่ใครต่อใครต่างมุ่งหน้าไปจับจองหาดทำเลงามอย่างป่าตอง กะตะ หรือกะรน แต่คุณพ่อกลับมองต่างด้วยการเลือกชายหาดเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ หาดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลใส และธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ แต่น่าแปลกที่ในตอนนั้น พื้นที่ตรงนี้กลับแทบไม่มีใครรู้จัก
“ตอนนั้นคุณพ่อให้นิยามหาดในทอนว่าเป็นหาดลับแล คนภูเก็ตบางคนยังไม่รู้จัก ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้สนามบินแค่นิดเดียวประมาณ 10-15 นาที ซึ่งคุณพ่อมองว่าตรงนี้มีศักยภาพ เพราะน้ำทะเลใสมาก ธรรมชาติยังสมบูรณ์
“จนวันนี้ สิ่งที่คุณพ่อคิดไว้เมื่อ 20 ปีก่อน ก็เริ่มส่งผลมายังรุ่นของผม ผมได้เรียนรู้จากสิ่งที่เขาริเริ่ม และทำให้เข้าใจทุกการตัดสินใจของคุณพ่อมากขึ้น”
ในธุรกิจครอบครัว มีความจริงข้อหนึ่งที่ทายาททุกคนต้องเจอไม่ช้าก็เร็ว นั่นคือคนจะรู้จักนามสกุลก่อนที่จะรู้จักตัวเจ้าของชื่อเองเสียอีก
พิสิษฐ์ยอมรับตามตรงว่าเขาเองก็เจอกับความจริงข้อนี้ตั้งแต่เริ่มทำงาน แม้จะขึ้นมาเป็นผู้บริหารโรงแรมเต็มตัว แต่ป้ายลูกชายเจ้าของก็มักจะถูกติดไว้หน้าชื่อเขาก่อนเสมอ นั่นจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้เขาอยากพิสูจน์ตัวเอง
“ถามว่ากดดันไหม สำหรับตัวผมเองก็ไม่ได้กดดันมาก คือแน่นอนอยู่แล้วอย่างที่ทุกคนรู้เลย คนมักจะรู้จักนามสกุลเราก่อนตัวเราเสมอ ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่รู้เลยว่าเราทำงานอะไรได้บ้าง ซึ่งตอนสมัยที่ผมอายุน้อยกว่านี้ เข้ามาทำงานใหม่ ๆ ผมก็อยากพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นนะ โดยเฉพาะคุณพ่อ อยากให้เขาเห็นว่าผมทำอะไรได้บ้าง
“ผมเองก็อยากได้รับความชื่นชมจากคุณพ่อ แต่วันนี้ผมรู้แล้วว่าคำชื่นชม ไม่จำเป็นต้องรอให้ออกจากปากของเขา แต่ให้สิ่งที่เราทำเป็นตัวพูดแทนเราเอง เราไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครฟัง”
และเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เดินทางมาถึงกลับมีคุณค่ามากกว่าคำชมที่เคยตั้งตารอ นั่นคือความไว้วางใจที่คุณพ่อค่อย ๆ ส่งมอบงานยากและการตัดสินใจสำคัญมาให้พิสิษฐ์ดูแลโดยตรง
“สิ่งที่ผมสัมผัสได้ว่าคุณพ่อไว้วางใจแล้วจริง ๆ ก็คงเป็นช่วงที่เขายกการตัดสินใจในเรื่องที่ยากขึ้นมาให้ เช่น ให้ผมตัดสินใจได้เองเลยว่าจะเดินหน้าเพื่อพัฒนาโครงการอะไรต่อไปในอนาคต ทุกการตัดสินใจคุณพ่อก็จะปล่อยให้เราทำเลย วางใจให้เราดูแลมากขึ้น”
ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ที่หาดลับแห่งนี้ พิสิษฐ์เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ มาตลอดชีวิต จนกระทั่งหน้าที่การงานนำพาให้เขาเดินทางมาดูแลโครงการที่ภูเก็ตอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2567 โดยที่ไม่รู้เลยว่า เมืองชายทะเลแห่งนี้จะเข้ามาเปลี่ยนจังหวะชีวิตและตัวตนของเขาไปตลอดกาล
แน่นอนว่าชีวิตในกรุงเทพฯ ของเขาไม่ต่างจากใครหลายคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนรถ แถมยังต้องคิดและตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้พลาดโอกาส เรียกได้ว่าแทบทุกวินาทีของเขา ต้องแข่งกับเวลาอยู่เกือบตลอดเวลา
“ตอนที่ผมอยู่กรุงเทพฯ ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของผม การตัดสินใจอะไรต่าง ๆ ทุกอย่างเร็วมาก เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเปลี่ยนเร็ว แต่พอได้ย้ายไปอยู่ภูเก็ต ที่นี่ทำให้ทุกอย่างช้าลง ผมมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาคิดและทบทวนสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ การตัดสินใจก็เลยดีขึ้นตามไปด้วย”
เมื่อจังหวะชีวิตนิ่งขึ้น สไตล์การบริหารของพิสิษฐ์ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จะเห็นได้จากวิธีบริหารคน เพราะการตัดสินใจที่ดี ต้องมีเวลาหยุดคิดและมองอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้รายละเอียดสำคัญตกหล่น การถอยออกมาทบทวนช่วยให้เขามองเห็นภาพใหญ่ วางระบบได้รัดกุม ขณะเดียวกันก็พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทีมงานได้ตัดสินใจในสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบอย่างอิสระ
สำหรับเขาแล้ว องค์กรที่ดี ผู้นำไม่จำเป็นต้องลงไปลุยทุกด่านตลอดเวลา แต่คือองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ (Trust) และพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่
“สไตล์การบริหารของผมคือการให้อิสระกับทีมงานในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ส่วนเราทำหน้าที่เป็นแบ็กอัพคอยซัพพอร์ตอยู่หลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็นงานระบบ โครงสร้างพื้นฐาน หรือการรับมือกับปัญหาหน้างาน เราจัดการเตรียมไว้ให้หมด เพื่อให้ทีมงานตัดสินใจได้ทันทีจากข้อมูลที่มีในมือ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดข้อผิดพลาด เพราะเราวางแผนรองรับเอาไว้รัดกุมแล้ว”
แนวคิดเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ของงานบริการ ตั้งแต่ตะกร้าใส่ของสำหรับไปพักผ่อนริมชายหาด ไปจนถึงรองเท้าแตะที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้เข้าพักแต่ละคน รวมถึงการจดจำรายละเอียดของแขกเพื่อเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะกับพวกเขา
“เราจะดูข้อมูลของแขกล่วงหน้าเสมอ แล้วเตรียมรองเท้าให้พอดีกับจำนวนคน ทั้งไซซ์เด็กและไซซ์ผู้ใหญ่ ทุกอย่างถูกจัดวางไว้เรียบร้อยก่อนแขกจะเช็กอิน พอเขาเปิดประตูเข้าห้องมา ก็จะเห็นทันทีว่าเราได้เตรียมทุกอย่างไว้รอเขาแล้ว
“เคยมีครอบครัวที่มีลูกแฝดมาเข้าพัก พอเห็นว่าเราเตรียมรองเท้าไว้ให้ลูก ๆ ทั้งสองคน เขาก็ชมกับพนักงานนะว่า ประทับใจมากที่โรงแรมเตรียมรองเท้าแตะไว้ให้สำหรับลูกเขา นอกจากรองเท้าก็ยังมีกระเป๋าใส่ของไปชายหาด มีกระทั่งว่าแม่บ้านของเราพับผ้าเป็นรูปช้างไว้ต้อนรับ เพื่อให้แขกที่เข้ามาพักรู้สึกตื่นเต้นว่ามีช้างอยู่ในห้องด้วยนะ
“แนวคิดการมองนำไปข้างหน้าก่อนหนึ่งก้าว ผมได้เรียนรู้มาจากพี่ชาย พี่ชายเคยสอนไว้ว่า การเป็น developer เราต้องคิดนำหน้าลูกค้าหนึ่ง step เสมอ ซึ่งเป็นหลักการที่ผมยึดใช้มาตลอด ไม่ว่าจะทำโรงแรมหรืออสังหาฯ ในมุม customer journey ผมจะคิดล่วงหน้าตั้งแต่แรกเลยว่า พอมาถึงเจอ reception ลูกค้าควรได้ experience แบบไหน เข้าห้องไปควรได้สัมผัสกับอะไร เราพยายามคิดนำหน้าไปก่อนจนถึงจุดที่ว่า พอเขาเกิดความต้องการขึ้นมา ของสิ่งนั้นก็จัดวางอยู่ตรงหน้าเขาเรียบร้อยแล้ว”
การคิดนำหน้าลูกค้าหนึ่งก้าว คือการจัดวางทุกอย่างไว้พร้อมสรรพก่อนที่แขกจะทันรู้ตัว พิสิษฐ์จึงย้ำกับทีมงานเสมอว่า สิ่งที่เตรียมไว้ทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุดเพื่อไม่ให้ผู้เข้าพักรู้สึกอึดอัดใจ
อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่พิสิษฐ์ตกผลึกได้จากการทำงาน คือเรื่องจังหวะของการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความกดดัน
“คุณพ่อผมสอนไว้ว่า อย่าตัดสินใจอะไรในเวลาที่ทุกอย่างกำลังดี แต่ให้ตัดสินใจในเวลาที่สถานการณ์ค่อนข้างแย่ หรือทุกอย่างกำลังบีบคั้น แล้วเราจะเริ่มเห็นเองว่าตัวเลือกที่มีอยู่ในมือ ตัวไหนควรตัด และตัวไหนคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด
“และสิ่งที่ผมจะไม่ยอมลด ไม่ว่าสถานการณ์บีบแค่ไหน คือคุณภาพวัสดุและมาตรฐานของงาน ผมจะพูดกับทีมงานเสมอว่า สเปกของที่เราเลือกวันนี้จะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน ระยะยาวค่าใช้จ่ายในการดูแลเยอะไหม เพราะอย่าลืมว่าบ้านหลังหนึ่งหรือโรงแรมแห่งหนึ่งจะต้องอยู่กับลูกค้าเป็นระยะยาว เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น”
วิธีคิดเรื่องการมองคุณค่าระยะยาวเกินกว่าเรื่องราคาในวันแรก สะท้อนอยู่ในทุกการตัดสินใจของเขา รวมถึงการเลือกพาหนะคู่ใจด้วยเช่นกัน
“เหตุผลที่ผมเลือกใช้ Lexus ก็เหมือนกัน สิ่งที่รถคันหนึ่งมอบให้เรา คือเรื่องการดูแลรักษาและการให้บริการหลังจากนั้น ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าราคา
“Lexus ตอบโจทย์เรื่องนี้มาตลอด ตั้งแต่รุ่นแรกที่บ้านผมใช้จนถึงคันปัจจุบัน ไม่เคยมีสักครั้งที่ผมต้องมานั่งคิดว่า วันนี้จะเจอกับปัญหาอะไรเกี่ยวกับตัวรถบ้าง เพราะ Lexus ทำให้ผมอุ่นใจไม่ต้องกังวลว่าจะเจอปัญหาจุกจิกอะไรเลย
“อย่างคันแรกที่จำได้เลยคือตอนที่คุณพ่อใช้รุ่น LS ภาพจำกับรถคันนี้คือความเงียบ ขับมาแล้วเงียบมาก นั่งอยู่ข้างในไม่ได้ยินเสียงอะไรรอบข้างเลย ก็เลยจดจำมาตลอดว่าเรื่องความเงียบต้องยกให้เขา จาก LS บ้านเราก็มี IS, GS จนมาถึง NX”
“และสิ่งที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก คือความประณีตและคุณภาพวัสดุที่เลกซัสเลือกใช้ ซึ่งก็ตรงกับชีวิตการทำงานของผมที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีอยู่เสมอ
“พอใช้ Lexus ด้วยตัวเองแล้ว ผมยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าทำไม Lexus ถึงเป็นรถที่อยู่กับครอบครัวหนึ่งได้นานมาก เพราะผมไม่ต้องมานั่งกังวลอะไรเรื่องตัวรถเลย สามารถเอาเวลาทั้งหมดที่มีไปใช้ตัดสินใจกับเรื่องสำคัญ ๆ คิดเรื่องงานและเรื่องอื่นได้เต็มที่ สำหรับคนที่ต้องตัดสินใจวันละหลายสิบเรื่อง การมีเรื่องให้กังวลน้อยลงหนึ่งเรื่อง มีค่ามากสำหรับผม
“ที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องของการบริการของ Lexus ทันทีที่ผมนำรถไปจอดเพื่อเข้าเช็กระยะเซอร์วิส พนักงานให้การต้อนรับอย่างดี ตั้งแต่ service manager พนักงาน reception จนไปถึงแม่บ้านที่ศูนย์ service ซึ่งสิ่งนี้เรารู้สึกได้ว่า เป็นความตั้งใจที่เขาจะมอบให้กับเรา เป็นการบริการที่เรารู้สึกว่าเหมือนเรามาอยู่ในบ้านหลังที่สอง เพราะเวลาผมไป service เข้าไปตั้งแต่เช้า จนพอช่วงพักเที่ยง ก็มีพนักงานมาถามว่าจะรับข้าวอะไรไหม เขาเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมเลย”
นอกจากเรื่องการบริหารคนและมอบความประทับใจให้ผู้เข้าพักแล้ว สิ่งหนึ่งที่พิสิษฐ์ให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องความยั่งยืน
ทุก ๆ เดือน พิสิษฐ์และทีมงานจะชวนกันลงไปเก็บขยะที่หาดในทอนเสมอ เพราะในฐานะนักพัฒนาอสังหาฯ และผู้บริหารรุ่นใหม่ เขาเชื่อว่าธุรกิจจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อธรรมชาติและชุมชนโดยรอบเติบโตเคียงคู่กัน
“เราให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมรอบโรงแรมมาก โดยเฉพาะความสะอาดของชายหาด ถ้าหาดเราสะอาด น่าเที่ยว คนก็จะพูดต่อ ๆ กันว่าที่นี่สวย แล้วเขาก็อยากพากันมา
“สิ่งที่เราทำซ้ำ ๆ ทุกวันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ส่งผลระยะยาว พนักงานอาจจะไม่ได้รู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำสำคัญแค่ไหน แต่ในวันที่ประสบความสำเร็จ มีแขกมาพักเยอะขึ้น เขาจะรู้สึกได้เองว่าสิ่งที่ประกอบกันจนเป็นผลงาน เกิดจากการที่เราเซ็ตระบบไว้ให้หมดแล้ว เพราะคำว่าพัฒนาอสังหาฯ คือการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืนด้วย ไม่ใช่แค่เราโตคนเดียว”
แนวคิดเดียวกันนี้ยิ่งฉายชัดเมื่อเขาได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ Lexus ES 350e เจเนอเรชันที่ 8 ซึ่งเป็นรถซีดานพลังงานไฟฟ้า (BEV) รุ่นแรกของแบรนด์
“วินาทีที่ผมเห็น Lexus ES 350e ครั้งแรก ผมรู้สึกได้เลยว่ารูปลักษณ์ภายนอกสปอร์ต ต่างจาก Lexus คันที่ผมเคยขับมาค่อนข้างเยอะ เดิมทีเขาเป็นรถที่มีคาแรกเตอร์ที่ค่อนข้างนุ่มและเงียบอยู่แล้ว พอได้เข้าไปนั่งข้างใน ผมก็รู้สึกถึงความประณีตที่ส่งต่อกันมาจนถึงรุ่นนี้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมาก”
ความประณีตที่พิสิษฐ์พูดถึง ยังเดินทางต่อมาถึงห้องโดยสารของ Lexus ES 350e ในรูปของแผงประตูที่ใช้เทคนิค bamboo layering ซ้อนชั้นวัสดุทีละชั้นอย่างพิถีพิถัน รายละเอียดแบบที่คนทำงานสายพัฒนาอสังหาฯ อย่างเขามองออกทันทีว่าต้องใช้เวลาและทุ่มเทอย่างหนัก เพื่อให้งานชิ้นนี้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
“อีกอย่างก็คือ จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัส Lexus ES 350e นี่เป็นครั้งแรกที่ ES ใช้เทคโนโลยีไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่ง ES เจนเนอเรชันใหม่เขาก็มีให้เลือก 2 ขุมพลัง ทั้งไฟฟ้าล้วนและไฮบริด ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่สำหรับผม ผมชอบระบบไฟฟ้าล้วน เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของผมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนอยู่แล้ว เรื่องนี้คนทำอสังหาฯ หรือโรงแรมต้องใส่ใจมากกว่าแค่การทำตามกระแส เพื่อให้กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด”
ท่ามกลางตารางงานแน่นขนัดที่ต้องสลับไปมาระหว่างไซต์งาน โรงแรม และตัวเมือง ช่วงเวลาบนเบาะหลังรถระหว่างเดินทาง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่พิสิษฐ์ให้ความสำคัญ
“ในหนึ่งวัน ผมใช้ชีวิตอยู่ในรถค่อนข้างเยอะ ประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อการเดินทาง ช่วงเวลาทำงาน ผมก็จะนั่งเบาะหลัง จะเห็นเลยว่าตรงตัวห้องโดยสารของ Lexus ES 350e เขาออกแบบมาได้กว้างขวางมาก วัสดุที่ใช้ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้พักอยู่บ้าน และความเงียบของรถก็ช่วยให้ผมใช้ความคิดกับเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย”
นอกจากความเงียบ ระบบเสียง Mark Levinson™ ยังทำให้เวลาสองถึงสามชั่วโมงบนรถในแต่ละวันของเขา กลายเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุดช่วงหนึ่ง ส่วนความนุ่มนวลและมั่นใจในการตอบสนองที่ Lexus เรียกว่า Lexus Driving Signature ก็ยังคงถูกรักษาไว้ครบถ้วนใน ES 350e
และเมื่อขยับจากเบาะหลังมานั่งหลังพวงมาลัยด้วยตัวเอง สิ่งที่พิสิษฐ์สังเกตเห็นก็ยิ่งทำให้เขาประทับใจมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะ Hidden Switches ที่ซ่อนปุ่มควบคุมไว้ในตำแหน่งมืออย่างพอเหมาะพอเจาะ ซึ่งเขามองว่าตรงกับหลักการบริหารที่คิดนำหน้าลูกค้าหนึ่งก้าวของเขาที่สุด
“ปุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ภายในรถ เราไม่ต้องละสายตาเพื่อหาเลย ขับอยู่ก็กดปุ่มที่ต้องการได้ทันที เพราะทุกอย่างอยู่ในระยะที่คุ้นมือและพร้อมใช้งาน พอดีกับระยะที่เราหยิบจับ สิ่งนี้ไม่ได้เรียกร้องความสนใจจากเรา แต่ถูกวางไว้อย่างเหมาะสมและพร้อมใช้งาน
“เหมือนกับที่โรงแรมเราเตรียมทุกอย่างไว้ในห้องก่อนแขกจะเอ่ยปากขอ ถ้าต้องรอให้เขาบอกก่อนถึงค่อยทำ แปลว่าเราช้าไปหนึ่งก้าวแล้ว ซึ่งผมคิดว่าวิธีคิดตรงนี้ของผมกับ Lexus เราคิดตรงกัน”
หลักคิดทั้งหมดที่พิสิษฐ์ใช้ในการทำงาน ตั้งแต่การคิดนำหน้าลูกค้าหนึ่งก้าวด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการเตรียมรองเท้า กระเป๋าใส่ของไปชายหาด การลงมาเก็บขยะริมหาดทุกเดือน ไปจนถึงสไตล์การบริหารที่เซ็ตระบบเตรียมพร้อมไว้หลังบ้านเพื่อให้ทีมงานทำงานได้อย่างมั่นใจ ล้วนสะท้อนถึงปรัชญาเดียวกับสิ่งที่ Lexus เรียกว่า โอโมเตนาชิ (Omotenashi) หรือศิลปะของการคาดการณ์ทุกความต้องการไว้ล่วงหน้า แล้วเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่ใครจะทันเอ่ยปากถาม จึงไม่แปลกหากเขาจะไว้วางใจให้ Lexus คอยเคียงข้างในทุกการเดินทาง
และนี่คือเส้นทางชีวิตของพิสิษฐ์ จากเด็กชายเบาะหลังรถที่เคยรอคำชมจากคุณพ่อ มาสู่ผู้นำที่คอยซัพพอร์ตผู้คนอยู่ข้างหลัง วันนี้เขาเดินทางมาไกลเกินกว่าจะยึดติดกับเสียงปรบมือ เพราะคำตอบรับที่มีความหมายที่สุดสำหรับเขา คือการได้เห็นผู้คนที่ก้าวเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ได้รับความสุขกลับไป
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : พิชญุตม์ คชารักษ์