MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

MILLI คือศิลปินที่ทลายกรอบขีดจำกัด แต่ไม่เคยทิ้งความเป็นไทย ชอบพูดไปก่อน แต่ทุกสิ่งที่เธอได้รับมาจากการไม่หยุดพัฒนาตัวเองและความอยากที่จะเก่งขึ้นทุกวัน

KEY

POINTS

“สุดท้าย คำว่าอยากเก่ง อยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น”

นี่คือคำพูดของ ‘MILLI’ ศิลปินไทยที่ไปสร้างปรากฏการณ์กินข้าวเหนียวมะม่วงบนเวที Coachella แรปเปอร์หญิงที่พาจังหวะสามช่าไปเฉิดฉายในรายการ Show me the Money ที่เกาหลีใต้ และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงทัวร์ MILLI JAA EHH! ASIA TOUR 2026 คอนเสิร์ตของตัวเองเป็นครั้งแรก

เราเฝ้ามองการเติบโตของเธอคนนี้มาตั้งแต่วันแรก ๆ จนมาถึงวันที่ชื่อของ MILLI กลายเป็นตัวแทนความสนุกแบบไทย ๆ 

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะมิลลิไม่เคยหยุดขบถ ทลายกรอบความกลัวตัวเอง ไม่เคยทิ้งโอกาสไหน และเชื่อว่าตัวเองทำได้!

เพราะแค่ชื่อ ‘MILLI’ ก็บอกเลยว่า สะใจ เริ่ด และปัง เท่านั้น!

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: มองกลับไปวันแรก คิดว่าวันนี้เราเดินมาไกลกว่าที่คิดมากแค่ไหน 

MILLI: มันเวอร์ไปแล้วค่ะ เหมือนตอนแรกที่มาเป็นอาชีพ หนูก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ขนาดนั้น แต่พอมันเป็นไปแล้ว ก็รู้สึกว่า ความอยากได้ อยากเป็น อยากทำอะไรก็ยิ่งเพิ่มพูนเข้ามาในหัวสมอง แต่มันก็เกินมาเยอะมาก ๆ แล้ว

The People: ตอนแรกเราคิดว่า น่าจะไปถึงจุดไหน แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร 

MILLI: ตอนแรกคิดว่าจะเป็นนักจิตวิทยา ส่ง Portfolio สอบแล้ว จนสอบติด ได้ทุนดนตรี ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเลย เหมือนเราทำโดยสารตั้งต้นมันคือความสนุก แต่ตอนนี้เวลาไป Festival หรือดูโชว์คนอื่น หนู ก็จะคุยกับพี่แอม ผู้จัดการว่า หนูว่าอันนี้เริ่ด เดี๋ยวหนูจะทำแบบนี้ เดี๋ยวหนูจะเป็นอย่างงั้น ก็คงอยากไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

The People: ตอนนั้นความสุขของ MILLI คืออะไร 

MILLI: ตื่นไปทำงาน เจอทุกคนก็มีความสุขแล้ว ความเป็น extrovert ของหนูมันระเบิดมากเลย หนูชอบอยู่กับคนอยู่แล้ว ช่วงแรก ๆ เข้ามา เจอพี่ ๆ พี่ ๆ เขาก็เป็นเพื่อนหนู เลี้ยงหนูกันมา ก็สนุกแล้วค่ะ

The People: คิดว่าตัวเองเดินไปถึงคำว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง 

MILLI:  ใช้คำว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้วกัน ถ้าบอกว่าไม่เลยก็จะดูถูกความฝันของตัวเองและผู้อื่นมากเกินไป แต่หนูเป็นคนโลภนะ เป็นคนทะเยอทะยาน หนูอยากไปอีก มีอะไรที่ทำได้ หนูก็อยากทำอีก อยากไปอีก

The People: อยากไปที่ไหนอีกบ้าง

MILLI: หนูอยากไปยุโรป อยาก register ในยุโรปให้ได้ รวมถึง South America Latin ทั้งหลาย หนูอยากไป register ที่นั่นให้ได้

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: คิดว่าการที่เราจะไป register ตามที่หวังได้ เราต้องพัฒนาตัวเองในด้านไหนเพิ่มเติม

MILLI: คิดว่าเป็นเรื่องปริมาณเพลงของหนูที่จะส่งออกไปข้างนอกด้วย หนูอยู่มา 6 ปี มีอยู่สองอัลบั้มเองคนอาจจะมองว่าเยอะ แต่หนูคิดว่ายังไม่เยอะขนาดนั้น แล้วหนูอยากไปข้างนอกในฐานะคนจากเอเชีย จากประเทศ South East Asian หนูอยากไปเป็นแบบ.. คนนี้หรอ เกิดแล้วเติบโตที่ประเทศไทย มาถึงนี่เลยเนาะ

The People: เหมือนให้เราเป็นสัญลักษณ์ของที่ตรงนี้

MILLI: ตรงนี้ yes it’s me Southeast Asian girl Yes, that's me ค่ะ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ หนูจะครองที่นี่ ให้มันเป็นบ้านของหนู ทั้งทวีปเอเชีย พูดไปแล้ว (หัวเราะ) พูดไปก่อน

The People: MILLI ผ่านจุดเปลี่ยนมาหลายครั้งจนคนรู้จัก แต่ละครั้ง คุณใช้ความกล้าทลายกรอบของตัวเองอย่างไร 

MILLI: ชีวิตหนูไม่มีการเดินเป็นขั้นบันได เป็นสเต็ปให้เลย ปกติคนจะเดิน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด หนูรู้สึกว่าชีวิตหนูเป็น หนึ่ง สี่ ไปแปด แล้วกลับมาหก กลับมาสาม มันสู้กับอีโก้ตัวเองมากกว่า 

ตอนนั้นหนูใช้คำว่า “เอาอะไรมามั่น” แกเอาอะไรมามั่นว่า เดี๋ยว Coachella เขาก็ติดต่อฉันมาอีกในวันที่ฉันพร้อม มันไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่า opportunity ต่าง ๆ ที่เข้ามาวันนี้ วันหน้าจะกลับเข้ามาอีกครั้ง เพราะฉะนั้นหนูคว้าอะไรได้คว้า ยังไม่พร้อมก็ต้องทำตัวเองให้พร้อม

The People: แต่มันยากนะ

MILLI: ยากทุกงาน ยังไม่เห็นมีอะไรหยุดไม่ท้าทายหนูเลยเนี่ย คุยกับฟ้าฝนแล้ว บอกหยุดท้าทายหนูบ้าง  แต่พอเวลามันไม่ท้าทาย มันก็ไม่สนุก แต่มันจะสนุกไปไหมเนี่ย 

บางทีเหนื่อยนะ เครียดจัง ซึ่งมันไม่ได้ท้าทายแค่ตัวหนู มันท้าทายทั้งทีมหนูเลย เพราะทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่เคยมีใครเจอมาก่อน แล้วเหมือนเราเพิ่งเรียนรู้จากเรื่อง A เรื่อง B เข้ามาใหม่ ก็ต้องทำใหม่ ต้องทำให้ได้ 

ซึ่งเหนื่อยมาก แต่หนูหันไป หนูเจอคนที่เขาลุยไปกับหนู มันเลยไปดิวะ ถ้าพี่ยังอยู่ ถ้าทุกคนยังอยู่กับหนู เราก็ไปด้วยกันดิวะ แฟน ๆ หนูด้วย

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: คุยกับตัวเองหรือคุยกับทีมอย่างไร เพื่อให้ก้าวข้ามความยากเหล่านั้นไปได้ 

MILLI: คือในหัว มันมีแต่คำว่าต้องทำให้ได้ ไม่มีคำว่าเราทำไม่ได้ เอาจริง หนูไม่เคยมีคำนี้เลย และถ้ามีใครในทีมหนูคิด หนูก็จะบอกว่า ไม่! มันต้องได้! มันต้องได้! มันต้องได้ที่สุด ต้องเอาให้จึ้งที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว เอาให้ไม่ต้องไปเสียดายทีหลังก็พอ

ความยากเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หนูเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ หนูเลือกที่จะทำต่อแล้ว หนูเลือกที่จะมา หนูเลือกที่จะไปต่อ มันก็ต้องมีแต่คำว่า ต้องไปให้ได้ ก็ต้องทำให้ได้ เลือกเองทั้งนั้น 

ร้องไห้ ร้องไห้ไปเลย ร้องได้อยู่แล้ว ชีวิตเราเกิดมาร้องให้ได้ไม่ตาย  น้ำมีตั้ง 80% ในร่างกาย ร้องไปเถอะ 

แต่ร้องเสร็จแล้วรู้ว่า เลือกมาแล้ว ต้องทำ แล้วเราก็เลือกมาด้วยกัน เราก็ต้องสู้ไปด้วยกัน มันไม่มีอะไรได้ดั่งใจไปซะทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ว่าเต็มที่กับมันแล้วไม่เสียดายทีหลังแน่นอน

The People: มีงานไหนที่ยากเป็นพิเศษไหม

MILLI: เอเชียทัวร์นี่แหละค่ะ ยากที่สุดในชีวิตหนูแล้ว โอ๊ยยยยย 

The People: ยากกว่า Show Me The Money ไหม

MILLI: ยากคนละแบบ Show Me The Money คือการสู้ด้วยตัวเอง ท้าทายข้างในตัวเอง ค้นหาว่าฉันคืออะไร เพราะไม่มีใครเข้าใจนวยในวันที่เรากำลังแต่งเพลง มีแต่หนูเท่านั้นที่เข้าใจตัวเอง ต่อสู้กับจิตใจสมาธิความต้องการของตัวเองล้วน ๆ เลย ส่วนเอเชียทัวร์คือการต่อสู้กับร้อยพ่อพันแม่ ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่เราหันมามีทีม

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: ถ้าย้อนกลับไป จะยังสมัครเข้าร่วมรายการนี้ไหม

MILLI: สมัครแน่นอน มีลังเลก่อนสมัคร แต่พอสมัครเสร็จ ยังไม่รู้สึกเสียใจเลยสักวินาทีเดียว ที่ได้เอาตัวเองไปอยู่ที่นั่น 

The People: สิ่งที่ได้กลับมาคืออะไร

MILLI: ได้เพื่อน ได้คนรู้จักที่ดี ได้งาน ได้ connection ได้เพลง ได้รู้จักตัวเอง อันนี้สำคัญมากๆ หนูกล้าพูดว่าตัวเองคือแรปเปอร์ หลังจบรายการนี้ 

The People: แล้วการทำงานกับโค้ช LOCO และ GRAY เป็นอย่างไร 

MILLI: น่ารักมาก ๆ เลือกไม่ผิดเลยที่อยู่ทีมนี้ แล้วก็ยังเป็นคนที่น่ารักมาก ๆ ในชีวิตหนูเสมอ 

The People: การที่มีคนเชียร์และสนับสนุนเยอะมาก ๆ มิลลิรู้สึกอย่างไร 

MILLI: ก็ดีใจมาก ๆ ขอบคุณทุกคนมาก ๆ นะคะ ดีใจที่เขาเอาใจช่วยไปด้วยกัน ณ ตอนนั้น หนูก็ไม่รู้ว่าจะไปสุดที่รอบไหน แต่หนูก็ทำเต็มที่ทุกรอบ

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: ชอบโชว์ไหนเป็นพิเศษไหม

MILLI: จริง ๆ ชอบทุกอันที่ตัวเองทำ แต่รู้สึกสะใจที่สุดน่าจะเป็นสามอันหลังที่เป็น performance ของเรา หนูก็ไปขบถที่นู่นอีกเหมือนกัน เขาก็จะมีระบบระเบียบ K-Hip Hop ของเขาอยู่ ก็ไม่ทำเลยสักอย่างเดียว

อย่างอันที่เป็นแจ๊สก็สะใจมากๆ เราเรียนแจ๊สมา แจ๊สฮอปก็อยากทำ แล้วไม่เคยมีปรากฏการณ์แจ๊สเคยเกิดขึ้นมาก่อน ก็ได้ทำ ปัง อันสุดท้ายสะใจสุดเลย เพราะทำออกมาแล้วงงกันทั้งประเทศเกาหลี สิ่งนี้คืออะไร ชีไม่เข้าใจสามช่าของเรา 

ตอนแรกที่คนเขาไม่ชอบ หนู doubt ตัวเองเหมือนกัน แต่สุดท้าย หนูมาลง result ตอนหลังว่า one life ใครจะมามุงดูเราเป็นแสนเป็นล้านคนดู ดูผ่านไลฟ์ว่าใครจะชนะ

ถ้าวันนี้หนูเก็บกลเม็ดนี้ MSG มาปรุงเองในอัลบั้มที่บ้านเรา อาจจะไม่มีคนกล้าลองชิมขนาดนี้ วันนี้ วันที่สายตาทุกคนกำลังจับจ้อง หนูได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ที่สุด โดยที่ไม่ได้สนเลยด้วยซ้ำว่าจะชนะหรือไม่ 

วันนี้หนูอาจจะไม่ชนะ แต่คนจำว่า MSG คือใคร คือหนู มิลลิคือใคร คือหนู มาจากประเทศอะไร คือไทย จบ สะใจ

The People: แต่ละจุดทำให้มิลลิเติบโตอย่างไร 

MILLI: ปังหมด ทุกจุดสัมพันธ์กันหมด ทั้งสองอย่างช่วยให้หนูพัฒนาเป็นเวอร์ชันอัปเดตล่าสุด เพราะมันเพิ่งเกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นอยู่  แล้วทีมหนูแข็งแกร่งมากๆเดี๋ยวก็จะเจอเรื่องท้าทาย แล้วก็จะแข็งแกร่งกันขึ้นไปอีก แต่สุดท้าย มันจะหลงเหลือเป็นสิ่งที่ทุกคนพูดคำนี้เลย “โคตรมันเลยว่ะ” “แม่งโคตรมันเลย” ด้วย attitude เดียวกันหมด

มันยาก หนูร้องไห้ เครียด ไม่ได้นอน แต่ย้อนกลับมา มันคือ one life one chance เราเกิดมาได้ทำสิ่งนี้แค่ครั้งเดียว หรืออาจจะมีหลายๆ ครั้งสำหรับทัวร์ แต่เราเกิดมาครั้งเดียว เราได้ลงมือทำแล้ว แม่งโคตรมันเลย

The People: มิลลิบอกว่าอยากเป็นตัวแทนประเทศไทย อินเนอร์ความเป็นไทยที่พวกเขาสัมผัสได้จากเราเป็นแบบไหน

MILLI: อินเนอร์ความ Thainess ของหนูมันออกมาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะเราอยู่กันแบบชาวบ้าน เกิดและโตที่จรัญสนิทวงศ์ ไม่เคยไป abroad ที่ไหน ไม่เคยไปเรียนต่างประเทศ 

เปรียบเทียบง่าย ๆ หนูรู้สึกว่าพี่ลิซ่าหรือน้องเนเน่ คือ Amazing Thailand เห็นหน้าก็ภูมิใจแล้ว แต่เวลาคนมองหนู จะรู้สึกว่า คนนี้อยู่ที่นี่จริง ๆ หนูรู้สึกว่าหนูคือ Unseen Thailand ต้องมาอยู่สักอาทิตย์หนึ่งขึ้นไป ถึงจะเห็นชีวิตที่หนูใช้ชีวิตมา

Unseen ในแง่ที่เลิศนะ แบบหิวเหรอ ตลาดนัด ห้วยขวางเลิศปังนึกออกไหม พี่ลิซ่ากับน้องเนเน่เป็นส้มตำ หนูคือก้อยเสือคั่ว ซอยจุ๊ แบบว่ามันมีอะไรแบบนี้ เราคือตำข้าวโพด

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: รู้สึกอย่างไรกับการเป็น Unseen Thailand ต้องมาอยู่ ถึงจะรู้ว่าเราคือใคร

MILLI: ไม่ต้องมาไทยก็ได้ เดี๋ยวเอาไปให้เห็นเลย เดี๋ยวจะไปจ๊ะเอ๋ เดี๋ยวจะเอาไปให้เห็นว่า มันมีอะไรนอกเหนือจากที่ที่หนูอยู่ สังคมที่หนูอยู่มามันมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะ

The People: สังคมไทยที่เราอยู่ มีอะไรที่น่าสนใจ

MILLI: ดูสิ ตลกจะตาย อุทกภัย คนแต่งเป็นอควาแมน เดินเข้าไป Decathlon ซื้อเรือออกมา นี่ก็บ้าตายจริงๆ เลยอะ คนไทยเป็นอะไรกัน 

ความ element เล็กๆ น้อยๆ  หยิบมาแล้วว้าว มีแค่ที่ไทยจริง ๆ อย่างหนูชอบศาลพระภูมิมาก ซึ่งไม่มีบัญญัติในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ หนูเคยอธิบายในเพลงว่า Little house in front of my house อ้าว งง คือไม่รู้จะอธิบายยังไง

ศาลพระภูมิอันนี้ปัง ข้าวราดแกงแบบนี้ปังนะเว้ย คนต่างประเทศไม่เข้าใจ แล้วต้องจ่ายตังค์ยังไง ยูก็ตักๆ เอานึกออกไหม มันปัง มันสนุก

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: แต่ความเป็นไทยจะมีเพดานว่าทำได้แค่ไหน มิลลิมองเรื่องนี้อย่างไร 

MILLI:  หนูรู้สึกว่าหนูมาเพื่อทลายสิ่งนี้เหมือนกัน (หัวเราะ) หนูมีคาแรคเตอร์กบฏบางอย่าง ถ้าอยู่ในโรงเรียนก็คือเด็กดื้อคนหนึ่ง ตอนเป็นประธานนักเรียน หนูทลายกรอบกำแพงของประธานนักเรียนไปเหมือนกันที่จะต้องน่ารัก เรียบร้อย พูดน้อย ขี้อาย ไม่มี เสียงดัง โวยวาย พูดมาก รู้จักทุกคน

ก็จะทะเลาะกับอาจารย์ผู้ใหญ่ที่มี expectation กับตัวประธานนักเรียนแบบนี้ แต่หนูไม่เป็นแบบนั้น หนูจะทำแบบนี้ ซึ่งเด็ก ๆ ก็จะชอบ เพราะเพื่อนๆ จะ enjoy กับเรา แต่ว่าผู้ใหญ่ก็จะไม่ 

ถ้าหนูโตไปเป็นผู้ใหญ่แล้วมาเจอตัวเอง หนูก็อาจจะรำคาญหนูก็ได้ ก็พยายามหากึ่งกลางของตัวเองให้เจออยู่ในวันที่เราสามารถเป็นตัวเองได้ โดยที่ผู้ใหญ่เขาก็ยังอยากจะเอ็นดู

เพราะในความกบฏ หนูไม่ได้ไม่แคร์ ไม่เคยเป็นแบบนั้น เอาจริง ๆ หนูคิดเยอะมาก หนึ่งเราคำนึงถึง facts แล้วสองเหมาะสมไหม ก็จะช่วย ๆ กัน 

The People: คิดว่าเราเปลี่ยนไปจากวันแรกอย่างไร 

MILLI: เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน หนูเป็นผู้เป็นคน ชัดเจนในตัวเอง เข้าใจตัวเองมากขึ้น เริ่มเข้าใจแล้วว่ามิลลิคืออะไร 

ก็ไม่เข้าใจขนาดนั้นหรอก อาจจะอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ขนาดนั้น หนูอาจจะต้องผลิตผลงานให้มากขึ้นและอาจจะสัมผัสกันได้ด้วยความรู้สึก เวลาได้ยินเสียงขึ้นมาแล้ว รู้ว่าเป็นมิลลิ

The People: แต่จริง ๆ เพลงก็บ่งบอกตัวตนของมิลลิชัดแล้วนะ 

MILLI: ก็ชัดเจนอยู่ ทีนี้การผลิตซ้ำต้องทำยังไง เท่านั้นเอง ทุกคนจะรู้สึกว่า มิลลิลายเซ็นชัดเจนมากอยู่แล้ว แต่ลายเซ็นของหนู บางส่วนเกิดขึ้นจากสัญชาตญาณ บางส่วนเกิดขึ้นจากความตั้งใจ เราต้องมาถอดบทเรียนอีกทีหนึ่งว่า การผลิตสิ่งนั้นอีกครั้งคืออะไร แต่อย่างว่าล่ะค่ะ หนูเหมือนเชฟที่ทำให้ซ้ำ จำสูตรไม่ได้ มีหน้าที่ทำก็ทำไป เอาตามความรู้สึก

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: แล้ว MILLI JAA EHH! ASIA TOUR 2026 มีที่มาอย่างไร 

MILLI: หลังจากจบ Show Me The Money คุยกับทีมว่า ต้องทำให้ได้ เรารู้ว่ามีแฟน ๆ อยู่ต่างประเทศจำนวนหนึ่งเหมือนกัน แล้วอยากไปหาเขา อยากไปหาถึงบ้านเลย อยากไปหาเขาเอง ให้มันสมกับที่เขาสนับสนุนเราตั้งแต่ day1 ก็เลยอยากจะทำ Asia Tour

The People: ทำไมถึงใช้ชื่อว่า ‘จ๊ะเอ๋’

MILLI: หนูชอบคำว่าจ๊ะเอ๋ มันเป็นหนึ่งใน track ของอัลบั้มล่าสุดอยู่แล้ว แล้วหนูชอบคำว่าจ๊ะเอ๋ เพราะหนูรู้อยากไปทุกที่ ทุกหน ทุกแห่ง อยากจะ everywhere all at once ก็เลยอยากจะไปหาเขาที่บ้าน Hometown เขาด้วย ก็เลยเดี๋ยวจะไปจ๊ะเอ๋ทุกคนเอง

The People: เห็นว่าไปเล่นมาหลายประเทศแล้ว กระแสตอบรับเป็นอย่างไร 

MILLI: ไปไต้หวัน โตเกียว สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์มาดีมาก ที่บอกว่าเหนื่อย เครียด แล้วกดดันทุกอย่าง จังหวะที่ก้าวขาขึ้นเวทีหายเลย หนูรู้สึกว่า I found my people นี่คือคนของหนูจริง ๆ ที่เขาซื้อบัตรมา เพื่อมาดูหนู มาอยู่กับหนู มาร้องเพลงกับหนู ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาของเขาด้วยซ้ำ

The People: อยากบอกอะไรกับแฟนคลับที่มาดูคอนเสิร์ตบ้าง

MILLI: หนูรักทุกคนมากๆ นี่คือคอนเสิร์ตเดี่ยวในชีวิตของหนู ไม่ต้องห่ว งมันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่หนูดีใจมากที่เรามาเริ่มต้นครั้งแรกครั้งนี้ด้วยกัน หนู predict ได้เลยว่า ทุกอย่างจะออกมาดีมาก ๆ แล้วเราจะมีความสุขร่วมกันมาก ๆ

ทุกครั้งที่อยู่บนเวทีหนูรู้สึกเหมือนบ้าน แล้วทุกครั้งที่มองไปแล้วเจอทุกคน ก็จะรู้สึกว่านี่คือคนในบ้านหนู หนูรู้สึกอบอุ่นแล้วก็มีความสุขมากๆ ถ้านอนแล้วกินบนนั้นได้ก็คงทำ ดีใจมากๆ ที่สิ่งนี้เกิดขึ้นสักที เพราะรู้ว่า เขาก็รอหนูมานานมากเหมือนกัน

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: การตั้งเป้าหมายให้ใหญ่กับการเรียนรู้ระหว่างทาง มิลลิเลือกแบบไหน

มิลลิ: เราไม่ต้องเลือกนะ ทำไปเลย จับปลาไปเลยสิบมือ เราตั้งเป้าหมายใหญ่เวอร์ ๆ ไปเลย หนูตั้งเป้าแล้วหนูจะไปออสการ์ แต่ไปทำไมอะไม่รู้เหมือนกัน อาจจะไปเป็นแฟนใครสักคนในงาน อาจจะเป็นเด็กเสิร์ฟ ไม่รู้ หนูก็พูดไปเรื่อย 

ระหว่างทางไม่รู้ชีวิตจะพาไปเจออะไร เราก็เอาตัวเองเข้าไปเจอ หนูชอบโยนตัวเองใส่จาน แล้วเอาไปเสิร์ฟคนอื่นอยู่แล้ว 

The People: เชื่อในคำว่า manifest ไหม

MILLI: เชื่อในคำว่า manifest ไหม เอาจริงๆ ทุกวันนี้พูดไปเรื่อย แต่ก็เชื่อจริงๆนะทุกคน หนูคิดว่าคำว่า manifest เกิดหลังสิ่งที่หนูทำอะไรเหล่านี้มาทั้งหมด 

อย่างที่หนูพิมพ์เอาไว้ เมื่อ 5-6 ปีที่แล้วว่า อยากเก่งมาก ๆ จน BTS รู้จัก ถามว่า manifest ไหม ก็ manifest นะ อยู่ในโหมด manifest แต่สุดท้าย คำว่าอยากเก่ง อยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น 

ถ้าหนูไม่พัฒนาตัวเอง มัวแต่พูดว่าหนูอยากเก่งขึ้น หนูก็คงไม่เก่งขึ้น หนูต้องทำตัวเองให้เก่งขึ้นให้ได้จริง ๆ ด้วย 

MILLI: หนูคือ Unseen Thailand ต้องมาไทย เราถึงรู้จักกัน

The People: เป้าหมายต่อไปของมิลลิคืออะไร 

MILLI: ยังไงล่ะ ยุโรปทัวร์อาจจะต้องเข้าแล้วไหม ละตินทัวร์ยังไงล่ะ อเมริกันทัวร์ยังไงล่ะ สิ่งสุดท้ายอยากมี World Tour อยากไปหาแฟน ๆ ทุกที่ พอมี Asia Tour DM ฝั่งยุโรปแตกเหมือนกัน คอมเมนต์แตกเหมือนกันว่า แล้วยุโรปล่ะ Where is Europe? ก็คิดว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดี ถ้าได้ไป

The People: อยากบอกกับตัวเองที่ผ่านความท้าทายมากมายว่าอะไร 

MILLI: รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ตัวเริ่มเหลืองแล้ว อาจจะขาดวิตามิน อันนี้แจ้งให้ทุกคนทราบเลยแล้วกัน เดี๋ยวหลังจบคอนเสิร์ต หนูจะต้องผ่าตัด อย่าตกใจกัน เอ็นไขว้หน้าหนูขาดมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว จากหลายกีฬาและการใช้ชีวิตที่หนูใช้ชีวิตมา ก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องพักบ้าง

ฝากเข้าไปฟังเพลงอื่น ๆ ใน streaming ไว้ก่อน เพราะช่วงนี้กำลังผลิตอยู่เหมือนกัน ส่วนไอ้นวยความท้าทายยังมีมาอีกมาก แต่ไม่ต้องห่วง มึงเลือกแล้วจ้ะ ไปกันต่อ Let's go

 

ภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม