27 ต.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
“มิโลสอนฉันว่าเราสมบูรณ์แบบในแบบที่เราเป็น
เด็ก ๆ รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แต่พอโตขึ้นเรากลับลืม
เพราะเราอยากเหมือนคนอื่น”
ความสมบูรณ์แบบหน้าตาเป็นอย่างไรกัน?
นิยามของความสมบูรณ์แบบคงมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป เพราะแต่ละคนย่อมมีแง่มุมและเป้าหมายของคำว่าสมบูรณ์ในแบบฉบับของตัวเอง ทว่าในขณะเดียวกัน แม้ว่าแต่ละคนย่อมมีความสมบูรณ์แบบที่มุ่งหมายในแบบที่แตกต่างกันออกไป ก็ไม่ได้หมายความว่าความสมบูรณ์แบบเหล่านั้นจะตั้งต้นจากตัวของพวกเขาเอง เพราะในหลายครั้ง ความสมบูรณ์แบบเหล่านี้ก็ถูกประกอบสร้างขึ้นจากค่านิยมของสังคม และปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อมีสิ่งที่สมบูรณ์แบบและถูกต้อง ก็ย่อมมีสิ่งอื่นที่ไม่สมบูรณ์แบบและผิดแปลกออกไป
ภาพของความสมบูรณ์แบบที่ก่อตัวขึ้นในอุดมคติอาจหล่อหลอมตัวเราให้เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัว แนวคิดเหล่านี้ก่อร่างสร้างการเปรียบเทียบในสังคม แต่บางครั้งก็ทำให้เราลืมไปว่า ทั้งสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราขาด ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเป็นเรา และโดยไม่ทันรู้ตัว เราก็เริ่มเชื่อว่าความสมบูรณ์แบบคือการไม่มีอะไรขาดหายไปเลย
แล้วถ้ามีใครสักคนเกิดมาพร้อมบางอย่างที่ขาดหายไปตั้งแต่แรกล่ะ? เขาคนนั้นจะไม่มีสิทธิ์ที่จะ ‘สมบูรณ์แบบ’ เลยหรือ?
ในอิตาลีมีแมวอยู่หนึ่งตัว แต่แมวตัวนี้อาจจะไม่ได้เหมือนแมวที่เราคุ้นเคยขนาดนั้น ไม่เพียงแต่มันเป็นแมวสีดำที่มักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของความโชคร้าย แต่แมวตัวนี้ยังไม่สามารถเดินได้คล่องแคล่วเหมือนแมวปกติ หรือแม้แต่จะกระโดด — ซึ่งถือเป็นสิ่งสามัญฐานสุดที่แมวสักตัวหนึ่งจะทำได้ — ก็ทำไม่ได้
แต่แม้จะกระโดดไม่ได้ เดินเหมือนแมวปกติไม่ได้ แต่แมวตัวนี้ก็ยังตระเวนเที่ยวไปในหลายประเทศทั่วโลก มีโอกาสขึ้นไปยืนอยู่ยอดเขาแอลป์ แถมชื่ือของมันยังกลายเป็น หนังสือ รางวัล และแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้คนมากมายทั่วทั้งโลกหวนคิดถึงความพิเศษและความสมบูรณ์แบบของตัวเองอีกครั้ง
เช้าวันที่ 17 ตุลาคม 2026 ผนังของห้องสมุดนีลสัน เฮยส์ (Neilson Hays Library) ห้องสมุดเก่าแก่ใจกลางกรุงเทพมหานครที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี ‘มาริโอ ตามานโญ’ (Mario Tamagno) เต็มไปด้วยภาพวาดและโปสเตอร์จากฝีมือเด็กอายุ 7 ถึง 12 ปี ภาพวาดเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหมาและแมวพิการที่ได้รับการช่วยเหลือ และเปลี่ยน ‘ข้อจำกัด’ ของพวกมันให้กลายเป็น ‘พลังวิเศษ’
ซึ่งต้นธารของจินตนาการถึงพลังวิเศษทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากแมวสีดำตัวหนึ่งที่ไม่สามารถแม้แต่จะกระโดดหรือเดินเหินอย่างคล่องแคล่วเหมือนแมวปกติได้เหมือนแมวทั่วไป แต่เรื่องราวมันก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก และผู้ที่เป็นส่วนสำคัญของงานครั้งนี้ และบุคคลที่เรากำลังจะพูดคุยด้วยถึงประเด็นดังต่อไปนี้คือ ‘แม่’ ของแมวดำตัวนั้น
“ถ้ามิโลไม่จากไป รางวัลนี้คงไม่มีวันเกิดขึ้น
แน่นอนว่าฉันอยากให้มิโลยังอยู่มากกว่า
แต่ตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยถูกลืมเลย”
เธอคือ ‘คอสตันซา ริซซาคาซา ดอร์ซอนญา’ (Costanza Rizzacasa d'Orsogna) นักเขียนชาวอิตาลีแห่งสำนักพิมพ์ Corriere della Sera และผู้เขียนไตรภาค ‘Storia di Milo’ (เรื่องของมิโล) ที่ถูกแปลจากยุโรปถึงเอเชียรวมไปถึงภาษาไทย เธอได้เดินทางมาถึงกรุงเทพมหานคร พร้อมกับ ‘Milo Award: Bangkok Edition 2026’ รางวัลมิโลครั้งแรกที่จัดขึ้นในต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันันธรรมอิตาลี กรุงเทพฯ (Istituto Italiano di Cultura di Bangkok)
และเช่นเดียวกับนิทานที่เธอเคยเขีบน เรื่องของเธอไม่ได้มีแค่ความน่ารักของแมวตัวหนึ่ง แต่มีทั้งความเจ็บปวด ความตาย และแสงสว่างที่แทรกตัวอยู่ในทุกเงามืดที่ผ่านมา
ว่าแต่… ใครกันนะคือมิโล?
‘มิโล’ (Milo) คือแมวสีดำที่น้องชายจองคอสตันซาพบในมิลานเมื่อหลายปีก่อน ก่อนจะถูกส่งต่อมาให้กับพี่สาวที่โรมตั้งแต่ยังเล็ก ทว่ามิโลเป็นแมวที่มีความพิเศษในตัวเอง มันเกิดมาพร้อมกับภาวะสมองน้อยเจริญไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นความผิดปกติทางระบบประสาที่ทำให้ร่างกายประสานกันได้ไม่ดีเหมือนแมวทั่วไป จึงเป็เหตุที่ทำให้มิโลไม่สามารถเดินเป็นเส้นตรงได้ เพียงออกวิ่งไม่กี่ก้าวก็ไปได้ไม่ถึงไหนก่อนที่จะสะดุดขาตัวเองล้ม และไม่สามารถทำสิ่งที่แมวทุกตัวมักจะทำอยู่เสมอ ๆ ซึ่งก็คือการกระโดด
“มันทั้งน่าทึ่งและน่าใจสลายในเวลาเดียวกัน เพราะเขาล้มทุกครั้ง ทุกครั้งเลย ฉันในฐานะแม่ก็ได้แต่ร้องว่า ‘ตายแล้ว ๆ’ แต่แล้วเขาก็เริ่มใหม่”
Source: @costanzardo (Instagram)
แต่มิโลไม่มีทางรู้ว่าแบบไหนคือปกติ แบบไหนคือไม่ปกติ มันเกิดมาพร้อมกับสิ่งที่มันเป็น และนั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าปกติ ด้วยเหตุผลนั้น อาจทำให้มิโลไม่ยอมแพ้ต่อความเป็นไปไม่ได้ของตัวเอง มิโลจึงกลายเป็นแมวที่กระโดดพุ่งไปข้างหน้าแล้วหงายหลังซ้ำไปซ้ำมาอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าจะกลิ้งไถลไปมากเพียงไหน แมวสีดำตัวนี้ก็ยังคงอยากจะกระโดดต่อไป
จากเรื่องราวนี้ เราจึงลองเอ่ยถามคอสตันซาว่ามิโลสอนให้เธอมอง ‘ความล้มเหลว’ เปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า แต่เธอกลับเห็นต่างออกไป เพราะเธอไม่มองว่าสิ่งเหล่านั้นคือความล้มเหลวด้วยซ้ำ “ประเด็นไม่ใช่ว่ามิโลจะกระโดดได้หรือเปล่า ฉันไม่สนเลย แต่เขาสน เขาอยากเรียนรู้ และสิ่งที่สำคัญคือเขาไม่เคยหยุด นั่นแหละคือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมิโล”
ใครจะไปคิดว่าการมีแมวพิการจะสามารถเปลี่ยนชีวิตของนักเขียนที่เคยเดินทางไม่หยุดคนหนึ่งไปตลอดกาล เพราะกลายเป็นว่าสภาวะของมิโลทำให้มันถูกทิ้งไว้ลำพังไม่ได้เลย เธอจึงได้พามันไปแห่งหนต่าง ๆ ทั่วโลกพร้อม ๆ กับเธอเมื่อต้องไปทัวร์โปรโมตหนังสือ และเมื่อไม่ต้องมาธุระหรืองานใด เธอก็เลือกที่จะอยู่บ้านมากขึ้น เพื่อให้มิโลได้เดินเล่นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มิโลเองชินกับระยะห่างของทุกสิ่งจนสามารถก้าวต๊อกแต๊กได้อย่างปลอดภัย
แม้เดิมทีเธอจะไม่ค่อยทำอาหารกินเองเลยก็ตาม แต่เมื่อมิโลเข้ามาในชีวิต หนึ่งในกิจวัตรหนึ่งของเธอคือการเดินทางไปตลาดปลาเพื่อหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารให้กับมิโลโดยเฉพาะ เพราะคอสตันซาเชื่อว่าการทำอาหารเองจะปลอดภัยกว่าอาหารสัตว์ราคาแพงเสียอีก เพราะสำหรับเธอ การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เรื่องของเงิน แต่เป็นเรื่องของความเอาใจใส่มากกว่า (ซึ่งแท้จริงแล้วคงไม่ใช่แค่กับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น)
นอกจากนั้น คอสตันซายังบอกกับเราอีกว่าอาชีพอย่างเธอมักติดอยู่ในฟองสบู่ที่มัวแต่คิดว่าหนังสือพิมพ์กำลังเขียนถึงตัวเธอหรือเปล่า หรือโลกใบนี้กำลังคิดถึงตัวเธอเองหรือเปล่า จนหลงลืมไปว่าโลกใบนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวเราเสมอไป เธอกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “คุณอาจคิดว่าคุณกำลังช่วยชีวิตเขา แต่ที่จริงแมวต่างหากที่ช่วยชีวิตคุณ เพราะมันสอนให้คุณรู้ว่า คุณไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเอง”
Source: @costanzardo (Instagram)
คอสตันซาบอกเล่าต่อว่าความทรงจำที่งดงามครั้งหนึ่งระหว่างเธอกับมิโลคือครั้งที่เธอพามิโลไปเที่ยวบนเทือกเขาโดโลไมต์ในอิตาลี การที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้พิสมัยการเดินขึ้นภูเขาเลย กับแมวพิการตัวเล็ก ๆ อีกตัวไปยืนอยู่ด้วยกันบนยอดเขาแอลป์จึงเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก แถมคนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็แปลกใจตาม ๆ กันไป เพราะไม่เคยเห็นแมวตัวไหนขึ้นมาถึงตรงนี้มาก่อน แต่กลายเป็นว่ามิโลก็หลงรักธรรมชาติมาก มากจนอยากจะทำให้เธอก้าวข้ามสิ่งที่เธอก็ไม่ได้ชอบและพาเจ้าแมวสีดำตัวนั้นขึ้นไปอีกครั้ง…
ใครจะคิดว่าแมวตัวหนึ่งจะไม่เพียงเข้ามาเติมเต็มให้ชีวิตของใครคนหนึ่งสมบูรณ์ขึ้น แต่มันได้เปลี่ยนชีวิตของเขาคนนั้นเลยต่างหาก
คอสตันซาเล่าว่าเส้นทางของเธอเริ่มต้นขึ้นที่บ้าน แม่ของเธอเองเป็นทั้งนักข่าวและนักเขียน ส่วนพ่ออาจจะไม่ได้อยากให้ลูกสาวเดินบนเส้นทางนี้นัก เพราะดังที่ใครหลายคนคุ้นชิน อาชีพในสายนี้มักถูกมองว่าไม่มั่นคง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับงานในฟากฝั่งของธุรกิจหรือการเงิน เขาจึงอยากให้ลูกเลือกเดินบนเส้นทางที่ปลอดภัยกว่า แต่สำหรับเด็กหญิงที่หลงใหลในการแต่งเรื่องและวาดรูปตั้งแต่ยังเด็ก การต้องมานั่งตัดสินใจว่าจะเดินทางไหนแทบจะเป็นอะไรที่ไม่ต้องคิดเลย
“ฉันวาดรูปไม่เก่งเลยนะ แต่ตอนอายุเจ็ดแปดขวบ ฉันก็เขียนเรื่องของตัวเองแล้ว มันเลยเป็นทางเลือกที่ชัดเจนมากสำหรับฉัน”
เมื่อเดินทางไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา คอสตันซาได้รับการตอบรับจากหลายมหาวิทยาลัย แต่เธอก็เลือกปักหลักอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์ก เพราะเชื่อว่าที่นี่มีหลักสูตรการเขียนและวารสารศาสตร์ที่ดีที่สุดในประเทศ เธอใช้ชีวิตในอเมริการาว 12 ปี ก่อนจะกลับไปที่อิตาลี
หลังจากนั้น คอสตันซาใช้เวลาหลายสิบปีเป็นนักข่าวผู้ติดตามการเมืองและวัฒนธรรมอเมริกัน เขียนบทความ ความเรียง และหนังสือว่าด้วยการเมืองและประวัติศาสตร์ ก่อนจะหันมาเขียนเรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้ Corriere della Sera ตั้งแต่ราวปี 2022 ลึก ๆ แล้วเธอรู้มาตลอดว่าวันหนึ่งอยากเขียนนิยาย ทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่เรียนมาจากโคลัมเบียยังรออยู่ แต่ชีวิตก็มักเป็นอย่างที่หลายคนรู้ดี
“คุณวางแผนไว้อย่างหนึ่ง แล้วก็หันไปทำอีกอย่างหนึ่งแทน ตอนนั้นฉันจมอยู่กับงานข่าวจริง ๆ”
จนกระทั่งปี 2013 แมวดำตัวเล็กที่เดินโซเซตัวนั้นก็เข้ามาในชีวิตของเธอ
“ต้องบอกว่ามิโลต่างหาก ที่ทำให้ฉันกลายเป็นนักเขียนนิยาย”
ก่อนจะกลายเป็นหนังสือ เรื่องราวของมิโลเริ่มต้นจากคอลัมน์เล็ก ๆ ในชื่อ ‘Io e Milo’ (ฉันกับมิโล) บน Corriere della Sera คอสตันซาเขียนเล่าชีวิตประจำวันของเธอกับมิโล พร้อมการ์ตูนช่องเล็ก ๆ ที่มิโลพูดกับเธอ เช่น “แม่จ๋า มีแมลงอยู่ตรงนั้น ผมกลัว!” เพราะสำหรับแมวที่กระโดดไม่ได้ตัวนี้ ยิ่งสัตว์ตัวเล็กเท่าไร ก็ยิ่งน่ากลัวเท่านั้น!
เมื่อเรื่องของมิโลถูกเขียนเป็นหนังสือเล่มแรกในปี 2018 มันประสบความสำเร็จอย่างมากในอิตาลี คำขอซื้อลิขสิทธิ์แปลก็ตามมาทันที สิ่งหนึ่งที่เธอยึดไว้ตั้งแต่เล่มแรกคือ จะไม่ปกป้องเด็กด้วยการโกหก ตั้งแต่หนังสือออก เธอเดินสายไปโรงเรียนทั่วอิตาลีและในอีกหลายประเทศทุกปี ในเล่มแรกมิโลถูกกลั่นแกล้งเพราะเป็นแมวพิการที่ทำสิ่งที่แมวทุกตัวทำไม่ได้ และเด็ก ๆ ที่อ่านก็รู้จักความรู้สึกนั้นดี
“ฉันเชื่อว่าถ้าเราเลือกใช้คำที่ใช่ เราควรบอกความจริงกับเด็ก และไม่ควรกันพวกเขาออกจากความเจ็บปวด เพราะความทุกข์มันเกิดขึ้นจริง และเด็ก ๆ ก็เจอมันเร็วมาก”
เล่มที่สอง ‘Storia di Milo, il gatto che andò al Polo Sud’ (มิโล แมวที่ไปขั้วโลกใต้) คือเล่มที่เธอรักที่สุด และเป็นเล่มที่เผยให้เห็นว่านิทานของเธอผูกอยู่กับโลกจริงแค่ไหน เธอเขียนมันในช่วงโควิด-19 ตอนที่ผู้คนทิ้งหน้ากากและถุงมือใช้แล้วจนเป็นอันตรายต่อสัตว์ และนำเรื่องที่ค้างคาใจมานานมาเล่าไว้ด้วย นั่นคือเรื่องของ ‘คชาเมงก์’ (Kshamenk) วาฬเพชฌฆาตที่ถูกขนานนามว่าเหงาที่สุดในโลก
คชาเมงก์ถูกนำตัวจากทะเลมาอยู่ที่สวนสัตว์น้ำ Mundo Marino ในอาร์เจนตินาเมื่อปี 1992 ตอนอายุราวสี่ขวบ และใช้ชีวิตที่เหลือว่ายวนในแท็งก์คอนกรีตนานกว่า 33 ปี หลังเบเลน วาฬเพศเมียที่อยู่ด้วยกันตายลงในปี 2000 มันก็อยู่ตัวเดียวมาตลอด จนตายไปเมื่อเดือนธันวาคม 2025 คอสตันซาเล่าว่าเคยมีองค์กรสิ่งแวดล้อมพยายามช่วยให้มันได้กลับสู่ทะเล แต่สิ่งที่เธอคิดตามมาคือคำถามที่เจ็บกว่านั้น
“คุณจะคาดหวังให้วาฬที่อยู่ในแท็งก์มาสามสิบปี จู่ ๆ ก็ร้องว่า ‘ฉันเป็นอิสระแล้ว ฉันจะกลับไปทะเล’ ไม่ได้หรอก มันจะตาย เพราะมันล่าเหยื่อไม่เป็นด้วยซ้ำ”
วาฬเพชฌฆาตเติบโตในฝูงที่แม่และญาติ ๆ ช่วยกันเลี้ยงลูก แม่วาฬใช้เวลาหลายปีกับลูกหนึ่งตัวก่อนจะมีตัวถัดไป ลูกวาฬที่ถูกพรากจากฝูงตั้งแต่สี่ขวบจึงไม่เคยได้เรียนทักษะเอาตัวรอด หรือถ้าเคยเรียน ก็คงลืมไปหมดแล้ว สำหรับคอสตันซา นี่คือบทเรียนเรื่องความรับผิดชอบที่เธออยากให้ผู้อ่านทุกวัยเข้าใจ
“เราต้องรับผิดชอบให้มากขึ้น และรู้ว่าทุกการกระทำของเรามีผลตามมา ถ้าคุณทำอะไรกับใครสักคน มันอาจส่งผลกับเขาไปอีกสามสิบปี”
ในหนังสือ เธอเปลี่ยนชื่อวาฬเป็น ‘การ์เซีย’ เพราะในภาษาอิตาลี l'orca García (วาฬเพชฌฆาตการ์เซีย) ออกเสียงพ้องกับชื่อกวีชาวสเปน ‘เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา’ (Federico García Lorca) แต่เธอจงใจคงชื่อจริงของสวนสัตว์น้ำไว้ เพราะต้องการประณามมัน การเล่นคำแบบนี้มีอยู่ทั่วหนังสือของเธอ แต่ใต้ความขี้เล่นนั้นคือสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘ความกรุณา’
คอสตันซาบอกว่าเธอชอบคำว่าความกรุณา (compassion) มากกว่าความเห็นอกเห็นใจ (empathy) เพราะรากศัพท์ละตินของมันแปลว่า ‘ทุกข์ไปด้วยกัน’ คือการพยายามรู้สึกในสิ่งที่อีกคนกำลังเผชิญ ตลอดทั้งสามเล่ม มิโลเติบโตเหมือนเด็กคนหนึ่ง ครึ่งแรกของเล่มแรก เขาจดจ่ออยู่กับความพิการของตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ มองออกไปเห็นความทุกข์ของสัตว์ตัวอื่น ในบทที่หก เขาช่วยเม่นตัวหนึ่งให้ได้กลับไปหาครอบครัว และในเล่มที่สามซึ่งยังไม่มีฉบับภาษาไทย มิโลพยายามช่วยดาวเคราะห์ทั้งดวงอีกด้วย!
“โลกของเรากำลังสูญเสียความกรุณา เราอยู่บนโซเชียลมีเดียตลอดเวลา วิจารณ์และตัดสินคนอื่นจากโซฟาที่สบายของเรา หนังสือของมิโลสอนความกรุณา”
Source: @costanzardo (Instagram)
เธอจึงเชื่อในหนังสือสำหรับผู้อ่านทุกวัย เด็กเจ็ดขวบอาจหลงรักแมวน่ารักตัวหนึ่ง ขณะที่ผู้ใหญ่อ่านสิ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด และในอิตาลี ผู้ใหญ่จำนวนมากก็หลงรักมิโลไม่ต่างจากเด็ก
“อะไรก็เล่าให้เด็กฟังได้ทั้งนั้น เราแค่ต้องหาคำที่ใช่”
เช้าวันที่ 22 มีนาคม 2024 มิโลจากไปหลังป่วยได้ไม่นาน และเพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา พ่อของคอสตันซาก็จากไปอีกคน ส่วนแม่นั้นเสียไปตั้งแต่เธออายุยี่สิบกว่า สองชีวิตที่สำคัญที่สุดหายไปพร้อมกัน “ฉันเศร้ามาก แต่ก็ยังใช้ชีวิตต่อไปเหมือนหุ่นยนต์ แล้วหลายเดือนต่อมามันก็ถาโถมเข้ามา และเปลี่ยนทุกอย่างไปหมด”
แต่สิ่งที่มาก่อนความเศร้าคือความโกรธ คอสตันซาเป็นคนครุ่นคิดและไม่ค่อยโกรธใคร แต่จู่ ๆ เธอกลับโกรธทุกคน โดยไม่รู้ว่าทำไม เธอนึกถึงประโยคหนึ่งที่มักถูกอ้างว่าเป็นของ ‘ซี. เอส. ลูอิส’ (C.S. Lewis) ผู้เขียน ‘ตำนานแห่งนาร์เนีย’ ที่เคยเขียนบันทึกความโศกหลังภรรยาเสียชีวิต ซึ่งเขาได้เขียนเอาไว้ทำนองว่า “ฉันนั่งอยู่กับความโกรธนานพอ จนมันบอกชื่อจริงของมันว่า ‘ความโศกเศร้า’” ซึ่งคอสตันซามองว่าคำกล่าวนี้นิยามภาวะที่เธอเผชิญได้ดีที่สุด
ในวันที่ไม่รู้จะเยียวยาตัวเองอย่างไร คอสตันซายึดเหนี่ยวผู้คนที่ได้รู้จักระหว่างทำข่าววัฒนธรรมญี่ปุ่น นักปรัชญาและผู้นำทางจิตวิญญาณที่ค่อย ๆ กลายเป็นมิตร และช่วยให้เธอหาเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ประสบการณ์ทั้งหมดกลายเป็นหนังสือเล่มที่ 10 ของเธอ และเล่มที่ 3 ว่าด้วยญี่ปุ่น ‘Quando le cose si rompono. Milo, il kintsugi e il senso della vita’ (เมื่อสิ่งต่าง ๆ แตกสลาย: มิโล คินสึงิ และความหมายของชีวิต) ชื่อเล่มอ้างถึงคินสึงิ ศิลปะญี่ปุ่นที่ซ่อมภาชนะที่แตกสลายด้วยทอง
“เรามักคิดว่าเวลามีความสุขทุกอย่างก็ดีไปหมด เวลาเศร้าทุกอย่างก็แย่ไปหมด แต่มันไม่ใช่ บางทีตอนที่มีความสุขมาก ๆ ก็มีเงาอยู่ตรงนั้น แค่เรามีความสุขจนมองไม่เห็น และตอนที่เศร้า ทุกอย่างก็ไม่ได้มืดมิดไปหมด ยังมีแสงอยู่ที่ปลายอุโมงค์เสมอ”
หลังการจากไปของมิโล คอสตันซาร่วมกับ ENPA องค์กรคุ้มครองสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลี และ Corriere Animali คอลัมน์สัตว์ของ Corriere della Sera ก่อตั้ง ‘Premio Milo’ หรือรางวัลมิโลขึ้น เป็นการประกวดงานเขียนและงานสร้างสรรค์ที่ชวนทุกคนเล่าเรื่องคุณค่าของความแตกต่าง ครั้งแรกตกเป็นของนักเรียนหญิงจากกรุงโรม ซึ่งได้รับรางวัลที่ศาลาว่าการกรุงโรม และเมืองโรมก็รับรางวัลนี้ไว้ภายใต้การสนับสนุนของตัวเอง
“ถึงมิโลจะถูกพบที่มิลาน แต่เขาก็มาอยู่กับฉันที่โรมตั้งแต่แรก เขาเป็นแมวโรมันจริง ๆ ปกติคนเราลืมกันภายในสิบนาทีหลังใครสักคนจากไป แต่นี่ผ่านมาเกือบสามปีแล้ว และมิโลก็ยังอยู่ตรงนี้”
Source: @costanzardo (Instagram)
การเดินทางมาถึงประเทศไทยเริ่มจากสถาบันวัฒนธรรมอิตาลี กรุงเทพฯ ที่ติดต่อเธอตั้งแต่กลางปี 2025 ด้วยความมุ่งมั่นของผู้อำนวยการสถาบัน และความกระตือรือร้นของทีมงาน ผู้สนับสนุนจากทั้งฝั่งอิตาลีและไทยก็ทยอยเข้ามาทีละราย สิ่งที่คอสตันซาประทับใจที่สุดคือคนอ่านชาวไทย ที่หลงรักเรื่องของแมวดำตัวเล็ก ๆ จากอิตาลี ทั้งที่อยู่กันคนละซีกโลก
“มันคือการทลายกำแพง และได้เห็นว่าเราทุกคนเหมือนกัน รางวัลมิโลสะท้อนสิ่งที่หนังสือของมิโลพยายามสอนมาตลอด”
วันที่ 10 ตุลาคม 2026 เด็กราว 30 คน ทั้งเด็กจากชุมชนเปราะบางในโครงการของมูลนิธิ Bangkok Community Help Foundation เด็กอิตาลี และเด็กจากครอบครัวนานาชาติ มารวมตัวกันในเวิร์กช็อปสร้างสรรค์ พวกเขาฟังเรื่องของมิโล รู้จักหมาแมวพิการตัวจริงที่ Soi Dog Foundation ช่วยเหลือไว้ แล้ววาดโปสเตอร์ที่เปลี่ยนความเปราะบางของสัตว์ให้กลายเป็นพลังพิเศษ ภาพเหล่านั้นคือสิ่งที่จัดแสดงอยู่ที่นีลสัน เฮย์ส ในวันที่เด็ก ๆ ได้รับประกาศนียบัตร
แต่สำหรับคอสตันซา ความรักสัตว์ไม่ได้จบที่นิทาน ในวงเสวนา ‘Adopt, Don’t Shop’ ที่ Asok Pethouse ซึ่งรวมคนทำงานด้านสวัสดิภาพสัตว์หลายองค์กรไว้ด้วยกัน เธอพูดถึงด้านมืดของการซื้อสัตว์เลี้ยง เบื้องหลังลูกแมวหน้าตาน่ารักในตู้กระจก คือการค้าสัตว์ข้ามประเทศ ที่สัตว์จำนวนมากตายก่อนจะถึงปลายทาง เพราะถูกขังในสภาพเลวร้าย ขณะที่แมวจรบนถนนจำนวนมากมีชีวิตอยู่ได้เพียงราวสามปี
“ตอนฉันเด็ก ๆ ไม่มีใครซื้อแมว ไม่มีแมวขายในร้านด้วยซ้ำ แม่ของฉันให้อาหารแมวจรทุกวัน ฉันถือจานลงไปที่ถนน ถ้าอยากได้แมวสักตัว ก็แค่ออกไปข้างนอกแล้วพามันกลับบ้าน”
เธอยังย้ำเรื่องการทำหมัน ที่หลายคนมองข้ามด้วยเหตุผลเชิงโรแมนติกว่าอยากให้แม่แมวได้มีลูก แต่ถ้าแม่แมวจรตัวหนึ่งออกลูกสิบตัว ใครจะดูแลลูกแมวทั้งสิบตัวนั้น ทีมงานเสริมด้วยประเด็นที่ผู้ร่วมเสวนาเจอจริง คือแมวที่ถูกรับเลี้ยงแล้วถูกทิ้งซ้ำ จนบอบช้ำเป็นครั้งที่สอง การรับเลี้ยงจึงต้องมาพร้อมความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกอยากช่วย
นั่นคือที่มาของโปรเจกต์ถัดไปที่คอสตันซากำลังวางแผนในอิตาลี ร่วมกับ Corriere della Sera และองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ ชื่อว่า ‘Go Home with Milo’ ทุกเดือนจะมีการรับเลี้ยงหนึ่งครั้งที่ ‘มิโล’ หรือก็คือตัวเธอเอง เป็นผู้ติดตามและรับรองว่าสัตว์ตัวนั้นได้ไปอยู่ในบ้านที่ดูแลมันได้จริง
“ทุกสิ่งที่เราทำมีผลตามมา ถ้าคุณซื้อ มันไม่ได้จบแค่นั้น คุณกำลังสนับสนุนการค้าสัตว์ ทั้งที่คุณช่วยแมวจรที่ไม่มีอาหาร ไม่มีที่อยู่ได้สักตัว”
เมื่อถามว่าทุกวันนี้อะไรสำคัญที่สุดในชีวิต คอสตันซาตอบโดยไม่ลังเลว่าคือการเขียน เขียนเรื่องดี ๆ ที่มีสารถึงผู้คน โดยเฉพาะเด็ก ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียว เธอแทบไม่เคยใกล้ชิดเด็กมาก่อน จนได้เดินสายไปโรงเรียนหลังหนังสือมิโลเล่มแรกออก และพบว่าตัวเองชอบคุยกับเด็กมาก และชอบฟังเด็กเล่ามากกว่านั้น
“เด็ก ๆ อยากเล่าเรื่องเล็ก ๆ ของพวกเขา อยากเล่าทุกอย่างที่กำลังเรียนรู้ และพวกเขาก็สอนเราได้หลายอย่าง หลายเรื่องที่เราเคยรู้ แต่ลืมไปแล้ว”
ปีนี้เธอเขียนนิยายสำหรับวัยรุ่นเรื่อง ‘Yuzuru. Il volo del samurai’ ว่าด้วยยูซึรุ ฮานิว นักสเก็ตลีลาที่รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวและสึนามิปี 2011 ก่อนจะกลายเป็นตำนานของวงการ และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ตอนนี้เธอกำลังเขียนหนังสือสำหรับเด็กอายุราว 12 ปีที่มีฉากในญี่ปุ่น ซึ่งจะออกในปีหน้า
แต่คำถามที่ทำให้เธอนิ่งไปมาจากจดหมายฉบับหนึ่งจากสวีเดน เด็กผู้ชายที่มีความต้องการพิเศษคนหนึ่งเขียนมาถามว่า ‘คุณคอสตันซา จะเขียนเรื่องมิโลอีกไหม’ ทั้งที่ตอนนั้นมิโลจากไปแล้ว คอสตันซาไม่มีคำตอบในทันที อาจไม่ใช่เรื่องของมิโล แต่อาจเป็นเรื่องของสัตว์อื่นที่โลกยังเข้าใจผิด อย่างอีกา นกที่ฉลาดหลักแหลมแต่ถูกรังเกียจ หรือปลา ที่แม้วันนี้เราจะพูดถึงความรู้สึกของสัตว์มากขึ้น แต่ก็ยังแทบไม่มีใครพูดถึงความรู้สึกของปลา
Source: @costanzardo (Instagram)
ไม่ว่าเรื่องต่อไปจะเป็นของใคร สิ่งที่คอสตันซาอยากส่งต่อยังคงเป็นสิ่งเดียวกับที่แมวดำตัวหนึ่งเคยสอนเธอ ธรรมชาติอาจพรากบางอย่างไปจากเรา เช่นที่มันพรากการกระโดดไปจากมิโล แต่ก็ให้บางอย่างกลับมาเสมอ
“มิโลสอนฉันว่าเราสมบูรณ์แบบในแบบที่เราเป็น เด็ก ๆ รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แต่พอโตขึ้นเรากลับลืม เพราะเราอยากเหมือนคนอื่น”
แมวดำที่ตลอดชีวิตกระโดดได้เพียงระยะสั้น ๆ วันนี้กลับกระโดดข้ามทวีปมาถึงกรุงเทพฯ และกำลังสอนให้เด็กอีกรุ่นหนึ่งรู้ว่า การล้มไม่ใช่จุดจบ ตราบใดที่เรายังลุกขึ้นมาลองใหม่