01 พ.ย. 2569 | 12:47 น.

KEY
POINTS
ในวันที่สินค้าจากต่างประเทศถาโถมเข้ามาทุ่มตลาดจนอุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ไทยสั่นคลอน หลายคนอาจเลือกยอมจำนนต่อสงครามราคา แต่สำหรับ ‘ธงชัย เอี่ยมวัฒนศิลป์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์โช้คอัพพรีเมียม ‘Profender’ เขากลับเลือกเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการฉีกหนีออกจากหล่มต้นทุน แล้วหันมาสู้ด้วยอาวุธที่ทรงพลังกว่า นั่นคือ ‘ศาสตร์แห่งวิศวกรรม’
จากจุดเริ่มต้นในโรงงานเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีประวัติเครดิตในระบบธนาคาร สู่การพิสูจน์ฝีมือจนคว้าความไว้วางใจจากค่ายรถระดับตำนานในอังกฤษและออสเตรเลีย จนก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์โช้คอัพสัญชาติไทยที่โลดแล่นอย่างสง่างามบนเวทีระดับสากล
เบื้องหลังสัญลักษณ์หกเหลี่ยมสีแดง-ดำของ Profender ไม่ได้มีแค่เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย แต่คือดีเอ็นเอของ ‘นักสู้’ ผู้ไม่เคยหยุดตั้งคำถามและพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการกว้านซื้อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่มาชำแหละวิจัยระบบช่วงล่างก่อนใคร การสร้างนวัตกรรมโช้คอัพปรับไฟฟ้าอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ความท้าทายของถนนไทย หรือการพลิกวิกฤติต่าง ๆ ให้กลายเป็นโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด
ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดที่เชื่อมั่นว่า คุณภาพและนวัตกรรมเท่านั้นที่จะสร้างมูลค่าที่ยั่งยืน
บทสนทนาในรายการ The Moment Talk จะพาทุกท่านลงลึกไปสู่เส้นทาง 20 ปีแห่งการสร้างแบรนด์ ถอดบทเรียนตั้งแต่การตัดสินใจในวันที่ไร้แต้มต่อ ศิลปะการบริหารและสร้างทีมวิศวกรไทย ไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ดูแลกันด้วยหัวใจ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่า เหตุใดแบรนด์ไทยแท้แบรนด์นี้ จึงสามารถวิ่งชนทุกความท้าทาย และปักธงความภาคภูมิใจในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
พาฝัน: เนื่องจากคุณธงชัยทำโช้คอัพและทำงานเกี่ยวกับรถยนต์อยู่ตลอดเวลา เวลาที่เจอรถเท่ ๆ รถยี่ห้อใหม่ หรือรุ่นใหม่ ๆ สิ่งแรกที่คุณธงชัยทำคืออะไรคะ
ธงชัย: อันดับแรกเลย ผมจะก้มไปดูล้อก่อนเลยครับ ไปดูระบบช่วงล่างก่อนว่ารถรุ่นนี้ใช้ระบบไหน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อดูแนวทางว่าถ้ารถรุ่นนี้อยากแต่ง อยากยกสูง หรือโหลดเตี้ย เราจะทำยังไงได้บ้าง ช่วงล่างมีพื้นที่ให้เราออกแบบไหม รถใหม่ ๆ เข้ามา สิ่งแรกที่ทำคือก้มลงไปดูก่อนเลยครับ
พาฝัน: แล้วเจ้าของรถเขาตกใจไหมคะ
ธงชัย: มีครับ ล่าสุดไปเที่ยวเกาะสมุยกับลูกสาว ผมเห็นรถฟอร์ดคันหนึ่งแต่งสวยมาก ยางก็สวย พอก้มลงไปดู ปรากฏว่าเป็นโช้ค Profender ของเราเอง ตอนนั้นเจ้าของรถกำลังพาม้ามาเดินที่ชายหาด เขาก็ถามว่า “พี่มาดูอะไร” ผมบอกว่า “มาดูโช้คหน่อยครับ” พอเขาเห็นหน้าผม เขาจำได้ทันทีว่าผมคือเจ้าของ Profender เขาดีใจมาก บอกว่าใช้มานานแล้ว รถแต่งสวยมาก ผมก็เลยบอกเขาไปว่า ถ้าวันหลังไปซื้อสินค้าอีก ให้บอกร้านที่สมุยได้เลยว่าเป็นลูกค้าเก่า รู้จักกับเจ้าของ เดี๋ยวจะดูแลราคาพิเศษให้
พาฝัน: มาที่โลโก้กันบ้างค่ะ เป็นรูปหกเหลี่ยมสีแดง อยากทราบความหมายว่าทำไมถึงออกแบบเป็นโลโก้แบบนี้คะ
ธงชัย: ต้องเล่าที่มาของชื่อก่อนครับ คำว่า Profender มาจากคำว่า Professional รวมกับ Defender เพราะยุคแรกเราผลิตโช้คให้ลูกค้ารายแรกที่ประเทศอังกฤษ เป็นรถ Land Rover รุ่น Defender เราเลยคิดชื่อที่ออกเสียงง่ายในภาษาอังกฤษ จึงนำสองคำนี้มารวมกัน
ส่วนตัวโลโก้ ตัวอักษร O ในคำว่า PRO ปกติมันจะเป็นวงกลม แต่เราทำงานสายวิศวกรรม เวลาพูดถึงงานช่าง เราจะนึกถึงเฟืองหรือน็อต ซึ่งเฟืองคนใช้กันเยอะแล้ว เราเลยเลือกใช้น็อตหกเหลี่ยมมาแทนตัว O เพื่อให้ดูมีเอกลักษณ์ มีเหลี่ยม มีมุม ถ้ามองในมุมสายมูหรือความเชื่อแบบจีน ก็เหมือนกระจกแปดเหลี่ยมหรือเกราะป้องกัน ส่วนโทนสี สีดำให้ความรู้สึกบึกบึน แข็งแรง เหมาะกับงานวิศวกรรม แล้วตัดด้วยสีแดงให้ดูโดดเด่นและน่าสนใจ เป็นโลโก้ที่ทีมงานเราช่วยกันคิดและใช้ต่อเนื่องมาตลอดครับ
พาฝัน: จุดเปลี่ยนที่ทำให้ไม่ทำธุรกิจอะไหล่เทียบของที่บ้านต่อ แล้วหันมาทำโช้คอัพจริงจังคืออะไรคะ
ธงชัย: เดิมทีคุณพ่อทำธุรกิจอะไหล่เทียมหรืออะไหล่เทียบที่ส่งแถววรจักร ตอนนั้นเป็นระบบกงสี พอผมอายุประมาณ 40 ปี คุณพ่อมองการณ์ไกลว่าลูก ๆ เริ่มโต มีประสบการณ์กันหมดแล้ว ธุรกิจกงสีส่วนใหญ่มักมีปัญหาหลังจากหมดยุคพ่อแม่ ท่านเลยตัดสินใจแบ่งกิจการให้ลูกแต่ละคนแยกย้ายกันไปดูแล ใครถนัดร้านค้าก็ไปดูร้านค้า ส่วนผมคุมงานโรงงานมาตลอด คุณพ่อก็ยกโรงงานให้ผมดูแลต่อ
แต่จังหวะที่แยกตัวออกมา เป็นช่วงที่สินค้าจากจีนเข้ามาทุ่มตลาดพอดี เขาตัดราคาถูกกว่าเราเกินครึ่ง เช่น ของเราขายตัวละ 400 บาท จีนขาย 200 บาท ลูกค้าก็มาถามว่าทำราคาเท่าจีนได้ไหม ซึ่งต้นทุนกับค่าแรงเรายังไม่ได้เลย มันสู้ไม่ได้แน่นอน เราจึงมองหาทางรอด และเห็นโอกาสในกลุ่มสินค้าตกแต่งแนวออฟโรด (Off-road) ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง แม้จะต้องใช้ความรู้วิศวกรรมที่ลึกขึ้น แต่เรามีพื้นฐานงานโรงงานอยู่แล้ว จึงซื้อตัวอย่างจากอเมริกามาถอดแบบ ศึกษาระบบ แล้วออกแบบใหม่ให้เหมาะกับเครื่องจักรที่เรามี เราต้องสู้ด้วยวิศวกรรม ไม่ใช่การก๊อบปี้ครับ
พาฝัน: ช่วงเริ่มต้นกิจการ เห็นว่าต้องไปหาเงินทุนหมุนเวียนด้วยตัวเอง ผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไรคะ
ธงชัย: ตอนทำกงสี ผมเป็นคนคุมโรงงาน แต่ในระบบธุรกรรมกับธนาคารไม่มีชื่อผมเลย ธนาคารจึงยังไม่อนุมัติสินเชื่อให้ ผู้จัดการสาขาเลยแนะนำให้ผมไปประกวดโครงการคัดเลือกผู้ประกอบการ SME หน้าใหม่ เพื่อเป็นพรีเซนเตอร์ออกโทรทัศน์ของธนาคาร ตอนนั้นนัดสัมภาษณ์ที่สำนักงานใหญ่รัชโยธินแต่เช้ามืด โรงงานผมอยู่สามพราน ตื่นแต่เช้าไปกับภรรยาแบบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย กรรมการสัมภาษณ์ผมไม่ถึง 10 นาที ให้ผมเล่าเรื่องธุรกิจ พอเล่าไปได้ครึ่งทาง กรรมการสั่งหยุดทันที ผมก็คิดในใจว่าคงไม่ผ่านแล้ว กำลังพูดอยู่ดี ๆ ก็ถูกเบรก
แต่ปรากฏว่าผู้จัดการโทรมาบอกว่าผมผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศเป็นพันราย คัดเหลือเพียงไม่กี่คน แล้วทีมงานก็มาสัมภาษณ์ต่อที่โรงงานอีกเป็นชั่วโมง ผมจึงถามกรรมการว่าทำไมวันนั้นถึงให้ผมหยุดพูด กรรมการบอกว่า ตอนที่ถามว่าทำไมถึงมาตั้ง Profender เขาเห็นแววตาเรามีประกาย มีความหวังและความมุ่งมั่นในธุรกิจ พอเห็นตรงนั้นเขาก็รู้ทันทีว่าผ่าน เลยสั่งให้หยุดพูดครับ
พาฝัน: หลังจากได้เงินทุนมาแล้ว ออเดอร์แรกจากต่างประเทศเริ่มต้นขึ้นอย่างไรคะ
ธงชัย: เราไปออกงานแสดงสินค้าที่ไต้หวัน มีลูกค้าจากประเทศอังกฤษมาขอตัวอย่างไปทดสอบ หายไปนานเกือบปี จนเราคิดว่าคงไม่ผ่านแล้ว อยู่ ๆ เขาก็ติดต่อกลับมาบอกว่าผ่านการทดสอบแล้ว และส่งใบสั่งซื้อแรกมาให้ ลูกค้ารายนั้นคือบริษัท Allmakes ของอังกฤษ ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่อง Land Rover Defender มาก
การได้ลูกค้ารายนี้ถือเป็นใบเบิกทางและเป็น Reference สำคัญให้กับเรา เพราะลูกค้าอังกฤษมีชื่อเสียงมากในวงการ พอไปออกงานครั้งต่อไป แล้วมีคนถามว่าเราผลิตให้ใคร พอตอบชื่อนี้ ทุกคนก็เชื่อมั่น จากนั้นเราก็ได้ลูกค้ารายใหญ่ระดับท็อปของออสเตรเลีย ซึ่งผู้จัดการของเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ไปตรวจรับรองโรงงานมาแล้วทั่วโลก พอเขามาตรวจโรงงานเราและให้ผ่าน ลูกค้ารายอื่นในออสเตรเลียและทั่วโลกก็มั่นใจและจ้างเราผลิตตามมา
พาฝัน: ย้อนกลับไปตอนไปออกบูธต่างประเทศครั้งแรก บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้างคะ
ธงชัย: ตอนนั้นมีบูธคนไทยด้วยกันเดินมาทักว่า “ไปทำอะไรอยู่ตั้งนาน เพิ่งมาออกบูธตอนนี้ ตลาดมันวายไปแล้ว จีนเข้ามาหมดแล้วจะไปสู้เขาได้อย่างไร” ได้ยินแล้วก็ใจหายและหดหู่เหมือนกันครับ เพราะเราเพิ่งก้าวออกต่างประเทศครั้งแรก แต่ผมไม่ตอบโต้ ได้แต่คิดในใจว่าเรามีทางสู้ เพราะเราเปลี่ยนสายการผลิตจากอะไหล่เทียบมาทำกลุ่มออฟโรดที่ต้องใช้การดัดแปลงและวิศวกรรมขั้นสูง
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผมยึดหลักคิดบวกเสมอ ถ้าเราท้อ สมองจะตื้อและคิดอะไรไม่ออก ผมจะบอกทีมงานตลอดว่าเวลาเจอปัญหา ให้ตั้งสติก่อน ดูว่าปัญหามีอะไรบ้าง แล้วทางออกมีกี่ทาง ค่อย ๆ เลือกวิธีที่ดีที่สุดแล้วแก้ไปทีละจุด สุดท้ายมันจะคลี่คลายได้ทุกเรื่องครับ
พาฝัน: ช่วงที่กระแสรถ EV เริ่มเข้ามา ทราบว่าคุณธงชัยซื้อรถจริงมาถอดรื้อตั้งแต่ตอนที่บ้านเรายังไม่ฮิตเลย
ธงชัย: ใช่ครับ ตั้งแต่ Tesla เข้ามาแรก ๆ ผมเป็นวิศวกรไฟฟ้า เรามองว่าพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้าต้องมาแน่นอน เลยซื้อ Tesla มาถอดรื้อดูช่วงล่างก่อนเลย พอรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอย่าง ORA Good Cat ของค่าย Great Wall Motor เข้ามา เราก็เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่สั่งจองแล้วนำมาถอดดูระบบ
ช่วงล่างเดิมของรถจีนส่วนใหญ่จะเซ็ตมาในแนวนุ่มจนย้วย ขับแล้วเวียนหัว ซึ่งเข้าทางเราเลย เรารู้จุดทันทีว่าจะต้องโมดิฟายโช้คอัพอย่างไรให้ขับขี่มั่นใจขึ้น พวกรุ่นยอดนิยมที่คนจองเยอะ ๆ เราจะรีบติดต่อศูนย์เพื่อขอรับรถคันแรก ๆ มาวิจัยทันที เพื่อให้พร้อมทำตลาดก่อนใคร
พาฝัน: สภาพถนนในเมืองไทย ถือว่าสร้างความท้าทายในการเซ็ตติ้งช่วงล่างมากน้อยแค่ไหนคะ
ธงชัย: ถนนเมืองไทยมีความหลากหลายสูง ถนนทั่วไปเป็นหลุมเป็นบ่อ มีรอยต่อ ผิวถนนแตก หรือคอสะพานที่หักมุมชัน เราต้องการความนุ่มนวล แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเรามีมอเตอร์เวย์และทางด่วนที่ใช้ความเร็วสูง 120-140 กม./ชม. ซึ่งต้องการช่วงล่างที่เฟิร์มและนิ่ง ถ้าเทียบกับประเทศอื่น เช่น ฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซีย เขาเป็นเกาะ มีพายุเข้า ถนนพังบ่อยและใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 80-100 กม./ชม. แบบนั้นเราจูนเน้นนุ่มนวลไปเลยได้ง่ายกว่า หรือแถบตะวันออกกลางที่ขับบนทะเลทรายด้วยความเร็วสูง การจูนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง
แต่เมืองไทยต้องการทั้งนุ่มในความเร็วต่ำและหนึบในความเร็วสูง ยุคแรกเราเลยทำโช้คอัพแบบปรับระดับความหนืดได้ แต่ผู้ใช้ต้องก้มลงไปหมุนปรับใต้ท้องรถ ลูกค้าก็สะท้อนปัญหามาว่า เวลาแต่งตัวหล่อ ๆ สวย ๆ จะไปเที่ยว แล้วต้องมาก้มปรับใต้ท้องรถทั้งร้อนทั้งเลอะเทอะ เป็นไปได้ไหมที่จะปรับได้จากในห้องโดยสาร นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เราพัฒนา โช้คอัพปรับไฟฟ้า ขึ้นมา
พาฝัน: โช้คอัพปรับไฟฟ้านี้ทำงานอย่างไรคะ
ธงชัย: เราพัฒนาด้วยทีมวิศวกรคนไทย โดยมีระบบจับความเร็วผ่านสัญญาณ GPS จากดาวเทียม ถ้าขับขี่ที่ความเร็วต่ำ ระบบจะปรับโช้คให้นุ่มนวลตามโปรแกรมที่เราตั้งไว้ แต่เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นถึง 80 หรือ 120 กม./ชม. ระบบจะปรับความหนืดให้เฟิร์มและนิ่งขึ้นโดยอัตโนมัติตามระดับที่ผู้ขับขี่ชอบ สามารถบันทึกโปรแกรมไว้ได้เลย และเรากำลังพัฒนาเวอร์ชันใหม่ให้ติดตั้งง่ายขึ้นโดยไม่กระทบกับระบบประกันของรถยนต์ไฟฟ้า ผ่านการทดสอบคลื่นความถี่ตามมาตรฐาน กสทช. อย่างถูกต้องทั้งหมดครับ
พาฝัน: จากเดิมที่ภาพจำของ Profender คืออันดับหนึ่งเรื่องออฟโรด ทำไมถึงขยายมาทำทั้งรถเก๋ง รถ EV และมอเตอร์ไซค์คะ
ธงชัย: พื้นฐานของระบบช่วงล่างรถออฟโรดจัดว่ามีความทนทานและต้องรับงานหนักสูงอยู่แล้ว เรามีความเชี่ยวชาญด้านนี้ จึงมองว่าโนว์ฮาวในการออกแบบและกระบวนการผลิตสามารถนำมาปรับใช้กับรถยนต์นั่ง รถ EV และมอเตอร์ไซค์ได้ แค่ปรับจูนออปชันให้เข้ากับลักษณะของรถแต่ละประเภท
ผลตอบรับดีมากครับ โดยเฉพาะตลาดมอเตอร์ไซค์ที่เราเพิ่งเริ่มทำมาประมาณ 3 ปี ยอดการผลิตโตปีละเกือบ 100% ต่อเนื่องกัน 3 ปี จนต้องขยายอาคารโรงงานจากเดิม 1 หลัง ปัจจุบันเพิ่มเป็น 3 หลัง กำลังการผลิตและเครื่องจักรขยายตัวขึ้นถึง 300% ครับ
พาฝัน: ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่หลายธุรกิจได้รับผลกระทบหนักมาก แต่ทำไม Profender ถึงยังเติบโตได้สูงคะ
ธงชัย: ช่วงเริ่มต้นโควิดปี 2020 เราเรียกประชุมผู้บริหารทันทีเพื่อวางแผนเรื่องการลดต้นทุนดูว่าจะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้กระทบกับการจ้างงาน เรายืนยันว่าจะไม่มีการปลดพนักงานแน่นอน ช่วงนั้นบอกให้ฝ่ายผลิตไปปรับปรุงเครื่องจักร ฝ่าย R&D ก็ไปคิดค้นโปรเจกต์ใหม่ ๆ ให้ถือว่าได้พักผ่อนจากการเร่งทำยอดขาย
แต่พอผ่านไปประมาณ 4 เดือน ปรากฏว่ายอดสั่งซื้อกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะสถานการณ์ตอนนั้นเที่ยวบินระหว่างประเทศปิด คนเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ ทุกคนจึงหันมาท่องเที่ยวในประเทศ ขับรถส่วนตัวเที่ยว และนำเงินงบประมาณท่องเที่ยวมาตกแต่งรถยนต์กัน กลายเป็นว่าช่วงวิกฤตโควิด 2 ปีนั้น ยอดขายของเราเติบโตขึ้นปีละ 100% สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจครับ
พาฝัน: ได้ยินว่าเวลาที่คุณธงชัยสัมภาษณ์ทีมงาน โดยเฉพาะวิศวกร R&D มีการทดสอบที่เข้มข้นจนน้อง ๆ เหงื่อตกเลย
ธงชัย: จริงครับ เวลาสัมภาษณ์ ผมจะบอกฝ่าย HR เสมอว่าอย่าดูแค่ใบรับรองหรือเกรดเฉลี่ยอย่างเดียว ผมจะถามเจาะลึกไปถึงโปรเจกต์จบที่มหาวิทยาลัย หรือประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา ให้อธิบายมาเป็นขั้นตอนเพื่อดูว่าเขาเป็นคนลงมือทำจริง หรือเป็นแค่คนช่วยทำเอกสารในกลุ่ม ถ้าเป็นคนทำจริง เราจะคุยรู้เรื่องและมองออกทันที
เราทำงานวิศวกรรมที่ต้องแข่งขันระดับโลก ดังนั้นคนที่จะเข้ามาต้องมีความรู้ มีทักษะพร้อมลุย งานวิศวกรรมเครื่องกล ระบบ PLC ต้องเข้าใจจริง เข้ามาถึงผมจะทำหน้าที่เหมือนอาจารย์ที่ปรึกษา แจกโจทย์โปรเจกต์ให้ไปคิด ไปทดลอง และเอาผลลัพธ์มาประมวลผลร่วมกัน ที่สำคัญคือต้องมี ‘หัวใจนักสู้’ และมีความรับผิดชอบ ส่วนใหญ่เด็กในโรงงานเราจะเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ดิ้นรนสู้ชีวิต บางคนไม่มีทุนเรียนหนังสือแต่ตั้งใจเรียน เด็กกลุ่มนี้ถ้าได้รับโอกาส เขาจะทุ่มเทและไปได้ไกลมากครับ
พาฝัน: ทราบว่ามีระบบการดูแลสวัสดิการพนักงานที่ดีมาก รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้
ธงชัย: เรามีทุนการศึกษาให้พนักงานหลายระดับ ตั้งแต่เด็กจบ ปวช. หรือ ปวส. ที่อยากเรียนต่อปริญญาตรีภาคค่ำ บริษัทก็ออกค่าหน่วยกิตให้ ขอเพียงตั้งใจเรียนและรักษาเกรดให้อยู่ในเกณฑ์ดี หรือระดับวิศวกรที่อยากเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ เราก็ส่งเรียนโดยไม่มีสัญญาผูกมัดว่าต้องทำงานใช้ทุนกี่ปี เพราะเราให้ด้วยใจ ถือว่าเขาเป็นคนใกล้ชิดที่เราอยากสนับสนุนให้เติบโต
นอกจากนี้เรายังมีทุนการศึกษาให้ลูกหลานพนักงานด้วย มีเคสหนึ่งน่าประทับใจมาก พ่อเขาเป็นช่างเชื่อมในโรงงาน ยื่นเรื่องขอกู้เงินบริษัทเพื่อนำไปจ่ายค่าลงทะเบียนเรียนให้ลูก เพราะลูกสอบติดคณะแพทยศาสตร์ ผมทราบเรื่องจึงเรียกลูกเขามาพบทันที แล้วบอกว่าบริษัทออกค่าเล่าเรียนให้ทั้งหมดโดยไม่ต้องกู้ เพราะการเป็นหมอสามารถจบไปช่วยเหลือชีวิตคนได้อีกมากมาย เราภูมิใจมากที่พนักงานระดับช่างเชื่อมสามารถส่งลูกจนสอบติดแพทย์ได้ แสดงว่าลูกเขาเป็นคนรักดีและขยันมาก
ส่วนเรื่องสวัสดิการสุขภาพ ช่วงโควิดบริษัททำประกัน “เจอจ่ายจบ” ให้พนักงานทุกคน โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า หากใครป่วย ให้รับเงิน 100,000 บาทไปใช้รักษาตัว ส่วนอีก 100,000 บาทให้นำเข้าสมทบเป็นกองทุนส่วนกลางของบริษัท พ้นวิกฤตมา เงินก้อนนี้จึงกลายสภาพเป็นกองทุนสวัสดิการของพนักงาน มีคณะกรรมการพนักงานดูแลกันเอง เวลาใครในครอบครัวเจ็บป่วย เดือดร้อน หรือมีเหตุจำเป็น ก็สามารถเบิกจ่ายช่วยเหลือกันได้จริงครับ
พาฝัน: ในฐานะผู้บริหาร ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่อย่างไร และเปิดรับการเรียนรู้อย่างไรให้เท่าทันโลกคะ
ธงชัย: ใน Profender พนักงานส่วนใหญ่อายุ 20 ปลาย ๆ ถึง 30 ต้น ๆ ระดับผู้จัดการก็ประมาณ 40 ต้น ๆ การได้ทำงานกับคนวัยนี้ทำให้เรากระฉับกระเฉงและไม่แก่ตาม เราได้เรียนรู้เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ รวมถึงเทรนด์สังคม แฟชั่น และเพลงจากพวกเขา เวลาเด็ก ๆ ใช้โปรแกรมอะไรใหม่ ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย เราก็ให้เขาสอนเราได้
เวลาผมออกแบบสินค้าใหม่ ถ้าดีไซน์แบบรุ่นเก่า ๆ จะออกมาเป็นโทนสีทึม ๆ น้อง ๆ ในทีมก็จะแอบแซวว่าแบบนี้ขายวัยรุ่นไม่ได้ วัยรุ่นเขาชอบสีสันฉูดฉาด เราก็ต้องยอมรับฟังและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เป็นคนออกแบบ เพราะเขารู้ดีที่สุดว่ากลุ่มเป้าหมายในวัยของเขาต้องการอะไร การเป็นผู้นำต้องพร้อมเปิดรับและเข้าใจความแตกต่างของแต่ละยุคสมัยครับ
พาฝัน: คำถามสุดท้ายค่ะ หากมีผู้ประกอบการไทยอยากพาแบรนด์ของตัวเองก้าวไปสู่เวทีโลกเหมือนอย่าง Profender คำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณธงชัยอยากมอบให้คืออะไรคะ
ธงชัย: สิ่งสำคัญคือ เราต้องสู้ด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพ อย่าเพิ่งท้อและอย่าคิดว่าเราสู้ต่างชาติไม่ได้ Profender เองก็เริ่มต้นจากโรงงานเล็ก ๆ ที่มีคนแค่ไม่กี่คน ค่อย ๆ เติบโตจากการกู้เงินและสั่งสมประสบการณ์ สิ่งสำคัญคือเจ้าของกิจการและทีมงานต้องไม่หยุดเรียนรู้ นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการออกแบบและการผลิต
ผมเชื่อมั่นเสมอว่าคนไทยมีศักยภาพสูงมากและไม่แพ้ชาติใดในโลก น้อง ๆ ที่เก่งและมีพรสวรรค์มีอยู่เยอะมาก เพียงแต่บางครั้งเจ้าของธุรกิจกับคนเก่ง ๆ ยังหาจังหวะมาเจอกันไม่เจอ ขอให้ตั้งใจจริง หาคนที่ ‘หัวใจตรงกัน’ มีเลือดนักสู้เหมือนกัน แล้วมาร่วมมือกันพัฒนาสินค้าไทยให้มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล คนไทยทำได้แน่นอนครับ
สัมภาษณ์: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ถ่ายภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม