บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

บทสัมภาษณ์ ‘บูมเดี่ยว’ ในร้านส้มตำเวลากลางวันแถวบางใหญ่ว่าด้วยเรื่องราวของชีวิต การฟังเพลง ความเรียบง่าย ซอฟต์พาวเวอร์ และการสร้างสรรค์ เจ้าของเพลง ให้ลาบก้อยเยียวยา

 

เราอยากโอ้อวดแหละ
แต่เราจะอวดในความเรียบง่าย

 

บ่ายวันอาทิตย์ ณ ร้านส้มตำแถวบางใหญ่ บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยจานส้มตำ ลาบก้อย ข้าวเหนียว และคอหมูย่างวางอยู่อย่างคับแน่น ขาดเพียงแค่เครื่องดื่มสีอำพันประจำกายของผู้อยู่ในวงสนทนา ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าแสงแดดที่สาดส่องผ่ากลางกะโหลกของเราทุกคนหากไม่มีหลังคาของร้านมากั้นนั้นร้อนแรงเกินไป ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะชายผู้ที่เป็นศูนย์กลางของวงสนทนาในวันนี้ต้องเดินทางไกลเกือบห้าร้อยกิโลเมตรเพื่อกลับบ้านที่จังหวัดขอนแก่น แต่ถึงกระนั้น ความเผ็ดร้อนของส้มตำและรสชาติของบทสนทนาก็ทำให้การพูดคุยในครั้งนี้เลิศรสไม่แพ้กับลาบคั่วขมอ่ำหล่ำเลยแม้แต่น้อย

บาดนี่!” เขาว่า คำนี้แปลตรงตัวให้คนภาคกลางฟังได้ไม่ง่ายนักว่าหมายความว่าอะไร จึงต้องยกเหตุการณ์ประกอบเท่านั้นถึงจะเข้าใจ สั่งส้มตำไม่เผ็ดแล้วเขาใส่พริกมาห้าเม็ด อันนั้น “บาดนี่!” กินคำเดียวแล้วแซ่บมาก อันนั้นก็ “บาดนี่!” เหมือนกัน ใช้ได้ทั้งทางบวกและทางลบ นับเป็นหนึ่งในคำศัพท์ทางอีสานที่ไม่เพียงลื่นไหลทางจุดยืนและความหมาย แต่ยังอาศัยความเข้าใจด้วยสัญชาตญานด้วย

 

มันเป็นคำขยายกิริยา
เน้นอารมณ์

 

ระหว่างที่กำลังพูดคุยและอธิบายถึงภาษาอีสานให้คนกรุงเทพฯ ได้เข้าใจอยู่นั้นอยู่นั้น รถยนต์คันหนึ่งก็จอดอยู่หน้าร้าน ชายปริศนาคนหนึ่งเดินลงมาจากรถและปรี่เข้ามาถ่ายภาพร่วมกับชายผู้เป็นศูนย์กลางในบทสนทนาของเรา เมื่อหันไปเห็นชายปริศนาคนนั้นคือ ‘ฝ้าย - อาทิตย์ มูลสาร’ แห่งร้าน ‘ลาบเสียบ’ ที่อยู่ไม่ห่างออกไป เมื่อได้ทราบข่าวว่าเขาคนนี้แวะเวียนมาแถวนี้ ก็ตัดสินใจขับรถมาถ่ายภาพคู่ด้วยทันที

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

เขาคนนี้คือใครกันที่ทำให้พวกเราชาว The People ตัดสินใจจองโต๊ะใหญ่ของร้านส้มตำแถวบางใหญ่เพื่อนั่งพูดคุยกับเขาในวันอาทิตย์ แม้แต่พี่ฝ้ายแห่งร้านลาบเสียบยังต้องแวะมาถ่ายภาพคู่ด้วย ถ้าจะนิยามให้ง่ายที่สุด หากคุณเคยได้ยินบทเพลง ‘ให้ลาบก้อยเยียวยา’ เพลงโลไฟสไตล์อีสาน คุณก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยเชยชมผลงานของเขาแล้ว หรือไม่ คุณก็อาจจะรู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าชายคนนี้คือ ‘บูมเดี่ยว

 

 

บูม - เอกภาพ ป้านภูมิ’ หรือที่คนฟังเพลงรู้จักกันในนาม ‘บูมเดี่ยว’ เจ้าของเพลงที่ว่าด้วยการเดินเข้าร้านลาบ เจ้าของเพลง ‘ฟักอยู่ป๊อกป๊อก’ ที่เด็กอนุบาลร้องกันได้ทั้งโรงเรียน คนเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังวง ‘ไปส่งกู บขส. ดู๊’ และ ‘ชาบลูส์’ และเป็นเจ้าของค่ายเพลงเล็ก ๆ ที่ตั้งชื่อจากคำอีสานคำหนึ่งว่า ‘ซางวาแทเรคคอร์ด’

ฟากหนึ่งของชีวิตเขาคือศิลปินผู้สร้างสรรค์งานด้วยทางของตัวเอง เด็ดนู่น หยิบนี่ ยกนั่น เข้ามาผสมผสานกันในครกของตัวเองจนออกมาเป็นผลงานที่รสชาติที่ไม่เหมือนใคร แต่ในเวลาที่เหลือของสัปดาห์ อีกฟากหนึ่ง เขาคือข้าราชการตำแหน่งวิศวกรเกษตร ประจำอยู่ที่ขอนแก่น

ผลงานของเขาไม่ได้ออกมาถี่นัก ปีหนึ่งราวสามถึงสี่เพลง ซึ่งเป็นจังหวะที่เขาเลือกเอง ไม่ใช่จังหวะที่ถูกบังคับว่าต้องขับเข็นเพลงใดมาปล่อยตอนไหน เพลงเหล่านั้นเล่าเรื่องธรรมดาสามัญอย่างการรอลาบที่ไม่มาสักที การไปช่วยงานบุญ หรือคำอีสานคำหนึ่งที่เขาบังเอิญได้ยินมาแล้วรู้สึกว่ามันเท่เกินกว่าจะปล่อยผ่าน วางทับอยู่บนดนตรีป๊อป ร็อก และโลไฟ ที่แทบไม่มีเครื่องดนตรีพื้นบ้านอยู่ในนั้นเลย

ในวันที่เรานั่งคุยกัน เขากำลังจะวางแผนจะปล่อยเพลงใหม่ และเขาจะเล่าให้ฟังว่ามันจะมีหน้าตาเป็นแบบไหน ซึ่งในบทสนทนานี้ การที่เราชวน ‘บูมเดี่ยว’ มา ‘คุยหมู่’ ท่ามกลางอาหารอีสานเลิศรส และอากาศของบางใหญ่อันร้อนฉ่าไม่เพียงแค่จะมีฝึกฝนการใช้ภาษาอีสานกันอย่างเดียว แต่อยากจะล้วงลึกเข้าไปรู้ในเรื่องราวชีวิตของเขา รวมไปถึงมุมมองต่าง ๆ ที่ตัวเขามีต่อการสร้างสรรค์ผลงาน ซอฟต์พาวเวอร์และตัวเองในฐานะศิลปินด้วย

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

คนอีสานที่ไม่พูดอีสาน

ก่อนที่ ‘บูมเดี่ยว’ จะกลายเป็นชื่อที่ผูกติดอยู่กับคำอีสานแปลก ๆ ในบทเพลง มีเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ไว้ก่อน นั่นคือชายผู้ที่นั่งอธิบายความหมายของคำอีสานให้เรา ฟังอย่างเอาจริงเอาจังอยู่ตรงหน้าเราคนนี้ เติบโตขึ้นมาในบ้านที่ไม่มีใครพูดภาษาอีสานเลยสักคน

บูมเกิดที่อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งในวันที่เขาลืมตาดูโลกยังคงเป็นส่วนหนึ่งของอุดรธานีอยู่ พ่อของเขาเป็นคนหนองบัวลำภู แม่เป็นคนสงขลา ทั้งคู่เป็นครูเหมือนกัน มาพบกันในวันที่แม่ถูกส่งตัวมาบรรจุ แล้วก็ลงหลักปักฐานกันอยู่ตรงนั้น และด้วยเหตุที่แม่เป็นคนใต้ ภาษาที่ใช้ในบ้านหลังนั้นจึงเป็นภาษากลาง ไม่ใช่ภาษาอีสานอย่างที่หลายคนน่าจะนึกภาพเอาไว้

ภาษาอีสานเนี่ยต้องไปฝึกพูดกับเพื่อนที่โรงเรียน” เขาเล่า “ผมจะเป็นช้ากว่าเพื่อน เพราะที่บ้านไม่ได้พูดเลย” เขาใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเต็มกว่าจะพูดได้ครบถ้วน ด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ นั่นคือพยายามเลียนแบบให้เหมือนที่สุด และคำที่ยากที่สุดก็มักกลายเป็นคำที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุดเสมอ อย่างคำว่าพรุ่งนี้ ซึ่งภาษาอีสานคือ ‘มื้ออื่น’ ทั้งที่ ‘มื้อ’ แปลว่าวัน ตรรกะของเด็กชายคนนั้นจึงบอกว่ามันน่าจะหมายถึงวันไหนก็ได้ ปรากฏว่าไม่ใช่ มื้ออื่นแปลว่าพรุ่งนี้เท่านั้น 

คนที่เขาใช้ภาษานี้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เขาจะเฉย ๆ เพราะเขาพูดได้อยู่แล้ว แต่เรามาฝึก พอเราเป็นไปทีละคำสองคำเนี่ย มันเกิดสกิล สกิลการอยากเรียนรู้

สกิลที่ว่านั้นก็ไม่ได้หยุดลงในวันที่เขาพูดภาษาอีสานได้คล่องแคล่ว เมื่อสอบเข้าไปเรียนในตัวเมือง เขาได้พบเพื่อนที่มาจากชัยภูมิบ้าง สุรินทร์บ้าง แต่ละคนพกสำเนียงของบ้านตัวเองมาด้วย และเด็กชายคนเดิมก็ยังคงพยายามเลียนแบบเขาต่อไปจนกลายเป็นนิสัยติดตัว จวบจนวันนี้ เวลามีใครสักคนเอ่ยคำที่เขาไม่เคยได้ยิน หูของเขาก็ยังสะดุดอยู่เหมือนเดิม ในคลังคำที่สะสมมาทั้งชีวิตนั้นจึงมีของแปลกอยู่ไม่น้อย หนึ่งในคำเหล่านั้นคือคำว่า ‘ซางว่า’ ที่เขาบอกว่าพอได้ยินครั้งแรกก็อดคิดไม่ได้ว่าไอ้เหี้ย ทำไมคำนี้มันเท่จังวะ และหลายปีต่อมา เขาก็หยิบคำคำนั้นไปตั้งเป็นชื่อค่ายเพลงของตัวเอง

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

มีข้อสังเกตอีกประการที่เขาหยิบมาเล่า นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ภาษาขอนแก่น’ อีสานฟิวชั่นที่เพิ่งถือกำเนิดในรอบสิบปีมานี้ วัยรุ่นในตัวเมืองพูดกันจนติดปาก ทว่าห่างออกไปเพียงยี่สิบกิโลเมตรก็ไม่มีใครพูดแล้ว สาเหตุก็เพราะขอนแก่นทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงของภาคอีสาน เด็กจากทุกจังหวัดที่ไม่ได้มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ต่างมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ภาษาของแต่ละบ้านจึงถูกเทรวมลงในครกใบเดียวกันแล้วตำจนออกมาเป็นรสชาติใหม่

ทว่าก่อนที่เขาจะมีคลังคำ เขามีอย่างอื่นก่อนหน้านั้น บ้านที่เขาเติบโตขึ้นมามีภูเขาลูกเล็ก ๆ ชื่อภูน้อยตั้งอยู่ด้านหลัง มีถนนทอดยาวอยู่ด้านหน้า ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยทุกประการ ทุกวันเสาร์อาทิตย์เพื่อน ๆ จะปั่นจักรยานมาเรียกเขาไปยิง ‘กะปอม’ อุปกรณ์ประจำกายมีเพียงหนังสติ๊กคนละอันกับย่ามคนละใบ หากสวนทางกับแก๊งอื่นระหว่างทางก็จะขอเช็คงานกันเสียหน่อยว่าฝ่ายไหนได้มามากกว่ากัน พอเย็นย่ำก็ลงมากระโดดเล่นน้ำในห้วยให้หายเหนื่อย แล้วเอาของที่ได้ไปทำผัดเผ็ดกินกันที่บ้านเพื่อน เขายอมรับว่าตัวเองยิงไม่แม่นเอาเสียเลย บางครั้งลูกกระสุนกระเด็นกลับมาโดนตัวเองก็มี แต่ปัญหาไม่ใช่แค่ว่ายิงกระปอมไม่โดน…

ผมไปกับเพื่อนแต่ละครั้ง ผมไม่เคยเห็นกะปอมบนต้นไม้สักตัวเลย แต่เพื่อนผมเห็นหมดเลย เห็นทุกที่

แต่ในวัยเด็กเองก็สะท้อนแววการสร้างสรรค์บทเพลงมาบ้างแล้ว ด้วยความที่แม่เป็นครูสอนภาษาไทย และเป็นคนที่สอนเขาแต่งกลอนมาตั้งแต่เด็ก กาพย์ยานี 11 โคลงสี่สุภาพ กลอนแปด เขาบอกว่าในตอนนั้นทำได้หมดทุกอย่าง “พวกนี้มันเหมือนบังคับโน้ต เหมือนเราต้องหาคำมาลง หาคำมาลง ไม่พอ วรรณยุกต์ต้องรับกันด้วย” ทักษะชุดนั้นอยู่กับเขามาตลอดโดยที่เจ้าตัวไม่เคยตระหนักว่ามันคืออะไร กระทั่งวันหนึ่งมีคนบอกให้เขาลองแต่งเพลงเอง แล้วเขาก็แต่งได้ในทันที “ผมสนุก ไม่รู้สึกยากอะไรเลย

ทว่าฉันทลักษณ์ชุดแรกที่เขาลงมือใช้จริงจังนั้นไม่ใช่บทเพลงแต่อย่างใด ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก เขาแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ก็เลยลงมือเขียนกลอน ที่บ้านเป็นครูจึงมีเอกสารเก่ากองสุมอยู่ เขาดึงออกมาเขียนหลังกระดาษ เขียนแล้วเขียนอีก แต่พอเขียนเสร็จก็เกิดปัญหาขึ้นมาว่าจะเอาไปซุกไว้ตรงไหนดี เพราะกลัวว่าแม่จะมาเห็นเข้าแล้วจะอาย บ้านของเขาเป็นบ้านไม้ ชั้นบนมีเพดาน และเพดานหลังนั้นมีช่องอยู่ เขาจึงหย่อนกลอนบทแรกลงไปในช่องนั้น แล้วก็หย่อนอีกบท และอีกบท “มันคงหย่อนลงไปเยอะมาก ผมจำไม่ได้ น่าจะเต็มตรงนั้นเลย” เหตุผลที่กล้าหย่อนลงไปโดยไม่คิดจะเอากลับขึ้นมา ก็เพราะเขามั่นใจเหลือเกินว่าบ้านหลังนั้นจะไม่มีวันถูกรื้อ

บ้านหลังนั้นถูกรีโนเวตไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน เขาคิดว่ากลอนทั้งหมดคงหายไปตั้งแต่วันนั้น แต่ก็ไม่อาจรู้ได้แน่ชัด เพราะจนถึงวันนี้ เขายังไม่กล้าเอ่ยปากถามแม่เลยสักครั้งว่าตอนรื้อบ้านนั้นเจออะไรบ้าง…

 

เทปม้วนเดียวในหอพัก
กับเพื่อนคนสำคัญ

ในวัยประถม บูมทำอยู่อย่างเดียวคือเรียน เมื่อพ่อและแม่เป็นครูทั้งคู่ เป้าหมายของครอบครัวจึงชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่าต้องสอบเข้าโรงเรียนในตัวเมืองอุดรธานีให้ได้ “มันรู้กันเนอะว่าเรียนตรงนี้กับเรียนตรงนั้นมันต่างกัน” เขาว่า “ก็หาโอกาสให้ตัวเอง” ในขณะที่ข้าง ๆ บ้านของเขาเป็นตลาดนัดที่เปิดทุกวันเสาร์ และทุกวันเสาร์นั้นจะมีคนเปิดหมอลำวนไปวนมาอยู่อย่างนั้นตั้งแต่เช้าจรดเย็น เขาได้ยินมันมาตั้งแต่จำความได้ ทว่าความรู้สึกที่มีต่อมันกลับตรงกันข้ามกับที่หลายคนน่าจะคาดเดา “เรารู้สึกว่าเราแอนตี้ วัยรุ่นบ้าน ๆ มันรู้สึกว่าฟังแบบนี้มันเชย” สิ่งที่เขาเลือกฟังในวันนั้นคือแกรมมี่และอาร์เอส เพราะรู้สึกว่ามันทันสมัยกว่ากันมาก

เมื่อสอบติดตามที่ตั้งใจ เขาก็ย้ายเข้าไปอยู่หอในอุดรธานี ได้เงินอาทิตย์ละห้าร้อยบาท ใช้วันละร้อยเป็นเวลาห้าวัน แล้วต้องเจียดเหลือไว้ยี่สิบบาทสำหรับขึ้นรถบัสกลับหนองบัวลำภูตอนเย็นวันศุกร์ ซึ่งแปลว่าไม่มีเงินเหลือมากพอจะซื้อเทปสักม้วน จนรุ่นพี่ในหอคนหนึ่งหยิบเทป ‘Silly Fools’ ยื่นให้เขามาม้วนหนึ่ง เครื่องเล่นเทปสีแดงยี่ห้อพานาโซนิคที่แม่ซื้อมาให้ไว้ฝึกฟังภาษาอังกฤษจึงถูกใช้งานผิดวัตถุประสงค์ตั้งแต่บัดนั้น เขาเปิดเทปม้วนนั้นฟังทุกวัน วนไปวนมาอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่เพราะหลงรักมันตั้งแต่แรกฟัง แต่เพราะไม่มีม้วนอื่นให้เลือกฟังต่างหาก พอขึ้นชั้น ม.3 เขาก็ไปติดเกม Counter-Strike อยู่พักใหญ่ ก่อนที่รุ่นพี่จะเริ่มทยอยเอาเทปฝรั่งมาให้ Linkin Park มา Slipknot มา ซึ่งยุคนั้นทั้งหอฟังเหมือนกันหมดทุกห้อง

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

ทว่าสิ่งที่กำหนดรสนิยมของเด็กอุดรธานีทั้งรุ่นจริง ๆ นั้นไม่ใช่รุ่นพี่ในหอพัก แต่เป็นสายพานที่ยาวกว่านั้นมาก ในอดีตนั้น อุดรธานีมีค่ายทหารอเมริกันมาตั้งอยู่โดยได้มีวงอย่าง V.I.P. ของ ‘แหลม มอร์ริสัน’ มาแสดง ซึ่งก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรีสไตล์ดังกล่าว จึงส่งให้ดนตรี ‘รำวง’ มีอิทธิพลมาจากค่ายเหล่านี้ด้วย พวกเขาได้หยิบเอาเพลงจากอเมริกันมาบรรเลงในสไตล์ตัวเอง และคนที่เคยเล่นรำวงในรุ่นนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมนั่นเองที่มานั่งเป็นกรรมการตัดสินการประกวดดนตรีของเด็กมัธยมทั้งจังหวัด 

ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือวงไหนเล่นเพลงของ Deep Purple วงนั้นชนะ “ใครที่เล่น Highway Star, Rock Bottom, หรือเพลงจาก Deep Purple จะได้คะแนนชนะเสมอ” เขาเล่าเด็กอุดรธานีที่เล่นดนตรีจึงฟังคลาสสิกร็อกกันแทบทั้งเมือง กว่าเขาจะรู้ตัวว่าที่อื่นเขาไม่ได้เล่นแบบนี้กันก็ตอนไปเรียนที่ขอนแก่นแล้วบังเอิญเจอเพื่อนจากนครพนมเข้า

ตัวเขาเองเริ่มต้นจากการตีกลองในวงของโรงเรียน แล้วค่อยมาหัดกีตาร์เอาตอน ม.4 ซึ่งนับว่าช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นอยู่มาก เพราะคนอื่นเขาเริ่มจับกีตาร์กันตั้งแต่ ม.1 ส่วนเหตุผลที่ไม่กล้าเริ่มก่อนหน้านั้นก็ฟังแล้วน่าขบขัน เพราะเขา ‘กลัวสายกีตาร์บาดมือ’ พอลองแล้วปรากฏว่ามันไม่บาดอย่างที่กลัว เขาจึงเริ่มลงมือฝึกอย่างจริงจัง แต่ฝึกไปได้สักพักก็รู้ตัวว่าสู้คนที่เล่นมาก่อนไม่ได้เอาเสียเลย จนก่อกำเนิดเป็นทฤษฎีส่วนตัวขึ้นมาว่าคนที่จะเล่นเก่งได้นั้นต้องเริ่มตั้งแต่ ม.1 ไม่ใช่ ม.4 อย่างเขา 

อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชื่อ ‘กอล์ฟ’ ก็เดินเข้ามาบอกเขาว่าการไล่แกะเพลงคนอื่นไปเรื่อย ๆ มันไม่เฟี้ยว “เขาบอกว่ามึงต้องแต่งเพลงเอง แล้วมันไม่ต้องเล่นยากด้วย” ประโยคเดียวเท่านั้น เขาก็หยุดฝึก แล้วหันไปแต่งเพลงแทน 

กอล์ฟกับบูมขึ้นเล่นดนตรีด้วยกันมาตลอดสมัยมัธยม แต่แปลกที่ไม่เคยได้ตั้งวงร่วมกันสักครั้งเดียว “ซ้อมด้วยกันทั้งปี แต่พอจะถึงเวลาประกวด ผมก็จะไปจับอีกวงนึง มันก็จะไปจับอีกวงนึง เหมือนเป็นอีโก้กัน” ทุกวันนี้กอล์ฟทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ เป็นอาจารย์พิเศษ และสร้างสรรค์ดนตรีแปลก ๆ ตามความสนใจของตนเอง

บูมเล่าว่าครั้งหนึ่งที่เขากลับมาจากต่างประเทศและมาพักอาศัยอยู่กับบูมชั่วคราว บูมเลยตัดสินใจจัดการแสดงโชว์เล็ก ๆ ที่ โคลัมโบ คราฟท์ วิลเลจ โดยตัวเขาเองอาสาเล่นเปิดให้ ปรากฏว่าวันนั้นมีคนดูอยู่สิบคน แต่ถึงกระนั้นก็เป็นบรรยากาศที่น่าจดจำ แต่ท้ายที่สุดบูมก็กล่าวว่าเพื่อนคนนี้ของเขามีความสำคัญต่อความคิดและวิธีการสร้างสรรค์ของเขาไม่น้อย

 

เอาจริง ๆ เป็นเพื่อนที่ทำให้ผมมีอุดมการณ์ในการทำเพลง
เขาว่า “เป็นคนที่หล่อหลอมความคิดเราตอนที่เราเริ่ม

 

จบชั้น ม.6 ทุกคนแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง บูมสอบเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วก็ได้พบกับคนที่จะเปลี่ยนสิบปีถัดจากนั้นของเขาไปทั้งหมด เขาคนนั้นมีนามว่า ‘อ๋อง’ ถ้าจะให้คุ้นหูหน่อยก็อาจเติมคำว่า ‘แอ๋ง’ ห้อยท้ายไปด้วยก็ได้

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

ครั้งแรกที่เจอกันนั้นอ๋องนอนอยู่ในห้องชมรมดนตรี อ๋องเรียนคณะเดียวกันกับเขา และในคณะนั้นมีละครเวทีที่ต้องทำเพลงประกอบทุกปี ซึ่งเข้าทางบูมพอดีเพราะเขาแต่งเพลงเป็นอยู่แล้ว ปีหนึ่งรุ่นพี่โยนงานลงมาให้แต่งสองเพลงเพื่อเอาไปใส่ในอัลบั้มประกอบละคร เขากับเพื่อน ๆ ก็ล้อมวงแต่งกันทั้งคืน มีเหล้าขาวเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ ส่วนอ๋องนั้นประกาศไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่เป็นนักร้องก็ได้ แต่ขอเป็นประธานชมรม แล้วก็ไปทำหน้าที่ยกของลงจากรถ จนงานลอยกระทงปีนั้นบังเอิญขาดคนร้อง “ก็เลยชวนมาเล่นน่ะ เฮ้ย มาร้องซะหน่อย” บูมเล่า อ๋องขึ้นไปร้องเพลงลำยองโดย Buddha Bless บนเวที และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือคนถ่ายรูปเต็มไปหมด

 

มันมีความออร่าของมัน
มันพูดอะไรก็ไม่รู้ แต่ดึงดูด

 

ข้อสังเกตในค่ำคืนนั้นกลายมาเป็นบทเรียนเรื่องฟรอนต์แมนที่เขายังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ “อ๋องเป็นฟรอนต์แมนที่ดีที่สุดเลยนะที่ผมเคยเล่นมาด้วย ผมมั่นใจ ต่อให้ล้มก็ไม่เป็นไร เพราะมันจะแก้สถานการณ์ไปต่อได้” และเขาบอกว่าสกิลข้อนั้นเองที่เขาหยิบติดตัวมาใช้ในวันที่ต้องออกไปยืนเล่นคนเดียวในนามบูมเดี่ยว พอขึ้นชั้นปีที่สาม เหล่านักดนตรีและนักร้องคนอื่นในชมรมเริ่มทยอยถอนตัวออกไปตั้งใจเรียนกันหมดด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมาคือเกรดตก เหลือเพียงบูมกับอ๋องที่ยังปักหลักอยู่ต่อ อ๋องจึงได้เป็นนักร้องเต็มตัวเสียที และวง ‘ไปส่งกู บขส. ดู๊’ ก็ถือกำเนิดขึ้นตรงจุดนั้นเอง

สิ่งที่บูมได้รับจากอ๋องนั้นไม่ใช่แค่เรื่องดนตรี “อ๋องสอนผมหลายอย่าง ในแง่ของการตลาด การทำตัวเองให้มีชื่อเสียง” บูมเล่า อ๋องทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ปั่นกระแสด้วยตัวเอง “มันไปไกล มันไปเร็ว” ในขณะที่ตัวเขาเองนิยามตัวเองเอาไว้สั้น ๆ ว่าเป็นศิลปินที่ทำเพลงอย่างเดียว จะทำอย่างอ๋องนั้นทำไม่ได้ แต่เขาก็หาทางออกในแบบของตัวเองจนเจอ “ก็เรียนรู้จากมันว่าทำยังไงถึงจะตามหลังมันสักก้าวนึง แค่นั้นมันก็นำคนอื่นได้ประมาณนึงแล้ว”

โปรเจกต์ที่ชื่อ ‘บูมเดี่ยว’ ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าเขามีเพลงที่แต่งเก็บไว้เยอะมาก และมีบางเพลงที่เอาไปใช้กับวงไม่ได้เพราะมันเป็นเพลงป๊อป เป็นเพลงรัก เพลงแรกในนามนี้ชื่อ ‘ฮอทด็อก’ ซึ่งเป็นภาษากลาง ว่าด้วยความห่วงใยที่มีต่ออีกฝ่ายว่าเดี๋ยวเตาย่างจะลวกแขนเอา ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปหาเตาใหม่ให้ก็ได้ หลังจากนั้นคนก็เริ่มรู้จักเขาขึ้นมาบ้างจากการคัฟเวอร์เพลงของบอย โลโมโซนิค และเมื่อเรียนจบปริญญาโท เขาก็สอบบรรจุเป็นข้าราชการในตำแหน่งวิศวกรเกษตรในกรุงเทพฯ สามปีในเมืองหลวงนั้นวงแทบไม่ได้เจอหน้ากันเลย วิธีทำงานจึงกลายเป็นการนัดเจอกันครั้งเดียวแล้วอัดให้เสร็จภายในคราวเดียว เพลงแต่งมาแล้ว ดนตรีทำเสร็จแล้ว เหลือเพียงเสียงร้องที่ต้องรีดออกมาให้ได้

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง เมื่อเขาได้ย้ายกลับบ้าน กลับมาประจำอยู่ที่ศูนย์วิศวกรรมการเกษตรขอนแก่น ซื้อบ้านเป็นของตัวเอง และสิ่งแรกที่ลงมือทำคือกั้นห้องหนึ่งขึ้นมาเป็นสตูดิโอ ด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมาว่าไม่อยากไปขอให้ใครทำให้ และไม่อยากไปเช่าที่ของใคร เขาเรียนรู้การมิกซ์ การมาสเตอร์ และการปั้นเพลงทั้งหมดด้วยตัวเองจากห้องห้องนั้น “พอทำสตูปุ๊บ ผลงานออกมาเยอะเลย เพราะมันสะดวก พอนึกออกก็ทำได้เลย” และตรงจุดนั้นเองที่ภาษาอีสานเดินเข้ามานั่งอยู่ในบทเพลงของเขาเป็นครั้งแรก

 

ทำเพลงแบบบูมเดี่ยว

พอลงมือเขียนอีสานอย่างจริงจัง เขาก็ค้นพบว่ามันง่ายกว่าที่คิดไว้มาก “อีสานง่ายกว่าสำหรับผม แล้วก็ฟูกว่า คิดคำได้มากกว่าภาษากลางมาก” แต่พอเราถามต่อว่าแล้วภาษากลางยากกว่าตรงไหน คำตอบของเขากลับหักมุมไปอีกทาง เพราะสิ่งที่เขาอยากทำกับภาษากลางคือเพลงที่มีสองชั้นสามชั้น เขาไม่ชอบเพลงที่ย่อยง่าย เข้าใจได้ในทันทีที่ฟังจบ เขาชอบเพลงที่ย่อยยาก มีชั้นเชิง และเมื่อตั้งโจทย์ไว้แบบนั้น การหาคำมาลงให้ครบทุกชั้นก็ยากตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว

ส่วนกับบูมเดี่ยวนั้น เขาไม่ได้ต้องการความซับซ้อนขนาดนั้น “ผมอยากจะดึงศักยภาพของคำนั้นขึ้นมาเฉย ๆ คำแปลก ๆ ที่มันไม่ค่อยได้ยิน แล้วก็ใส่เหตุการณ์เข้าไป” เหตุการณ์ที่ว่าก็เป็นเหตุการณ์ธรรมดาสามัญอย่างที่สุด แม่ใช้ให้เอาห่อหมกไปฝากป้า อะไรทำนองนั้น “ไม่ต้องลึกอะไรเลย แต่ก็ช่วยให้เราคลายเครียดได้ดีมาก” เขาว่า “เหมือนหมอลำก็คลายเครียดนะครับ

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

ทว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่วิธีทำงานของเขาถูกเขย่าจนกระเพื่อม บูมเคยไปเล่นดนตรีในงานหนังสือแล้ว ‘น้าชาติ’ หรือ ‘ชาติ - ชาติ กอบจิตติ’ ได้ฟังแล้วชอบใจ หลังจากนั้นทุกครั้งที่น้าชาติมาขอนแก่นก็มักจะโทรเรียกเขาไปร่วมวงสังสรรค์ด้วยเสมอ ในวงนั้นมีแฟนหนังสือของน้าชาตินั่งอยู่เต็มโต๊ะ จนอยู่มาวันหนึ่งก็มีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่าถ้าอยากแต่งเพลงต้องอ่านหนังสือเยอะ ๆ บูมในตอนนั้นยังเป็นวัยรุ่นอยู่ และตอบกลับไปอย่างแรงว่า “ไม่เกี่ยว ผมใช้ชีวิตทั่วไปผมก็มาเขียนเพลงได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือ” อีกคนหนึ่งพยายามช่วยอธิบายว่าคำในหนังสือนั้นอาจจะเอามาเชื่อมกับเหตุการณ์ที่บูมอยากได้ในชีวิตประจำวันก็ได้ แล้วน้าชาติก็เอ่ยขึ้นมาเพียงประโยคเดียว

 

มึงมันบัวใต้น้ำ

 

“วันนั้นกินเหล้าไม่อร่อยเลย” บูมว่า กลับไปเขาก็ไปหา ‘พันธุ์หมาบ้า’ มาอ่าน แม้จะเป็นครั้งแรกที่เขาได้อ่านมัน แต่เขาก็อ่านจบอย่างรวดเร็วเพราะมันสนุกมาก แล้วก็ตามอ่านของชาติจนหมดทุกเล่ม ก่อนจะขยับไปหาอุทิศ เหมะมูล เป็นลำดับถัดไป 

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

สิ่งที่ได้กลับมานั้นไม่ใช่คลังคำศัพท์อย่างที่ควรจะเป็น “ผมรู้สึกว่าผมพยายามจะช้าลง” เขาว่า “เราต้องเก็บสโคปรอบข้างเหมือนกล้อง 360 องศา ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง สิ่งที่เราจะเล่าจริง ๆ มันอยู่ตรงนี้แหละ แต่เราเก็บรอบ ๆ ไว้ก่อน” 

หากอยากเห็นว่าวิธีคิดแบบนี้ออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ต้องฟังสองเพลง ‘ให้ลาบก้อยเยียวยา’ นั้นเริ่มต้นจากร้านลาบริมลำน้ำชีแถวมหาสารคาม ร้านที่แขวนขาวัวไว้เต็มหน้าร้าน โครงของเพลงเดินตามลำดับของการเข้าร้านลาบจริง ๆ ทุกขั้นตอน เห็นขาวัวก่อน คุยกับเจ้าของร้าน แล้วจึงค่อยเดินเข้าไปนั่ง จากนั้นก็เจอเข้ากับสิ่งที่ทุกคนที่เคยเข้าร้านลาบย่อมรู้ดี “เอกลักษณ์ของร้านลาบเนี่ยจะชอบเสิร์ฟข้าวเหนียวกับผักกับแจ่วมาก่อน แล้วอาหารมันจะช้ามาก บางทีเรากินข้าวเหนียวกับแจ่วอิ่มแล้วพวกนี้ถึงมา” ในบทเพลงนั้นเขาเปลี่ยนข้าวเหนียวเป็นเบียร์ ขอเครื่องดื่มมาก่อนได้บ่ แล้วเรื่องก็ดำเนินไปจนจบลงที่ความเมา ก่อนจะเติมความหมายเข้าไปในตอนท้ายว่าหัวใจมันโดนย่ำยี มีเพียงลาบก็ให้ช่วยเยียวยา “จริง ๆ มันก็เยียวยาอยู่นะ ลาบก้อยอะครับ” เดิมทีเขาตั้งใจจะตั้งชื่อเพลงตามชื่อร้าน ก่อนจะเปลี่ยนใจ เพราะไม่อยากให้มันผูกติดอยู่กับร้านใดร้านหนึ่ง

ส่วน ‘ฟักอยู่ป๊อกป๊อก’ นั้นมาจากคนละที่คนละทางกันเลย ในงานศพของพี่สาวยาย มีพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนใต้มาช่วยงานตั้งแต่ต้นจนจบ ยกเต็นท์ ล้างจานกองใหญ่ที่คนใต้ใช้กันจนล้นกะละมัง พอตกเย็นเหล่าญาติก็ตั้งวงกินเหล้ากันตามธรรมเนียม ลุงของบูมหยิบเบียร์ยื่นให้เขา เขาไม่รับ ขอข้าวแทน ไม่ได้พูดจากันมากมายอะไร กินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันไป รุ่งเช้าก็กลับมาช่วยงานเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น บูมเก็บภาพของคนคนนั้นเอาไว้ในหัว แล้วยกไปวางลงในฉากงานบุญงานแต่งของภาคอีสานแทน จนกลายมาเป็นบทเพลงป๊อกป๊อกในที่สุด 

 

 

เงื่อนไขข้อเดียวที่เขาตั้งไว้กับตัวเองคือความจริงใจ “เราอยากโอ้อวดแหละ แต่เราจะอวดในความเรียบง่าย” เขาว่า “ทำยังไงก็ได้ ขอให้จริงใจ” และเขาก็ไม่ได้บอกว่าตัวเองทำได้ครบทุกครั้งเสียเมื่อไหร่ “มันมีนะ เพลงที่ผมหลุดไป เหมือนไม่ค่อยจริงใจ ผมก็อยากจะลบอยู่ ผมไม่ได้ทำได้ถูกมาตั้งแต่แรก ผมก็ทำผิดบ้างถูกบ้าง” ส่วนเหตุผลที่เขามีอิสระในการเลือกได้ขนาดนี้ก็ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือเขามีงานประจำรองรับอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทำเพลงเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้อง “เพราะทำที่ทำให้เราชอบ ก็เลยมีอิสระ เป็นกึ่งระบาย” ทว่าอีกด้านหนึ่งก็มีเพดานของมันอยู่เช่นกัน เพราะเมื่อรับราชการ จะระบายมากเกินไปก็ไม่ได้ ซึ่งกลายเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดว่าเหตุใดบทเพลงของเขาจึงต้องมีสองชั้นสามชั้นซ่อนอยู่เสมอ

 

ซอฟต์พาวเวอร์
ที่ไม่ต้องประเคน

 

ลาบก้อยก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นซอฟต์พาวเวอร์
แต่ก็กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์แบบแข็งแรงมาก

 

พอเอ่ยถึงคำที่ใคร ๆ ก็พูดถึงกันเยอะเหลือเกินในช่วงหลัง เขาตอบด้วยข้อสังเกตขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก “เวลาที่เห็นคนประสบความสำเร็จเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ มันมักจะมาจากการที่ไม่ได้ต้องพยายามมาก แต่ถ้าพยายามปุ๊บ มันจะเป็นซอฟต์แปลก ๆ ละ” ตัวอย่างที่เขายกขึ้นมานั้นวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเราพอดิบพอดี “อย่างลาบก้อยก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ แต่ก็กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์แบบแข็งแรงมาก” ทุกวันนี้ร้านเหล้าโมเดิร์นทุกร้านมีลาบอยู่ในเมนู โดยที่ไม่เคยมีใครวางแผนให้มันไปนั่งอยู่ตรงนั้น

เงื่อนไขที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดคือเรื่องของฝั่งผู้รับ “การนำเสนอมันต้องอยู่ในขอบเขตว่าคนที่เราอยากให้เขารับซอฟต์พาวเวอร์ของเรา เขาต้องการมั้ย บางทีมันต้องให้เขาต้องการโดยอัตโนมัติ โดยเราไม่ต้องไปพยายาม” แล้วเขาก็ยกงานของตัวเองขึ้นมาเป็นตัวอย่าง “เพลงผมก็ไม่ได้ต้องการจะนำเสนอความเป็นอีสานขนาดนั้น ผมมีเสียงแคนนิดเดียวในเพลง หรือเป็นเสียงซินธ์ด้วยซ้ำ แต่เป็นโน้ตแบบนั้น

 

เราทำให้มันน่าค้นหาดีกว่า
มากกว่าที่จะไปประเคนหรือใส่พานให้เขา

 

เราก็เล่าในมุมของเรา ที่มันเป็นความดิบที่สุดของสิ่งที่มันเป็น” เขาว่า ส่วนคำถามที่ใหญ่กว่านั้น เขาตอบตรง ๆ โดยไม่พยายามจะฉลาดกว่าที่ตัวเองเป็น “ในแง่ของการที่จะไปโปรโมทขนาดใหญ่ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องยังไง

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

ปราชญ์ชาวบ้าน
ในอำเภอเมือง

บทสนทนายังคงดำเนินไปในขณะเวลาก็ก้าวเข้าบ่ายสองกว่า ๆ เราถามเขาต่อว่าทำเพลงมาเนิ่นนานขนาดนี้ เคยเบื่อบ้างไหม “ไม่เบื่อเลยครับ” คำตอบของเขามาพร้อมเหตุผลที่ฟังแล้วเข้าท่ากว่าที่คาดไว้ เพราะงานประจำของเขานั้นเป็นงานวิจัย ต้องเขียนขอทุน ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ต่างจากการทำเพลงเลย ทั้งสองอย่างจึงหมุนสลับกันไปมาโดยอัตโนมัติ “พอผมใช้ความคิดสร้างสรรค์กับงานประจำมาก ๆ ผมจะไม่ค่อยได้ไปอัพอะไรในเพจเลย มันก็จะเคลื่อนไหวน้อยลง แต่พองานประจำเริ่มเคลียร์ไปหมด เพจผมจะเริ่มเคลื่อนไหว มันก็เลยไม่เบื่อ พอผมกลับมาทำ ผมก็อยากทำ เพราะมันได้พัก” ผลลัพธ์ของการหมุนแบบนี้คือปีละสามถึงสี่เพลง ซึ่งเขายอมรับตามตรงว่าน้อย แต่ก็มีข้อดีในตัวของมันเอง “ข้อดีก็คือเราได้เป็นตัวเรา

ทุกวันนี้คนฟังเพลงของเขามีตั้งแต่เด็กอนุบาลเพราะพ่อแม่เปิดให้ฟังที่บ้าน ไปจนถึงคนวัยสามสิบอัพที่พอเจอหน้าปุ๊บก็เดินเข้ามาหาอย่างสนิทสนมทันที แล้วยืนยันหนักแน่นว่าต้องไปกินลาบด้วยกันให้ได้ ปีที่ผ่านมามีอยู่ราวห้าคอนเสิร์ตที่คนดูยก ‘ขาวัว’ ใหญ่ ๆ ขึ้นมาให้เขาบนเวที เพื่อให้เขาปาดแจกคนดูระหว่างเล่น ซึ่งเจ้าตัวก็สารภาพออกมาตามตรงว่า “จริง ๆ ผมไม่ค่อยกินดิบไง แต่แบรนดิ้งเรามันเป็นซอยจุ๊กับลาบไปแล้ว” กินอยู่ แต่จะไม่สั่งเอง และไม่กินในเวลาที่อยู่กับครอบครัว เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับลูก

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

อีกกลุ่มหนึ่งที่เขาพูดถึงด้วยความรู้สึกอีกแบบ คือคนต่างภาคที่ฟังภาษาอีสานไม่ออก “เขาบอกว่าชอบเมโลดี้มากเลย แต่ฟังไม่รู้เรื่อง ช่วยทำซับให้หน่อยครับ” เขาว่า “คือสุภาพมาก จนกูต้องไปนั่งทำซับให้เลย” ทำเองทั้งหมด ลงในยูทูบเอง “เอฟซีที่มาส่วนใหญ่ 90 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ก็รู้สึกบวกหมดเลย เวลาไปนั่งอ่านก็รู้สึกดีหมด แล้วเราก็อยากให้เขารู้สึกดีเหมือนกัน

พอถามว่าตัวตนที่อยากเป็นคืออะไร เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบว่า “อยากจะเป็นเหมือนปราชญ์ชาวบ้าน แต่อยู่ในอำเภอเมือง” อยู่แบบมินิมอล ใช้ชีวิตประจำวันเป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง เขาย้ำคำว่าอำเภอเมืองอยู่หลายรอบราวกับกลัวว่าเราจะฟังไม่ชัด และความสุขของเขาก็อยู่ตรงนั้นด้วยเหมือนกัน “อยู่กับครอบครัว แล้วก็รักษาสมดุลตรงนี้ กลับบ้านไปหาพ่อแม่ ทำงาน เลี้ยงลูก อยู่กับภรรยา ทำงานให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในที่ทำงาน เพื่อที่จะให้ตัวเองมีพลังในการสร้างสรรค์ต่อ รักษาไปเรื่อย ๆ ให้มันโอเคทุกปี ไม่ต้องดีที่สุด” มีอยู่เพียงสิ่งเดียวที่เขากลัว “บางวันตื่นมาไม่อยากทำก็มี กราฟบางทีมันพลิก มันมีขึ้นมีลง” เขาว่า ก่อนจะตอบคำถามของตัวเองไปในตัว “ก็ต้องปล่อยวาง เมื่อถึงวันนั้น เขาบอกว่าสติปัญญากับพละกำลังมันก็จะหมดไปในวันหนึ่ง” แล้วก็รีบเติมทันทีว่าอันดับแรกของตอนนี้คือต้องลดความอ้วนก่อน

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต

 

ส่วนเพลงใหม่ที่รอวันปล่อยอยู่นั้น เขาบอกว่าดนตรีเป็นโลไฟ ด้วยเหตุผลที่ย้อนกลับไปหางานประจำอีกครั้ง เพราะเวลานั่งทำงานเขาต้องการสมาธิ จึงฟังโลไฟบ่อยจนติดมาโดยไม่รู้ตัว ท่อนหนึ่งของเพลงร้องว่า “Sound of Northeast Millennium Superstar” ซึ่งเขาอธิบายว่า “ก็คือซูเปอร์สตาร์ในยุคมิลเลนเนียมของผม” อันไม่ใช่ใครที่ไหน หากคือเหล่าศิลปินตลกในคณะเสียงอีสาน ปอยฝ้าย ยายจื้น ยายยง ซึ่งตัวเพลงจะเกี่ยวกับคนที่ปรากฏตัวอยู่ในวีซีดีบันทึกการแสดงสดซึ่งเกลื่อนกลาดไปหมดในยุคนั้น เปิดกันบนรถบัส เปิดบนรถทัวร์ เปิดกันตามบ้าน เพราะหมอลำคณะใหญ่นั้นไม่เคยเดินทางมาเล่นในเมืองเล็ก ๆ จนมีท่อนที่ร้องว่า “หมอลำคณะบักใหญ่ but I live in the little town” เขาว่า เนื้อเพลงจึงกลายเป็นการเอ่ยปากบอกคณะเหล่านั้นว่าโปรดแวะมาเล่นที่เมืองของเราบ้าง! 

เด็กชายคนที่เคยรู้สึกว่าหมอลำในตลาดนัดข้างบ้านมันเชย และหันไปฟังแกรมมี่เพราะรู้สึกว่ามันทันสมัยกว่า วันนี้กำลังนั่งเขียนเพลงถึงคนที่เขาไม่เคยได้ดูตัวจริงสักครั้งเดียวในชีวิต 

ใครจะคิดว่าบทสนทนาหมู่กับบูมเดี่ยว ณ ร้านส้มตำแห่งหนึ่งในวันที่แดดร้อนแผดเผาจะทำให้เราได้รับรู้ถึงเรื่องราวของใครสักคนมากเพียงนี้ นอกจากจะมีส้มตำ ลาบก้อย ลาบคั่ว และคอหมูย่างเลิศรสแล้ว บทสนทนาในวันนี้ก็น่าจดจำไม่แพ้ไปกว่าการพูดคุยครั้งไหน ๆ เพราะมันเรียบง่ายเสียเหลือเกิน

 

บูมเดี่ยว : บทสนทนาในร้านส้มตำ ว่าด้วยบทเพลง ภาษาอีสาน และความเรียบง่ายของชีวิต