‘นาเดีย สุทธิกุลพานิช’ จากเสียงร้องในความทรงจำสู่ชีวิตจริงในวัย 40+

‘นาเดีย สุทธิกุลพานิช’ จากเสียงร้องในความทรงจำสู่ชีวิตจริงในวัย 40+

จากเสียงร้องในความทรงจำของแฟนเพลงยุค Bakery Music สู่ชีวิตวัย 40+ ที่เลือกเดินทั้งเส้นทางดนตรี งานประจำ และความสุขในแบบของตัวเอง ‘นาเดีย สุทธิกุลพานิช’ พาย้อนกลับไปฟังเรื่องราวเบื้องหลังเพลงฮิต ห้องอัดในคืนแรก มิตรภาพในค่าย และบทเรียนจากการปั้นดินที่กลายเป็นปรัชญาชีวิต

KEY

POINTS

หากย้อนกลับไปในช่วงยุคปลาย 90s ถึงต้น 2000s ยุคทองของค่ายเพลงอินดี้ระดับตำนานอย่าง ‘Bakery Music’ หนึ่งในเสียงร้องที่หวานใส อบอุ่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนกลายเป็นท่วงทำนองประจำใจของใครหลายคน คงหนีไม่พ้นเสียงของ ‘นาเดีย สุทธิกุลพานิช’ เจ้าของเพลงฮิตที่ทลายกำแพงเวลาอย่าง Happy Anniversary, คนไม่พิเศษ, พอ และ โลกใบใหญ่

รายการ The Moment ได้มีโอกาสสนทนากับ ‘นาเดีย’ ในวันที่เธอกำลังเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตอย่าง ‘SBZ B-Day Uncut Live’ เราจะพาทุกคนเดินทางย้อนเวลากลับไปยังห้องอัดที่แสนอลเวง ปรัชญาชีวิตที่ได้จากการปั้นดิน และการบาลานซ์ชีวิตในฐานะ ‘พนักงานออฟฟิศสายประกันภัย’ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับ ‘เงาปีเตอร์แพน’ ที่เธอสอยติดตัวไว้เสมอ

The People: ก่อนที่เราจะเข้าสู่ประเด็นหลัก ๆ ขออนุญาตเริ่มต้นด้วยคำถามอุ่นเครื่อง (Quick Quiz) ก่อน เพลงไทยเพลงล่าสุดที่พี่เดียเพิ่งเปิดฟังคือเพลงอะไรคะ

นาเดีย: (หัวเราะ) อ๊อย ยากจังเลยค่ะ... เพลงไทยล่าสุดที่ฟังน่าจะเป็นเพลงของวง Fellow Fellow ค่ะ เพราะว่าวันก่อน คิว (คิว วง Flure) เขาส่งข้อความมาบอกว่า “พี่เดียร์ช่วยฟังเพลงนี้หน่อย” ก็เลยได้กดเข้าไปฟัง

The People: แล้วปกติพี่เดียมีนักร้องหรือศิลปินไทยในดวงใจที่ชอบฟังบ่อย ๆ ไหมคะ?

นาเดีย: มีเยอะแยะเลยค่ะ จริง ๆ แล้วเดียเป็นแฟนเพลงค่าย Bakery Music มาโดยตลอด คนที่ชอบมาก ๆ แบบชอบเป็นพิเศษเลยคือ พี่โป้ โยคีเพลย์บอย  ค่ะ 

The People: อ้าว จริงเหรอ! พี่โป้เคยมาสัมภาษณ์ที่นี่ด้วยนะคะ

นาเดีย: อุ๊ย จริงเหรอคะ! แต่เดียไม่เคยบอกพี่โป้ตรง ๆ เลยนะ (หัวเราะ) เขินค่ะ ไม่รู้สิ มันอาจจะไม่ได้มีโอกาสได้คุยกันจริงจัง แล้วถ้าเดินไปบอกเขาดื้อ ๆ เขาคงรู้สึกแปลก ๆ แต่เดียชอบอัลบั้มของพี่โป้มาก ๆ ค่ะ แล้วก็ชอบอัลบั้ม Simplify ของพี่บอย (บอย โกสิยพงษ์) มากด้วย คือฟังตลอดเวลาจนถึงตอนนี้ก็ยังฟังอยู่เลย ส่วนศิลปินยุคนี้ที่เดียชอบฟังบ่อย ๆ ก็จะมีวง Lipta (ลิปตา) ค่ะ 

The People: มาคุยเรื่องสไตล์การแต่งตัวกันบ้าง ถ้าวันไหนที่พี่เดียไม่มีนัดสัมภาษณ์ ไม่มีกล้อง ไม่ต้องเจอผู้คนเยอะ ๆ แค่ออกไปทำธุระส่วนตัวคนเดียวง่าย ๆ ปกติแต่งตัวสไตล์ไหน?

นาเดีย: แต่งสบายมากเลยค่ะ แต่งตัวชิวมาก ชอบใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น ยิ่งเดี๋ยวนี้ก็คือเสื้อยืดกางเกงขาสั้นออกจากบ้านเลย เน้นชิว ๆ สบาย ๆ ไว้ก่อนค่ะ 

The People: พูดถึงเรื่องความสบายใจ อีกหนึ่งอย่างที่เป็นกิจกรรมโปรดของพี่เดียคืองานอดิเรกเรื่องการปั้นดิน 

นาเดีย: ชอบมากค่ะ 

The People: ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มหัดปั้นดิน เชื่อว่าน่าจะต้องมีจังหวะที่งานพัง ล้มเหลวไม่เป็นท่า พี่เดียจัดการกับความรู้สึกตอนนั้นอย่างไร  

นาเดีย: ถ้ารักจะปั้นดินจริง ๆ เราห้ามท้อค่ะ เดียทำงานปั้นดินมาตั้งแต่ปี 2007 แล้วงานอดิเรกนี้สอนอะไรในชีวิตเยอะมาก โดยเฉพาะคำว่า “เราห้าม Give up (ถอดใจ)” และ “เราห้ามยึดติด” เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่มือของเราเอง ผิดพลาดก็เพราะมือเรา สำเร็จก็เพราะมือเรา เดียเคยเล่าให้คนอื่นฟังบ่อย ๆ ว่า สำหรับเดียแล้ว การปั้นดินหรือทำเครื่องปั้นดินเผา  มันเหมือนกับการนั่งสมาธิค่ะ เพราะจริง ๆ แล้วเดียเป็นคนที่นั่งสมาธิแบบปกติไม่ได้เลย

พอนั่งสมาธิแบบปกติไม่ได้ เราก็ต้องหาอะไรทำ และการได้อยู่กับดินมันทำให้เรามีสมาธิจดจ่อร้อยเปอร์เซ็นต์ สมมติว่าขณะที่เรากำลังปั้นดินขึ้นรูปอยู่บนแท่นหมุน แล้วมีคนมาเรียกเราปุ๊บ ถ้าเราไม่ระวัง ดินมันจะพรึ่บ และพังหลุดมือทันทีเลย  

เพราะฉะนั้น ดินมันเลยสอนให้เรามีสติตลอดเวลา ถ้ามีคนเรียก เท้าเราต้องหยุดเหยียบเครื่องแป้นหมุน มือต้องหยุด เพื่อที่จะหันไปคุย และเราต้องคุยกับคน ๆ นั้นให้รู้เรื่องให้จบก่อน จากนั้นถึงค่อยหันกลับมาทำดินต่อ ไม่งั้นดินพังหมด มันเป็นเหมือนปรัชญาชีวิตอย่างหนึ่งที่สอนให้เรามีสติตอบสนองกับสิ่งรอบข้างอย่างเป็นระบบค่ะ  

‘นาเดีย สุทธิกุลพานิช’ จากเสียงร้องในความทรงจำสู่ชีวิตจริงในวัย 40+

The People: ขอถามคำถามสมมติหน่อยนะคะ ถ้าวันนี้พี่เดียสามารถวาร์ปย้อนเวลากลับไปตอนอายุ 18 ปี แล้วคุณแม่ ‘ไฟเขียว’ เปิดทางให้ทำทุกอย่างได้เต็มที่อย่างที่ใจต้องการ พี่เดียคิดว่าตัวเองในวันนี้จะมีตัวตนและชีวิตเหมือนกับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไหม

นาเดีย: เดียคิดว่าเหมือนเดิมนะคะ เพราะในความเป็นจริงต้องบอกว่าคุณแม่ไม่เคยห้ามเลยค่ะ ท่านไม่ได้ห้ามแบบขัดขวาง แต่ท่านมักจะถามเพื่อความแน่ใจมากกว่า เช่นถามว่า “เอ๊ย ทำแบบนี้ชอบจริง ๆ ใช่ไหม?” แต่ท่านไม่เคยบอกว่าห้ามทำ

อย่างตอนที่เดียจะเข้ามาร้องเพลง ที่บ้านของเดียไม่มีใครทำงานสายบันเทิงหรือมีพื้นฐานเป็นศิลปินเลย ทุกคนทำธุรกิจ ทำงานธนาคารกันหมด ทุกคนเลยงงกันมากว่าเดียจะไปร้องเพลงได้ยังไง ทำเป็นเหรอ ร้องเป็นเหรอ แต่พอเดียร์บอกว่าอยากลองทำ คุณแม่ก็บอกว่า “อืม... โอเค งั้นก็ลองดู” เพราะฉะนั้นคุณแม่ไม่ได้ห้ามเลย ท่านแค่ถามเพื่อให้เราทบทวนตัวเองค่ะ

The People: ทราบมาว่าหลังจากที่เซ็นสัญญากับ Bakery Music และทำเพลงเสร็จแล้ว พี่เดียตัดสินใจเลือกที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษทันที ตอนนั้นมีเรื่องราวความประทับใจเกี่ยวกับผู้ใหญ่ในค่ายอย่างไรบ้าง

นาเดีย: ใช่ค่ะ ตอนนั้นพอทำเพลงเสร็จแล้ว เดียรู้สึกว่าตัวเองอยากไปเรียนหนังสือต่อที่อังกฤษ เดียก็จัดการสมัครเอง ทำทุกอย่างเองหมด แล้วเดินไปบอกผู้ใหญ่ ซึ่งกลุ่มผู้ใหญ่ที่ช่วยเดียไว้เยอะมาก ๆ และเดียประทับใจไม่เคยลืมเลยคือ พี่บอย (โกสิยพงษ์), พี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์) และพี่สมเกียรติ (สมเกียรติ อริยชัยพานิช) 

ตอนนั้นเราเซ็นสัญญาทำเพลงไปแล้ว และสัญญาเพิ่งเริ่มต้นด้วย คุณแม่ก็บอกว่าให้เดียไปคุยกับทางค่ายเอง ตัดสินใจเอง อยากทำอะไรก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมานะ ถ้าสมมติค่ายเขาบอกว่าไม่ให้ไปเพราะเซ็นสัญญาไปแล้ว จะทำยังไง ให้ลองไปคิดดู 

เดียก็เดินไปบอกพี่สมเกียรติแบบแอบลำบากใจนิดนึงว่า “เอ่อ... พี่สมเกียรติคะ เดียสอบได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ทำไงดีคะ?” ปรากฏว่าพี่สมเกียรติบอกว่า “เฮ้ย! ไม่เป็นไรเดีย ไปเลย ดีเลย ดีซะอีก เดียจะได้ไปเก็บประสบการณ์ ไปเก็บคอนเทนต์ข้างนอกมา แล้วค่อยกลับมาทำเพลงด้วยกัน”

เดียฟังแล้วแบบ หือ... ดีใจจังเลย (ยิ้ม) เพราะตอนแรกเราเตรียมใจเครียดมาเต็มที่ ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาไฟเขียวและสนับสนุนเต็มร้อย ทำให้เดียสามารถทำทั้งสองอย่างขนานกันไปได้โดยไม่ต้องเสียสละสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปเลยค่ะ โชคดีมาก ๆ

The People: แสดงว่าในวันนั้น ไม่ได้มีความรู้สึกเสียดายเลยใช่ไหม ที่เราเลือกบินไปเรียนต่อแทนที่จะปักหลักเป็นนักร้องที่ประเทศไทย? 

นาเดีย: ไม่เสียดายเลยค่ะ เพราะสุดท้ายเดียก็ยังได้ร้องเพลงอยู่ดี (หัวเราะ)  

The People: แอบทราบมาว่าช่วงที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ พี่เดียก็ทำงานอื่นไปด้วยที่ไม่ใช่งานร้องเพลง 

นาเดีย: ใช่ค่ะ ตอนเด็ก ๆ สมัยเรียนหนังสือ เดียมีความผูกพันกับเครือเนชั่นนิดนึง คือเดียร์เคยเขียนคอลัมน์ส่งให้ทางหนังสือพิมพ์เนชั่นด้วย ซึ่งเด็ก ๆ สมัยนี้อาจจะไม่รู้จักแล้ว ยุคนั้นจะมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสำหรับวัยรุ่นชื่อ Nation Junior เดียเขียนบทความส่งมาจากอังกฤษลงที่นั่นค่ะ เป็นเรื่องราวประสบการณ์การเรียนหนังสือและการใช้ชีวิตที่อังกฤษค่ะ เช่น แฟชั่นและเทรนด์ที่นั่นเป็นอย่างไร วัฒนธรรม เขาเป็นแบบไหน

The People: พูดถึงความหลัง ยุคนั้นมีนิตยสารเล่มหนึ่งที่แฟนเพลงยุค 90s คิดถึงมาก ๆ คือนิตยสาร Catch ของค่ายเบเกอรี่เอง พี่เดียจำภาพแฟชั่นที่ตัวเองเคยถ่ายได้ไหม ช่วยเล่าโมเมนต์ภาพเหล่านั้นให้ฟังหน่อย

นาเดีย: จำได้ค่ะ! แฟชั่นเซ็ตนั้นถ้าจำไม่ผิด ถ่ายที่ร้านอาหารแถวพหลโยธิน พี่ช่างภาพที่ถ่ายแฟชั่นให้เดียชื่อ พี่ติ้ว แกเป็นคนถ่าย Catch ให้เดียตั้งแต่เล่มแรกเลยค่ะ เล่มแรกสุดนั้นเดียจำได้ว่าเดียแต่งตัวเป็นซานตาคลอส (หัวเราะ) พี่ติ้วถือเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เดียด้วยเหมือนกัน

ยุคนั้นทุกคนในเบเกอรี่ทำงานกันแบบเด็ก ๆ มาก เดียเพิ่งคุยกับพี่สุกี้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า “พี่สุกี้คะ ตอนที่เราทำเบเกอรี่ยุคนั้นน่ะ พี่สุกี้อายุเท่าไหร่เหรอคะ ทำไมพี่ดูเหมือนผู้ใหญ่และเท่มากเลยในสายตาเดีย” พี่สุกี้บอกว่าแกอายุแค่ 20 กว่า ๆ เองค่ะ!

เดียฟังแล้วแบบ โห... สุดยอดมากเลย ตอนนั้นพวกผู้ใหญ่ในค่ายก็คือเด็กอายุ 20 กว่า ๆ เท่านั้นเอง มิน่าล่ะพี่สุกี้ถึงบอกว่าตอนนั้นเขาเหมือนเป็น ‘หัวหน้าแก๊งเด็ก’ คือรวมเด็กที่มีความสามารถ มีความฝัน และมีความกล้าที่จะลงมือทำมารวมตัวกัน ทุกคนในเบเกอรี่เลยเป็นต้นแบบที่เท่มาก ๆ ให้กับเดีย 

The People: ตอนที่พี่เดียเริ่มถ่ายแบบและวางแผนทำอัลบั้มแรก ตอนนั้นอายุประมาณเท่าไหร่ 

นาเดีย: ถ้าน่าจะทำอัลบั้มแรกเสร็จและถ่ายเซ็ตนี้ อายุน่าจะประมาณ 20 ปีค่ะ แต่ตอนถ่ายแฟชั่นยุคนั้นเดียมีปัญหาตลก ๆ อยู่อย่างหนึ่งนะ (หัวเราะ) คือเสื้อผ้าทุกชิ้นที่เดียใส่ถ่ายแบบที่เมืองไทย เดียต้องใส่ ไซส์ L ตลอดเลยค่ะ! เพราะสยามยุคนั้นเขาชอบตัดเสื้อผ้าไซส์เล็กมาก ๆ เสื้อผ้าน่ารัก ๆ ทุกชิ้นในร้านจะมีแต่ขนาดจิ๋ว ๆ พอเดียกลับมาลองใส่ก็รู้สึกว่า “เฮ้ย! ทำไมฉันตัวใหญ่ขนาดนี้ ต้องใส่ไซส์ L เลยเหรอ” แอบเครียดไปนิดนึง แต่ตลกตรงที่ตอนเดียเรียนอยู่ที่อังกฤษ เดียกลับกลายเป็นคนตัวเล็กมาก ๆ ในไซส์มาตรฐานยุโรปค่ะ (หัวเราะ)

The People: จากครอบครัวสายการเงินและธุรกิจ ทำไมอยู่ดี ๆ ลูกสาวคนนี้ถึงก้าวเข้ามาร้องเพลงในวงการบันเทิงได้คนเดียวเลย

นาเดีย: เดียว่ามันเป็นจังหวะชีวิต เป็นเรื่องของดวงหรือพรหมลิขิตอะไรสักอย่างหนึ่งเหมือนกันค่ะ อย่างที่บอกว่าที่บ้านไม่มีใครทำงานบันเทิงเลย แต่มีวันหนึ่งเดียมีโอกาสได้เจอ พี่สาลี่ (สมเกียรติ อริยชัยพานิช) ตอนนั้นเดียเพิ่งกลับมาจากไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่แคลิฟอร์เนีย อเมริกา (แถว Orange County) พี่สมเกียรติเป็นเพื่อนกับญาติของเดีย เราเลยได้นั่งคุยกัน เดียก็เล่าให้พี่สมเกียรติฟังว่าเทรนด์เพลงที่อเมริกาตอนนี้เขากำลังฮิตแนว Swing (สวิง), Jazz (แจ๊ส) และ Lounge (เลานจ์) กันมากเลยนะ  

พี่สมเกียรติฟังแล้วเขาสนใจจริงจังมาก ถึงขั้นไปหาซื้อแผ่นแนวนี้มาฟังทันที แล้วหลังจากนั้นแกก็ถามเดียว่า “เออ พี่กำลังทำเพลงเพลงหนึ่งอยู่ อยากลองมาร้องดูไหม?” ตอนนั้นเดียบอกแกไปตรง ๆ เลยว่า “เดียร์ร้องเพลงไม่เป็นค่ะ ไม่แน่ใจว่าจะร้องได้หรือเปล่า” แกก็บอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก ลองมาดูก่อน”

เดียก็เลยลองไปที่ออฟฟิศ Bakery Music ซึ่งตอนนั้นตั้งอยู่ที่เซ็นเตอร์พอยท์ (Center Point) สยามสแควร์ พี่สมเกียรติบอกว่าเพลงนี้ทำร่วมกับพรรคพวก เป็นเพลงญี่ปุ่นชื่อ Sweet Soul Revue ของวง Pizzicato Five (พิซซิกาโต ไฟฟ์) ตอนนั้นยังไม่มีเนื้อร้องภาษาไทยเลย แกเลยให้เดียฟังเวอร์ชันญี่ปุ่นแล้วหัดร้องตามไปก่อน 

The People: โห ร้องเพลงญี่ปุ่นตั้งแต่ครั้งแรกเลยเหรอ ยากมากเลยนะนั่น

นาเดีย: โชคดีอีกอย่างหนึ่งค่ะ คือตอนเดียอยู่อเมริกามีเพื่อนสนิทเป็นคนญี่ปุ่น แล้วเดียเป็นคนชอบเพลงญี่ปุ่นอยู่แล้วด้วย ชอบวง SPEED, วง Mr. Children, วง Pizzicato Five และ Towa Tei เดียชอบให้เพื่อนญี่ปุ่นเขียนเนื้อเพลงคาราโอเกะให้ แล้วเราก็นั่งร้องเล่นกัน พอพี่สมเกียรติส่งเพลงญี่ปุ่นมา เดียเลยร้องได้ หลังจากนั้นพี่สมเกียรติก็บอกว่า “เดี๋ยวพี่บอย (โกสิยพงษ์) จะเขียนเนื้อไทยให้”

ซึ่งเพลงของ Bakery ยุคแรก ๆ จะมีเสน่ห์ตรงที่แต่งเนื้อยาวมาก ท่อนเวิร์ส (Verse) 1, 2, 3 แทบจะไม่ซ้ำกันเลย เน้นเล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ พอเดียได้เนื้อเพลงปุ๊บ ก็นัดอัดเสียงทันที โดยมี พี่ไก่-สุธี แสงเสรีชน เป็นคนคุมร้อง วันนั้นคุณพ่อขับรถไปส่งเดียร์ที่ห้องอัดตอนเกือบ ๆ ห้าทุ่ม

The People: บรรยากาศการอัดเสียงเพลงแรกในคืนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

นาเดีย: เป็นอะไรที่แปลกใหม่มากสำหรับเดียค่ะ เพราะเราเข้าไปอัดเสียงในห้องอัดโดยที่เนื้อเพลงยังแต่งไม่เสร็จร้อยเปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ (หัวเราะ) พี่บอยเขานั่งแต่งเนื้อเพลงไปสักพักเขาก็คงง่วงนอน แกเลยบอกว่า “เดียร์ร้องท่อนที่ได้ไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปนอนแป๊บนึง ร้องเสร็จแล้วปลุกพี่ด้วย เดี๋ยวมาเขียนต่อให้”

เดียร์ก็นั่งอัดเสียงไปเรื่อย ๆ พอเสร็จพาร์ทนั้นก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนเนื้อต่อตอนประมาณเที่ยงคืน ซึ่งท่อนที่พี่บอยตื่นมานั่งเขียนสด ๆ ตอนเที่ยงคืนคือท่อนที่ร้องว่า “เรื่องเสื้อผ้าทำอย่างไร ว่าไอ้นี่ของดี คอตตอนดี สีที่สวยของฉันเป็นแบบไหน... และถ้าเขานั้นจูบกัน ฉันต้องพูดอะไร... เออ ถ้าเขาโกรธกัน ฉันต้องพูดอะไร ฉันต้องง้อบ้างไหม…”

ไอ้ท่อนก้อนนี้ทั้งหมดคือเขียนเสร็จปุ๊บ เดียก็อัดร้องปั๊บตอนเที่ยงคืนนั้นเลยค่ะ! เดียอัดเสียงร้องจนเสร็จเรียบร้อยภายในคืนเดียวเลย ตอนเปิดประตูสตูดิโอเดินออกมาข้างนอกเพื่อรอคุณพ่อมารับ ภาพที่เดียเห็นคือ พระกำลังเดินบิณฑบาตพอดีค่ะ (หัวเราะ) สรุปคืออัดเสร็จตอนเช้ามืดพอดี นั่นคือประสบการณ์การเข้าห้องอัดครั้งแรกในชีวิตของเดียค่ะ 

The People: หลังจากเพลงแรกผ่านพ้นไป ทางค่ายได้จัดหาใครมาช่วยสอนร้องเพลงให้พี่เดียอย่างจริงจังไหม

นาเดีย: พี่บอยส่งเดียไปฝากฝังกับอาจารย์คนแรกค่ะ คือ พี่โจ้ วง Pause (อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์) พี่บอยพาเดินขึ้นไปบนออฟฟิศ Bakery @ Center Point แล้วบอกว่า “โจ้ครับ เดียครับ เรียนร้องเพลงกับพี่โจ้นะครับ โจ้ฝากดูแลเดียด้วยนะ” พี่โจ้ก็ตอบเรียบร้อยมากครับ “ครับ”

พี่โจ้เป็นอาจารย์สอนร้องเพลงให้เดียและเพื่อน ๆ แก๊ง Catch ค่ะ บทเรียนแรกที่เดียยังจำได้แม่นยำมาจนถึงทุกวันนี้คือ วิชาเป่ากระดาษแผ่นเล็ก ๆ พี่โจ้จะให้เราตัดกระดาษมาหนึ่งชิ้นเล็ก ๆ แล้วยืนเป่ากระดาษแผ่นนั้นให้แนบติดกับกำแพงโดยห้ามไม่ให้มันร่วงลงพื้นค่ะ

The People: โห... เทคนิคนี้ยากมากเลยนะคะ

นาเดีย: ยากมากค่ะ! เป็นการฝึกกักเก็บและควบคุมลมหายใจที่ดีมาก พี่โจ้ใจดีและใจเย็นมาก ๆ เป็นคนพูดจาไพเราะ อ่อนโยนสวนทางกับภาพลักษณ์ร็อกเกอร์ผมดัดฟูหนา ๆ ของเขาเลยค่ะ (หัวเราะ) 

สิ่งหนึ่งที่เดียร์สัมผัสได้จากพี่โจ้ และผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ใน Bakery คือ เขาจะไม่ได้มาบังคับหรือตีกรอบสอนให้เราต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เขาจะสอนแค่เทคนิคพื้นฐาน เพื่อให้เรายังคงความเป็นตัวตนและสไตล์ธรรมชาติของเราไว้ให้ได้มากที่สุดค่ะ 

กฎเหล็กเดียวที่พวกเขาเข้มงวดและต้องทำให้ได้คือ การออกเสียงอักขระไทยให้ชัดเจนเป็นคำ ๆ ส่วนสไตล์การร้อง วิธีการปล่อยลม หรือท่วงทำนองส่วนตัว พวกเขาปล่อยอิสระตามสบายเลยค่ะ 

นอกจากพี่โจ้แล้ว บางวันที่พี่โจ้ติดงานยุ่ง คนที่แวะมาสอนร้องเพลงให้เดียอีกคนก็คือ พี่นอ วง Pause (นรเทพ มาแสง มือเบส) ค่ะ สองคนนี้เจอกันบ่อยมากเพราะเดียไม่ค่อยชอบไปเดินสยาม ถ้ามาถึงสยามก็จะเดินขึ้นไปสิงสถิตอยู่ที่ค่ายเพลงเบเกอรี่เลย ก็เลยจะสนิทและได้เรียนกับทั้งคู่ค่ะ 

The People: มาถึงพาร์ทสำคัญที่แฟนเพลงอยากรู้มาก คือเบื้องหลังของเพลงฮิตแต่ละเพลง ขอเริ่มจากเพลง Happy Anniversary ทราบมาว่าเป็นเพลงที่ทำลายสถิติการอัดเสียงที่เร็วที่สุดของพี่เดียเลย 

นาเดีย: ใช่ค่ะ! (หัวเราะ) ปกติเดียเป็นคนใช้เวลาอัดร้องค่อนข้างนานพอสมควร แต่เพลง Happy Anniversary นี้อัดร้องเสร็จเร็วมากภายในเวลาชั่วโมงนิด ๆ เท่านั้นเองค่ะ

เพราะเงื่อนไขวันนั้นคือ อัดเสร็จปุ๊บเดียต้องรีบวิ่งไปขึ้นเครื่องบินเพื่อบินกลับไปเรียนต่อที่อังกฤษทันที และอีกอย่างคือท่อนภาษาฝรั่งเศสในเพลงน่ะ ร้องเร็วมากและไม่มีใครในห้องอัดรู้เลยว่าเดียร้องถูกหรือผิด (หัวเราะ) 

‘นาเดีย สุทธิกุลพานิช’ จากเสียงร้องในความทรงจำสู่ชีวิตจริงในวัย 40+

The People: ท่อนภาษาฝรั่งเศสเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร พี่บอยไปเอาคำยากๆ พวกนั้นมาจากไหน?

นาเดีย: พี่บอยเดินมาถามเดียว่า “เดียครับ เดียพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นไหม? “ เดียร์บอก “ไม่เป็นค่ะ” พี่บอยก็บอกว่าแกอยากให้ท่อนพูดของเพลงนี้มีฟีลลิ่งเหมือนกำลังอ่านเมนูอาหารฝรั่งเศสในร้านหรู ๆ พี่บอยเลยบอกให้เดียลองไปหาคำศัพท์และเขียนข้อความอะไรมาให้แกเยอะ ๆ จากไดอารี่ของเดีย แล้วแกจะเอามาร้อยเรียงเขียนเพลงให้

โชคดีมากที่ตอนนั้นเดียมีลูกพี่ลูกน้องคนสนิทชื่อ พี่เอ๋ ซึ่งเรียนศิลป์-ฝรั่งเศสและเพิ่งกลับมาจากเบลเยี่ยม พี่เอ๋พูดฝรั่งเศสได้คล่องมาก เดียกับพี่บอยเลยไปเอาเมนูจริงจากร้านอาหารฝรั่งเศสมาเลือกคำศัพท์กัน เช่นพวกชื่อไวน์หรู ๆ แล้วก็คำฮา ๆ อย่าง grenouille (กรอนุย) แปลว่า กบ และ profiterole (โปรฟิเทอรอล) ที่เป็นขนมหวาน เอามาให้พี่เอ๋สอนเดียออกเสียงแบบเร่งด่วนก่อนเข้าห้องอัดค่ะ

ที่ตลกคือหลังจากเพลงนี้ปล่อยไปหลายปี เดียได้รับฟีดแบคจากแฟนเพลงเยอะมากว่า “พี่เดียคะ หนูตัดสินใจเลือกเรียนแผนการเรียน ศิลป์-ฝรั่งเศส ตอนม.ปลาย เพราะฟังเพลง Happy Anniversary ของพี่เลยค่ะ” เดียฟังแล้วรู้สึกปลื้มใจมากเลยค่ะ 

แล้วมีอยู่ปีหนึ่งตอนงานประชุม APEC CEO Summit ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เดียได้มีโอกาสพบกับท่านประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส พวกเราได้ถ่ายรูปเซลฟี่ร่วมกัน ยังมีคนเข้ามาแซวในไอจีเลยว่า “ได้บอกท่านหรือเปล่าว่าพูดฝรั่งเศสได้” ตลกมากค่ะ 

The People: แล้วเพลงที่สองอย่าง ‘คนไม่พิเศษ’ ล่ะคะ ทราบมาว่าเพลงนี้มีที่มาจากไดอารี่ส่วนตัวของพี่เดียจริง ๆ 

นาเดีย: ใช่ค่ะ เพลงคนไม่พิเศษน่าจะเป็นพาร์ทหนึ่งในไดอารี่ส่วนตัวที่เดียเขียนส่งให้พี่บอยอ่าน อารมณ์ตอนนั้นคงเป็นช่วงแอบชอบใครบางคนตามประสาวัยรุ่น แอบมองเขาอยู่ห่าง ๆ 

แต่ปรากฏว่าพอเพลงนี้ปล่อยออกไป คนที่ชอบเพลงนี้มากที่สุดในบ้านคือพี่ชายของเดียค่ะ มันกลายเป็นเพลงที่ทุกคนรีเลทได้ง่ายมาก เพราะลึก ๆ แล้วทุกคนต่างก็เคยมีความรู้สึกของการเป็นคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่อยากจะเข้าหาหรือเข้าไปทักคนที่ชอบแต่ไม่กล้าพอค่ะ

The People: เขินไหมคะเวลาที่ต้องส่งไดอารี่ส่วนตัวเปิดเผยความลับในใจให้พี่บอยอ่านเพื่อเอาไปแต่งเพลง? 

นาเดีย: เขินสิคะ! เขินมากตอนแรก (หัวเราะ) มีอยู่เพลงหนึ่งที่เป็นตัวอย่างชัดเจนเลยคือเพลง Don't Blame It on Chocolate ตอนที่เดียกลับมาจากอังกฤษ เดียร์แอบบ่นกับพี่บอยว่าเดียอ้วนขึ้น น้ำหนักขึ้นเยอะมากเลย บ่นไปบ่นมา สรุปคือเดียพยายามโทษดิน โทษฟ้า โทษสภาพอากาศ โทษช็อกโกแลต โทษทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ยกเว้นโทษตัวเองที่กินเยอะเองค่ะ (หัวเราะ) พี่บอยฟังแล้วขำมาก แกเลยเอาอินไซต์ความงอแงตรงนั้นไปเขียนเป็นชื่อเพลงสะท้อนว่า “เออ... อย่าไปโทษอย่างอื่นเลย เรารู้อยู่แก่ใจตัวเองนี่แหละว่าทำอะไรลงไป”

The People: อีกเพลง “เธอทำให้โลกนี้สวยดีกว่าหมดทุกอย่าง” เพลงนี้มีที่มาอย่างไรทำไมชื่อถึงยาวขนาดนี้

นาเดีย: (หัวเราะ) เดียเรียกเพลงนี้ว่าเพลงบรึ๊น จริง ๆ แล้วเป็นเพลงโฆษณารถจักรยานยนต์ยี่ห้อหนึ่งค่ะ ซึ่งโจทย์คือท่อนแรกและเสียงที่ปล่อยออกมาในเพลงมันจะต้องให้ความรู้สึกชิว สบายใจ และส่งเสียงสตาร์ทรถว่า “บรึ๊น... สบายใจ” ตอนเข้าห้องอัดพี่บอยก็ให้เดียจินตนาการอารมณ์แบบนั้นเลยเป็นเพลงโฆษณาที่ฟังแล้วยิ้มตามได้ค่ะ 

The People: แล้วเพลง โลกใบใหญ่ ที่มีมิวสิกวิดีโอ (MV) สไตล์ย้อนยุค ทราบมาว่าผู้อยู่เบื้องหลัง MV ตัวนี้ระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งนั้นเลย

นาเดีย: ใช่ค่ะ! มิวสิกวิดีโอเพลงโลกใบใหญ่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมดาว  เลยก็ว่าได้ คนที่มาเป็นผู้ออกแบบท่าเต้น (Choreographer) ให้เดียร์ก็คือ ครูคริส หรือ คริส หอวัง ค่ะ 

ตอนนั้นคริสเขามีพื้นฐานเรียนบัลเล่ต์คลาสสิกมา ไลน์เต้นเขาจะสวยและพริ้วมาก ๆ แดนเซอร์ทุกคนใน MV ก็เป็นก๊วนเพื่อนนักเต้นแจ๊สเต้นบัลเล่ต์ฝีมือดีของคริสหมดเลยค่ะ 

ส่วนอีกหนึ่งดวงดาวที่เดียร์ตื่นเต้นมากคือผู้กำกับ MV เพลงนี้ ซึ่งก็คือ พี่คณิน (คณิณญาณ จันทรสมา อดีตมือกลองวงพรู) ตอนแรกเดียคิดว่าแกเป็นผู้กำกับมืออาชีพที่ผ่านงานมาเยอะแน่ ๆ ปรากฏว่าพอถ่ายทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว พี่คณินเพิ่งเดินมาบอกเดียว่า “เดีย... จริง ๆ งานนี้คืองานกำกับชิ้นแรกในชีวิตพี่เลยนะ” (หัวเราะ) เจ๋งมาก ๆ ค่ะ

The People: แล้วเพลง พอ ที่ร้องคู่กับ พี่น้อย วงพรู (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) ที่หลายคนแซวว่าเป็นเพลงประจำรายการชูรักชูรส

นาเดีย: (หัวเราะ) เพลง พอ จริง ๆ แล้วเป็นเพลงในโปรเจกต์ Million Ways to Love Part 1 ของพี่บอยค่ะ เนื้อหาของเพลงดีมาก ๆ เกี่ยวกับ Contentment หรือความสมดุลและความพอดีในชีวิตเมื่อเราได้เจอความรักที่แฮปปี้แล้ว 

แต่ช่วงที่เพลงนี้ปล่อยออกมา เดียย้ายไปทำงานประจำที่สิงคโปร์พอดี วันดีคืนดีมีเพื่อนโทรมาบอกว่า “แก... เพลงของแกถูกเอาไปใช้เป็นเพลงประกอบรายการทอล์กโชว์ตอนกลางคืนเกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างรายการชูรักชูรสด้วยนะ” เดียก็แบบ จริงเหรอ! จนกระทั่งเดียย้ายกลับมาทำงานที่เมืองไทยประกันชีวิต ซีอีโอ (CEO) ของเดียร์ยังแซวเลยค่ะว่า “เพลงเดียเนี่ยดังมากนะ เป็นรายการที่ต้องเปิดหลังจากเด็ก ๆ เข้านอนแล้ว” (หัวเราะฮา)

‘นาเดีย สุทธิกุลพานิช’ จากเสียงร้องในความทรงจำสู่ชีวิตจริงในวัย 40+

The People: ในช่วงที่พี่เดียห่างหายไปจากวงการเพลง แฟน ๆ หลายคนสงสัยว่าพี่เดียหายไปทำอะไรบ้าง และทำไมถึงตัดสินใจทิ้งวงการไปทำงานออฟฟิศเต็มตัวขนาดนี้ 

นาเดีย: เดียตั้งใจทำงานประจำมากเลยค่ะ ตั้งแต่เดียเรียนจบปริญญาโทปุ๊บ ด้วยความที่เป็นคนไฟแรงอยากทำงานสายตรงที่เรียนมา งานแรกที่เดียทำคือเป็นที่ปรึกษา (Consultant) ด้านพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development) ให้กับ สภาพัฒน์ ค่ะ จากนั้นเดียก็ย้ายมาทำงานสายสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) และย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท Unilever (ยูนิลีเวอร์) ที่ประเทศสิงคโปร์อยู่ยาวนานถึง 7 ปีค่ะ 

พอกลับมาเมืองไทย ก็ได้มีโอกาสย้ายสายงานอีกครั้งมาทำที่ เมืองไทยประกันชีวิต ซึ่งเดียดูแลสายงานด้าน Healthcare (การดูแลสุขภาพ) และความมั่นคงด้านสุขภาพ  ทำงานอยู่ที่นี่มานานมาก ปีนี้เข้าปีที่ 20 แล้วค่ะ 

The People: การเป็นนักร้องชื่อดังในอดีต ส่งผลกระทบหรือสร้างอุปสรรคในการทำงานออฟฟิศบ้างไหม

นาเดีย: ไม่เลยค่ะ เดียคิดว่าเสียงเพลงมันเหมือนเงาตามตัวที่เบลนด์เข้ากับตัวตนของเดียไปแล้ว เวลาเดียสัมภาษณ์งานเดียก็เขียนระบุไปในประวัติ เสมอว่าเดียเคยเป็นนักร้องนะคะ 

เดียมองภาพตัวเองเหมือนเรื่อง Peter Pan (ปีเตอร์แพน) เวอร์ชันการ์ตูนออริจินัล มันจะมีฉากที่ปีเตอร์แพนต้องเอาเข็มสอยเงาของตัวเองติดตัวไว้เพราะเงาจะแอบกระโดดหนีไป ตัวตนการเป็นนักร้องในอดีตก็เหมือนเงาอันนั้นแหละค่ะ มันเป็นพาร์ทหนึ่งในตัวตนของเดียที่เดียสอยเก็บไว้กับตัว 

และสำหรับเดียแล้ว การเคยเป็นนักร้องเป็นประตูเชื่อมโยงผู้คนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ พันเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่อุปสรรคเลยค่ะ เพราะศิลปะมันเชื่อมโยงผู้คนอยู่แล้ว มันทำให้เดียสามารถพูดคุยสร้างความคุ้นเคย (Ice Breaking) กับคนในหลากหลายสาขาได้ง่ายขึ้นมาก ตั้งแต่พาร์ทเนอร์ธุรกิจไปจนถึงคนทำงานศิลปะค่ะ 

The People: พี่เดียทราบไหมครับว่า แฟนเพลงรุ่นใหม่ ๆ เขาขนานนามพี่เดียร์ว่าเป็น ‘อิ้งค์ วรันธร แห่งยุค 90’

นาเดีย: ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ เพิ่งจะเคยได้ยินฉายานี้เหมือนกัน รู้สึกเป็นเกียรติและเกรงใจน้องอิ้งค์มากเลยค่ะ (หัวเราะ) น้องเก่งมาก ๆ เดียเพิ่งมีโอกาสเจอน้องอิ้งค์ตัวจริงที่งานแต่งงานของแทน (แทน Lipta) น้องน่ารักและร้องเพลงเก่งมาก ๆ ยุคนั้นเดียสู้ความดังและเก่งของน้องไม่ได้แน่นอนค่ะ ห่างไกลกันเยอะ 

The People: พี่บอยโพสต์ว่าพี่เดียเป็นความทรงจำของแฟนเพลง พี่เดียมีความรู้สึกอย่างไรกับคำนี้บ้าง มันดูยิ่งใหญ่และมีความหมายมากเลยนะ?

นาเดีย: ยิ่งใหญ่มากค่ะ (ยิ้ม) จริง ๆ เดียเพิ่งไปตอบคอมเมนต์ของแฟนเพลงท่านหนึ่งมาเหมือนกันค่ะ เพราะมีคนเขียนมาบอกว่าเพลงของเดียเนี่ยมันทำให้เขาเห็นช่วงชีวิตอะไรบางอย่างในตอนนั้นของเขาชัดเจนมาก

เดียบอกเขาเลยว่า ใช่เลย! เพราะสำหรับเดียร์เองแล้ว เพลงมันทำหน้าที่เหมือนกับไทม์แมชชีน (Time Machine) จริง ๆ ค่ะ อย่างเดียเป็นแฟนเพลงพี่โป้ โยคีเพลย์บอย ใช่ไหมคะ มันจะมีเพลงบางเพลงของพี่โป้ที่พอได้ยินปุ๊บ มันจะทรานสปอร์ตเดียร์กลับไปเห็นภาพช่วงชีวิตของตัวเองตอนเรียนอยู่ที่อังกฤษแบบคมชัดมาก

ภาพเดียตอนที่กำลังแต่งตัวออกจากบ้านเพื่อจะไปเจอเพื่อน ๆ โดยเปิดเพลงในอัลบั้มนั้นของโยคีเพลย์บอยคลอไว้ในห้องพัก พอวันดีคืนดีเราขับรถกลับบ้านแล้วได้ยินเพลงนี้ปุ๊บ มันพาเราย้อนเวลากลับไปสู่โมเมนต์ตรงนั้นทันทีเลยค่ะ

ดังนั้น เพลงมันจึงไม่ใช่แค่เพลงของเรา แต่มันกลายเป็นเพลงของหลาย ๆ คนร่วมกับช่วงเวลาชีวิตของพวกเขาด้วย และถ้าหากว่าเพลงของเดียได้ไปทำหน้าที่เป็นไทม์แมชชีนที่พาทุกคนย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ดีของใครสักคนได้จริง ๆ เดียรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีและน่าภูมิใจมากๆ เลยค่ะ

The People: อีกคำนึงที่พี่บอยมักจะแอบวงเล็บต่อท้ายเวลาพูดถึงพี่เดียคือ ‘นาเดีย (นักร้องผู้ยังโสดเสมอ)’ อยู่บ่อย ๆ พี่บอยแกแกล้งหรือแซวเพราะอะไร

นาเดีย: พี่บอยแกแกล้งแซวมาตั้งแต่เดียยังเรียนอยู่เลยค่ะ! (หัวเราะ) ถามจนกระทั่งแกเลิกถามไปช่วงหนึ่ง พอเจอกันตอนนี้ก็ยังถามอีกว่า “เดีย... ตกลงยังไม่มีใครจริงเหรอ?” แกจะเขียนแซวเดียก็เดินมาขออนุญาตก่อนนะคะว่าเขียนได้ไหม เดียบอก “เขียนได้เลยค่ะพี่บอย มันคือเรื่องจริง” (หัวเราะ)

The People: ทำไมพี่เดียถึงเลือกใช้ชีวิตแบบปลอดภัย และมีความสุขกับตรงนี้ได้ยาวนานขนาดนี้

นาเดีย: เดียชอบคำว่า “ใช้ชีวิตปลอดภัย” จังเลยค่ะ (ยิ้ม) จริง ๆ เดียว่าเดียมีความรู้สึกพอดีและพึงพอใจในชีวิตอยู่แล้วมั้งคะ

ปรัชญาของเดียร์คือ เราต้องทำให้ตัวเรามีความสุขและ Happy ด้วยตัวเองให้ได้ก่อน เราต้องไม่แสวงหาคาดหวังว่าจะมีใครมาเติมเต็มหรือมาทำให้เรามีความสุข เพราะถ้าเราไม่สามารถแฮปปี้ได้ด้วยตัวเอง สุดท้ายความสัมพันธ์มันจะไม่ยั่งยืนค่ะ เพราะเราจะเอาแต่ไปคาดหวังจากอีกคนหนึ่งตลอดเวลาจนอึดอัดกันทั้งคู่

ถ้าเราทำตัวเองให้มีความสุขได้แล้ว วันหนึ่งถ้าเราโชคดีหรือพร้อมจริง ๆ เราถึงจะสามารถแบ่งปันความสุขนั้นให้อีกคนหนึ่งได้อย่างแท้จริงค่ะ ตอนนี้เดียมีความสุขดีกับการเป็น ‘หัวหน้าแก๊งเด็ก’ คอยดูแลหลาน ๆ ค่ะ มีแก๊งเพื่อนสนิทที่โสดเหมือนกัน ชวนกันไปเที่ยวไหนทำอะไรก็อิสระฟรีสไตล์มาก ๆ ปล่อยจอยมีความสุขกับปัจจุบันดีกว่าค่ะ 

The People: อยากให้พี่เดียเล่าเรื่องราวความประทับใจสุดพิเศษในค่าย Bakery Music ที่อาจจะไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อนให้ฟังหน่อย

นาเดีย: เรื่องที่ไม่ค่อยได้แชร์ที่ไหน น่าจะเป็นเรื่องความสนิทของเดียกับ พี่โหน่ง-พิมลักษณ์ ค่ะ ช่วงนั้นเราออกอัลบั้มใกล้ ๆ กันและบ้านอยู่ใกล้กันมาก เวลาเดียทำเพลงเสร็จ คนแรกที่เดียจะวิ่งไปหาเพื่อขอคำยืนยันว่าเพลงนี้มันดีและเพราะจริง ๆ ใช่ไหม ก็คือพี่โหน่งค่ะ

เดียเชื่อมั่นและเคารพในความสามารถของพี่โหน่งมาก เพราะแกเคยเล่นมิวสิคอลเรื่องวิมานเมืองของพี่บอย ถกลเกียรติ ซึ่งยุคนั้นมันเป็นอะไรที่ใหม่และเจ๋งมาก ๆ

พี่โหน่งเป็นคนที่อบอุ่น จริงใจ และพูดตรงไปตรงมาแบบไม่เสแสร้ง ตอนเด็ก ๆ พี่โหน่งจะชอบขับรถมีร่า (Mira) คันเล็ก ๆ มารับเดียที่บ้านเพื่อไปทำธุระและเข้าห้องอัดด้วยกันเสมอ มิตรภาพเหล่านั้นมันเป็น Long-lasting friendship (มิตรภาพที่ยั่งยืน) มาก ๆ แม้ว่าตอนนี้พี่โหน่งจะย้ายไปสร้างครอบครัวอยู่ที่รัฐฟลอริดา อเมริกา แล้ว แต่คุยกันเมื่อไหร่ก็ยังสนิทใจเหมือนเดิมเสมอค่ะ

อีกคนหนึ่งที่คิดถึงมากๆ คือ พี่โต้ง วง POP (มณเฑียร แก้วกำเนิด) ผู้ล่วงลับค่ะ พี่โต้งเป็นคนดีดกีตาร์อะคูสติกเพราะ ๆ ให้เดียในเพลง รัก… ฉันรักเธอ  เวอร์ชันอะคูสติก พี่โต้งเปรียบเสมือนหัวหน้าแก๊งเด็กของพวกเราเหมือนกัน คิดถึงพี่โต้งเสมอค่ะ  

สังคมในเบเกอรี่ยุคนั้นอบอุ่นมาก ทุกคนใจดีและมีความ Inclusive (โอบอ้อมอารีไม่ทอดทิ้งกัน) เดียเป็นคนขี้อาย เวลาเข้าโรงเรียนใหม่หรือสังคมใหม่ เดียมักจะกลัวเวลาพักเที่ยงที่สุดเพราะไม่รู้จะไปกินข้าวกับใคร แต่ในเบเกอรี่จะมีพี่ ๆ ที่คอยยื่นมือเข้ามาหาเราเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าน้องใหม่คนนี้จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวโดนตัดออกจากกลุ่มค่ะ

The People:ตอนนี้พี่เดียกำลังเตรียมตัวอย่างหนักสำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิต อยากให้เล่าถึงความพิเศษของคอนเสิร์ตนี้ให้ฟังหน่อยครับ

นาเดีย: ตื่นเต้นมากค่ะ! นี่ถือเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวใหญ่เต็มรูปแบบครั้งแรกในชีวิตของเดียเลยหลังจากที่ผ่านมาเคยขึ้นเวทีในฐานะแขกรับเชิญมาโดยตลอด

ความพิเศษคือ คอนเสิร์ตนี้ถูกดีไซน์ให้เป็นกึ่งมิวสิคัล (Musical Story) ภายใต้วิสัยทัศน์ของพี่บอย โกสิยพงษ์ โดยเอาภาพจำสายลับสุดลึกลับ (Mysterious Spy) จากอัลบั้มชุดที่ 2 ของเดีย มาผูกร้อยเรียงเป็นเนื้อเรื่องภารกิจลับ แล้วดำเนินเรื่องราวทั้งหมดผ่านเสียงเพลง 

เดียจะมีฉากแอคชั่นแสดงร่วมกับแขกรับเชิญสุดพิเศษอย่าง พี่น้อย วงพรู, คิว Flure และพี่สมเกียรติ อริยชัยพานิช ซึ่งทุกคนจะมีคาแรคเตอร์สายลับของตัวเองชัดเจน วันก่อนเพิ่งไปซ้อมเบื้องหลังมา พี่น้อยกับคิวแสดงเก่งมากจนเดียทึ่ง อยากให้ทุกคนมาเห็นด้วยตาตัวเองจริง ๆ ค่ะ

นอกจากนี้เดียยังเตรียมเพลงที่ไม่เคยร้องสดบนเวทีมาก่อนเตรียมมาร้องให้ฟังเยอะมาก ๆ อยากชวนแฟนเพลงทุกคนมาร่วมสนุกและย้อนวันวานไปด้วยกันนะคะ

‘นาเดีย สุทธิกุลพานิช’ จากเสียงร้องในความทรงจำสู่ชีวิตจริงในวัย 40+

The People: คอนเสิร์ตจะจัดขึ้นเมื่อไหร่และที่ไหน

นาเดีย: คอนเสิร์ต SBZ B-Day Uncut Live จะจัดขึ้นใน วันที่ 29 สิงหาคมนี้ ที่ พารากอน ฮอลล์ (Paragon Hall) ค่ะ ในงานจะมีโชว์จาก 4 วงหลักเต็มอิ่ม ได้แก่ Soul After Six, Crescendo, Pause และโชว์ของเดียเอง ตอนนี้เปิดขายบัตรแล้วนะคะ สามารถซื้อตั๋วได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ (ThaiTicketMajor) ทุกสาขาค่ะ 

The People: วันนี้ต้องขอขอบพระคุณพี่เดียมาก ๆ เลยที่สละเวลามาแชร์เรื่องราวความทรงจำอันแสนอบอุ่นและสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเราชาว The People ได้รับฟังกันอย่างเต็มอิ่ม 

นาเดีย: ยินดีและขอบคุณมาก ๆ เช่นกันค่ะ (ยิ้มหวาน)