03 ก.ย. 2569 | 14:22 น.

KEY
POINTS
“เพราะชีวิตเราไม่ได้มีคำตอบเดียว”
นี่คือประโยคสำคัญของ ‘ณัฐ ศักดาทร’ ที่ครั้งนี้ The People ชวนเขามาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นความฝันการเป็นนักแสดงไปจนถึงการกลับมาปล่อยเพลงอีกครั้งในรอบ 7 ปี
ตลอดเส้นทางในวงการบันเทิง เป็นเรื่องธรรมดาที่ศิลปินคนหนึ่งจะตั้งคำถามหรือรู้สึกหมดไฟ แต่คำว่า ‘แพสชัน’ กลับฉุดให้ณัฐลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ตัวเองรักอีกครั้ง
เพราะสำหรับเขา การมีแพสชันเป็นเรื่องที่ดี ทว่าอย่าลืมที่จะกลับมาทบทวนตัวเอง และปล่อยให้ความฝันหรือแพสชันของตัวเราเปลี่ยนรูปร่างไปตามชีวิต
นี่คือบทสนทนากับณัฐ ศักดาทร ว่าด้วยความฝันที่เปลี่ยนแปลง แพสชันที่ยังคงอยู่ และการเรียนรู้ที่จะกลับมาฟังเสียงของตัวเองอีกครั้ง
ณัฐ: ถ้านิยามเป็นคำหนึ่งที่ชัดเจนเลย คงเป็นเด็กเรียน เพราะเป็นคนที่ตั้งใจเรียนมาก ท็อปคะแนนวิชาต่าง ๆ ท็อปภาษาอังกฤษ ท็อปเลข เวลามีวันมอบประกาศนียบัตรนักเรียนดีเด่น เราก็จะเป็นคนที่เดินขึ้นวนแล้ววนอีก แล้วก็เป็นหัวหน้าห้อง เป็นสารวัตรนักเรียน เป็นทุกตำแหน่งที่เด็กดี เด็กเรียนเป็น แต่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
ถ้านอกเหนือจากเวลาเรียน เวลาอยู่ที่บ้านกิจกรรมที่ชอบทำก็จะเป็นดูการ์ตูน วาดการ์ตูนตามเรื่อง Saint Seiya ชอบวาดเพื่อน แทนเพื่อนเป็นตัวละครในเรื่อง จริง ๆ อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนก่อนอยากเป็นนักร้องอีก
ณัฐ: มันเป็นความบังเอิญมากเลย มีวันหนึ่งพี่สาวไปดูคอนเสิร์ตที่โรงเรียนมงฟอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ แล้ววันนั้นเราอยู่บ้าน แต่แม่ชวนไปรับพี่ที่คอนเสิร์ตด้วยกัน
ตอนนั้นคอนเสิร์ตมันเล่นตรงสนามหญ้ากลางโรงเรียนเลย Open Air คนที่มาคือ พี่ทาทา ยัง พี่เจสัน ยัง พี่อ้อม สุนิสา พอไปถึงก็จอดรถข้าง ๆ สนามหญ้านั้น แล้วคอนเสิร์ตมันยังไม่จบ กำลังเกิดขึ้นตรงนั้น พอลงจากรถ รู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูด เดินไปเกาขอบรั้ว แล้วคิดว่า energy นี้มันคืออะไร
มันคือประสบการณ์ไลฟ์คอนเสิร์ตครั้งแรกของเด็กคนหนึ่ง ตอนนั้นน่าจะอายุประมาณ 11-12 ปี เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งที่เราไม่เคยสัมผัส แล้วเรารู้สึกว่า เจ๋งอ่ะ มีเสียงหนึ่งบอกกับเราตอนนั้นเลยว่า เราอยากขึ้นไปยืนบนเวทีแบบนั้น
ณัฐ: วันนั้นเลย อยากเป็นนักร้องเลย หลังจากนั้นกลับบ้านไป ก็เริ่มซื้อเทปคาสเซ็ตมานั่งหัดร้องอยู่ในห้องตัวเอง
ณัฐ: ใช่ๆ
ณัฐ: ยิ่งทำให้ความฝันหรือแพสชันในการร้องเพลงสตรองขึ้น เพราะตอนอยู่เมืองไทย มันไม่ได้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการร้องเพลงให้เราทำ แต่พอไปต่างประเทศ เราเข้าโรงเรียนชื่อ Peddie ที่นิวเจอร์ซีย์ เขาจะเน้นให้นักเรียนต้องทำกิจกรรม เพราะฉะนั้นเราก็เลยเลือกลงร้องประสานเสียง เล่นละครเวที เล่นละครเพลง แล้วมันสนุก ยิ่งทำให้รู้สึกว่า นี่แหละคือสิ่งที่เรารัก
ณัฐ: ต่างมากครับ เมื่อก่อนตอนอยู่เมืองไทย เราก็ใช้ทักษะหลักๆ คือท่องจำ จำได้เก่งก็ได้คะแนนเยอะ เพราะส่วนใหญ่ข้อสอบจะเป็นปรนัย ABCD กขคง ก็จะมีคำตอบที่ถูกคำตอบเดียว แต่พอเราไปเมืองนอก คลาสแรก นักเรียนทุกคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน เราก็แบบ… นี่คืออะไรวะ (หัวเราะ)
จำได้ว่า ตอนนั้นอ่านนิยายภาษาอังกฤษ แล้วมาถึงซีนที่ตัวละครมันทำอย่างนี้ตอนนี้ ก็ต้องมานั่ง discuss กันว่ามันแปลว่าอะไร เราก็แบบ… อันไหนคือคำตอบที่ถูก กลายเป็นว่าพอคนหนึ่งเริ่มพูด แล้วพูดต่อว่า ทำไมถึงคิดแบบนั้น อีกคนก็พูดอีกอย่างแล้วซัพพอร์ตด้วย argument ของตัวเองอีก มันเริ่มทำให้เราเห็นว่า คำตอบที่ถูกมันไม่ได้มีคำตอบเดียวเลย
ณัฐ: มันทำให้เรากล้า explore ตัวเองมากขึ้น เพราะที่อเมริกา เราสามารถเลือกเรียนวิชาต่าง ๆ ได้ มันเป็นการทดลองของเรา ดูว่าชอบไหม ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แล้วทุกคนเขาส่งเสริมให้เราพยายามที่จะลองหลาย ๆ แบบ ไม่ใช่เฉพาะการเรียน แต่กิจกรรมด้วย
ตอนอยู่ High School เนสทำกิจกรรมเยอะมาก นอกจากร้องประสานเสียง ก็ทำหนังสือพิมพ์โรงเรียน ทำหนังสือรุ่น ลองเล่นกีฬา ได้ลองหลายอย่างมาก จนเริ่มชัดเจนกับตัวเองว่า อะไรที่เราชอบจริง ๆ อะไรที่เราอาจจะไม่ได้ชอบเท่าไหร่
ณัฐ: เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ จริงๆ อยากเรียน business เพราะคิดว่ามันคง save สุด ถ้ายังไม่แน่ใจว่า เราจะทำอะไร การเรียน business มันคง apply ได้กับหลายอย่างมาก แต่ที่ Harvard มันไม่มี business สำหรับปริญญาตรี ทีนี้พอไม่มี ก็เลยเลือกเป็นเศรษฐศาสตร์แทน คิดว่าอย่างน้อยก็ได้หลักการคิด หลักการวิเคราะห์
ณัฐ: จริงๆ ตอนนี้พี่ไม่ได้มานั่งวิเคราะห์เศรษฐกิจประเทศอะไรเลย แต่สิ่งที่ติดตัวเรา คือ การคิดวิเคราะห์ จำได้เลย จะมีวิชาเศรษฐศาสตร์อันหนึ่งที่จะให้โจทย์ว่า กราฟ A เปลี่ยนแปลงไป แล้วมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ A เปลี่ยนแปลงไป ต้องมาย่อยเป็น A1 A2 A3 แล้วเราก็เริ่มใช้แนวคิดนั้นกับทุกอย่างในชีวิต
แม้แต่กระทั่งการงานของเรา สมมติว่าตอนนี้เราอาจจะยังไปไม่ถึงจุดที่เราต้องการ ก็จะมานั่งวิเคราะห์ตัวเองว่า เราพัฒนาตรงไหนขึ้นได้อีก ถ้าเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ เราจะไปกระตุ้น demand ให้มันเพิ่มขึ้นยังไง ในแง่เรื่องผลงานเพลงไหม หรือมันเป็นในแง่ของลุค ในแง่ของ physical ร่างกายต่าง ๆ หรือมันเป็นแง่ของมูลค่าด้านอื่นในชีวิตเรา เพราะทุกอย่างนี้มันรวมกันเป็นตัวตนของเราที่ส่งผลกับความสนใจคนที่จะมีต่อเรา
ณัฐ: กลับมาปีประมาณ 2006 จริงๆ เราเรียนจบปี 2005 แล้วไปเรียนต่อด้านแต่งเพลงอยู่เทอมหนึ่งที่ Berklee College of Music เพื่ออยากจะไปเอาวิชา แล้วถึงจะกลับมาเมืองไทย
ณัฐ: ก่อนหน้านั้นก็แต่งเพลงเองอยู่บ้าง แต่งจากสัญชาตญาณ แต่งจากสิ่งที่เราได้ยินในหัว แต่พอเราไปเรียนแต่งเพลง เราเข้าใจมากขึ้น เริ่มเห็นว่าเทคนิคการแต่งเพลงทำยังไงได้บ้าง เช่น ถ้าเราอยากจะทำให้เมโลดี้มันจำง่าย บางทีมันคือการย้ำโน้ตเดิม มันจะยิ่งจำง่าย
หรือว่าในเพลงเพลงหนึ่ง เราสามารถยืดคำหรือทำให้คำสั้นลง มีเทคนิคเยอะแยะเลย แต่สุดท้ายเราก็ต้องเอาตรงนั้นมาผสมผสานกับอารมณ์ คือทุกอย่างมันจะไม่ได้เป็น mechanical ไปหมด เทคนิคมันมีมาให้เสริมเรา ไม่ได้มาครอบเรา
ณัฐ: กลับเมืองไทย เพราะรู้สึกว่าความฝันเรามันอยู่ตรงนี้ เรามองว่าการจะไปเป็นศิลปินที่อเมริกา คงยากกว่าไทยประมาณล้านเท่า ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นอีกระดับหนึ่งที่สูงขึ้นไปจากตัวเราเยอะเลย
ณัฐ: สิ่งหนึ่งที่ตอนนั้นเราขอบคุณบ้าน AF มาก คือ การที่เราเข้าไปตรงนั้น ปิดมือถือ ปิดการรับรู้ทุกอย่างจากโลกภายนอกไปหมดเลย เวลาเราเล่นคอนเสิร์ตจะมีเทปที่อัดไว้ แล้วต้องมานั่งวิเคราะห์การแสดงของตัวเอง สิ่งที่เรารับรู้ คือ feedback จากครูและตัวเราเองเท่านั้นเลย ไม่ต้องสนใจเสียงที่จะทำให้เราไขว้เขว
เหมือนย่อ scope ของ feedback ให้เล็กลง ให้เราโฟกัสได้ง่ายขึ้น เพราะทุกวันนี้ เราไม่สามารถโฟกัสกันได้เลย เดี๋ยวเราจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปตรงนั้น ตรงนี้ตลอดเวลา ตอนนั้นเราโฟกัสกับสิ่งที่ตรงหน้า คือการเข้าคลาส พัฒนาแต่ละทักษะของตัวเองไป
ในฐานะศิลปิน มันทำให้เห็นว่าเราพัฒนาได้ เอาง่าย ๆ จากสัปดาห์แรกไปจนถึงสัปดาห์สุดท้าย เราเก่งขึ้นมากเลยในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่เข้าไปอยู่ตรงนั้น ต่อให้สัปดาห์แรกเราไม่ถนัดเพลงแนวนี้เลย ถ้าฝึกไปสักพัก มันทำได้ ถ้าเราให้เวลามันทำได้
ณัฐ: ทุกเรื่อง (หัวเราะ) อย่างเรื่องร้อง เราคิดว่าเรามีทักษะประมาณหนึ่ง แต่พอไปเจอเพื่อนๆ ในรุ่นที่หลายคนขนานนามว่า AF4 เป็นรุ่นที่เก่งที่สุดรุ่นหนึ่ง เราก็รู้สึกว่า ถ้าเทียบกับเพื่อน ๆ เราก็คือธรรมด๊าธรรมดาเลย แล้วการไปอยู่บนสเตจ Perform Live ก็เป็นอีกทักษะ พออยู่ตรงนั้น เราต้องสื่อสารกับคนดู อันนี้เป็นทักษะใหม่ที่เราต้องฝึกค่อนข้างเยอะเลย
ณัฐ: ใช่ๆ แล้วอีกทักษะสำคัญคือการต้อง move on มันคือการไปต่อ สมมติสัปดาห์ที่แล้ว เราดูตัวเอง แล้ว ตรงนี้แย่จังเลย ถ้าเรามัวแต่นั่งเครียด แล้วเอาความเครียดจากที่เราทำสัปดาห์ที่แล้วมาสู่สัปดาห์นี้ด้วย เราจะไม่มีทางทำได้ดีเลย เราต้องแยกให้ออก รับมาแค่ส่วนที่เราคิดว่าเราจะพัฒนาอะไร แต่ส่วนที่เป็นความเครียดหรือความรู้สึกไม่พอใจในตัวเองที่ทำได้แค่นั้น ต้องทิ้ง
ณัฐ: ทิ้งยากครับ ๆ มันจะยังมีอยู่บ้างแหละ แต่ทำไปเรื่อย ๆ มันก็ทำได้ง่ายขึ้น
ณัฐ: ส่วนใหญ่เมื่อก่อนมันก็จะ scope อยู่ไม่ทำนองก็เนื้อ แล้วแต่เพลง อย่างเพลง ‘รักเธอคนเดียว’ ‘คิดถึงดังดัง’ ก็จะแต่งทำนอง แต่ยุคกลาง ๆ ขึ้นมาหน่อย เพลง ‘ฉันเห็น’ ก็แต่งเนื้อเองด้วย
พอมายุคนี้ จริงๆ เริ่มทำเพลงมาตั้งแต่สองปีที่แล้วก่อนที่จะปล่อย ก็เป็นการทำเพลงยุคใหม่ คือการเข้าไปนั่งในสตูดิโอด้วยกันพร้อมๆ กันกับโปรดิวเซอร์กับนักแต่งเพลง แล้วก็แต่งไปพร้อม ๆ กัน แต่งไปด้วยกันเลย ซึ่งมันก็สนุก ทำให้เรามีส่วนในทุกขั้นตอน
นอกจากทำนอง เนื้อร้อง บางทีเราได้ลองนั่งเลือกเสียงเครื่องดนตรีที่อยากจะใช้ในเพลงด้วย มันลงรายละเอียดถึงขั้นว่า ถ้าจะเอาเสียงเปียโน เรามานั่งเลือกกันเลยว่าเปียโนรุ่นไหน เสียงไหน เพราะว่ามันให้ความรู้สึกต่างกัน คนฟังอาจจะไม่รู้หรอก แต่ในฐานะคนทำ เราจะรู้ว่า เราตั้งใจเลือกเสียงนี้ เพราะอะไร
ณัฐ: ใช่ครับ แล้วพอนั่งทำไปพร้อม ๆ กัน มันเพลิน คิดออกเร็วขึ้น
ณัฐ: แล้วแต่เพลงเลยครับ เมื่อก่อนแต่งเพลงหนึ่ง ถ้าไม่ได้เข้าสตูดิโอก็จะนานหน่อย เพราะบางทีเราแต่งอยู่กับตัวเอง บางทีก็ลังเล แต่งเสร็จก็เอ๊ะ อันนี้ดีหรือยังวะ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ว่าบางเพลงก็เร็วเลย มันไม่มีระยะเวลาที่ตายตัว
แล้วมันไม่มีจุดเริ่มต้นที่เหมือนกันด้วย อย่างเพลง ‘คิดถึงดังดัง’ ตอนนั้นเริ่มจากอยากจะมีเพลงเร็วไปร้องในอีเวนต์ เป็นเพลงที่สามารถร้องรับส่งกับคนดูได้ ก็เลยดีไซน์ให้มันเป็นเพลงที่มีท่อนร้องคนหนึ่ง แล้วอีกคนมาร้องด้วยกัน
หรือเพลง ‘รักเธอคนเดียว’ ก็จะเริ่มจากทำนองที่เราอยากได้เมโลดี้เอเชีย ๆ สวย ๆ หรือถ้าเป็น ‘ทีละวัน’ เพลงนี้ก็เริ่มมาจากเข้าไปนั่งในสตูดิโอด้วยกันแล้วก็ลองพาตัวเองไปเมโลดี้ใหม่ ๆ ที่เราไม่ได้แต่งแบบนี้บ่อย ๆ ลองใช้ส่วนประโยคที่เรายังไม่เคยได้แต่งแบบนี้
ณัฐ: มาจากพอจะร้องเพลงอีกที รู้สึกว่าเราโตขึ้น เพลงมันก็ต้อง reflect สะท้อนสิ่งนั้นออกมา มุมมองที่โตขึ้น สมัยก่อนเวลารักใคร จะรักไม่ลืมหูลืมตา สามารถทิ้งทุกอย่างในวันนี้ได้ เพื่อไปรอเธอ ถ้ามองย้อนกลับไป ก็จะรู้สึกว่าตัวเองเยอะ (หัวเราะ)
รักมากก็คาดหวังมาก กดดันตัวเอง กดดันคนที่อยู่กับเรา กดดัน relationship กดดันไปหมด มันเหมือนเราทุ่มเท แต่จริง ๆ มันไม่สบายกัน ถ้ารักกันทำไมมันไม่สบาย จนโตขึ้น รู้สึกว่าไม่ต้องบังคับให้ความรักมันเป็นแบบใดแบบหนึ่ง ไม่ต้องไปเร่งรีบ อยู่ด้วยกันแบบนี้ ค่อย ๆ รักกันไปก็ได้ ใช้เวลาด้วยกันไปทีละวัน
เมื่อก่อนถ้าเวลารักมันจะมีเช็กลิสต์ ถ้าเรารักกันเราจะต้องทำอย่างงี้ให้กัน ต้องไปต่างประเทศด้วยกัน ไม่งั้นแปลว่าเราไม่รักกัน เดี๋ยวนี้มันรู้สึกว่ามันไม่ต้องมีก็ได้ เราก็แค่ดูแลกัน ใช้เวลาด้วยกันไปทีละวันก็พอ
ณัฐ: น่าจะเป็นท่อน verse 2 ที่มันจะเขียนว่า “ค่อย ๆเป็นค่อยไป รักไม่ต้องมากมาย แค่ใส่ใจ” อันนี้เรารู้สึกว่ามันคือความสำคัญของความรักเลย แค่ใส่ใจ แล้วมันไม่ต้องรักใหญ่โต ไม่ต้องทำอะไรเวอร์ ๆ เลย
แล้วก็อีกท่อนที่ชอบคือ “สิ่งธรรมดาเล็ก ๆ มันก็คงมีความหมาย” เราว่าความรักสุดท้ายความหมายมันอยู่ที่ในสิ่งธรรมดาเล็ก ๆ ในแต่ละวันที่ทำให้กันมากกว่า
ณัฐ: เพลง ‘ร่ม’ พูดถึงความรักที่ไม่สมหวัง เป็นความรักที่เรารู้ว่าเราเป็นได้แค่ไหนกับคนที่เรารัก แต่ก็ยังยินดีที่จะอยู่ข้างเขาในวันที่เขามีเรื่องหนัก ๆ มีเรื่องอะไรถาโถมเข้ามาในวันที่ร้าย ๆ ของเขา เพื่อให้เขาผ่านไปได้ เปรียบว่าถ้าเรื่องร้าย ๆ ในชีวิตเหมือนฝนที่ตกหนักอยู่วันนี้ ก็ขอให้ฉันได้เป็นร่มให้กันเธอจนกว่าฝนจะผ่านไปแล้วกัน
ก็รู้ตัวว่า เราคงไม่ใช่อะไรที่มันยิ่งใหญ่สำหรับเขา ถ้าเราเป็นบ้านให้เขาไม่ได้ อย่างน้อยเราเป็นร่มให้เขาแล้วกัน เป็นอะไรเล็ก ๆ เป็น safe zone เล็ก ๆ ในช่วงเวลานี้แค่นั้น
ณัฐ: มันก็มีช่วงที่เราสนุกกับมันน้อยลง แต่ไม่ใช่สนุกกับการร้องเพลงน้อยลง น่าจะสนุกกับการเป็นนักร้องในเมืองไทยน้อยลง (หัวเราะ) ด้วยเราไม่ใช่นักร้องสไตล์ร้องในผับและเพลงเราก็ไม่ใช่เพลงที่อยู่ในผับ พื้นที่การร้องมันเลยจะอยู่ในห้างส่วนใหญ่ แล้วในห้างก็จะมีการจัดการพื้นที่บนเวที เครื่องเสียง อุปกรณ์ต่าง ๆ บางทีมันไม่ได้เอื้ออำนวยกับการแสดงของเรา
บางทีเราตั้งใจร้อง ไมค์แตก แล้วเราจะสื่อสารกับสิ่งที่เราอยากสื่อสารให้คนดูได้ยังไง มันไม่มีทาง เหมือนเอาคนไปเล่นกีตาร์ แล้วสายมันเพี้ยน มันจะเพราะยังไง หรือบางทีเราไปอยู่ในพื้นที่ห้าง บางมุมมันก็ไม่ใช่พื้นที่ที่คนจะตั้งใจมาดูคนร้องเพลง คนก็ผ่านไปผ่านมา ทำให้เราเสียกำลังใจ พูดตรง ๆ มันก็มีโมเมนต์ที่เรารู้สึกเฟล
ณัฐ: เราก็อยากได้ไปอยู่ในพื้นที่ที่คนเขาตั้งใจมาดูเรา แล้วเราก็ตั้งใจร้องให้เขาฟัง มันก็เลยเหนื่อย ๆ ไปพักหนึ่ง เรารู้สึกว่า ต้องถอยออกมาก่อน ก่อนที่เราจะรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เรารัก ตอนนั้นก็สนุกกับการแสดงมากขึ้นด้วย
ณัฐ: มันคือการเล่าเรื่องมนุษย์ ตัวละครคือการไปเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ยิ่งตัวละครไหนที่ถูกเขียนมาดี จะมีความขัดแย้งในตัวเองเยอะมาก มีทั้งด้านที่บางคนอาจจะมองว่าดี และไม่ดี ซึ่งนั่นแหละคือมนุษย์
เพลงก็เล่าเรื่องมนุษย์ เล่าอารมณ์ เล่าโมเมนต์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เวลาร้องเพลง ฉันพร้อมจะปล่อยเธอไป แต่บางทีเราฟังแล้วรู้เลยว่า คนฟังไม่ได้อยากปล่อยไปเลย สุดท้ายมันคือศิลปะ
บางทีเราสร้างศิลปะเพื่อที่จะเล่าเรื่องมนุษย์ ทำให้เราถูกเข้าใจ มีคนเข้าใจฉัน มีคนเข้าใจความรู้สึกฉัน เข้าใจสิ่งที่ฉันเป็น เข้าใจคนที่ฉันเป็น
ณัฐ: ชอบดำน้ำมาก ๆ freedive จริง ๆ ทำมาหลายปีแล้วแหละ แต่รู้สึกว่า พอไปอยู่ใต้น้ำ มันเหมือนเราทิ้งทุกอย่างบนโลกไปจริง ๆ มันคือตัวเรา อยู่กับลมหายใจเรา ดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้าว่าเราจะว่ายไปทางไหน อยู่ในทะเล ณ ตรงนั้น อยู่กับปลา ปะการังที่เราเห็น แล้วมันทำให้เรามีสติมากเลย เพราะไม่สามารถจะไปโฟกัสสิ่งอื่นได้เลย
จะเรียกว่าหนีความวุ่นวายไหม ในมุมหนึ่งมันก็ใช่ แต่อีกมุมหนึ่ง ทำให้เราได้ออกห่างจากสิ่งที่เป็นปัญหาที่กำลังถาโถมเราอยู่ แล้วพอเรารีเซตตัวเองได้ กลับมาแล้วมองมันอีกที มันเบาลง
ณัฐ: สำหรับเรา ‘แพสชัน’ ทำให้เรามี flow state ได้มากขึ้น flow state มันคือการที่เราจดจ่ออยู่กับบางสิ่งได้นานกว่าคนอื่น โดยที่เราไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเท่าเขาหรือเบื่อง่ายเท่าเขา มันอาจจะเป็นแพสชันมั้งที่ทำให้มีสิ่งนั้น บางทีเราก็เช้ายันเย็นเราก็นั่งอยู่ แต่งเพลงได้ทั้งวัน มันก็ทำได้
กับอีกอย่างแพสชันทำให้เรามี แรงฮึดที่มาจากไหนไม่รู้ แน่นอนตลอดเส้นทางของเรา ไม่ว่าใครจะทำอะไรมันจะต้องเจอช่วงที่เราเหนื่อย เราเริ่มสงสัยในตัวเอง ท้อหรือผิดหวังว่า เราทำสิ่งนี้ได้ไม่เท่าที่อยากจะทำเลย มันก็จะมีแรงฮึดประหลาด ๆ จากแพสชันที่ดึงเรากลับขึ้นมาใหม่แล้วลุยต่อ
ณัฐ: มันจะไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้น ณ นาทีนั้น สมมติชั่วโมงที่แล้วเราเศร้าอยู่ แล้วชั่วโมงนี้แพสชัน! (หัวเราะ) ไม่ใช่แบบนั้น แต่มันจะเป็นการที่ผ่านไปสองสามวัน เราก็จะยังได้คำตอบกับตัวเองแล้วว่า เราอยากทำต่อ
เพราะคิดว่า บางคนถ้าเขาเจอเรื่องบางอย่าง แล้วถ้าไม่ได้มีแพสชัน ก็คงไม่ทำแล้ว อย่างเราหยุดปล่อยเพลงใหม่ไปเจ็ดปี ก็คิดว่าถ้าไม่ได้มีแพสชัน ก็คงไม่กลับมาแล้วมั้ง
บางคนถ้าเขาเฉย ๆ ก็คงไปทำอย่างอื่นแล้ว ซึ่งมันไม่ได้ผิดนะ แต่เรายังมีแพสชันกับตรงนี้ แค่นั้นเอง เรายังอยากร้องเพลง เราอยากมีเพลงใหม่ออกมาให้คนฟัง
ณัฐ: รู้สึกว่าสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือการปล่อยให้แพสชันหรือความฝันมันสามารถเปลี่ยนรูปร่างไปได้นิดหนึ่ง อย่าไป set ให้มันเป็นภาพนิ่งตายตัว ให้มันขยับ หาวิธีที่จะให้มันขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปตามกาลเวลาและเงื่อนไขใหม่ ๆ ที่มันเกิดขึ้นนิดหนึ่ง
พอเรายิ่งโตขึ้น ยิ่งเห็นชัดเลยว่า โลกคือการเปลี่ยนแปลง โลกคือความไม่หยุดนิ่ง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แล้วถ้าเราไปยึดติดกับอะไรก็ตามให้มันต้องเหมือนเดิม แม้แต่ความฝันเราที่เรามองว่ามันต้องเป็นภาพนี้เท่านั้น รายละเอียดอย่างนี้เท่านั้นเลย เรานี่แหละจะแย่
การยึดติดกับอะไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราจะเป็นเราเองที่ suffer แต่ถ้าเราปล่อยให้มันเกิดความ flexible ได้บ้าง มันก็จะไหลไปกับสัจธรรมของโลกได้ดีขึ้น
ณัฐ: คือตอนเข้า Harvard จะมีหนังสือสำหรับช่วง orientation ของนักเรียนทุกคน แล้วจำได้ว่าในหนังสือมีประโยคหนึ่งเขียนส่งท้ายว่า Follow your passion, not your calculation ให้ตามแพสชันของตัวเองไป อย่าไปทำตามกระบวนการคิดคำนวณในหัวมาก พูดง่าย ๆ ก็คือให้ตามหัวใจ ให้ตามสิ่งที่ใจมันเรียกร้องหา
พอโตขึ้น พี่ก็รู้สึกว่าถ้าพี่จะเสริมอะไรได้ พี่อยากจะบอกว่า Follow your passion, not your calculation, but also pause for reflection คือแปลว่าให้หยุดเพื่อ reflect ด้วยเรื่อย ๆ เพราะถ้าตามอย่างเดียว ไม่ reflect บางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ทำอยู่มันใช่แพสชันเราจริงหรือเปล่า
ณัฐ: อันแรกเลย มีความสุขอยู่จริงไหม น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา สมมติทำอะไรไปสักพัก หยุดคุยกับตัวเองก่อนเลยว่า มีความสุขไหม ถ้ามีความสุขสุขไม่สุด ต้องเริ่มถามแล้วว่า มันเป็นเพราะอะไร แล้วหลังจากนั้นมันจะมีคำถามอื่น ๆ ตามมา เช่น อันนี้มันใช่สิ่งที่เราชอบจริง ๆ ไหม หรือมันคือสิ่งที่เราชอบ แต่มันมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เราเหนื่อยหรือไม่มีความสุข
ณัฐ: มาก! ยิ่งยุคนี้ยิ่งโคตรสำคัญ ไม่รู้จะขีดเส้นใต้มันกี่ทีได้ เพราะเป็นยุคที่เราทุกคนถูกกลืนเข้าไปอยู่ในระบบอัลกอริทึม เราหนีไม่ได้เลย แล้วต้องเข้าใจอย่างหนึ่งก่อนเลยว่า อัลกอริทึมมันถูกเซตมาเพื่อ maximize attention หมายถึงว่าดึงความสนใจของเราให้อยู่กับแอปนั้น ให้เราวนอยู่ในนั้นให้นานที่สุด เพราะมันคือธุรกิจ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ reflect เราก็จะถูกดึงตามไปเฉพาะ แต่สิ่งที่มันดึงดูดความสนใจคนได้ง่าย
แล้วสิ่งที่ดึงดูดความสนใจคนได้ง่ายไม่เท่ากับสิ่งที่ดี ไม่เท่ากับสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ไม่เท่ากับสิ่งที่มีคุณภาพที่สุด และที่สำคัญ มันไม่ได้เท่ากับสิ่งที่จะช่วยให้เราไปในทิศทางที่เราอยากจะไปที่สุด ไม่ว่าคุณจะมีแพสชันอะไร
ต้องตั้งคำถามกับตัวเองมาก ๆ เลยว่า การได้ยอดในทุกวัน มันทำให้เรารู้สึกเต็มหรือว่างเปล่ากว่าเดิม โคตรต้องถามตัวเองเลย
ณัฐ: สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวัยนี้เหรอ… ยากจังเลย
อาจจะเหมือนที่น้องพูดว่า ชีวิตไม่ได้มีสูตรสำเร็จเดียว ความสำเร็จก็ไม่ได้มีความสำเร็จแบบเดียวอีกเหมือนกัน ความสุขก็ไม่ได้มีความสุขแบบเดียว
ความสำเร็จอาจเป็นการได้ออกเพลงมีคนฟังเพลงเรา แล้วก็บอกว่าชอบเพลงเรา แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความสำเร็จอาจจะเป็นการที่เราได้ยกหูหาพ่อแม่ที่เราไม่ได้คุยกับเขามานาน แล้วเราได้คุยบางเรื่องที่เราคาใจกับเขาในวันนี้
หรือความสุขของพี่เป็นโมเมนต์ที่ได้อัดเพลงอยู่ในห้องอัด แต่อีกแง่มุม ความสุขอคือการได้กินไอติมรสที่ชอบหรือเป็นการที่ได้ออกไปวิ่งแต่เช้า เหมือนเราเปิดพื้นที่ให้ตัวเอง possibilities เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความสุข ความสำเร็จหรือความฝัน
ณัฐ: พอนั่งคุยกันมา ก็คิดว่าน่าจะมีส่วนมาจากการที่เราไปเรียนที่ต่างประเทศ ตอนนั้นเราเข้าไปนั่งเรียนในห้อง ทุกคนสามารถพูดแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ จนเราเริ่มเห็นแล้วว่าคำตอบที่ถูกไม่ได้มีคำตอบเดียว มันคงเป็นสิ่งนั้นมั้ง แล้วเราก็เลยเชื่อแบบนั้นมาตลอด
การทำอะไรต่าง ๆ ก็เหมือนกัน มันคงไม่ได้มีวิธีที่ถูกที่สุดวิธีเดียว ไม่ได้มีสูตรสำเร็จอย่างเดียว ไม่ได้มีประโยคหนึ่งที่เป็นคำพูด life coach ที่จะทำให้ชีวิตทุกคนดีขึ้นได้ทันที เพราะชีวิตทุกคนมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน
ภาพ: พิชยุตม์ คชารักษ์