11 ก.ย. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
ความเศร้านับเป็นหนึ่งในห้วงอารมณ์ที่มนุษย์คนหนึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากมันไปได้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องสักครั้งหนึ่งในชีวิต (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะครั้งเดียว) ที่เราต้องเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่าจะความผิดหวัง ความสูญเสีย หรือแม้แต่ความว่างเปล่า ความเศร้าจึงเปรียบเสมือนสิ่งที่ดำเนินขนานไปกับความเป็นมนุษย์ และหนึ่งในยารักษาความเศร้าที่มีประสิทธิภาพที่สุดเห็นทีจะหนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า ‘เวลา’
แต่ก็ใช่ว่าเวลาจะเป็นวิธีเดียว เพราะการจะให้เวลาเยียวยาได้ เขาเหล่านั้นต้องสามารถเดินทางไปให้ถึงปลายทาง ซึ่งยากจะบอกได้ว่าเมื่อไหร่ ด้วยเหตุนั้น การรับมือกับความเศร้าจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘เวลา’ หรือเรื่องของ ‘ปลายทาง’ เพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ‘ระหว่างทาง’ ด้วย เพราะเวลาจะมีความสำคัญอะไรหากเขาเหล่านั้นไม่สามารถเดินไปถึงอีกฝั่งได้
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้ ‘เพลงเศร้า’ ยังคงมีความสำคัญตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้ในตัวของเพลงเศร้าเองจะเป็นการตีแผ่ความเจ็บปวดและผิดหวังภายในจิตใจออกไปสู่ผู้ฟัง แต่การถ่ายทอดดังกล่าวนั้นเองก็ได้กลายเป็นสิ่งย้ำเตือนใครก็ตามที่กำลังเศร้าอยู่ ว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ว่าความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมดา ว่าความผิดหวังคือสัจธรรม ว่าโลกที่แบกเอาไว้ทั้งใบ บางคราว อาจหนักเกินไป
เมื่อพิจารณาถึงศิลปินดนตรีที่พร้อมทำหน้าที่เป็นเพื่อนเดินทางเคียงข้างผู้ฟังในทุกจังหวะชีวิต ชื่อของ ‘มนัสวีร์’ ย่อมติดอยู่ในใจของใครหลายคน วงโฟล์กร็อกจากสังกัด 9Arkkhan แห่งนี้ คือผู้อยู่เบื้องหลังบทเพลงปลอบประโลมจิตใจอย่าง ‘โลกที่แบกไว้’ และ ‘ความรู้สึกของตัวฉัน’ ซึ่งถ่ายทอดแง่มุมของความเศร้าหลากสไตล์ จนกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจให้เหล่าแฟนเพลงพร้อมใจกันปฏิญาณตนเป็นศิษย์สำนัก ‘เศร้าหลิน’ เพื่อเสพสัมผัสรสชาติแห่งความเศร้าคลอเคลียความบันเทิงไปพร้อมกัน
มนัสวีร์ประกอบด้วยสมาชิกหลักสามคน ได้แก่ ‘บัง–มนัสวีร์ แก้วใส’ นักร้องนำและมือกีตาร์ ผู้เป็นทั้งเจ้าของชื่อวงและผู้เขียนเพลงหลายเพลงของวง ‘ตุ๊ก–นเรศ เจริญผล’ มือไวโอลิน และ ‘มุ้ย–กิตติพศ ทับกฤษ’ มือกลอง ตลอดราว 11 ปี พวกเขาเดินทางจากเวทีอะคูสติกเล็ก ๆ ในร้านซีดีอินดี้ย่านท่าพระจันทร์ สู่อัลบั้มล่าสุด ‘SAD SONGS MAKE US GROW’ ที่ปล่อยออกมาเมื่อกลางปี 2026 และกำลังจะก้าวสู่คอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบครั้งแรกของวงในวันที่ 3 ตุลาคมนี้ ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ภายใต้ชื่อ ‘ขอให้มีความสุขกับเพลงเศร้า CONCERT’
ในวาระที่มนัสวีร์กำลังเดินทางมาถึงหมุดหมายสำคัญ The People ได้มีโอกาสสนทนากับ บัง ตุ๊ก และมุ้ย เพื่อพูดคุยกันตั้งแต่ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังเพลงเศร้า ห้องของความรู้สึกที่เพลงแต่ละเพลงถือกำเนิด ศิลปินที่หล่อหลอมพวกเขามา เส้นทางกว่าทศวรรษที่เติบโตไปพร้อมกับค่าย ความ ‘ซน’ ในอัลบั้ม ‘SAD SONGS MAKE US GROW’ ไปจนถึงสิ่งที่ต้องทิ้งไว้ระหว่างทาง และความรู้สึกที่มีต่อแฟนเพลง ก่อนจะได้พบกันบนเวทีธันเดอร์โดม
The People : เมื่อกล่าวถึงเพลงของ ‘มนัสวีร์’ สิ่งที่สัมผัสได้เป็นอย่างแรกคือ ‘ความเศร้า’ ทว่าเมื่อพบกับทุกคนตัวเป็น ๆ แล้ว กลับดูเป็นคนที่เฮฮา ร่าเริง ตัวจริงของพวกคุณเป็นแบบไหนกัน?
บัง : จริง ๆ พวกผมเป็นคนสนุกสนาน ร่าเริงครับ มันอาจจะขัดกับคาแรกเตอร์เพลงเล็กน้อย แต่นี่คือพวกเราตามปกติอยู่แล้ว ความเศร้ามันอยู่ที่เพลง
มุ้ย : เป็นคนตลกครับ
บัง : เวลาทำงานก็ผสมกันไป บางจังหวะเฮฮา บางจังหวะเครียด สลับกัน เพราะถ้าเครียดอย่างเดียว มันก็ทำงานยาก
ตุ๊ก : ใช่ ทำงานยาก
The People : แล้วภาพความเศร้าที่คนมองเห็น มาจากไหน?
บัง : ส่วนหนึ่งคงมาจากตัวเพลง อีกส่วนคือยุคก่อนหน้านี้ คาแรกเตอร์ของคนในวงอาจจะดูเครียด ๆ เศร้า ๆ แต่พอยุคหลังเราเริ่มนำเสนอการใช้ชีวิตจริงของเรา คนก็เริ่มเก็ตว่า อ๋อ เขาเศร้าที่เพลง เศร้าในเรื่องที่เขาเขียน ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเศร้าตลอดเวลา
มุ้ย : เพลงก็เศร้าแล้ว ตัวตนยังเศร้าอีก ก็หนักเลย
The People : แสดงว่าผลงานกับตัวตนของศิลปินไม่จำเป็นต้องผูกกัน?
บัง : ผมว่าในยุคนี้ไม่ได้ผูก หรือจริง ๆ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็อาจจะไม่ได้ผูกกันขนาดนั้น แต่ด้วยยุคสมัย และด้วยความที่วงเรา ค่ายเราเป็นอินดี้ มันเลยรีแลกซ์ ไม่ต้องคอยรักษาภาพว่าเป็นวงร็อกแล้วต้องเท่ เป็นวงเพลงเศร้าแล้วต้องเศร้าทุกอิริยาบถ ผมว่าคนฟังยุคนี้ หรือแฟนเพลงของเรา เขาอยากเห็นชีวิตจริงของเราด้วย ว่าพี่แต่งเพลงเศร้าขนาดนี้ ชีวิตพี่ต้องเศร้าตลอดเวลาเลยไหม เราก็อยากบอกว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้น เราไม่ได้ตั้งกรอบว่าต้องเศร้า แค่เป็นตัวเรา
The People : ห้องที่เพลงของมนัสวีร์ถือกำเนิดเป็นแบบไหน และช่วงแรกกับตอนนี้ต่างกันไหม?
บัง : เพลงส่วนใหญ่เกิดที่บ้าน ในห้องของผมเอง แต่ถ้าลึกเข้าไปอีกนิด มันคือห้องของความรู้สึก ห้องที่ผมย้อนกลับไปหาความเจ็บปวด เพราะผมรู้สึกว่าผมเขียนเรื่องแบบนั้นได้ดีกว่าแนวอื่น ช่วงแรก ๆ ผมเขียนเพื่อตอบสนองตัวเอง วันนี้ฉันรู้สึกแบบนี้ ก็ขอเขียนมันออกมาผ่านดนตรี เหมือนเขียนไว้ปลอบตัวเอง
ตุ๊ก : มันคือความรู้สึกของเราที่เอ่อล้นออกมาครับ สิ่งที่เพลงทำงานคือการที่ศิลปินคนหนึ่งส่งต่อความรู้สึกที่เอ่อล้นจากคนคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เพลงเป็น
บัง : ประมาณนั้นครับ
The People : แปลว่าต้องกล้ารู้สึก และยอมรับความรู้สึกนั้นจริง ๆ ก่อนจะเอาออกมาเขียน?
บัง : ผมว่าอันนี้เป็นวิธีเขียนของผมนะ อะไรที่เกิดจากสิ่งที่เรารู้สึก หรือกระทบจิตใจเรา มันจะออกมาดีและแม่น แม่นในเรื่องความรู้สึก เพราะเราไม่ต้องนั่งนึกว่า…
มุ้ย : คนนี้รู้สึกยังไง
บัง : ใช่ ไม่ต้องนึกว่าเมื่อวานคนนี้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เขารู้สึกยังไง แต่พอมันเกิดกับตัวเราเอง มันจะแม่น พวกเราคุยกันขำ ๆ ว่าเพลงไหนที่อ่านหนังสือมา หรือนั่งเทียนเขียน มันจะไม่ค่อยไปถึงคนฟังของเรา แต่เพลงที่มาจากความรู้สึกของผมเอง ช่วงวัยรุ่น ช่วงมหา'ลัย กลับถูกพูดถึงและไปถึงคนฟังได้ง่ายกว่า
ตุ๊ก : มันคือความรู้สึกจริงที่เอ่อล้นออกมาให้คนฟัง บางคนสงสัยว่าคนแต่งเพลงเศร้าต้องรู้จักความเศร้าไหม จริง ๆ แต่งได้ แต่จะเข้าใจ จะรู้สึก จะถ่ายทอดออกมาได้หรือเปล่า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
The People : การต้องหันไปเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดบ่อย ๆ ก็เป็นความเจ็บปวดอีกแบบที่ศิลปินต้องเจอเหมือนกัน?
ตุ๊ก : เขาเรียกว่าความเสี่ยงในอาชีพครับ
บัง : ประมาณนั้น รู้สึกมากมันมีทั้งผลดีผลเสีย รู้สึกมากเราก็ได้เพลงที่เข้มข้นขึ้น แต่อีกด้านมันก็เสี่ยงต่อความรู้สึกจริง ๆ ของตัวเราที่ไม่เกี่ยวกับงาน ถ้าเราไม่ได้เอาความรู้สึกตรงนี้มาใช้กับงาน ชีวิตก็อาจจะดิ่ง ๆ ดาวน์ ๆ ได้เหมือนกัน
The People : ตัวตนของคนเรามักถูกประกอบสร้างขึ้นจากสิ่งที่เราต่างคลุกคลีกับมันมา ตอนเด็ก ๆ แต่ละคนฟังอะไรกัน และมีเพลง อัลบั้ม หรือศิลปินคนไหนที่เปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อดนตรี หรือต่อโลกบ้าง?
มุ้ย : ของผมฉีกแนวเลย ผมฟังเยอะเพราะเล่นดนตรีกลางคืน ต้องทำการบ้านเยอะ มีเพลงใหม่ก็ต้องแกะมาเล่นในร้าน แต่ถ้าชอบจริง ๆ ก็เร็กเก บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ไปทางนั้นเลย แล้วก็ฟิวชันแจ๊ส เพราะเราเป็นมือกลอง ก็ฟังเรื่องจังหวะ เรื่องสัดส่วน ถ้าให้เลือกก็ One Love ของ บ็อบ มาร์เลย์ น่าจะเป็นเพลงแรก ๆ ที่ทำให้เริ่มชอบเร็กเก และฟังบ่อยที่สุด
บัง : เฟี้ยวจัด
บัง : ส่วนของผมเป็นสายเพื่อชีวิตมาก่อน ฟังจากลุง ลุงเปิดให้ฟัง แล้วก็ฟังร็อกเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่ที่อินจนเริ่มเขียนเพลงคือน้าปู พงษ์สิทธิ์ ไม่รู้ว่าเปลี่ยนขนาดนั้นไหม แต่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง อยากเขียนเพลงให้ได้อย่างน้า ถ้าใครแกะคำในหลาย ๆ เพลงของมนัสวีร์ จะเห็นว่ามีคำแบบคนเพื่อชีวิตอยู่เยอะพอสมควร หรือทางคอร์ด ถ้าร้องจริง ตีคอร์ดจริง มันจะเป็นเพื่อชีวิตหน่อย ๆ ฟังแล้วรู้เลยว่าไอ้นี่ฟังเพื่อชีวิตมาแน่ ๆ ทั้งน้าปู ทั้งพี่เล็ก Greasy Cafe มีส่วนทำให้เราอยากเป็นอย่างที่เขาเป็นเวลาไปดูเขาเล่น
จริง ๆ ผมฟังเพลงไม่เยอะนะ น้อยกว่าพี่ ๆ หลายคน ผมฟังแนวไหนก็จะอยู่อย่างนั้นยาวเลย น้าปูก็น้าปู พี่เล็กก็พี่เล็ก ถ้าเป็นพี่เล็กก็เพลงอย่าง ‘ภาพชินตา’ ‘ความเลือนลาง’ บางเพลงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนด้วยซ้ำ ของน้าปูก็จะเป็นเพลงลึก ๆ หน่อย อย่าง ‘รู้อยู่’ ‘สะพานดาว’
มุ้ย : แล้วศิลปินต่างประเทศล่ะพี่บัง ชอบใคร
บัง : อ้าว นี่สัมภาษณ์ผมเหรอ… ต่างประเทศผมฟังอยู่สามคน เอ็ด ชีแรน (Ed Sheeran), เดเมียน ไรซ์ (Damien Rice) แล้วก็ลุงเกลน ฮันซาร์ด (Glen Hansard) ที่เพิ่งเสียไป พอทุกคนเห็นรายชื่อ พี่เล็ก พี่ชาติ-สุชาติ น้าปู เดเมียน เอ็ด เกลน ก็จะเริ่มเห็นว่าคนเหล่านี้คือส่วนผสมในตัวผม อย่างละนิดอย่างละหน่อย ตีคอร์ดเหมือนลุง เกลน ร้องฟีลเหมือน เดเมียน ร้องละเมียดเหมือนพี่ชาติ คำในเพลงเหมือนน้าปู เหล่าไอดอลของผมครับ
เกลน ฮันซาร์ด นักร้องนักแต่งเพลงชาวไอริช เจ้าของรางวัลออสการ์จากเพลง ‘Falling Slowly’ ในภาพยนตร์ Once เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่ดับลินเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 — กองบรรณาธิการ
ตุ๊ก : ผมว่าเพลงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคนอยู่แล้ว สิ่งที่เราฟังตั้งแต่เด็กจนโตประกอบกันเป็นตัวเราทุกวันนี้ คำจำกัดความของผมคือยุคเปลี่ยนผ่านจากแอนะล็อกสู่ดิจิทัล ผมอยู่ใน gap ตรงนั้น ผ่านมาทั้งสองยุค เลยบอกไม่ได้ว่าชอบอะไรที่สุด ไม่ชอบอะไรที่สุด เพราะทุกอย่างผ่านหูมาหมด ผมฟังพุ่มพวง ดวงจันทร์ ฟังเพลงอย่าง ‘กระแซะเข้ามาซิ’ ในขณะที่ก็รักที่จะฟัง Linkin Park, Green Day ในยุคนั้น จนทุกวันนี้ผมก็ยังฟัง Blackpink ฟังมนัสวีร์ ฟังไททศมิตรได้ไพเราะเสมอ ทุกอย่างประกอบกันจนทำให้ผมมีความซน มีความสนใจในทฤษฎีดนตรีที่หลากหลาย บางทีชอบแจ๊ส บางทีชอบโซล บางทีอาจชอบฮิปฮอป ทุกอย่างรวมกันกลายเป็นโน้ตในเพลงของผม นั่นคือตัวตน
The People : เป็นคนชอบสำรวจ แม้ในสิ่งที่ไม่คุ้น
ตุ๊ก: เป็นคนซน
บัง: ซนจริง
The People : เพลงเพื่อชีวิตยุคก่อนพูดถึงสังคม การเมือง แต่ทุกวันนี้เพลงเศร้าก็เป็นเพลง ‘เพื่อชีวิต’ ของคนฟังเหมือนกัน ในมุมของมนัสวีร์ เพลงเพื่อชีวิตคืออะไร และเปลี่ยนไปตามยุคสมัยไหม?
บัง : จริง ๆ เราก็ไม่ได้เซียนขนาดนั้นนะ
ตุ๊ก : ผมว่าเพลงเพื่อชีวิตไม่ได้เปลี่ยน ถ้าถามว่าคำจำกัดความของมันคืออะไร มันคือเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมนุษย์ ผ่านความเป็นมนุษย์ ด้วยภาษาของสวรรค์ ทีนี้ในปัจจุบัน ฟังก์ชันของมันเปลี่ยนไป จากเดิมที่พูดถึงชีวิตในสังคม ตอนนี้มันพูดถึงชีวิตประจำวัน มันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่เพลงเพื่อชีวิตก็คือเพลงเพื่อชีวิตนั่นแหละ เพื่อชีวิตเรา ด้วยภาษาของสวรรค์ แค่นั้นเอง
บัง : คนนี้พูดดีนะ
มุ้ย : พูดดี ตบมือสักที
The People : มาจนถึงวันนี้ มนัสวีร์เดินทางมากี่ปีแล้ว และยังจำเวทีแรก ๆ ได้ไหม?
บัง : ถ้าตอนนี้ก็เกือบ 10–11 ปี มันมีหลายช่วงหลายยุค ช่วงแรกผมทำกับเพื่อนเป็นโฟล์กสองชิ้น แล้วค่อยมาเจอพี่ ๆ
มุ้ย : บังเริ่มคนแรกครับ
บัง : เวทีแรก ๆ น่าจะเป็นร้านน้อง ท่าพระจันทร์ สมัยนั้นใครเป็นสาวกอินดี้ ทำเพลงเอง ผลิตเองง่าย ๆ
มุ้ย : ก็ต้องฝากร้านน้องท่าพระจันทร์ขาย
บัง : แล้วพี่ ๆ ร้านน้องก็จะให้มาเปิดอัลบั้ม เขาเรียกว่ามาเปิดอัลบั้ม นั่งเล่นอะคูสติกในร้าน
มุ้ย : ช่างชุ่ยด้วยเนาะ สมัยก่อน
บัง : ใช่ ช่างชุ่ยยุคแรก ๆ ด้วย มันไม่ได้เป็นเวทีจริงจังอะไร แต่เป็นการพรีเซนต์ผลงานตัวเองในยุคแรก ๆ
The People : ปีไหนจำได้ไหม?
บัง : ปีอะไรวะเนี่ย
มุ้ย : ตอบปีโป้นี่ได้ฮาเลยนะ
บัง : ปีโป้ไม่มี ผมจำไม่ค่อยได้ แต่น่าจะ 7–8 ปีที่แล้วโดยประมาณครับ
The People : ตอนนี้ทำงานกับค่าย 9Arkkhan เป็นอย่างไรบ้าง?
บัง : สนุกนะ เอาจริง ๆ เราโตมาพร้อมค่ายเลย
มุ้ย : ใช่ เราโตมาตั้งแต่วันที่เราสร้างเพจ ผมเป็นคนแรกที่ทัก Messenger เข้าไปหาเพจเลย ด้วยความที่ต้องใช้คำว่าโตมากับค่าย เราลองผิดลองถูกกันมา พี่จ๋ายก็เพิ่งเริ่มทำค่าย เราไม่เป็นเรื่องการทำเพลง แต่พี่จ๋ายเป็น ทำ MV เป็น ทำนู่นทำนี่เป็น เขาก็โยนมาช่วยเราเต็มที่ แล้วเราก็เดินไปด้วยกัน มึงขวาสักสองก้าวไหม ซ้ายสักสองก้าวไหม มันเดินไปพร้อมกันจริง ๆ ได้เรียนรู้เยอะมาก
บัง : เพราะพี่จ๋ายก็รู้ในระดับหนึ่ง เราก็รู้เท่าที่เรารู้ ลองไปพร้อม ๆ กัน ทำเพลงเร็วไหม ลองทำดู ทำไปทำมา อ้าว ไม่ใช่นี่หว่า กลับมาแนวเดิม สไตล์เดิมของเรา เขาเองก็ไม่ได้รู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าทำแบบนี้กับไอ้พวกนี้แล้วจะเวิร์ก ก็ลองดูก่อน มันโตไปพร้อมกันเลย แล้วคนก็เยอะขึ้นเรื่อย ๆ มีน้อง ๆ เข้ามา มีวิจิตรชน มีสามานย์ มี Little John ก็ยิ่งเฮฮาปาจิงโกะกันไปเลย
มุ้ย : มันไม่ใช่ว่าไปค่ายแล้วต้องตอกบัตรทำงาน มันเหมือนไปหาเพื่อน คุยเฮฮา ไม่เข้าใจอะไรก็ถามสามานย์ ถามวงนี้ ลองฟังเพลงนี้หน่อย ช่วยกันมากกว่า
บัง : ฟังเพลงหน่อย จะปล่อยแล้วนะ มันมีความเป็นพี่น้อง ลูกพี่เขาไม่เรียกว่าครอบครัว เขาเรียกว่าแก๊ง ชาวแก๊ง เพราะมีแต่ชายฉกรรจ์ มีน้อง PINKIE ที่เป็นผู้หญิง นอกนั้นชายฉกรรจ์ล้วน ๆ
The People : การได้สร้างสรรค์ใต้ชายคาเดียวกับคนที่ไปในทิศทางใกล้ ๆ กัน ช่วยเติมเต็มกันอย่างไร?
ตุ๊ก : มันคือบรรยากาศครับ หลายคนอาจเคยรู้สึกว่าเข้าไปอยู่ในสถานที่หนึ่งแล้วรู้สึกดี รู้สึกทางจิตวิญญาณว่า เฮ้ย เราปลอดภัยที่นี่ ค่ายเราเป็นอย่างนั้น มันเกิดจากการรวมตัวของคนที่ไม่มีพิษมีภัยต่อกัน แล้วก็หวังดีต่อกัน นั่นคือสิ่งที่ทุกคนในค่ายเราเป็น มันทำให้จิตวิญญาณของเรารู้สึกปลอดภัย
The People : พี่จ๋ายเป็นคนอย่างไร ในฐานะคนที่ทำงานด้วยกัน?
ตุ๊ก : เป็นคนแฟร์ครับ นั่นคือคำจำกัดความของจ๋ายในความรู้สึกผม เป็นคนที่ปรึกษาได้ เป็นอีกคนที่ผมรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งที่เดินเข้าหา เขามีทั้งสิ่งที่เตือนและสิ่งที่สอนในเวลาเดียวกัน จ๋ายอายุอ่อนกว่าผม แต่ความคิดเขาน่าจะโตกว่าผมหลายปี เดินเข้าหาจ๋ายเหมือนเดินเข้าหาเพื่อนที่บอกว่า พี่ตุ๊กทำแบบนี้นะ โดยที่เราไม่ต้องรู้สึกว่าจะถูกคนนี้หลอกหรือเปล่า เขามีแต่ความจริงใจให้ มีไม่กี่คนที่เป็นแบบนี้ได้ ในเครือของเรามีพี่โอม ค็อกเทล จ๋าย ไททศมิตร และพี่ก้อง ห้วยไร่ สามคนนี้เป็นคนที่มีแต่ให้กับน้อง ๆ
มุ้ย : สำหรับผม เขาไม่ใช่คนเก่ง เขาเป็นคนโคตรเก่ง ทุกด้าน บางทีคุยกันในวงแล้วตัน ทำไงดีวะ โทรหาคนนี้คือจบเลย
บัง : พี่จ๋ายเหมือนห้องสมุด ไม่รู้ไปรู้อะไรมาจากไหนเยอะแยะ ปรึกษาเรื่องเพลงก็ตอบได้ เรื่องซาวด์ก็ตอบได้ เรื่องอื่นก็ตอบได้ ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นบรรณารักษ์หรือเปล่า แล้วที่เขาพูดมาก็ใช่ประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ จริง ๆ เขาเป็นไอดอลพวกผมนะ เหมือนได้ทำงานกับไอดอล พี่จ๋าย ไทยวัสดุ… เอ้ย ไททศมิตร หยอกลูกพี่ประจำครับ
มุ้ย : แวะ ๆ นิดนึง
บัง : แวะนิดนึง จะได้ดูเป็นตัวเอง ดูเป็นพวกเราจริง ๆ
The People : อัลบั้มใหม่ชื่อ SAD SONGS MAKE US GROW อยากถามจริง ๆ ว่าเพลงเศร้าทำให้เราโตได้จริงหรือ?
ตุ๊ก : ไม่ใช่แค่ความเศร้า ทุกอารมณ์ทำให้เราเติบโตได้ ทุกการเดินทางของความรู้สึกทำให้เราโตเสมอ แต่ไม่ใช่การโตเรื่องอายุหรือตัวเลขนะครับ มันคือการโตทางความรู้สึก ทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่จากหนึ่งขวบไปสองขวบไปสามขวบ แต่คือการรับรู้ที่เพิ่มขึ้น การรู้สึกที่เพิ่มขึ้น
บัง : เหมือนเพิ่มเลเวล เพราะเราไม่รู้ว่าองค์ความรู้ของเราจะไปสิ้นสุดที่เท่าไหร่ มันไม่ได้มีกำหนดว่าคุณอายุเท่านี้ ต้องได้องค์ความรู้เท่านี้ ถ้าในอัลบั้มของเรา เพลงพวกนี้มันเหมือนโตขึ้นในเรื่องความรู้สึก คิดได้เพิ่มขึ้นจากความเศร้า
ตุ๊ก: มันมีเศร้าหลายแบบ มีเศร้าหลายเฉด
บัง: เศร้าดิ่งก็มี เศร้าแล้วเป็นกำลังใจก็มี ฟังจบแล้วได้กำลังใจจากเพลงนี้เฉย ทั้งที่มันเหมือนจะเป็นเพลงเศร้า หรือบางเพลงก็ดิ่งไปเลย จมไปกับความรู้สึกในวันนั้น เพลงเหล่านี้อยู่ในอัลบั้มเราคละกันไป ผมคิดว่ามันอาจทำให้หลายคนเติบโตในความรู้สึก อย่างน้อยก็มีเพื่อนคู่คิดว่า เอ้ย ลองเศร้าแบบนี้เข้าท่าไหม เพลงเศร้ามันมีหลายเฉด คุณไม่ต้องดิ่งอย่างเดียวก็ได้
ตุ๊ก : ความเศร้าไม่ได้มีแค่แฟนทิ้ง แม่ตาย คุณเคยนั่งรถนาน ๆ ไหม นั่งมองริมกระจกนาน ๆ แล้วรู้สึกอะไรบางอย่าง นั่นก็เป็นความเศร้าอีกแบบหนึ่ง นั่นคือเฉดของความเศร้า สีเทาไม่ได้มีเทาเดียว มันมีเป็นร้อยเป็นพันเทา การนั่งรถนาน ๆ แล้วเกิดความรู้สึกว่า เฮ้ย เราเติบโตขึ้นนี่หว่า มีความมั่นคงทางอารมณ์ขึ้นนี่หว่า นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการเติบโตเหมือนกัน
The People : ในแง่ดนตรี อัลบั้มนี้มีพัฒนาการ หรือได้ลองอะไรใหม่บ้าง?
ตุ๊ก : ซนมาก
มุ้ย : อัลบั้มนี้ซน
บัง : ซนไปสี่ห้าเพลงครับ
ตุ๊ก : ถ้าบอกว่าอัลบั้มคือขวบปีที่เราเติบโต อัลบั้มหนึ่งคือหนึ่งขวบ อัลบั้มสองคือสองขวบ นี่คือวัยซนอันตรายครับ วัยทองสองขวบอย่างที่เขาว่า เด็กที่กำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ต้องการเรียนรู้ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา หยิบจับทุกอย่างขึ้นมาเล่น ขึ้นมากิน ขึ้นมาเข้าปาก นั่นคือมนัสวีร์ในตอนนี้ครับ
มุ้ย : พาร์ตดนตรีก็หนักแน่นขึ้น จังหวะมากขึ้น
บัง : แต่เป็นซนในแบบของเรานะ ถ้าไม่กำกับว่าในแบบของเรา เดี๋ยวคนฟังแล้วจะว่า อ้าว ก็เหมือนเดิม ก็ไวโอลิน ก็ร้องเศร้า ๆ แต่จริง ๆ มันไม่เหมือนอัลบั้มแรกขนาดนั้น ปกติกีตาร์ไม่ได้เสียงแตกขนาดนั้น ก็ใส่ distortion สักหน่อย ไวโอลินปกติสีหวาน ๆ ก็เอาสักหน่อย
มุ้ย : เพลงเร็วไม่ค่อยทำ ก็เอาสักหน่อย แล้วก็ได้ feat. อีกสองเพลง
บัง : ได้ไปกับน้อง ๆ ลานดอกไม้เป็นอีกฟีลหนึ่ง กับพี่เล็กซึ่งเป็นไอดอลเราก็อีกฟีลหนึ่ง มีความเป็นดนตรีฝรั่งขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังปนกับสไตล์ของเรา ความเป็นเราที่แอบซนนิดนึง
The People : ลองยกตัวอย่างสักเพลงได้ไหมว่าซนอย่างไร?
บัง : ถ้าซนชัด ๆ ก็ ‘ไม่เป็นไรถ้าเธอจะร้องไห้’ ปกติเพลงมนัสวีร์จะช้า แต่เพลงนี้เร็ว แรง แล้วเป็นเพลงให้กำลังใจ จากชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นการปลอบ ไม่ได้เป็นแบบ "ความรู้สึกของตัวฉัน" แบบ "โลกที่แบกไว้" แต่เป็น เฮ้ย ไม่เป็นไรนะเว้ย ถ้าจะร้องไห้ ถ้าเทียบกับอัลบั้มแรก มนัสวีร์ไม่ปลอบ มนัสวีร์จะพาดิ่งไปด้วยกัน อัลบั้มนี้ขอลองปลอบดูหน่อย ขอลองร็อกดูหน่อย ขอลองมีโวโวโว้ด้วย
มุ้ย : ของผมเป็นเพลงพี่เล็ก ‘รู้จักรัก’ ฟีลเหมือนผู้ใหญ่สอนเด็ก ถ้าฟังเนื้อหาดี ๆ ก็เหมือนพี่เล็กกำลังสอนไอ้บังอยู่ในนั้นว่า…
บัง : ให้กลับมารักตัวเองอีกครั้ง
มุ้ย : ใช่ ฟีลเดียวกันกับอัลบั้มนี้ ความเศร้าทำให้เราเติบโต ถ้าฟังดี ๆ เพลงให้กำลังใจจะเยอะหน่อย ไม่ได้เศร้าแล้วดิ่งเหมือนอัลบั้มแรก
ตุ๊ก : นั่นแหละครับ ใจความสำคัญ เขาตอบไปหมดแล้ว
บัง : ความซนของเรามันอยู่แถว ๆ นั้นแหละ เราไม่ได้ซนแบบ…
มุ้ย : ไปเลยขอบเขต จากเล่นไวโอลินไปเล่นซอ
บัง : ไม่ซนขนาดนั้น ซนในแบบของเราครับ
The People : จากวันแรกถึงวันนี้ คิดว่ามนัสวีร์โตขึ้นเยอะไหม?
บัง : เยอะมากครับ จากมวยวัดสู่มวยวัดที่ใหญ่ขึ้น
มุ้ย : ทีแรกอาจจะเป็นมวยวัดป่าก่อนนะ แล้วค่อยเข้าวัดในเมือง
ตุ๊ก : เป็นมวยวัดเหมือนเดิมแหละครับ แต่เป็นมวยวัดที่ต่อยบนเวทีลุมพินีแค่นั้นเอง จากนักมวยบ้านนอกสู่นักมวยในเมืองกรุง นักมวยจากบ้านนอกสู่มวยเงินล้าน แต่มันไม่ใช่เรื่องของสถานที่นะครับ ไม่ต้องเป็นธันเดอร์โดม ไม่ต้องเป็นที่ไหนก็ได้ หลายคนบอกว่าสถานที่มันใหญ่ จริง ๆ แล้วไม่ใช่สถานที่ที่ใหญ่ขึ้น ผู้คนที่รายล้อมเราต่างหากที่ใหญ่ขึ้น แฟนเพลงที่มากขึ้น คนรักเราที่มากขึ้น มันคือคอมมูนิตี้อย่างหนึ่ง
The People : การเติบโตทำให้ได้อะไรมาหลายอย่าง แต่ระหว่างทาง มีอะไรที่หล่นหายไปบ้างไหม?
บัง : สำหรับผมอาจจะนิด ๆ หน่อย ๆ ทำงานสายนี้มันต้องมีได้อย่างเสียอย่าง พอเราทัวร์เยอะขึ้น สิ่งที่หายไปคือได้เจอหน้าพ่อแม่น้อยลง เจอครอบครัวน้อยลง แต่ก็แลกมากับสิ่งที่เราตั้งใจอยากให้เป็น มันไม่ได้ถึงขั้นทัวร์จนไม่กลับบ้านเลย หรือไม่รู้สึกถึงพ่อแม่พี่น้องเลย เป็นแค่ช่วงเวลา ความรู้สึกมันยังไม่ได้หายไปไหน
มุ้ย : มันยังสนุกอยู่
ตุ๊ก : ถ้าเราจะเดินไปข้างหน้า เราต้องทิ้งอะไรไว้ข้างหลังเสมอ ยานพาหนะต้องเติมน้ำมัน แล้วทิ้งพลังงานไว้ข้างหลังเพื่อเดินทางไปข้างหน้า มนุษย์ต้องกินอาหาร เราเดินไปข้างหน้าก็ทิ้งพลังงานไว้ข้างหลัง อะไรก็ตามที่เดินไปข้างหน้าต้องทิ้งอะไรไว้ข้างหลังเสมอ มันคือธรรมชาติของฟิสิกส์อยู่แล้ว
บัง : เดินบนดิน รอยเท้ายังอยู่ข้างหลังเลย เห็นไหม
มุ้ย : เออว่ะ
บัง : โอ้โห สุดยอดความรู้รอบตัว
The People : มาถึงตอนนี้ อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของแต่ละคน?
ตุ๊ก : สุขภาพและชีวิตครับ แค่นั้น ดีที่สุดแล้วที่คนคนหนึ่งจะได้
บัง : อันนี้น่าสนใจนะ ของผมเป็นความรู้สึกแล้วกัน ความรู้สึกดี หรือพลังงานบางอย่างที่ขับเคลื่อนเราไปอย่างไม่มีวันหมด ถ้ามันหมดก็ทำอะไรต่อไม่ได้เลย ตอนวัยรุ่นเรามีไฟเยอะกว่านี้ แต่พอผ่านเวลาไป ทำงานเยอะขึ้น มันมีมอดบ้าง สิ่งที่ยังอยากให้อยู่กับเราคือความรู้สึกที่ยังอยากทำ อยาก push ต่อ เพราะต้องยอมรับตรง ๆ ว่ามันก็มีช่วงที่เหี่ยว ขณะที่เดินกันมาขนาดนี้
The People : แล้วจะประคองไฟนั้นไว้อย่างไร?
บัง : ผมว่าชีวิตมันต้องมีจังหวะปล่อยไหล บางอย่างเราทำจนสุดแล้ว ยกตัวอย่างเพลง เราลองเปลี่ยน คิดว่าดี คิดว่าใช่ มันตอบสนองเรา แต่ไม่ได้ตอบสนองคนฟังขนาดนั้น แล้วเราก็รู้สึกว่า อ้าว ทำไมมันถอยวะ ทั้งที่เราอยากลอง อยากเต็มที่ อยากเปลี่ยนแปลงให้ทุกคน ไม่ใช่ว่าเราทำแบบสั่ว ๆ นะ เราเต็มที่ตลอด แต่มันมีจังหวะที่ใช่หรือไม่ใช่บ้าง เพราะฉะนั้นการปล่อยไหลบ้างในบางช่วงชีวิต…
ตุ๊ก : มันดี
บัง : เหมือนพี่โอมบอก ช่างแม่งบ้างก็ได้ มันทำให้เราได้หายใจ ไม่ต้องโฟกัสว่าต้องไป ๆ ๆ อย่างเดียว วันนี้ไม่ไปก็ได้ ถอยมานิดนึง สำรวจตัวเองนิดนึงว่าที่จะไปมันใช่ไหม มีอีกเส้นไหม อ้อมได้ไหม เลี้ยวซ้ายได้ไหม ถ้าเราตรงไปอย่างเดียวเราจะไม่เห็น แต่พอไม่รีบจนเกินไป ค่อย ๆ ไป ถอยมาบ้าง เฮ้ย เห็นซอยนี้นี่หว่า เลี้ยวเข้าลัดออกได้
มุ้ย : ของผมตอนนี้น่าจะเป็นครอบครัว พอเราเริ่มมีชื่อเสียง เริ่มมีเงินมีทอง เราก็เริ่มซัพพอร์ตครอบครัวได้มากขึ้น เลี้ยงพ่อได้มากขึ้น สำหรับผมคือเรื่องครอบครัว
The People : รู้สึกอย่างไรกับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก และมันเป็นหมุดหมายแบบไหนสำหรับแต่ละคน?
มุ้ย : มันเกินฝันครับ เกินจากที่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก เราเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แล้วอยากเป็นศิลปิน สมัยยุคเทปคาสเซ็ต ขอมีสักอัลบั้มหนึ่งก็พอแล้ว ดังไม่ดังช่างมัน ถือว่าตอบโจทย์ตัวเองแล้ว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ มันเกินฝันไปแล้ว อันนี้คือกำไรชีวิต เราทำให้มันเต็มที่แล้วกัน ตื่นเต้นครับ ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าเราจะได้เล่นธันเดอร์โดม ทุกคนแบบ เฮ้ย จริงใช่ไหม
บัง : ส่วนผมตื่นเต้นอยู่แล้ว เพราะพอรู้ว่าชอบดนตรี ความฝันอย่างเดียวของผมคือทำงานแบบนี้ ไม่เหลือช่องว่างไว้คิดถึงอาชีพอื่นเลย เราล็อกไว้ว่าเดินแบบไหนก็ได้เท่าที่มันควรเป็น เพื่อไปถึงสิ่งที่เขาเรียกว่าศิลปิน มีพงมีเพลง ผมเป็นคนฟังเพลงคนหนึ่ง เคยตามไปดูคอนเสิร์ตพี่ ๆ ที่เป็นไอดอล ซื้อบัตรไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ของน้าปู การมีคอนเสิร์ตใหญ่มันดูมีพลัง ดู proud สำหรับผม มันเหมือนอาชีพที่เลือกเพื่อนร่วมงานได้โดยไม่ต้องเลือก เวลาเราร้องเพลงแล้วโยนไปให้คนฟัง คนฟังคือเพื่อนร่วมงานของเราในที่นั้น ทำงานไปพร้อมกับเราโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องบอกว่าคุณทำอันนี้สิ ผมรู้สึกว่าคอนเสิร์ตใหญ่เป็นอะไรที่พิเศษมาก ๆ
ตุ๊ก : รู้สึกดีใจครับ แต่คอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ใช่จุดหมายแรกในชีวิตเรา และจะไม่ใช่จุดหมายสุดท้าย มันคือหนึ่งจุดระหว่างเส้นทางที่เราเดินไปในฐานะศิลปินเท่านั้นเอง ถามว่ารู้สึกอย่างไร ผมว่าชีวิตคนเราต้องมีอะไรที่ยิ่งใหญ่สักครั้ง นี่อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นในเส้นทางชีวิตก็ได้ มันเป็นหมุดหมายสำคัญ แต่ไม่ใช่หมุดหมายแรก และไม่ใช่หมุดหมายสุดท้ายแน่นอนครับ
The People : อยากบอกอะไรกับแฟนเพลงที่ติดตามกันมา?
บัง : ขอบคุณทุกคนครับ แฟนเพลงของเราชื่อด้อม ‘เศร้าหลิน’ ครับ ขอบคุณเศร้าหลินทุกคน ในฐานะเจ้าสำนักอย่างพวกเรา ขอบคุณทุกการซัพพอร์ต ตั้งแต่ยุคไลฟ์สดมีคนฟังสองสามคน จนถึงหลักร้อยหลักพัน ขอบคุณที่เดินทางมาเจอเรา มาเจอเพลงของเรา ดีใจที่ได้รู้จักกัน ได้เป็นศิษย์เป็นเจ้าสำนักกัน
ตุ๊ก : ผมรู้ว่าพวกคุณรักผม และผมก็รักพวกคุณมากเช่นกัน
มุ้ย : ขอบคุณที่ไม่ทิ้งพวกเรา แล้วพวกเราก็จะไม่ทิ้งพวกคุณเช่นกัน ขอบคุณที่เชื่อมั่นในพวกเรา ที่ยังฟังเราอยู่ เราจะทำให้มันดีที่สุด
บัง : สารจากเจ้าสำนักครับ
The People : มีโชว์หรือการพูดคุยกับแฟนเพลงครั้งไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษไหม?
ตุ๊ก : ทุกครั้งครับ หลายคนคิดว่าเราคือผู้ให้ความบันเทิง ให้ความรัก ให้ความรู้สึกกับคนดู แต่จริง ๆ เมื่อเราไปทำงานที่เรารัก ไปเล่นดนตรี ได้เจอผู้คนมากมายที่รักเราเหมือนกัน นั่นคือพลังงานที่เขาส่งให้เราเหมือนกัน ขอบคุณทุกคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ได้ไปทำงานทุกครั้งที่ไปเล่นดนตรี ทุกคนทำให้รู้สึกเหมือนผมกำลังไปหาคนที่ผมรักที่สุดอยู่เสมอ
บัง : เติมไฟให้แก่กัน
มุ้ย : เขาซัพพอร์ตเรา เราก็ซัพพอร์ตเขา เราคุยกันเสมอว่าจนวินาทีสุดท้าย เราต้องถ่ายรูปกับแฟนเพลงยันคนสุดท้าย เพราะสมมติเราเล่นสี่ทุ่ม เขาไม่ได้มาสามทุ่มเพื่อรอเรา เล่นจบแล้วกลับบ้าน บางคนมาตั้งแต่ห้าโมง หกโมงเย็น
บัง : ซื้อบัตร
มุ้ย : มานั่งรอร้อน ๆ แล้วยังมารอถ่ายรูปกับเราอีก เราจะไม่อยู่ยันคนสุดท้ายเหรอ
บัง : แล้วเวลาถ่ายรูป แฟนเพลงก็จะมาคุยกับเราทุกเรื่องเลยนะ พี่ หนูอกหักว่ะ หรือ พี่ครับ ขอบคุณที่แต่งเพลง ‘โลกที่แบกไว้’ ผมธุรกิจแย่มาก แล้ววันนี้ผมกลับมาได้แล้วครับ มันมีทุกฟีลเลย
มุ้ย : มียันคนที่เป็นโรคซึมเศร้า มาขอบคุณว่าเพลงของพวกพี่ช่วยให้หนูผ่านมาได้ เราก็รู้สึกดีที่เพลงของเรามันมีความหมายในชีวิตของใครสักคน
บัง : มันเป็นเรื่องแบบนั้นระหว่างที่เราไปทำงาน เราได้รับความรู้สึกหลากหลายมากจากคนฟังของเรา
ตุ๊ก : จริง ๆ เราไม่ได้ไปทำงานหรอก เราไปหาคนที่รักเรา
บัง : ใช่ ไปเที่ยวเล่น หาเพื่อน หาศิษย์
The People หลังคอนเสิร์ต ก้าวต่อไปของมนัสวีร์คืออะไร?
บัง : ถ้าพูดถึงก้าวต่อไป ก็ต้องเป็นฟีลแบบ 20 ปีมนัสวีร์ เหมือนน้าปู ผมไปดูคอนเสิร์ตครบรอบของน้าปู ของคาราบาว ผมก็อยากเป็นแบบนั้น
มุ้ย : ตั้งหมุดหมายอย่างนั้นไปก่อน
บัง : เท่าที่นึกออกแล้วเห็นภาพตรงกันคือร้องเพลงไปจนแก่ เผลอ ๆ พี่ตุ๊กอาจจะนั่งรถเข็นวีลแชร์ไปสี เพราะด้วยอายุ แต่ฉันจะตอบสนองคุณจนวินาทีสุดท้าย
ตุ๊ก : จริง ๆ ผมไม่อยากให้ทุกคนโฟกัสไปถึงจุดต่อไป ผมอยากให้ทุกคนโฟกัสที่ก้าวของเรา ณ ก้าวนี้ต่างหาก ว่ามันเป็นก้าวที่มั่นคงหรือเปล่า ผมเองยังตอบตัวเองไม่ได้เลย
บัง : ใช่ ถ้าไปวางไว้ขนาดนั้น เดี๋ยวจะกลายเป็นความคาดหวัง
มุ้ย : กดดันตัวเองอีก
ตุ๊ก : พระพุทธเจ้าบอกไว้ ให้เราอยู่กับปัจจุบัน รอยเท้าที่เราเหยียบอยู่ตอนนี้ ทำให้มันมั่นคงที่สุดดีกว่า ผมดูหนังเรื่อง Pirates of the Caribbean แล้วรู้สึกว่าคำพูดของพ่อแจ็ก สแปร์โรว์ใช้ได้ตลอดกาล “มันไม่สำคัญหรอกว่าเราจะมีชีวิตอมตะขนาดไหน สำคัญที่ว่าเราใช้ชีวิตอย่างมีสติหรือเปล่า” ตอนที่แจ็ก สแปร์โรว์จะไปตามหาน้ำพุแห่งความเยาว์วัย
บัง : คนนี้เขาชอบดูหนัง ก็จะมีอะไรให้เราเซอร์ไพรส์หลาย ๆ อย่าง
มุ้ย : …มึงหันมาหากูเมื่อกี้ พ่อแจ็ก
บัง : พ่อแจ็กไหน ก็ไม่รู้
มุ้ย : กูก็ไม่รู้ กูนึกว่าพ่อแจ๊ก ดอว์สัน
บัง : แจ๊ก ดอว์สัน ใครวะ