เส้นทางสายไหมใน ‘กะหรี่ปั๊บ’ ขนมชิ้นเล็กที่แฝงเร้นประวัติศาสตร์โลกไว้ทั้งใบ

เส้นทางสายไหมใน ‘กะหรี่ปั๊บ’ ขนมชิ้นเล็กที่แฝงเร้นประวัติศาสตร์โลกไว้ทั้งใบ

เรื่องราวและประวัติศาสตร์ทางอาหารของ ‘กะหรี่ปั๊บ’ ที่บรรจุวัฒนธรรมผ่านเส้นทางสายไหม จนกลายเกิดเป็นอาหารหลากหลายรูปแบบ

KEY

POINTS

 

เมื่อได้ยินประโยคที่ว่า...
เนื้อนุ่ม นมดี กะหรี่ดัง
คุณผู้อ่านจะคิดถึงอะไร?

 

มันเริ่มต้นจากบทสนทนาของเหล่าอาวุโสในบ้าน ขณะที่ทุกคนกำลังละเมียดขนมที่คุ้นเคย จนเกิดคำถามว่า... “ไปซื้อมาจากไหน อร่อยกว่าร้านอาโกวหน้าปากซอยอีก” คนซื้อมาฝากยิ้มกริ่มก่อนเอ่ยว่า “คุณยายลองทายดูสิคะ จังหวัดอะไรที่พวกผู้ชายเขาชอบเล่นมุกกันว่า ‘นมดี กะหรี่ดัง’

ว้าย! ตาเถรหก พูดจาไม่งามเลยหลานสาวคนนี้” ยายอุทานพลางทำหน้าดุ แต่คุณตาที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ กลับหัวเราะร่วนแล้วเฉลยแทน “สระบุรีไงเล่า... ยายก็นึกไปไกล นมดีคือนมโค กะหรี่ดังก็คือกะหรี่ปั๊บที่เจ้าหลานตัวดีซื้อมาฝากนี่ไง” ฝ่ายหลานสาวได้แต่ยิ้มด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหยิบกะหรี่ปั๊บไส้ไก่ชิ้นโตเข้าปาก

ในบริบทข้างต้นที่เล่าสู่กันฟัง ดูเหมือนว่าเจ้าขนมที่เราเรียกว่ากะหรี่ปั๊บนั้นจะอยู่คู่กับคนไทยมานานแสนนาน และผู้คนมักรู้จักขนมชนิดนี้กันแทบทุกเพศทุกวัย จนบางครั้งเราก็ติ๊ต่างเอาเองว่ามันเป็นขนมไทยที่เกิดจากการบ่มเพาะผ่านกาลเวลา และกลายเป็นวัฒนธรรมด้านอาหารที่อยู่คู่กับครัวไทยมาแต่ต้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว กะหรี่ปั๊บที่เราคุ้นเคยไม่ได้มีต้นกำเนิดเกิดในครัวไทยที่สระบุรีอย่างที่เรารู้และเข้าใจ เพราะถ้าหากลองใช้ลิ้นมองผ่านรสสัมผัสของมัน จะพบประวัติศาสตร์จุลภาค (Microhistory) ที่ซ้อนทับในชั้นแป้งกรอบ ที่เฝ้าบอกเล่าเรื่องราวของเหล่านักเดินทางบนเส้นทางสายไหมซ่อนอยู่ในอดีต ที่จะนำพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปราว 1,000 ปีก่อน ซึ่งกินระยะเวลายาวนานข้ามสหัสวรรษ กว่าจะกลายมาเป็นแป้งก้นหอยที่เราคุ้นเคยในอุษาคเนย์อย่างกะหรี่ปั๊บที่ทุกคนรู้จัก

โดยกะหรี่ปั๊บได้รับอิทธิพลมาจาก Samosa ของชาวอินเดีย ผสมกับเทคนิคการทำแป้งพายแบบ Shortcrust Flaky (แป้งพายร่วน) และ Pastry (แป้งพายชั้น หรือพายร่วนแบบเป็นชั้นๆ) ของตะวันตกและตะวันออก จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในไทย และบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ก็มีกะหรี่ปั๊บ โดยมาเลเซียจะเรียก ‘Karipap’ (การีปัป) ส่วนสิงคโปร์จะเรียกว่า ‘Epok-epok’ (เอป๊ก-เอป๊ก)

วันนี้เราจะนำพาท่านผู้อ่านไปสืบหาบรรพบุรุษของกะหรี่ปั๊บอันเลืองชื่อ โดยเริ่มจากการเดินทางของบรรพบุรุษอย่าง Sanbusak อ่านว่า ซันบูซัก (สำเนียงเปอร์เซียโบราณ) ที่เกิดขึ้นในราชสำนักเปอร์เซีย ซึ่งก็เป็นอาหารแถบอาหรับและเมดิเตอร์เรเนียนของตะวันออกกลางอย่างเลบานอน ซีเรีย และอียิปต์ ด้วย

โดย Sanbusak ยังมีหลายชื่อเรียก เช่น Sambosaq หรือ Sambosa (ซัมโบซัก / ซัมโบซา) ซึ่งเป็นการสะกดตามภาษาอาหรับดั้งเดิม ส่วน Sambousek หรือ Sambousik (ซัม-บู-เซ็ค / ซัม-บู-ซิค) คือสำเนียงที่ใช้กันทั่วไปในกลุ่มประเทศแถบเลแวนต์ (Levant) เช่น เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน และอียิปต์ แต่ในบทความนี้จะเรียกอาหารชนิดนี้ตามแบบสำเนียงอาหรับดั้งเดิมคือ Sambosaq ที่ใกล้เคียงกับสำเนียงไทยมลายูที่เรียกอาหารประเภทนี้ว่า Sambusa (ซัมบูซา)

ลำดับต่อไปจึงอยากชวนท่านผู้อ่านมาร่วมออกเดินทางไปกับ ‘เหล่าแป้งห่อไส้’ เพื่อผจญภัยข้ามกาลเวลาบนเส้นทางสายไหม ด้วยการค่อยๆแกะรอยการเดินทางที่ช่วยหล่อหลอมรสชาติจนแพร่หลาย และกลายเป็นเมนูยอดนิยมไปทั่วโลก โดยเริ่มต้นจาก…

เส้นทางสายที่ 1
Sambosaq (สายเอเชียตะวันตก)

เมนูนี้เกิดขึ้นช่วงศตวรรษที่ 10 ในราชสำนักเปอร์เซีย มีการบันทึกถึงอาหารที่เรียกว่า Sambosaq ที่เป็นพายแป้งที่สอดไส้เนื้อสับ หอมใหญ่ และถั่ว โดย Sambosaq มีความหมายว่า "แป้งพายสอดไส้ที่มีขนาดเล็ก" อาจเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมหรือครึ่งวงกลมขลิบขอบ ซึ่งเป็นแป้งพัฟฟ์หรือพายที่ทอดแบบน้ำมันท่วม (Deep-fried) เป็นหลัก พอมาถึงจุดนี้เราจึงควรมาทำความเข้าใจระหว่างแป้งพัฟฟ์กับแป้งพายก่อน ดังนี้

แป้งพัฟฟ์ (Puff Pastry) มีการรีดเป็นแผ่นฟิล์มบางและพับขนานกันเป็นชั้นๆ เมื่อนำไปอบจะฟูและพองตัวสูง จนแยกเป็นชั้นชัดเจนเหมือนกระดาษ มีความเปราะจึงทำให้รู้สึกกรอบเมื่อกัดเข้าไป

แป้งพาย (Pie Pastry) จะใช้วิธีการสับหรือบี้เนยให้กระจายตัวเป็นเม็ดๆ ลงไปในแป้ง และเมื่อนำไปอบหรือทอดจะเกิดการฟูขึ้นเล็กน้อยหรือคงเดิม โดยตัวเนื้อขนมจะเน้นความร่วนซุย แต่มีความแข็งแรงพอจะตัดเป็นชิ้น และต้องรองรับน้ำหนักไส้แฉะๆ ได้ ซึ่งจะมีทั้งแบบร่วน (Shortcrust) และแบบชั้น (Flaky)

แต่บางครั้งSambosaqก็อาจใช้วิธีอบแบบตะวันออกกลางและเมดิเตอร์เรเนียน โดย Sambosaq แบบ ดั้งเดิมเป็นแป้งพายที่มีชั้นเดียว เนื้อนุ่มร่วน แต่มีลักษณะคล้ายกะหรี่ปั๊บในปัจจุบัน โดยแป้งด้านนอกจะกรอบ และสอดไส้ด้านในเป็นเนื้อสับปรุงรส หัวหอม เครื่องเทศ หรือชีส นิยมรับประทานเป็นอาหารว่างเพื่อเรียกน้ำย่อย

ท้ายที่สุดไม่ว่าเทคนิคของแป้งจะถูกจำกัดความไว้อย่างไรในโลกเบเกอรี่สมัยใหม่ก็ตาม แต่ในหน้าประวัติศาสตร์โบราณ เมนู Sambosaq มีความเก่าแก่จนสามารถย้อนกลับไปได้ถึงช่วงศตวรรษที่ 9-10 โดยในศตวรรษที่ 9 มีหลักฐานในบทกวีของ Ishaq ibn Ibrahim al-Mawsili (อิส-ฮาก อิบ-นุ อิบ-รอ-ฮีม อัล-เมา-ศิ-ลี) ซึ่งเป็นกวีชื่อดังในยุคราชวงศ์อับบาซิด ที่เขียนชื่นชมอาหารที่เรียกว่า Sanbusaj (ซัน-บู-ซัจ) เอาไว้ ซึ่งก็คือSambosaq นี้จึงถือเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรเก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่ง

นอกจากนี้ในศตวรรษที่ 10 เริ่มปรากฏว่ามีการบันทึกสูตรอาหารอย่างเป็นทางการ มีตำราอาหารอาหรับโบราณอย่างเช่น ตำราอาหารของ Ibn Sayyar al-Warraq (อิบ-นุ สัย-ยาร อัล-วัก-ร็อก) ถูกบันทึกไว้เมื่อประมาณปี ค.ศ. 940 ซึ่งได้รวบรวมสูตรอาหารของราชสำนักแบกแดดรวมถึงสูตร Sambosaq ไว้ด้วย เนื่องจากแบกแดดมีความผูกพันกับจักรวรรดิเปอร์เซียอย่างลึกซึ้งผ่านประวัติศาสตร์ทางการเมืองและวัฒนธรรม

อีกทั้งในแถบตะวันออกกลางอย่างอาณาจักรเปอร์เซีย มีหลักฐานที่ปรากฏในบันทึกโบราณว่า พ่อค้า นักเดินทาง ทหาร และคนเลี้ยงสัตว์ มักพกพาแป้งทอดหรือแป้งอบไส้เนื้อสับชนิดนี้ ในการใช้เป็นเสบียงเพื่อเดินทางบนเส้นทางสายไหม ในระหว่างการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิเปอร์เซียทั้งในด้านการค้าและการทหาร เพราะเส้นทางสายไหมมีระยะทางยาวไกล การนำอาหารที่พกพาง่าย เก็บได้นาน ไม่บูดเสียง่าย จึงเหมาะแก่การเป็นเสบียงที่ดีติดตัวไปในการเดินทางขึ้นเหนือหรือลงใต้ อีกทั้งผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดคือพ่อค้าบนเส้นทางสายไหมที่รับเอา Sambosaq มาเป็นเสบียง เพราะการเดินทางของขบวนเหล่าคาราวานที่ไปตามที่ต่างๆ นี่เอง จะทำให้อาหารชนิดนี้กระจายตัวออกไปอย่างแพร่หลาย จากเปอร์เซียขึ้นเหนือสู่เอเชียกลาง และลงใต้สู่เอเชียใต้ตามลำดับ

 

เส้นทางสายที่ 2
Samsa (สายเอเชียกลาง)

Samsa (ซัมซา) เกิดขึ้นในโซนเอเชียกลางและอุซเบกิสถาน ช่วงศตวรรษที่ 11 – 13 บนสายเอเชียกลางและจีน ที่เรียกว่าเส้นทางสายไหมสายบก และเมื่อแป้งพายได้เดินทางไปยังตอนเหนือและตะวันออก เข้าสู่ดินแดนเอเชียกลางในกลุ่มประเทศสถาน ได้แก่ อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน รวมไปถึงภูมิภาคซินเจียง ชื่อของมันได้กลายเสียงเป็น Samsa (ซัมซา) เพราะเมื่อวัฒนธรรมของเปอร์เซียแพร่เข้าสู่เอเชียกลางตามเส้นทางสายไหม Sambusaq จึงได้กลายเป็น Samsa โดยชาวอุซเบก คาซัค และคีร์กีซ

และด้วยการที่พวกเขามีความเชี่ยวชาญในการทำเบเกอรี่ จึงได้เปลี่ยนวิธีทำด้วยการนำไปอบในเตาทันดูร์ (Tandoor) แทนการทอด และทำเป็นแป้งพายชั้น (Flaky Laminated Dough) ที่มีความกรอบเพราะเป็นแป้งหลายชั้น รวมถึงการพัฒนาเป็นหลากหลายรูปทรงไม่ว่าจะเป็น สามเหลี่ยมหนา ทรงกลม หรือสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ และนิยมใช้ไส้เป็นเนื้อแกะกับหอมใหญ่ อีกทั้งยังคงรสสัมผัสดั้งเดิมให้มีความหนานุ่มเอาไว้ นอกไปจากนั้นเส้นทางสายนี้ยังส่งต่ออาหารประเภทนี้เข้าสู่จีนตอนเหนือผ่านซินเจียง โดยจะทิ้งร่องรอยไว้ร่วมกับอาหารตระกูล ‘เจี้ยวจื่อ’ (เกี๊ยว) และ ‘เปาจื่อ’ (ซาลาเปา)

พอมาถึงจุดนี้... หากท่านผู้อ่านกำลังมองหาว่า Samosa (ซาโมซ่า) ของอินเดียอยู่ตรงไหนบนเส้นทางสายไหมนี้?

 

เส้นทางสายที่ 3
Samosa (สายเอเชียใต้ในอินเดีย)

พอมาถึง Samosa (ซาโมซ่า) อดที่จะเล่าไม่ได้ว่า.... ในทุกๆ ครั้งที่ผู้เขียนได้เดินทางเข้าไปยังกรุงเทพ สิ่งแรกที่คิดถึงเสมอคือ พาหุรัด เพราะพาหุรัดไม่ได้มีดีแค่ผ้าและวัดซิกข์เพื่อขอพรเท่านั้น แต่ที่นั่นมีวัฒนธรรมอาหารอินเดียทุกซอกทุกมุม แม้กระทั่งร้านซาโมซ่าที่แสนอร่อยได้แอบซ่อนในซอยเล็กๆแถววัดซิกข์ และถ้าหากท่านผู้อ่านอยากตามรอยไปรับประทาน ให้ลองมองหาร้านรถเข็นเล็กๆ ที่จอดแอบในซอย ถัดไปจากวัดซิกข์ไม่กี่ก้าว ก็จะพบซาโมซ่าแสนอร่อยในตำนานที่ผู้เขียนต้องไปซื้อทุกครั้งที่มีโอกาส เหตุผลที่ติดใจในรสของเจ้าซาโมซ่านั้น ก็อาจจะเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคย เพราะเมื่อกัดเข้าไป รสชาติของมันเหมือนกับกะหรี่ปั๊บไส้ไก่ของไทยอย่างกับฝาแฝดนั่นเอง

Samosa ของอินเดียเป็นสายญาติที่แตกมาจากเมนู Sambosaq ด้วยการเดินทางเข้าสู่อินเดียพร้อมกับพ่อค้ามุสลิมในยุคเดลีสุลต่าน (Delhi Sultanate) ช่วงศตวรรษที่ 13 - 14 บนเส้นทางสายเอเชียใต้ของจักรวรรดิเดลี ที่มีทั้งกองทัพมุสลิมและพ่อค้าจากเอเชียกลางที่ต่างพากันพกพาเจ้า Sambusaq ข้ามเทือกเขาฮินดูกูชเข้าไปยังอินเดียตอนเหนือ

หลังจากนั้นคนในท้องถิ่นของอินเดียก็เริ่มรับ Sambusaq ไปดัดแปลง ด้วยการเปลี่ยนจากไส้เนื้อสู่ไส้มังสวิรัติ หรืออาจจะทำตามวัตถุดิบในราชสำนักอินเดียที่ปรับเปลี่ยน อีกทั้งเมื่อกระจายตัวออกไปสู่ประชาชนทั่วไป อย่างชาวฮินดูซึ่งส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติ ไส้ของมันก็ถูกแทนที่ด้วย มันฝรั่ง ผักชี พร้อมเครื่องเทศรสจัดจ้าน จากนั้นก็เริ่มมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมพร้อมแป้งที่มีความหนาขึ้น อีกทั้งที่จากเดิมที่มักอบในเตาทันดูร์ (Tandoor) ก็เปลี่ยนมาเป็น การทอดน้ำมันท่วม (Deep-frying) ในน้ำมันกี (Ghee) เพื่อทำให้แป้งหนาๆ กรอบทนและสามารถเก็บรักษาได้นาน เหมาะกับวัฒนธรรมของอินเดีย นับจากนั้นมาจึงเกิดการผูกขาดทางวัฒนธรรมในชื่อของ ซาโมซ่า เป็นต้นมา

 

เส้นทางสายที่ 4
Börek (สายเอเชียกลางในตุรกี)

ในช่วงศตวรรษที่ 14 - 15 ชาวเติร์ก (Nomadic Turks) ในเอเชียกลาง มีวัฒนธรรมการทำอาหารคาวด้วยการห่อแป้งที่เรียกว่า Yufka (อ่านว่า ยูฟก้า คือ แป้งแผ่นบาง) ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ช่วยให้เกิดความสะดวกสบายในการพกพาในระหว่างเดินทางเพื่ออพยพย้ายถิ่นฐาน และแป้งห่อเนื้อของชาวเติร์กตัวนี้มีชื่อว่า Samsa ที่ได้เดินทางสู่ตะวันตกพร้อมชาวเติร์กเผ่าเซลจุก (Seljuk Turks) สู่ดินแดนแอนาโตเลีย ที่เรียกว่า ทือร์คีเย (Türkiye) หรือที่เรามักเรียกว่าตุรกีในปัจจุบัน

อีกทั้งเมื่อชาวเติร์กได้ตั้งรกร้างและได้สถาปนาเป็นจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) ขึ้นมา เทคนิคการทำแป้งแบบ Yufka และเมนู Samsa ของพวกเขาที่ติดตัวมา ก็ได้กลายเป็นวัฒนธรรมอาหารและเปลี่ยนชื่อมาเป็น Börek (เบอเร็ก) ประจำห้องเครื่องของพระราชวังทอปกาปึ (Topkapı Palace) ที่ยกระดับจากเมนูพื้นบ้านให้กลายเป็นศิลปะชั้นสูง

จุดเริ่มต้นของ Börek ที่เป็นเพียงพายชั้นเดียวจากวิธีการทำSamsa จนได้ปรับเปลี่ยนเป็นพายหลายชั้นที่เรารู้จักในคำว่า Börek  และคำนี้ในภาษาตุรกีมีรากศัพท์มาจากคำว่า Būr แปลว่า "บิด" หรือ "ม้วน" เชฟในวังออตโตมันได้พัฒนาเทคนิคการรีดแป้งยูฟก้าให้บางเฉียบราวกับกระดาษ อีกทั้งนำมาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ สลับกับเนยและนม จนกลายเป็นเทคนิคการรีดแป้งแผ่นบางซ้อนชั้นที่ชาวเติร์กเรียกว่า Yufka ซึ่งในเวลาต่อมาโลกจะรู้จักแป้งลักษณะนี้ในชื่อ แป้งฟีโล (Phyllo) อีกทั้งมีความหลากหลายของไส้ แทนที่จะจำกัดอยู่แค่เนื้อสัตว์เหมือนตอนยุคก่อน

ในช่วงหลัง Börek ของออตโตมันยังคงถูกปรับพัฒนาให้มีความละเมียดละไมมากขึ้น ด้วยการใช้ชีสเฟต้า (Beyaz Peynir), ผักโขม, มันบด หรือแม้กระทั่งให้มีไส้หวานทำเป็นไส้ อีกทั้งเน้นการ ‘อบ’ (Baking) ในเตาขนาดใหญ่แทน เพื่อให้แป้งเกิดความฟูเบา เป็นแผ่นบางกรอบซ้อนกันหลายชั้น โดยไม่ใช่วิธีการทอดน้ำมันท่วมแบบอินเดียอย่างในเมนู Samosa

ขณะเดียวกัน Börek ในแถบคาบสมุทรบอลข่านมีการพัฒนาขนมประเภทแป้งชั้น (Phyllo) ที่เรียกว่า Börek ขึ้นมาอีกขั้น ถึงแม้จะมีรากเหง้าเดิมร่วมกับวัฒนธรรมแป้งห่อไส้ของชาวเติร์กก็ตาม โดยจะมีความหลากหลายทางรูปทรงมากขึ้น มีทั้งแบบม้วน สี่เหลี่ยม และสามเหลี่ยม ซึ่งเรียกว่า Muska Böreği (มุส-กา เบอ-เร็ก) ซึ่งมีหน้าตาคล้ายซาโมซ่า

 

เส้นทางสายที่ 5 
Empanada
(สายยุโรป/แอฟริกาเหนือ ในสเปน/ละตินอเมริกา)

ในช่วงศตวรรษที่ 8 ในยุโรปและละตินอเมริกา ชาวมัวร์ (ชาวมุสลิมจากแอฟริกาเหนือ) ได้ไปบุกเบิกและปกครองคาบสมุทรไอบีเรีย ซึ่งเป็นพื้นที่ของสเปนและโปรตุเกสในปัจจุบัน พวกเขาได้นำเอาวัฒนธรรมการกินSambusa หรือ Samsa เข้ามาด้วย โดยชาวสเปนในแคว้นกาลิเซีย (Galicia) และชาวโปรตุเกสได้รับเอาแนวคิดการนำแป้งห่อไส้เนื้อสัตว์ไปปรับใช้ในศตวรรษที่ 14 ซึ่งปรากฏหลักฐานในตำราอาหารภาษากาตาลาชื่อ Llibre de Sent Soví ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1324

โดยพวกเขาเปลี่ยนชื่อเรียกมันตามภาษาของตนเอง โดยใช้คำว่า Empanar ในภาษาสเปน แปลว่า "การห่อด้วยขนมปัง" และขนมชนิดนี้จึงถูกเรียกว่า Empanada (เอมปานาดา) ส่วนในโปรตุเกสจะเรียกว่า Empada หรือถ้าเป็นชิ้นเล็กจะเรียกว่า Pastel / Pastéis (พายโปรตุเกส) ในครั้งนี้เองที่แป้งเริ่มเปลี่ยนจากแผ่นแป้งบางสไตล์ตะวันออกกลางแบบแป้งพัฟฟ์ มาเป็นแป้งพายหรือแป้งโดที่ใช้การอบหรือทอดด้วยน้ำมันเล็กน้อยแทน

 

เส้นทางสายที่ 6
Cornish Pasty
(สายยุโรป/แอฟริกาเหนือ ในอังกฤษ)

เมนู Cornish Pasty (คอร์-นิช พาส-ตี) มีความเข้าใจผิดบ่อยครั้งว่าเมนูนี้ส่งผ่านจากฝรั่งเศสขึ้นไปยังอังกฤษ หากแต่ในความเป็นจริงในประวัติศาสตร์อาหาร Cornish Pasty ของอังกฤษ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับแคว้นกาลิเซีย (Galicia) ทางตอนเหนือของสเปน และแคว้นบริตตานี (Brittany) ของฝรั่งเศส ผ่านเส้นทางการค้าแร่ดีบุกและการเดินเรือทางทะเล

โดยแคว้นคอร์นวอลล์ (Cornwall) ทางตอนใต้ของอังกฤษและแคว้นกาลิเซียของสเปน มีความสัมพันธ์ทางการค้าและการเดินเรือกันมาตั้งแต่ยุคโบราณ แนวคิดการทำอาหารแบบพกพาสำหรับคนเดินทางและชาวประมง ซึ่งก็คือเมนู Empanada ในเวอร์ชันกาลิเซียดั้งเดิมที่เป็นพายชิ้นขนาดใหญ่นั้น ได้ถูกส่งผ่านทางการเดินทางข้ามทะเล

โดยมีความเชื่อมโยงและข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ว่า...ถูกดัดแปลงให้เข้ากับวิถีชีวิตของชาวเหมืองดีบุก โดยทำแป้งพายให้หนาขึ้น เนื้อแน่นขึ้น และขลิบขอบหนาๆ ด้านข้าง เพื่อให้ชาวเหมืองที่มือเปื้อนสารหนูและดินจากการทำงาน สามารถจับขอบแป้งกินได้โดยไม่ปนเปื้อนสารพิษ และทิ้งขอบแป้งนั้นไปเมื่อกินเสร็จ จนกลายเป็น Cornish Pasty ที่เรารู้จักกันในที่สุด ในขณะที่ซีกโลกตะวันตกมี Cornish Pasty เป็นเสบียงของชาวเหมือง ในอีกซีกโลกหนึ่ง เมนูแป้งห่อไส้ก็กำลังเดินทางข้ามมหาสมุทรเพื่อมาหยั่งรากลึกในดินแดนอุษาคเนย์เช่นกัน

 

เส้นทางสายที่ 7
กะหรี่ปั๊บ หรือ Curry Puff
(สายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

กะหรี่ปั๊บ (Curry Puff) คือความลงตัวของเครื่องเทศที่เดินทางจากอินเดียและคาบสมุทรมลายู ผ่านเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) เข้าสู่ราชสำนักและชุมชนในยุคกรุงศรีอยุธยา

จุดเริ่มของกะหรี่ปั๊บมีต้นกำเนิดมาจาก ซาโมซ่า (Samosa) ของชาวอินเดีย ซึ่งเป็นแป้งทอดห่อไส้เครื่องเทศทรงสามเหลี่ยมเนื้อหนานุ่ม แต่เมื่อวัฒนธรรมนี้เดินทางมาถึงอยุธยา รสชาติและวัตถุดิบก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับลิ้นของคนท้องถิ่น มีการใช้ผงกะหรี่ มันฝรั่ง และเนื้อสัตว์ มาผัดจนแห้งงวด ให้มีกลิ่นอายของแกงกะหรี่โบราณที่กลมกล่อมขึ้น แต่ไม่ฉุนเครื่องเทศจัดเท่าต้นตำรับเดิม

ความมหัศจรรย์ของกะหรี่ปั๊บไทย ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของไส้ แต่คือ ‘การผสานกันของเทคนิคการทำแป้งจากสองซีกโลก’ ในยุคกรุงศรีอยุธยา ในการเข้ามาของชาวโปรตุเกสได้นำพาวัฒนธรรมการทำแป้งพายชั้นแบบตะวันตกเข้ามา ซึ่งรับช่วงต่อมาจากเทคนิค Puff Pastry (Pâte Feuilletée) ที่ถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบในฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 17 โดยเชฟ Claude Gelée (ซึ่งมีรากเหง้าดั้งเดิมมาจากชาวมัวร์ในแอฟริกาเหนือและคาบสมุทรไอบีเรีย) แนวคิดของตะวันตกคือการทำให้แป้งฟูพองกรอบเป็นชั้นบางๆ เหมือนกระดาษ

ทว่าในยุคที่เตาอบยังเป็นของหายากที่เป็นข้อจำกัดอยู่ ช่างทำขนมในยุคอยุธยาจึงได้สร้างสรรค์ ทางออกที่ชาญฉลาด ด้วยการหยิบเอาไอเดียความกรอบเป็นชั้นของพายฝรั่งเศส มาผสานเข้ากับศาสตร์การทำขนมของฝั่งตะวันออก นั่นคือ ‘เทคนิคแป้งสองชั้นแบบจีน’ (เทคนิคเดียวกับการทำขนมเปี๊ยะกุหลาบ)

กรรมวิธีนี้จะแยกแป้งออกเป็น 2 ส่วน คือ ‘แป้งนอก’ (แป้งผสมน้ำ) และ ‘แป้งใน’ (แป้งผสมไขมัน)

ช่างขนมจะนำแป้งนอกมาห่อแป้งใน จากนั้นนำไปรีดและม้วนเป็นแท่งกลมๆ ก่อนจะตัดขวางแล้วจับมากดแบนเพื่อห่อไส้ เทคนิคการม้วนสลับชั้นแป้งและไขมันแบบจีนนี้เอง ที่ทำให้เกิด ‘ลายก้นหอย’ อันเป็นเอกลักษณ์ และเมื่อนำไปลงทอดในน้ำมันท่วม (Deep Frying) แทนการอบ ชั้นแป้งจะดีดตัวฟูพอง ออกมาเป็นพายทอดที่กรอบร่วนและสวยงามชวนน่ากิน

ถ้าสังเกตให้ดี กะหรี่ปั๊บจึงไม่ใช่แค่ขนมกินเล่น แต่คือประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตและความลงตัวระหว่าง ‘ไส้เครื่องเทศสไตล์เอเชียใต้’ ที่ถูกโอบอุ้มด้วย ‘แรงบันดาลใจเรื่องความกรอบของพายตะวันตก’ และขับเคลื่อนให้สำเร็จด้วย ‘ศาสตร์การขึ้นรูปแป้งสองชั้นของจีน’ จนกลายเป็นขนมลูกผสมที่มีเอกลักษณ์และสมบูรณ์แบบที่สุดชิ้นหนึ่งของอุษาคเนย์

แม้ว่าเราจะเชื่อกันว่าขนมตระกูลพายทอด ได้รับอิทธิพลจากท้าวทองกีบม้าในยุคอยุธยา แต่ในบันทึกประวัติศาสตร์อาหารไทย คำว่า ‘กะหรี่ปั๊บ’ หรือ ‘กะหรี่พัฟ’ เพิ่งจะมาปรากฏหลักฐานชัดเจนในช่วงรัตนโกสินทร์ และมีช่วงเวลาในการปรับปรุงสูตรจากอาหารตะวันตกและมลายู นอกจากนี้ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ขนมชนิดนี้ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากช่างทำขนมชาวชวาและอินเดียในช่วงยุคอาณานิคมอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ซึ่งส่งอิทธิพลข้ามแดนมายังภาคใต้ของไทยด้วยเช่นกัน

 

สงสัยไหมทำไมจึงมีชื่อว่ากะหรี่ปั๊บ?

ที่มาของชื่อนี้เกิดจากการเพี้ยนเสียงจาก ‘Puff’ สู่ ‘ปั๊บ’ และคำว่า ‘
กะหรี่ปั๊บ’ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการกลมกลืนทางภาษา (Linguistic Assimilation) โดยเฉพาะคำว่า ‘ปั๊บ’ มีที่มาและกระบวนการเพี้ยนเสียงดังนี้

รากศัพท์ภาษาอังกฤษ คำว่า Puff ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ขนมอบที่มีลักษณะฟู พอง หรือเป็นชั้น (เช่น Puff Pastry) โดยสามารถสรุปกระบวนการเพี้ยนเสียงของคำว่า ‘กะหรี่ปั๊บ’ ได้ดังนี้

1. เกิดจากการปรับพยัญชนะ เปลี่ยนตัวสะกดเสียง /f/ ในคำว่า Puff เป็นเสียง /p/ (แม่กบ) ที่ใกล้เคียงและออกเสียงง่ายกว่าในระบบเสียงภาษาไทย

2. เกิดจากการปรับวรรณยุกต์ โดยใส่เสียงวรรณยุกต์ตรีกับคำว่า Puff เพื่อให้เข้ากับคำตายเสียงสั้นตามโครงสร้างภาษาไทย จนกลายเป็นคำว่า ‘ปั๊บ’

3. เมื่อนำมาผสมคำกัน โดยคำว่า ‘กะหรี่’ (ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า Curry) มารวมกับคำว่า ‘ปั๊บ’ (Puff) จึงกลายเป็นคำว่า ‘กะหรี่ปั๊บ’ ที่เรียกง่ายและติดปากคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

และทั้งหมดที่เล่ามาข้างต้นคือที่มาของกะหรี่ปั๊บ จนเกิดคำหยอกล้อในวงสนทนาของครอบครัวเกี่ยวกับ “นมดี กะหรี่ดัง” แห่งเมืองสระบุรีในตอนต้นของบทความ ใครจะคิดว่าขนมชิ้นเล็กๆ ในมือของเราจะกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่ช่วยบันทึกการเดินทางของประวัติศาสตร์ ผ่านรสชาติเป็นสหัสวรรษของเหล่ามนุษยชาติ หลังจากนี้ไปกะหรี่ปั๊บ 1 ชิ้น จะไม่ใช่แค่แป้งทอดสอดไส้ธรรมดา

แต่มันคือจุดตัดของเส้นทางสายไหมที่ ‘เครื่องเทศจากตะวันออก’ อันจัดจ้าน มาร่วมหอลงโรงกับ ‘เทคนิคแป้งพายตะวันตกและตะวันออก’ ที่พับซ้อนกันอย่างประณีตผ่านการเดินเท้าของพ่อค้าคาราวาน ควันไฟจากกองทัพ และรอยยิ้มของเหล่านักปรุงในหน้าประวัติศาสตร์

ในครั้งต่อไปที่คุณหยิบกะหรี่ปั๊บเข้าปาก แล้วมองเห็น ‘ลายก้นหอย’ อันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ โปรดรู้ไว้เถอะว่า... คุณไม่ได้กำลังชิมแค่ความกรอบอร่อยของขนมท้องถิ่นไทย แต่คุณกำลังละเมียดรสชาติของหน้าประวัติศาสตร์โลกที่ซ่อนตัวอยู่บนเส้นทางสายไหม... ในกะหรี่ปั๊บชิ้นนั้นเอง

 

อ้างอิง
1.  Curry puff | Infopedia. Singapore National Library Board. Retrieved from eresources.nlb.gov.sg.
2.  Tan, Bonny. Of currypuffs and belacan. BiblioAsia. Retrieved from www.academia.edu.
3.  โรม บุนนาค. (2558, 5 ตุลาคม). สูตรลับคอนแวนต์!! ที่มาของ ฝอยทอง ทองหยิบ...ทองหยอดมีหาง?. ผู้จัดการออนไลน์. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 มีนาคม 2561.
4.  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี. (2554). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 มีนาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2554.
5.  SCMP. (2019). Curry puffs: how a Portuguese snack arrived in Southeast Asia in the 1500s and became a hit across the region. Retrieved from http://bit.ly/2YeJLUj
6.  BrandThink. (2565, 23 สิงหาคม). กะหรี่ปั๊บ: สแน็กข้ามวัฒนธรรมที่มีจุดกำเนิดจาก ‘ครัวโปรตุเกส’ ในกรุงศรีอยุธยา. 
7.  Mile High Tikka Express. (2025, July 25). History of samosa: Complete guide from Silk Road origins to modern fusion. 
8.  NDTV Food. (2024, May 6). Samsa: The fascinating story of Uzbekistan’s very own baked samosa. 
9.  Middle East Eye. (2023, August 4). The book of delights: A medieval text that helped give rise to Indo-Pakistani cuisine. 
10.  Live History India. (2017, April 15). The samosa trail. 
11.  Santanach i Suñol, J. (Ed.). (2008). The book of Sent Soví (R. Vogelzang, Trans.). Editorial Barcino. (Original work published 1324).
12.  Collingham, L. (2006). Curry: A tale of cooks and conquerors. Oxford University Press.
13  ohorkaki. (2020, June 16). Origins of Singapore food culture from golden age of British Empire to Syonan-to of Japan. 
14.  ศิลปวัฒนธรรม. (2562, 25 มีนาคม). เจ้านายสตรีไทยทำมาค้าขายอะไร? หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475. 
15.Asif Center. (n.d.). The journey of bourekas. Asif Magazine. 
16.Rutas Meigas. (n.d.). Galician empanada: The flavor of the Camino de Santiago. 
17.Seattle Samosa. (n.d.). History of samosa: The world’s best known Indian snack. 
18.Turkey Tourism Promotion and Development Agency. (n.d.). Humble beginnings of culinary masterworks: Turkish börek. Google Arts & Culture.