04 ก.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
เสียงน้ำมันดังซู่โชยกลิ่นหอม เผยเมนูสิ้นคิดในครัวอันคับแคบ มากกว่าความคับแคบเห็นจะเป็นหมูสับเพียงเล็กน้อยท่ามกลางดงกะเพราทั้งสวน มันดูโหลงเหลงพิกลหากเทียบกับราคาที่จ่ายไป ในขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังเร่งไฟผัด ลูกสาวก็พลันเดินเข้ามาพร้อมยื่นธนบัตรสีแดงจำนวน 400 บาทให้
“นี่คือค่าแรงของหนูให้แม่เก็บไว้ใช้จ่ายในบ้านนะ…” น้ำเสียงและสีหน้าของเธอดูอ่อนล้า
ลูกสาวบ้านนี้เพิ่งตกงานมาหมาด ๆ จำต้องผันตัวมารับจ้างรายวัน หวังเพื่อประทังชีวิตของสองแม่ลูกในเมืองกรุง ผู้เป็นแม่รับเงินจากลูกสาวพลางถอนหายใจยาว พร้อมจ้องธนบัตรในมือสลับกับดูหมูสับในจาน พลางพูดว่า…
“เดี๋ยวนี้อะไรก็แพงไปหมด ขนาดหมูเนื้อแดงยังขึ้นราคา” ฝ่ายแม่ละมือจากตะหลิว หันมามองดูลูกสาวด้วยแววตาเป็นห่วง “เงินสี่ร้อยบาทเนี่ยนะ... ถ้าปล่อยให้ไปซื้อกินเองข้างนอกคงไม่เหลือพอจ่ายค่าน้ำค่าไฟ แค่ข้าวราดแกงสักจานอย่างต่ำก็ 50 บาทเข้าไปแล้ว ถ้าสามมื้อก็ปาไป 150 บาท ไหนจะค่ารถ ค่าเดินทางอีก?”
เสียงถอนหายใจของผู้เป็นแม่ดังกลบเสียงข่าวในทีวี ทว่าในจอยังคงฉายภาพความล้ำสมัยของยุคปัญญาประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ การจัดการปัญหาน้ำท่วมด้วยเอไอ หรือจะเป็นรถไฟฟ้าความเร็วสูงในเมืองกรุง มันยิ่งกลับตอกย้ำความจริงที่ว่า... ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ก็มีค่าใช้จ่ายดักรออยู่ทุกฝีก้าว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในเมืองหลวงหรือต่างจังหวัด ขึ้นอยู่กับว่าจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่สภาวะเศรษฐกิจและค่านิยมของสังคมนั้น ๆ
ส่วนเรื่องที่รัฐบาลบอกจะช่วยเหลือเชิงนโยบายแบบเวลาออกหาเสียงนั้น เห็นจะเป็นไปได้ยากในทุกรัฐบาลไป เพราะค่าครองชีพในปัจจุบันดันแซงหน้านโยบายที่ดำเนินการได้จริงไปไกลหลายปีแสง ทำให้เรื่องการยกระดับชีวิตของคนใช้แรงงาน ในการพอที่จะให้ลืมตาอ้าปากได้ ดูเป็นเรื่องที่ยากกว่าการเกิดดาวหางใหญ่พุ่งชนโลกเสียอีก
เพราะในวันที่โลกหมุนไปจนโคจรมาถึงศตวรรษที่ 21 กลับพบว่าผู้ใช้แรงงานต่างพากันดิ้นรนอย่างน่าเวทนายิ่งกว่า ‘ภาพจำของเหล่าทาสที่สร้างพีระมิด’ เมื่อสี่พันปีก่อนเสียด้วยซ้ำ
ในภาพจำติดตาของหลาย ๆ คน เรื่องที่เหล่าทาสถูกทรมานเฆี่ยนตีเพื่อสร้างพีระมิด ดูจะมีที่มาจากภาพยนตร์ระดับมหากาพย์อย่าง The Ten Commandments (ค.ศ. 1956), Cleopatra (ค.ศ. 1963) และภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง The Prince of Egypt (ค.ศ. 1998) โดยเหล่าทาสฮีบรูนับหมื่นนับแสนคนจะเดินตากแดดพร้อมลากก้อนหินขนาดยักษ์ อีกทั้งมีผู้คุมคอยใช้แส้ตีให้ทำงานเพื่อสร้างพีระมิดให้ฟาโรห์ และภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับตำนานอย่าง Cleopatra ที่กล่าวมาข้างต้น ก็มักจะมีฉากแสดงถึงความมั่งคั่งของกษัตริย์ด้วยการรายล้อมไปด้วยทาสที่ช่วยแบกเสลี่ยง การพัดวี รวมทั้งแรงงานที่ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างทารุณในการก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ
ทั้งหมดที่เล่ามาดูเป็นการโกหกคำโตในหน้าประวัติศาสตร์ ที่มีจุดประสงค์คือต้องการสร้างสีสันให้เกิดความน่าตื่นเต้นและจุดสนใจในภาพยนตร์ เพราะตามหลักฐานทางโบราณคดีในยุคปัจจุบันชี้ว่า คนงานอียิปต์โบราณเหล่านั้นได้รับค่าจ้างเป็นสวัสดิการอาหารที่มั่นคงอย่างน่าเหลือเชื่อ
นั่นคือขนมปังเนื้อแน่นวันละ 10 ก้อนและเบียร์ข้นสารอาหารสูงอีกวันละ 1–3 เหยือก หากเราลองมาเทียบกับราคาปัจจุบัน โดยคิดจาก ‘มูลค่าอาหารจริง’ ในตลาดปัจจุบัน ด้วยการเทียบจากเมื่อเราเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้ออาหารในปริมาณที่เท่ากับที่คนงานอียิปต์โบราณได้รับในหนึ่งวัน โดยเริ่มจาก......
โดยขนมปังอียิปต์โบราณจะทำจากข้าวสาลีเอ็มเมอร์ (Emmer wheat) มีความหนาแน่นและสารอาหารสูงมาก ใน 10 ก้อนนี้สามารถเลี้ยงคนได้ทั้งครอบครัวไม่ใช่สำหรับคนเดียว หากตีเป็นขนมปังแถวหรือก้อนโต ๆ แบบคุณภาพดีในปัจจุบัน ก็จะเทียบได้กับขนมปัง Whole Wheat หรือซาวโดว์ (Sourdough) ตามซูเปอร์มาร์เก็ต จะตกก้อนละประมาณ 70–120 บาท เมื่อคิดเป็น 10 ก้อน ก็เท่ากับ 700–1,200 บาท/วัน
โดยเบียร์อียิปต์โบราณ (Heket) มีลักษณะข้นคล้ายโจ๊กข้น ๆ แอลกอฮอล์ต่ำ แต่มีโปรตีนและวิตามินสูงมาก ถือเป็นแหล่งพลังงานหลัก หากเทียบกับเครื่องดื่มสุขภาพหรือคราฟต์เบียร์สดในปัจจุบัน ถ้าหากตัดค่าภาษีแอลกอฮอล์และค่าแบรนด์ของคราฟต์เบียร์ออกไป เมื่อนำไปเทียบมูลค่าสารอาหารจริงกับ ‘เครื่องดื่มมอลต์สกัด ซุปธัญพืชข้น หรือสมูทตี้โปรตีนสูตรสุขภาพ’ ขนาด 1 ลิตร จะตกอยู่ที่เหยือกละประมาณ 100–250 บาท เมื่อคิดเป็น 3 เหยือกจะเท่ากับ 300 – 750 บาท/วัน
ซึ่งถ้าเทียบกับค่าแรงงานในลักษณะเดียวกันของยุคปัจจุบัน ค่าตอบแทนเช่นนี้ถือว่าสูงมาก และเสบียงจำนวนนี้ก็มากพอที่จะการันตีความอิ่มท้องให้กับคนงานอียิปต์โบราณและครอบครัวได้ครบ 3 มื้ออีกด้วย โดยไม่ต้องเผชิญความกังวลจากสภาวะเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพที่ผันผวนตามกลไกตลาด อีกทั้งรัฐยังจัดหาที่พักให้ฟรี มีแพทย์หลวงรักษาให้ และมีสิทธิลาหยุดโดยไม่ถูกตัดเสบียง
เราจึงอยากนำท่านผู้อ่านไปสืบเสาะหาความจริง ตามหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญดังต่อไปนี้
ในการค้นพบหมู่บ้านแรงงานในปี ค.ศ. 1988 โดย มาร์ก เลเนอร์ (Mark Lehner) ซึ่งเป็นนักโบราณคดีชาวอเมริกัน ที่ทำงานร่วมกับสมาคมวิจัยอียิปต์โบราณ (AERA) และสภาโบราณวัตถุแห่งอียิปต์ ได้ขุดค้นในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพีระมิดกีซา จนพบซากบ้านเรือน สำนักงาน โรงอบขนมปัง โรงต้มเบียร์ และสุสานคนงาน และหมู่บ้านแห่งนี้มีการวางผังเมืองที่ดี โดยมีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน ได้แก่
โดยวิถีชีวิตคนเมืองแรงงานแห่งกีซานี้ จะมีการจัดสรรงานเป็นกะการทำงาน มีการทำกิจกรรมของชุมชน และการจัดสรรเสบียงตามที่รัฐให้แรงงานจะถูกเกณฑ์ตามฤดูกาลและทำงานหมุนเวียนรอบละ 2–3 เดือน ก่อนปล่อยกลับหมู่บ้านเดิม โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 10–20 คน ในการรับผิดชอบงานเฉพาะทาง เช่น ตัดหิน ขนย้าย หรือก่ออิฐ
ทั้งยังพบหลักฐานจากห้องครัวที่ขุดพบว่า คนงานสมัยนี้ได้รับอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อแพะ ปลา ขนมปัง และเบียร์ ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณภาพดีกว่าที่ชาวอียิปต์ทั่วไปได้รับ อีกทังยังมีการขุดพบโรงต้มเบียร์ขนาดใหญ่จึงบ่งชี้ว่า เบียร์ถือเป็นเครื่องดื่มและอาหารหลักที่ให้พลังงาน
และอีกหนึ่งความจริงที่น่าทึ่งคือการค้นพบสถานพยาบาลภายในหมู่บ้าน จากการตรวจสอบโครงกระดูกพบร่องรอยของกระดูกหักที่ได้รับการสมานอย่างดี มีการตัดแต่งกิ่งไม้เพื่อดามกระดูก และการรักษาฟัน บางรายพบร่องรอยการผ่าตัดกะโหลกศีรษะ (Trepanation) ที่ประสบความสำเร็จ สิ่งนี้พิสูจน์ว่าการแพทย์ของอียิปต์ก้าวหน้ามาก และรัฐบาลมีระบบสวัสดิการที่ดูแลทั้งอาหาร ยารักษาโรค และเวลาพักผ่อน ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีแรงงานบังคับโดยสิ้นเชิง หลักฐานที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของนักประวัติศาสตร์ทั่วโลกไปตลอดกาล มันชี้ชัดว่าผู้สร้างพีระมิดไม่ใช่ทาส แต่เป็นแรงงานที่มีทักษะและได้รับการยกย่อง และเป็นฟันเฟืองสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณอย่างแท้จริง
อาหารหลักของช่างสร้างพีระมิดอียิปต์โบราณ อย่างที่เคยได้กล่าวมาแล้วว่าคือเบียร์และขนมปัง และเบียร์อียิปต์โบราณถือเป็นเครื่องดื่มของผู้สร้างพีระมิดในช่วงยุคราชอาณาจักรเก่า เมื่อประมาณ 4,500 ปีที่แล้ว นอกไปจากนั้นคนงานสร้างพีระมิดจะได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำวันเป็นเบียร์และขนมปังโดยพื้นฐาน นอกเหนือจากเบียร์สูตรปกติแล้วนาน ๆ ครั้งพวกเขาจะต้มเบียร์สูตรที่เข้มข้นพิเศษ เพื่อใช้ในงานสังสรรค์และพิธีกรรมต่าง ๆ การต้มเบียร์ในยุคนั้นทำกันเป็นกิจวัตรประจำวันภายในครัวเรือน และเบียร์นี้เองถือเป็นแหล่งน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย ใช้ทดแทนน้ำดิบที่อาจปนเปื้อนสิ่งสกปรกและสารพิษ
นักโบราณคดีได้ค้นพบ ‘โรงเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุดในอียิปต์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งต้มเบียร์ระดับอุตสาหกรรมยุคแรก ๆ ของโลก สิ่งนี้เองที่พิสูจน์ว่า อียิปต์โบราณเริ่มผลิตเบียร์ในปริมาณมาก (Large scale) มาตั้งแต่ยุคก่อนราชวงศ์ หรือเมื่อประมาณ 5,500 ปีที่แล้ว
นักโบราณคดียังค้นพบเซรามิกเนื้อหยาบขนาดใหญ่ (อ่างทรงตื้น) ในหลาย ๆ จุดที่ ‘ไฮราคอนโพลิส’ (Hierakonpolis) โดยบางจุดตัวถังมีความสูง 40–60 เซนติเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 65–80 เซนติเมตร จัดเรียงเป็นสองแถวขนานกันในห้องที่มีร่องรอยของการใช้ความร้อน ที่พบขี้เถ้าและถ่านไม้จำนวนมาก
เมื่อนำคราบแข็งสีดำที่ตกค้างในถังไปวิเคราะห์ทางเคมีและทางกล้องจุลทรรศน์ พบว่าเป็นคราบเบียร์ที่ทำจากข้าวสาลีเอ็มเมอร์และข้าวบาร์เลย์ นอกจากนี้ยังพบสารแต่งกลิ่นรสต่าง ๆ รวมถึงกรดฟอสฟอริกในปริมาณสูง ซึ่งคาดว่าใช้เป็นสารกันบูดในยุคนั้น ทว่านักโบราณคดียังได้ค้นพบโรงต้มเบียร์ที่ Tell El-Farkha ซึ่งผลการวิเคราะห์ทางเคมีแสดงให้เห็นถึงกรรมวิธีการต้มที่ผสมผสานการใช้มอลต์ด้วย อันเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า นวัตกรรมการทำเบียร์จากมอลต์นั้นเริ่มต้นมานานตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณแล้ว
อย่างที่รู้กันมาข้างต้นว่าอาหารหลักของคนงานเหล่านี้คือ ‘ขนมปังและเบียร์’ ที่มักถูกแจกจ่ายเป็นเสบียงเสมอ และในเดือนกันยายนและตุลาคมปี ค.ศ. 1993 เนชั่นแนลจีโอกราฟิก (National Geographic Society) ได้สนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงการโบราณคดีเชิงทดลองเพื่อช่วยหาคำตอบ
โดยอักษรฮีโรกลิฟิกบอกว่า ในยุคราชอาณาจักรเก่า โรงงานผลิตอาหารจะอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานที่เรียกว่า per shena เขียนด้วยสัญลักษณ์รูปบ้านและคันไถ แปลคร่าว ๆ ว่า ‘โรงเสบียงหรือหน่วยพลาธิการ’ คำนี้หมายถึงสถานประกอบการผลิตอาหาร ซึ่งรวมถึงโรงอบขนมปัง โรงต้มเบียร์ และโรงเก็บยุ้งฉาง
หากย้อนกลับไปดูหลักฐานทางโบราณคดีการขุดค้นปี ค.ศ. 1991 ของสมาคม AERA ที่ได้ค้นพบโรงอบขนมปัง 2 แห่ง ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นโรงอบขนมปังที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยรู้จักในอียิปต์โบราณ โรงอบขนมปังเหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนทางโบราณคดีที่ตรงกับภาพวาดและแบบจำลองหินปูนที่พบในสุสานยุคราชอาณาจักรเก่า (ราว 2575–2134 ปีก่อนคริสตกาล) โดยมีชิ้นส่วนของโถอบขนมปังรูปทรงระฆังขนาดใหญ่มาก มีลักษณะแบบที่เขียนไว้ในภาพวาดตามสุสาน ซึ่งมีการกระจัดกระจายอยู่ไปทั่วในเมืองที่สาบสูญ (Lost City) เป็นจำนวนนับแสนชิ้น โถเหล่านี้ถูกระบุชื่อในภาพวาดสุสานว่า bedja โดยชิ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักมากถึง 12 กิโลกรัม
นอกไปจากนี้ การค้นพบโรงอบขนมปัง 2 แห่งที่กีซา ในปี ค.ศ. 1991–1992 ครั้งนี้เองได้เผยให้เห็นกำแพงหินเตี้ย ๆ ล้อมรอบภายใน ที่เต็มไปด้วยเถ้าสีดำเนื้อเนียน ภายใต้ชั้นของอิฐดินเหนียวที่พังทลายลงมา
ในภาพวาดของสุสานยุคอาณาจักรเก่ายังบอกเล่าเรื่องราวให้เห็นภาพโถ bedja ถูกคว่ำซ้อนกัน เพื่อใช้อุ่นโถให้ร้อนก่อนที่จะนำไปอบขนมปัง ที่น่าสนใจคือทั้งสองเตายังคงมีโถ bedja คว่ำคาไว้ โดยภาพโบราณนี้ยังแสดงให้เห็นคนงานเทแป้งเหลว (batter) ลงในโถ
นอกจากนั้นยังมีการค้นพบว่าคนงานผู้สร้างพีระมิดได้รับประทานเนื้อสัตว์ประมาณ 1,800 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นข้อมูลมาจากนักวิจัยชื่อ ริชาร์ด เรดดิง (Richard Redding) ซึ่งเขาได้ลุยค้นกองกระดูกสัตว์นับแสนชิ้นเพื่อหาข้อสรุปนี้ โดยเขาบอกว่าอาหารเหล่านั้นต้องมีมากพอที่จะช่วยพยุงร่างกายคนงานให้ผ่านพ้นวัน พ้นสัปดาห์ พ้นปีที่แสนเหน็ดเหนื่อยและยากลำบากไปให้ได้ เพราะงานก่อสร้างพีระมิดถือเป็นงานที่ต้องใช้ร่างกายอย่างหนัก จึงต้องมีเนื้อสัตว์ในทุกมื้ออาหารเพื่อบำรุงร่างกาย และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้พวกเขามีอาหารการกินที่ดีกว่าคนในหมู่บ้านทั่วไปเสมอ
อีกทั้งทีมของเรดดิงขุดค้นพบกระดูกสัตว์และชิ้นส่วนกระดูกกว่า 175,000 ชิ้น ในชุมชนคนงานพีระมิดกีซา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกระดูกวัว แกะ และแพะ โดยมีกระดูกหมูอยู่จำนวนเล็กน้อย สิ่งนี้เองช่วยสนับสนุนแนวคิดเหล่านี้ นอกไปจากนั้นเขาและนักโบราณคดีคนอื่น ๆ จาก AERA รวมถึงนักศึกษาโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้ร่วมกันศึกษากระดูกเหล่านี้ เพื่อประเมินปริมาณเนื้อสัตว์จำนวนมหาศาลที่แจกจ่ายให้แก่คนงาน อีกทั้งพวกเขายังมองหาคำอธิบายว่าสัตว์เหล่านี้ถูกเลี้ยงและชำแหละมาจากที่ไหน
ชุมชนกีซานี้ถูกบริหารจัดการโดยส่วนกลางหรือรัฐบาล โดยให้ผู้ดูแลระบบจัดการ ด้วยการต้อนฝูงแกะ แพะ และวัว จากแถบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ ลัดเลาะไปตามขอบทะเลทรายสูง เพื่อเคลื่อนย้ายสัตว์เหล่านี้ไปยังกีซาตามจำนวนที่ต้องการ
นอกจากความต้องการพื้นฐานทางร่างกายอย่างอาหารและปัจจัยสี่อย่างที่พักแล้ว รัฐอียิปต์โบราณยังมีสวัสดิการในการลาป่วยแบบในยุคปัจจุบันอีกด้วย โดยชาวอียิปต์อย่างช่างฝีมือผู้สร้างสุสานหลวงจะได้รับสิทธิ์วันลาป่วย มีแพทย์ประจำตัว และได้รับการปันส่วนยารักษาโรค โดยทั้งหมดนี้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลที่สนับสนุนโดยรัฐนี้ อาจดูเหมือนเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างทันสมัย แต่หลักฐานข้อความที่บันทึกลงในกระดาษปาปิรุสของอียิปต์ ที่มีอายุย้อนไปราว 3,100 ถึง 3,600 ปี กลับบอกเล่าเรื่องราวที่ต่างออกไปให้พวกเราได้รับรู้ว่าเรื่องเช่นนี้มีมานานแล้ว
ข้อความเหล่านี้ถูกค้นพบระหว่างการขุดค้นทางโบราณคดีที่หมู่บ้าน ‘เดียร์ เอล-เมดินา’ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอยู่อาศัยในช่วงยุคราชอาณาจักรใหม่ของอียิปต์โบราณ (ในระหว่าง 1550 ถึง 1070 ปีก่อนคริสตกาล)หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญสูง ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เจาะสกัดหินเพื่อสร้างสุสานสำหรับราชวงศ์ในหุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings) อีกทั้งพวกเขายังมีสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้มากมาย ดังนี้
ที่อยู่อาศัยและคนรับใช้ คนงานเหล่านี้สามารถอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวของพวกเขาได้ โดยทางรัฐจะเป็นผู้จัดหาบ้านพักให้ นอกจากนั้นยังมีคนรับใช้ประจำบ้านให้อีกด้วย
ค่าตอบแทนประจำเดือน มีการจ่ายค่าตอบแทนรายเดือนเป็นเมล็ดพืชจำพวกธัญพืช
สวัสดิการลาป่วย ตามหลักฐานที่ได้บันทึกไว้ระบุว่า เหล่าคนงานยังได้รับสวัสดิการ ‘วันลาป่วยที่ยังได้ค่าจ้าง’ (Paid sick days) อีกด้วย แม้ในยุคที่ยังไม่มีเงินเหรียญใช้ รัฐบาลอียิปต์จะจ่ายค่าจ้างเป็น ‘ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์’ (Grain) ซึ่งสามารถนำไปกินหรือแลกเปลี่ยนเป็นของอย่างอื่นได้ การที่รัฐยอมจ่ายสิ่งเหล่านี้ให้ในวันที่ช่างป่วยทำงานไม่ได้ ก็เท่ากับเป็นระบบ Paid Sick Leave หรือการลาป่วยโดยไม่ถูกหักเงินในปัจจุบันนั่นเอง
นอกจากนั้นยังต้องมีใบลาทุกครั้ง ในบรรดาบันทึกโบราณมีเอกสารรายวันที่ลงรายละเอียดว่า... มีคนงานคนไหนขาดงานและขาดด้วยเหตุผลอะไร ในแผ่นหินจารึก (Ostracon) นี้แสดงถึงทะเบียนการเข้าทำงาน โดยมีการระบุข้อความว่าเป็น ‘ปีที่ 40’ ในรัชสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ที่เป็นบันทึกการทำงานของคนงานยาวนานถึง 280 วันในรอบปี
ด้านหน้าของแผ่นหินมีอักษรไฮราติกอียิปต์ใหม่จำนวน 24 บรรทัดและด้านหลังมี 21 บรรทัด ได้ระบุรายชื่อของคนงานทั้ง 40 คน โดยถูกจัดเรียงเป็นคอลัมน์อยู่บริเวณขอบขวาของแต่ละด้าน ถัดไปทางซ้ายจะเป็นวันที่ซึ่งเขียนด้วยหมึกสีดำเรียงตามแนวนอน และเหนือวันที่ส่วนใหญ่จะมีคำหรือวลีที่เขียนด้วยหมึกสีแดง เพื่อระบุเหตุผลที่พนักงานคนนั้น ๆ ขาดงานในวันดังกล่าว
ใน ‘บันทึกการเข้างาน’ ของชาวอียิปต์โบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 3,200 ปี (ช่วง 1250 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งทำมาจากแผ่นหินปูนเรียกว่า Ostracon ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์บริติช (British Museum) มีสิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุผลในการลางานของคนในยุคนั้นมีความใกล้เคียงกับยุคปัจจุบันมาก และบางข้อความก็สะท้อนวัฒนธรรมยุคโบราณได้อย่างน่าประหลาดใจ เช่น
และเกือบ 1 ใน 3 ของการขาดงานเกิดจากการที่ช่างฝีมือป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ อย่างไรก็ตาม บันทึกการแจกจ่ายเสบียงประจำเดือนของหมู่บ้านแสดงให้เห็นว่า คนงานเหล่านี้ยังคงได้รับค่าจ้าง (เสบียง) ตามปกติ แม้ว่าจะหยุดงานประทังความเจ็บป่วยไปหลายวันก็ตามแบบที่เล่าไปข้างต้น มีหลักฐานที่บันทึกถึงคนงานที่ยังฝืนร่างกายไปทำงานทั้งที่ยังป่วยอยู่ ตัวอย่างเช่น ในบันทึกฉบับหนึ่งระบุว่า คนงานที่ชื่อ เมรีเซคเมต (Merysekhmet) พยายามจะกลับไปทำงานหลังจากป่วย บันทึกบอกเราว่าเขาเดินลงไปยังสุสานกษัตริย์สองวันติดต่อกัน แต่สุดท้ายก็ทำงานไม่ไหว เขาต้องเดินเขากลับมายังหมู่บ้านเดียร์ เอล-เมดินา และพักรักษาตัวที่นั่นต่ออีก 10 วันจนกว่าจะกลับมาทำงานได้อีกครั้ง
แม้ว่าระยะทางเดินเท้าจะสั้น แต่ทางนั้นมีความลาดชันมาก การเดินทางจากเดียร์ เอล-เมดินา ไปยังสุสานหลวง ต้องปีนเขาที่มีความสูงมากกว่าการปีนขึ้นไปบนยอดมหาพีระมิดเสียด้วยซ้ำ การเดินทางข้ามหุบเขาธีบันของเมรีเซคเมตในครั้งนั้น น่าจะต้องแลกมาด้วยความทรุดโทรมของสุขภาพร่างกายของเขาเอง
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า วันลาป่วยและการดูแลทางการแพทย์ ไม่ใช่ความเมตตากรุณาอย่างบริสุทธิ์ใจจากรัฐอียิปต์อย่างจริงใจสักเท่าไหร่ แต่เป็นการคำนวณด้านสวัสดิการสุขภาพที่จัดสรรไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าคนงานอย่างเมรีเซคเมตจะแข็งแรงพอที่จะทำงานให้รัฐต่อได้ต่างหาก
จากนั้นตัดภาพกลับมาที่ความจริงอันโหดร้ายในศตวรรษที่ 21 ที่บนจอทีวีคอยฉายภาพเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ สัญญาณไฟอัจฉริยะ หรือรถไฟฟ้าความเร็วสูง ช่างดูขัดกับกะเพราหมูสับที่โหลงเหลง ในครัวอันคับแคบอย่างสิ้นเชิง บวกกับเงินค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทที่ได้เฉพาะบางจังหวัด อันพึงได้ที่เกิดจากหยาดเหงื่อและแรงกายของทุกคน ที่มีความหวังว่าสักวันชีวิตจะดีขึ้น แต่กลับไม่เคยได้รับค่าตอบแทนที่เท่ากันอย่างเสมอภาค และค่าแรงอันน้อยนิดที่มีก็มักจะถูกกลืนหายไปง่ายดายในทันทีที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ด้วยกลไกค่าครองชีพที่พุ่งทะยานแซงค่าจ้างที่ไม่สมเหตุสมผล ดูเหมือนจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบันที่ช่วยรื้อมายาคติเรื่อง ‘ทาสพีระมิด’ ได้ดีกว่าสิ่งอื่นใด
เพื่อยังคอยตอกย้ำความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า เมื่อสี่พันปีก่อนผู้ปกครองอียิปต์โบราณจัดการสวัสดิการเพื่อความมั่นคงทางอาหารและการสาธารณสุขให้แก่แรงงานอย่างเป็นระบบ ทั้งเนื้อสัตว์ ขนมปัง เบียร์ที่ไร้ความกังวลจากภาวะเงินเฟ้อ ไปจนถึงระบบวันลาป่วยที่ยังได้ค่าจ้าง (Paid Sick Leave) สิ่งเหล่านี้แม้ไม่ใช่ความเมตตาอันบริสุทธิ์ แต่เป็นการคำนวณที่ชาญฉลาดของรัฐ เพื่อรักษา ‘ทุนมนุษย์’ ให้แข็งแรงพอที่จะขับเคลื่อนจักรวรรดิ
แต่ในวันนี้วันที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง มนุษย์กลับต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดทางกายภาพยิ่งกว่าแรงงานในยุคโบราณ รัฐบาลไหนๆก็ยังคงมองว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตและการสร้างรัฐสวัสดิการเป็นเรื่องไกลตัว จนทิ้งให้ผู้ใช้แรงงานต้องเผชิญหน้ากับความผันผวนของตลาดตามลำพัง ทั้งที่พวกเขาก็เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการสร้างสังคมนี้ไม่แพ้กัน ช่างดูเป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างยิ่งที่เทคโนโลยีของมนุษยชาติพัฒนาไปจนแทบจะยึดครองดวงดาวได้ แต่ระบบการดูแลชีวิตคนทำงานกลับถอยหลังลงคลอง
ในยุคโบราณ รัฐรู้ว่าถ้าผู้สร้างตาย พีระมิดก็ไม่เสร็จ...แต่ในศตวรรษที่ 21 ภายใต้ระบบทุนนิยมล้นเกิน (Hyper-capitalism)นี้ แรงงานกลับกลายเป็นสิ่งทดแทนได้ (Replaceable) เมื่อคนหนึ่งหมดแรงล้มลง กลไกตลาดก็แค่หมุนคนใหม่เข้ามาแทน รัฐและกลุ่มทุนจึงไม่จำเป็นต้องแยแสสวัสดิการพื้นฐานอีกต่อไป
“เพราะอาหารเป็นมากกว่าอาหาร มันจึงค่อยช่วยสะท้อนประวัติศาสตร์ความล้มเหลวทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของผู้คนได้ในทุกยุคสมัย”
อ้างอิง
1. National Geographic ฉบับภาษาไทย. (2567, 12 มีนาคม). เอกสาร 4,500ปี ไขชีวิตคนงาน สวัสดิการ เบื้องหลัง "พีระมิดอียิปต์". National Geographic Thailand.
2. Vloet, K. (2013, July 22). The Diet of Pyramid Builders. College of LSA, University of Michigan.
3. Ancient Egypt Research Associates. (n.d.). Feeding Pyramid Workers.
4. Barakat, H. (n.d.). Ancient Egyptian beer? Cheers! Google Arts & Culture. Retrieved June 19, 2026
5. Lehner, M. (2016). The Name and Nature of the Heit el-Ghurab Old Kingdom Site: Workers’ Town, Pyramid Town, and the Port Hypothesis. In I. Hein, N. Billing, & E. Meyer-Dietrich (Eds.), The Pyramids: Between Life and Death: Proceedings of a Workshop at Uppsala University, Uppsala, May 31–June 1, 2012 (Boreas: Uppsala Studies in Ancient Mediterranean and Near Eastern Civilizations 36, pp. 99–130). Uppsala Universitet.
6. ETP Team. (2025, May 5). The Giza Workers' Village: Housing the Hands That Built Wonders. Egypt Tours Portal.
7. Austin, A. (2015, February 24). Why did ancient Egyptians have public healthcare? World Economic Forum.
8. Employee Attendance UK. (2022, April 22). Egyptian Attendance Records.
9. Clark, L. (2015, February 20). Some Ancient Egyptians Had State-Sponsored Healthcare. Smithsonian Magazine.
10. คมสัน ประมูลมาก. (2568, 1 พฤษภาคม). ค่าจ้างขั้นต่ำ เพียงพอหรือไม่กับค่าครองชีพ ?. Thai PBS NOW.
11. ครองขวัญ รอดหมวน. (2569, 4 พฤษภาคม). หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย. ไทยโพสต์.
12. Amarin TV Spotlight. (2567, 17 ตุลาคม). วิกฤตค่าแรง 400บาท ผู้ประกอบการไทยกระอัก ทุนนอกจ่อย้ายฐานหนี.
13. Money Buffalo. (2564, 10 ตุลาคม). เจาะลึก ดัชนีราคาผู้บริโภค ( CPI ) น่าเชื่อถือแค่ไหน รับมือยังไงดี ?.
14. กองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน. (2569, 24 กุมภาพันธ์). รายงานสถานการณ์หรือสารสนเทศเตือนภัยด้านแรงงาน. กระทรวงแรงงาน.
15. อุปลัทธิ์ กอวัฒนสกุล. (2565, 18 มกราคม). แรงงานนอกระบบในไทย: ความเหลื่อมล้ำ ค่าแรง และความเสี่ยงในการทำงาน. สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์.
16. ไทยโพสต์. (2569, 3 มีนาคม). โจทย์ใหญ่ความเหลื่อมล้ำที่ท้าทายอนาคต “แรงงานทุกคนในไทยต้องได้รับการคุ้มครอง”. ไทยโพสต์.
17. อรรถภูมิ อองกุลนะ. (2565, 8 ธันวาคม). รู้จัก "ค่าจ้างเพื่อชีวิต" ค่าแรงที่ไม่ใช่และไปไกลกว่า "ค่าแรงขั้นต่ำ". กรุงเทพธุรกิจ.