27 มิ.ย. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
ตีห้ากว่า ๆ ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ร้านติ่มซำหลายแห่งในตัวเมืองตรังกลับเต็มไปด้วยผู้คนแล้ว เช้ามากสำหรับผู้เขียน แต่ดูจะสายไปหน่อยสำหรับคนในพื้นที่ กระนั้นคนก็ยังไม่มีทีท่าจะซา ยังคงออกันคับคั่งหน้าร้านอาหารเช้าเช่นเดิม
จะชะเง้อมองป้ายเมนูด้านหลัง ก็ต้องฝ่าด่านเข่งไม้ไผ่ที่วางซ้อนกันสูงอยู่หน้าร้าน กับไอน้ำที่ลอยฟุ้งขึ้นจากการนึ่ง ฮะเก๋า ขนมจีบ ซาลาเปา และของนึ่งสารพัดชนิดไปก่อน เสียงช้อนกระทบแก้วกาแฟดังเป็นระยะ กลิ่นโกปี๊คั่วเข้มลอยปะปนกับกลิ่นหมูย่างที่เพิ่งออกจากเตา กับเสียงพูดคุยที่แว่วมาเป็นระลอก เรื่องราคายางนี่มาเป็นอันดับหนึ่ง อัปเดตกันประหนึ่งราคาทองคำที่ขึ้น-ลง ส่วนการเมืองท้องถิ่นมีให้ฟังบ้างแต่คงต้องละไว้ก่อน นับเป็นความสนุกสนานบนโต๊ะอาหารกันไป
ด้านโต๊ะของผู้เขียนนั้น นอกจากจะมีเข่งติ่มซำว่างเปล่ากองพะเนินแล้ว ของทอดอย่างฮื่อก้วย จาโก้ย หมูย่าง ชาเฉย (ชาใส) และชาใต้รสเข้มข้นที่คนใต้แท้ ๆ ได้ลิ้มลองต้องอุทานว่า ‘ถึงของ’ ก็ไม่มีขาด หูก็ฟังคุณยายเล่าเรื่องเมืองตรังไปเรื่อย ๆ ตามประสาครูเกษียณ คุณตาเล่าแซมบ้าง เพียงแต่พูดไม่ทันก็เลยกินเป็นส่วนใหญ่ พูดเป็นส่วนน้อย บางช่วงก็วกไปเรื่องการย้ายเมืองของตรัง บางช่วงข้ามไปเรื่องชุมทางรถไฟ เรื่องวัฒนธรรมการกินที่เลื่องชื่อจนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น ‘เมืองชูชก’
เมื่อฟังจากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ จึงสรุปได้โดยรวมว่า
"ที่ตรังมีชื่อเสียงเรื่องการกินไม่ใช่เพราะคนตรังกินเก่ง หากเป็นเพราะคนตรังมีน้ำใจ แขกไปใครมาต้องได้รับการต้อนรับอย่างดี และสำหรับคนที่นี่ อาหารคือวิธีแสดงความใส่ใจที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะมาเยือนเวลาใด ก็มักมีของกินคอยต้อนรับอยู่เสมอ"
จังหวะนั้นเองที่เรื่องเล่าเหล่านั้นทำให้เริ่มมองอาหารตรงหน้าไม่เหมือนเดิม นี่หรือที่เขาว่า...กินจนเป็นเรื่อง
ชักเริ่มน่าสนใจ…หรือว่าที่นี่เขากินกัน 9 มื้อจริง ๆ กันนะ?
ชูชกในมหาเวสสันดรชาดกนั้น ถ้าใครไม่ค่อยได้เปิดพระไตรปิฎก ก็อาจจำได้เพียงว่าเป็นพราหมณ์แก่รูปอัปลักษณ์ที่เดินทางไกลไปขอลูกของพระเวสสันดรมาเป็นทาส ก่อนจะจบชีวิตด้วยการกินมากเกินไปจนท้องแตกตาย เรื่องนี้ถูกเล่าซ้ำในวรรณคดีบาลีมาหลายร้อยปี
ชูชกนั้น ถ้าว่าโดยสาระก็คือ ‘คนที่ขอจนได้’ เขาข้ามภูเขาไปถึงเขาวงกต ปากหวานมือตีนคล่อง ผ่านด่านอุปสรรคได้ทุกอย่าง และในท้ายที่สุดก็ได้ในสิ่งที่ต้องการจริง ๆ แม้ว่าจะตายไปเสียก่อนที่จะได้เสวยสุขนั้นอย่างยาวนาน เรื่องราวของชูชกในพระไตรปิฎกนั้น มีนักวิชาการตีความว่าเขาเป็นตัวแทนของ ‘ความอยาก’ ที่ไม่มีวันหมด
แต่กลับกันก็สามารถตีความในความเป็นเมืองได้อีกอย่าง นั่นก็คือ เมืองที่มีของกินอุดมสมบูรณ์ สามารถกินได้เยอะเท่าที่ต้องการ หรือจะกินจนท้องแตกตายเลยก็ย่อม
เพราะสำหรับเมืองที่มีของกินตั้งแต่ตีสองของวันนี้จนถึงเที่ยงคืนของวันพรุ่ง และยังมีของให้กินอีกแม้หลังเที่ยงคืนไปแล้ว การเป็น ‘เมืองชูชก’ ไม่ได้หมายถึงความละโมบ แต่หมายถึงความสามารถในการจัดหา ต้อนรับ และให้ได้ในทุกสิ่งที่แขกผู้มาเยือนต้องการ ไม่ว่าจะย่ำค่ำหรือเช้ารุ่งแค่ไหน
การจะเป็นเมืองที่วัฒนธรรมการกินเลื่องชื่อใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่าย ๆ ปัจจัยทางภูมิศาสตร์และที่ตั้งของเมือง รวมทั้งวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลของเจ้าเมืองก็สำคัญมากเช่นเดียวกัน
ตรังเป็นแผ่นดินที่มีผู้คนอยู่อาศัยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5,000-10,000 ปี อ้างอิงจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏถ้ำเขาสามบาตร ถ้ำซาไก และถ้ำกระจายตามเขาหลายลูกริมแม่น้ำตรัง
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-18 ก็อยู่ในวงโคจรของอาณาจักรโบราณในคาบสมุทรภาคใต้ที่ติดต่อกับอินเดียมาช้านาน นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าตรังอาจเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ตะโกลา’ เมืองท่าที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ของปโตเลมีนักภูมิศาสตร์ชาวกรีกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 2 โดยอ้างถึงทำเลที่เรือค้าขายจากอินเดียและลังกาจะถูกลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้าฝั่งพอดีบริเวณละติจูดที่ 7 องศาเหนือ ซึ่งตรงกับจังหวัดตรังในปัจจุบัน
และเมื่อย้อนไปถึงราว ค.ศ. 1500 หรือพุทธศตวรรษที่ 21 ท่าเรือตรังในยุคนั้นเป็นจุดที่โปรตุเกสเข้ามาติดต่อกับอาณาจักรสยามเป็นครั้งแรก ผ่านปากอ่าวที่ปัจจุบันเรียกว่าอำเภอกันตัง โดยในปี พ.ศ. 2433 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี หรือ คอซิมบี้ ณ ระนอง ท่านมีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนจากตระกูล ณ ระนอง พูดได้ถึง 9 ภาษา ใน พ.ศ. 2436 ท่านย้ายศูนย์กลางเมืองจากควนธานีลงมาที่กันตัง สร้างท่าเรือขึ้นใหม่พร้อมสะพานท่าเทียบเรือที่ได้รับพระราชทานนามว่า ‘สะพานเจ้าฟ้า’ เปิดการค้ากับปีนังและสิงคโปร์อย่างเป็นระบบ และนำพันธุ์ยางพารามาจากแหลมมลายูเพื่อส่งเสริมให้ราษฎรปลูกในราว พ.ศ. 2442-2444 เป็นครั้งแรกของประเทศ ชาวบ้านในยุคนั้นเรียกต้นยางชุดแรกว่า "ต้นยางเทศา" และต้นยางต้นหนึ่งจากชุดนั้นยังคงยืนต้นอยู่ริมถนนตรังคภูมิ หน้าสหกรณ์การเกษตรกันตังจนถึงทุกวันนี้
ต่อมาใน พ.ศ. 2456 รถไฟสายใต้มาสุดสายที่กันตัง ทำรางทอดยาวต่อไปถึงท่าเรืออีก 500 เมตร เพื่อให้รับสินค้าได้โดยตรง กันตังจึงกลายเป็นประตูสู่มหาสมุทรอินเดียของสยาม สินค้าไหลเข้าออกระหว่างตรัง ปีนัง สิงคโปร์ และจีน ผู้คนจากหลายทิศหลากวัฒนธรรมก็หลั่งไหลตาม และพวกเขาก็ได้นำอะไรบางอย่างติดตัวมาด้วย…
ชาวกวางตุ้งที่อพยพเข้ามานั้นก็ได้นำสิ่งที่กลายเป็นหัวใจของมื้อเช้าตรังมาด้วย นั่นคือวัฒนธรรมหยำฉ่า
ทุกท่านอย่าเพิ่งมองคำนี้ในแง่ลบ เพราะที่จริงแล้ว ‘หยำฉ่า’ (飲茶) แปลตรงตัวว่าดื่มชา แต่ถ้าไปถามคนที่ร้านกาแฟว่าพวกเขามาทำอะไร คงไม่มีใครบอกว่ามาดื่มชา เพราะโดยมากแล้วตั้งใจออกจากบ้านเพื่อมาพบปะเพื่อนฝูง มาพูดคุย มาเจอกัน มาอัปเดตข่าวสาร น้ำชาเป็นแค่ข้ออ้างที่ดีที่สุดสำหรับการมานั่งจ่อมนาน ๆ
ในอดีต โรงน้ำชาของมณฑลกวางตุ้งไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นพื้นที่พบปะที่คนมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เจรจาธุรกิจ หรือใช้เวลากับครอบครัว เมนูอย่างฮะเก๋า ขนมจีบ ซาลาเปา และของนึ่งอีกนับร้อยชนิดถือกำเนิดขึ้นจากการแข่งขันของโรงน้ำชาที่ต้องการดึงลูกค้าให้อยู่นาน ๆ เพราะชาหนึ่งกากว่าจะดื่มหมดก็ใช้เวลานาน แต่ราคาถูก ถ้าไม่มีอาหารขายด้วย ร้านก็อยู่ไม่ได้
แนวคิดนี้ข้ามทะเลมาพร้อมกับชาวจีนกวางตุ้งและหลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันของตรังจนเป็นเนื้อหนึ่งอันเดียวกัน
วัฒนธรรมการกินติ่มซำของตรังยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจให้ชวนไปสัมผัสด้วยตัวเอง และยังสะท้อนรากเหง้าของโรงน้ำชาจีนอยู่ไม่น้อย คือวิธีการเสิร์ฟที่คนตรังคุ้นเคยกันดี…
ร้านดั้งเดิมโดยส่วนมากจะใช้วิธียกเข่งติ่มซำมาวางเรียงเต็มโต๊ะตั้งแต่เริ่มนั่ง ไม่ว่าจะเป็นฮะเก๋า ขนมจีบ ซาลาเปา กระเพาะปลา หรือของทอด ของนึ่งนานาชนิด ลูกค้าหยิบกินเท่าไรก็นับเข่งเท่านั้น กินหมดกี่เข่งก็จ่ายตามจำนวนที่กิน ส่วนที่ไม่แตะก็ยกกลับไปได้
พร้อมด้วยเครื่องจิ้มที่มีสีและรสชาติเป็นเอกลักษณ์อย่าง ‘ส้มเจื้อง’ ซอสพื้นถิ่นที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ห่อยชิ้นเจือง’ หรือซอสที่ทำขึ้นใหม่สด ๆ สำหรับรับประทานโดยเฉพาะ ตัวซอสมีส่วนผสมหลักจากมันเทศและถั่วลิสงต้มสุก นำมาปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำส้ม และเกลือ ก่อนผ่านกระบวนการโม่จนได้เนื้อเนียนละเอียด รสชาติที่ได้มีความกลมกล่อม หวาน เปรี้ยว และมันอยู่ในคำเดียวกัน ความพิเศษอยู่ที่ภูมิปัญญาการทำซอสตัวนี้มีผู้ล่วงรู้เคล็ดลับอย่างแท้จริงเพียงไม่กี่คนแบบ Top Secret
หมูย่างมาถึงโต๊ะในถาดสแตนเลส สับเป็นชิ้นพอดีคำ หนังสีทองชวนน้ำลายสอวางอยู่ชั้นบนสุด เนื้อชั้นล่างยังฉ่ำไปด้วยน้ำหมัก
เสียงที่ดังขึ้นเมื่อฟันกัดลงไปคือเหตุผลทั้งหมดที่ต้องตื่นมาตั้งแต่ตีห้า
หมูย่างเมืองตรังต่างจากหมูย่างที่อื่นตรงที่ใช้หมูขนาดเล็กทั้งตัว หมักด้วยเครื่องเทศจีน น้ำผึ้ง และซีอิ๊ว ก่อนนำเข้าเตาโบราณให้หนังตึงกรอบเป็นสีทอง มีรสหวานนำ เค็มปะแล่มตาม มองด้วยตาเหมือนย่างจนแห้งมากเกินไป แต่เมื่อได้กัดเข้าไปก็พบว่าเนื้อข้างในยังฉ่ำและหอมกลิ่นเครื่องเทศอ่อน ๆ
ต้นกำเนิดของหมูย่างเมืองตรังเชื่อมโยงกับชาวจีนกวางตุ้งที่เข้ามาทางกันตัง พวกเขานำความรู้เรื่องการเลี้ยงหมูและการย่างหมูติดตัวมาด้วย ชื่อของตระกูลฟองจันทร์และนายซุ่น คนย่างหมูชาวกวางตุ้ง ยังปรากฏอยู่ในความทรงจำของคนท้องถิ่นรุ่นเก่า กว่าร้อยปีผ่านไป สูตรหมักพัฒนามาจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่หาไม่ได้จากที่อื่น
เกาหยุกก็เป็นอีกหนึ่งร่องรอยของการเดินทางข้ามทะเลที่ยังหลงเหลืออยู่บนสำรับอาหารของคนตรัง อาหารจานนี้มีต้นกำเนิดจากวัฒนธรรมการกินของชาวจีนกวางตุ้งและจีนแคะ โดยชื่อ ‘เกาหยุก’ มาจากภาษาจีนที่หมายถึง หมูชิ้นใหญ่ อันเป็นการอธิบายลักษณะเด่นของอาหารจานนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่หมูสามชั้นชิ้นโตซึ่งผ่านกระบวนการตุ๋นกับเครื่องเทศและเต้าหู้ยี้จนเปื่อยนุ่ม ก่อนจะนำไปนึ่งจนเนื้อหมูนุ่มและรสชาติเข้าเนื้อ เดิมทีเกาหยุกเป็นอาหารที่มักปรากฏอยู่ในงานมงคล งานเลี้ยง และพิธีสำคัญของครอบครัวชาวจีน เนื่องจากเป็นอาหารที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความใส่ใจในการปรุง จึงมักถูกจัดเตรียมขึ้นเพื่อแสดงการต้อนรับและความเคารพต่อแขกผู้มาเยือน ก่อนจะกลายเป็นอาหารพื้นเมืองที่พบเห็นได้ทั่วไปในงานเลี้ยงสำคัญของคนตรังในเวลาต่อมา
ก่อนที่จะอ้าปากสั่งอะไร คุณตาก็ยืดอกเล่าในทันทีที่มาถึงร้านกาแฟเก่าแก่แห่งนี้ว่า "ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ก๋งของตายังหนุ่มอยู่เลย"
ก่อนจะกำชับว่า “ถ้าจะดื่มกาแฟในตรัง ต้องสั่งให้เป็น”
ท่องจำไว้ให้ขึ้นใจ…โกปี๊แบบที่หลายจังหวัดของภาคใต้ดื่ม คือ กาแฟดำที่มีนมข้นหวานรองก้นแก้ว ที่อาเจ็กจะรินกาแฟลงไปเป็นชั้นเหนือตัวนมข้นหวาน และเราสามารถใช้ช้อนคนเองเพื่อกำหนดความหวานได้ เหมือนกาแฟทั่วไปที่สั่งกันตามสภากาแฟ ถ้าอยากได้กาแฟดำล้วนไม่มีนมเลย ต้องสั่ง ‘โอยั้วะ’ ถ้าอยากได้ดำแต่ใส่น้ำตาล ต้องบอก ‘โอเลี้ยง’ ฟังดูซับซ้อน แต่เชื่อเถอะว่าหากคุณช่ำชองในการสั่งกาแฟชื่อยากของร้านนางเงือกชื่อดัง รับรองว่าเรื่องนี้ไม่เกินความสามารถ
คำว่า ‘โกปี๊’ มาจาก kopi ในภาษามลายู รวมกับ ‘เตี๊ยม’ คำจากภาษาจีนฮกเกี้ยนที่แปลว่าร้านค้า กลายเป็น ‘โกปี๊เตี๊ยม’ ซึ่งชาวจีน และ ชาวมลายู ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำมาพร้อมกับวัฒนธรรมที่สั่งสมมาจากเครือข่ายการค้าระหว่างจีน ปีนัง และสิงคโปร์ หรือที่เราเรียกวัฒนธรรมลูกผสมนี้ว่า ‘บ้าบ๋า-ย่าหย๋า’ (Peranakan) ก่อนจะหยั่งรากลงในตรังพร้อมกับผู้อพยพที่ทยอยเข้ามาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 4
หากโกปี๊และติ่มซำเล่าเรื่องการเดินทางของชาวฮกเกี้ยน ชาวมลายูและชาวกวางตุ้ง เค้กเมืองตรังก็คือเรื่องราวของชาวไหหลำที่เข้ามาตั้งรกรากบนแผ่นดินแห่งนี้
มาถึงตรงนี้ รถก็มาจอดอยู่หน้าร้าน ‘เค็กรสเลิศ’ ใกล้สถานีรถไฟตรัง ร้านประจำที่คุณตาไม่เคยลืมแวะทุกครั้งที่กลับมาเยือนจังหวัด ส่วนคุณยายนั้นยืนยันหนักแน่นว่าอย่างไรก็ต้องเป็น ‘เค้กขุกมิ่ง’ ที่ตำบลลำภูรา ซึ่งเธอภูมิใจนักหนาว่าเป็นบ้านเกิดของเค้กเมืองตรัง จนยอมขับรถออกจากตัวเมืองไปไกลพอสมควรเพื่อซื้อกลับบ้านเสมอ
ในบรรดาของฝากทั้งหมดของจังหวัดตรัง คงไม่มีอะไรเป็นภาพจำได้เท่ากับเค้กก้อนกลมที่มีรูตรงกลางอีกแล้ว และเมื่อย้อนกลับไปสืบค้นประวัติก็พบกับ ‘ขุกมิ่ง แซ่เฮง’ ชายชาวไหหลำผู้เดินทางลี้ภัยสงครามจากประเทศจีนมายังภาคใต้ของประเทศไทยตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี
ชีวิตของเขาเริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างรับซื้อยางพารา ก่อนจะทำงานในร้านน้ำอัดลมที่หาดใหญ่ และย้ายมาตั้งรกรากที่ตำบลลำภูรา จังหวัดตรัง หลังแต่งงานและเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ของตนเอง ขุกมิ่งต้องปั่นจักรยานเข้าเมืองทุกวันเพื่อซื้อขนมมาขายให้ลูกค้า กระทั่งวันหนึ่งเขาเริ่มตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ทำขนมขายเองเสียเลย
จากการเฝ้าสังเกตและจดจำวิธีทำขนมของร้านต่าง ๆ เขาเริ่มทดลองอบเค้กด้วยเตาที่ประดิษฐ์ขึ้นเองจากถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง และตีไข่ด้วยมือทีละฟอง
ส่วนรูตรงกลาง ทีแรกนึกว่ามีไว้เพื่อความสวยงาม แต่ที่จริงแล้วนั้นเป็นความพยายามแก้ปัญหาความร้อนไม่ทั่วถึงของเตาอบในยุคนั้น เพราะในอดีตการอบเค้กก้อนใหญ่ด้วยเตาฟืนหรือเตาถ่านมักประสบปัญหา ที่ทำให้ขนมด้านนอกจะสุกหรือไหม้ไปก่อน ขณะที่ตรงกลางยังเป็นแป้งดิบ กว่าจะได้สูตรที่พอใจต้องผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะกลายเป็นเค้กลำภูราที่ผู้คนรู้จักในเวลาต่อมา
สำหรับผู้เขียนที่มีโอกาสชิมทั้งสองร้าน ความแตกต่างอาจไม่ใช่เรื่องของความอร่อยมากนัก เพราะต่างก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง เนื้อเค้กฟูนุ่ม กลิ่นไข่และเนยหอมอบอวลไม่ต่างกันนัก สิ่งที่ต่างอาจเป็นสูตรเฉพาะของแต่ละครอบครัว รายละเอียดเล็ก ๆ ของรสชาติ หรือความทรงจำที่ลูกค้าผูกพันกับร้านใดร้านหนึ่งมากกว่า
แน่นอนว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งสงสัย มากกว่าเรื่องความอุดมสมบูรณ์แล้ว วลีที่พูดกันเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ นั้น ก็มีที่มาจากการโอบรับคนทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน
ช่วง พ.ศ. 2444 ที่พระยารัษฎาฯ นำยางพาราต้นแรกมาปลูกที่ตรัง ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าพืชชนิดนี้จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจของภาคใต้ทั้งหมด ที่สำคัญคือการเข้ามาของยางพาราก็ได้เปลี่ยนจังหวะเวลาในการใช้ชีวิตของผู้คนไปด้วย
ยางพาราต้องกรีดในช่วงที่ต้นยางยังไม่ได้รับแสงแดด เพราะความร้อนทำให้น้ำยางแห้งเร็ว ชาวสวนยางจึงต้องออกจากบ้านตั้งแต่กลางดึก บางรายเริ่มงานตีหนึ่ง เสร็จตอนตีสอง-สาม เมื่อกลับจากสวน ร่างกายก็ต้องการอาหารมื้อใหญ่ ในเวลาที่คนอื่นเพิ่งเริ่มกินอาหารเช้าเบา ๆ เท่านั้นเอง
ชาวประมงก็เช่นกัน ออกทะเลตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง กว่าจะกลับเข้าฝั่งแต่ละครั้งนั้นไม่มีเวลากำหนดแน่ชัด
ส่วนคนที่รับราชการ หรือทำงานทั่วไปก็ตื่นเช้าตามเวลาทำงานปกติ กินตอนเที่ยง นอนตอนค่ำ
ดังนั้นร้านอาหารที่เปิดมาเพื่อรับลูกค้าหนึ่งกลุ่ม จึงต้องเปิดให้นานพอที่จะรับลูกค้าอีกกลุ่มที่เพิ่งเสร็จงาน วนเวียนอยู่อย่างนั้นตลอดวันตลอดคืน รับส่งกันเป็นทอด ๆ นั่นเองจึงเรียกได้ว่าเป็น ‘เมืองที่กินวันละ 9 มื้อ’
รู้อย่างนี้แล้ว หากมีโอกาสได้ไปเยือนตรังอีกสักครั้ง คงไม่ต้องไปนั่งตาปิดทั้งที่มือยังจ้วงหมูย่างเข้าปากแล้วกระมัง เพราะจะตื่นตอนไหน จะหลับยามใด ก็มีของกินคอยรองรับอยู่ทั้งวันทั้งคืน
เรื่องและภาพ : สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข (The People Junior)
อ้างอิง
ประวัติศาสตร์จังหวัดตรัง ยุคก่อนประวัติศาสตร์และบทบาทของพระยารัษฎาฯ กรมศิลปากร หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง https://www.finearts.go.th/trangarchives/view/11375 หลักฐานโบราณคดีที่แสดงว่าตรังมีคนอยู่มาไม่น้อยกว่า 5,000-10,000 ปี, บันทึกการติดต่อของโปรตุเกสผ่านท่าเรือตรัง พ.ศ. 2054 และ 2056, และบทบาทพระยารัษฎาฯ ในการพัฒนากันตัง
ประวัติความเป็นมาของจังหวัดตรัง สำนักงานจังหวัดตรัง https://ww2.trang.go.th/content/history การย้ายเมืองในรัชกาลต่าง ๆ, ปีพ.ศ. ของเหตุการณ์สำคัญ, ความเป็นมาของกันตังในฐานะเมืองท่า และที่มาของคำว่า "ตรัง" ที่มาจากภาษามลายูและสันสกฤต
เล่าเรื่องเมืองช่างกิน ตำนานอาหารตรัง addtrang.com (ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ฅนตรัง ฉบับมกราคม 2558) http://www.addtrang.com/web/index.php/hilightmenuhome/301-2016-02-06-07-20-32 คำอธิบายที่มาของ "เมืองชูชก" และ "เมืองคนช่างกิน" ผ่านนิสัยน้ำใจของคนตรัง, โครงสร้างอาหารตรัง 3 สาย (ไทย จีน มุสลิม), และบทบาทของพระยารัษฎาฯ ในการดึงดูดผู้คนเข้ามา
ยางพาราต้นแรกของประเทศไทยที่กันตัง เทศบาลเมืองกันตัง https://www.kantangcity.go.th/travel/detail/32 ที่มาและที่ตั้งของต้นยางพาราต้นแรก ชื่อ "ต้นยางเทศา" และช่วงปีที่นำมาปลูก (พ.ศ. 2442-2444)
ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ ม.อ. Southern Information @ Clib PSU https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/5a7f6383 ที่มาของชื่อ "ตรัง" จากหลายภาษา, ประวัติการย้ายเมือง, ชื่อบ้านนามเมืองในตรังที่สะท้อนวัฒนธรรมพื้นถิ่น
อนาคตเศรษฐกิจตรังกับเมืองคนช่างกิน The Citizen Plus https://thecitizen.plus/node/82859 ข้อมูลความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอาหารของตรัง, วัตถุดิบพื้นเมืองที่ได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI เช่น ข้าวเบายอดม่วงและพริกไทยปะเหลียน
เกาหยุก เมนูเชิดชูอาหารถิ่นของ จ.ตรัง Manager Online ภาคใต้ https://mgronline.com/south/detail/9660000079659 วัฒนธรรมการเลี้ยงแขกของคนตรัง และบทบาทของอาหารจีนกวางตุ้งในงานเลี้ยงพิธีต่าง ๆ ของตรัง
ประเพณีและวิถีตรัง เอกลักษณ์อันโดดเด่น Manager Online ท่องเที่ยว https://mgronline.com/travel/detail/9480000109831รายการอาหารพื้นเมืองในแต่ละมื้อของคนตรัง รวมถึงขนมจีนน้ำยา ข้าวยำ ขนมปากหม้อ และโครงสร้างมื้ออาหารที่ต่างออกไปตามเวลา