ในวันที่ความรู้หาฟรี ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ คือสิ่งที่จะพาเราอยู่รอด

ในวันที่ความรู้หาฟรี ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ คือสิ่งที่จะพาเราอยู่รอด

ในวันที่ AI ทำให้ความรู้กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย ความได้เปรียบของคนทำงานจึงไม่ได้อยู่ที่การรู้มากกว่าใคร แต่อยู่ที่ความสามารถในการคิด ตั้งคำถาม และไม่หยุดเรียนรู้ ‘ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร’ ชวนสำรวจว่าทำไม Curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็น จึงเป็นทักษะสำคัญที่จะพามนุษย์อยู่รอดในโลกการทำงานยุค AI

KEY

POINTS

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่อยู่เฉย ๆ มีความรู้แต่ไม่อยากรู้อยากเห็น”

คำพูดนี้มาจาก ‘คุณศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอ็ม เอฟ อี ซี (MFEC) ที่ได้ถ่ายทอดไว้บนเวทีสัมมนา TALENT EVOLUTION: BRIDGE THE GAP ในหัวข้อ THE FOUNDATION RESET ภายใต้งาน NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

สาเหตุที่ประโยคนี้สะกิดใจผู้เขียนเป็นพิเศษ เพราะในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในองค์กรไม่ใช่การที่เรา “ยังไม่รู้” แต่คือการหยุดอยู่เฉย ๆ โดยถือความรู้เดิมเอาไว้แน่น แต่กลับไร้ซึ่งความกระหายที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

ในอดีต องค์กรอาจจะแย่งชิงคนที่มีความรู้มาก ๆ และจ่ายค่าตอบแทนสูงให้กับความเชี่ยวชาญ แต่ปัจจุบัน ความรู้พื้นฐานและสติปัญญาได้กลายเป็นของฟรีที่ AI สามารถตอบเราได้ทั้งหมดแล้ว

เมื่อความรู้กลายเป็นของฟรีที่หาได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว ทักษะที่เป็นมูลค่าแท้จริงของมนุษย์จึงขยับจากการเป็น ‘คนรู้เยอะ’ ไปสู่การเป็นคน ‘คิดเป็น’ หรือการมี Critical Thinking คุณศิริวัฒน์ชี้ให้เห็นว่า หากเรายังคงทำงานด้วยวิธีเดิม ๆ ความน่ากลัวจะเกิดขึ้นภายใน 24 เดือนข้างหน้า เพราะจะมีเด็กรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานทุกอย่างได้เหมือนเรา ในต้นทุนที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่งจากการรู้จักนำ AI เข้ามาช่วย

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทักษะแห่งอนาคตที่สำคัญที่สุดจึงตกเป็นของ Curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการเผือกเรื่องคนอื่นนะคะ แต่คือสัญชาตญาณของการตั้งคำถาม การทดลองสิ่งใหม่ และการไม่ยอมจำนนต่อกระบวนการเดิม ๆ

คนที่มีความอยากรู้อยากเห็นจะมองเห็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา และพาตัวเองข้ามจากการเป็นแค่คนใช้ AI  (Use AI) ไปสู่การทำงานผ่าน AI  (Work through AI) อย่างแท้จริง

ความแตกต่างระหว่างการแค่ใช้ AI กับทำงานผ่าน AI นั้นมหาศาลมากค่ะ

เพราะคนที่ทำงานผ่าน AI จะรู้จักสร้างและควบคุม AI Agent มาเป็นผู้ช่วยในแต่ละด้าน คุณศิริวัฒน์ได้ยกตัวอย่างโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่คนเดียวที่ตั้งทีม AI Agent ขึ้นมา 5 ตัวเพื่อช่วยวิเคราะห์ธุรกิจ ออกแบบระบบ และทดสอบงาน จนสามารถส่งมอบโปรเจกต์ขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งสร้าง Productivity เท่ากับทีมงาน 5 ถึง 10 คนเลยทีเดียว

ความสามารถในการทำงานผ่าน AI นี้ยังช่วยทำลาย ‘สามเหลี่ยมมรณะ’ ในโลกธุรกิจลงอย่างสิ้นเชิง

ในอดีตเวลาบริหารงาน ระหว่างคุณภาพ ราคา และเวลา เรามักจะเลือกได้แค่ 2 ใน 3 อย่างเสมอ เช่น อยากได้งานดีและเร็ว ก็ต้องจ่ายแพง 

แต่ในปัจจุบันด้วยการนำ AI มาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน องค์กรจะสามารถเลือกได้ครบทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน คือได้ทั้งงานคุณภาพดี รวดเร็ว และต้นทุนต่ำลง

ความท้าทายนี้ส่งผลไปถึงมุมมองการเฟ้นหาคนเข้าทำงานยุคใหม่ด้วยค่ะ

เวลาสัมภาษณ์เด็กจบใหม่ คุณศิริวัฒน์เล่าว่า ไม่ได้สนใจเกรดเฉลี่ยเท่ากับคำถามที่ว่า “น้องเคยใช้ AI อะไรไปหลอกอาจารย์บ้าง?” หรือ “ใช้ AI ช่วยทำข้อสอบและบ้านยังไง?” เพราะเด็กที่มีความคิดกบฏนิด ๆ และรู้จักยืดหยุ่นปรับใช้เครื่องมือยุคใหม่เพื่อทลายข้อจำกัด จะเป็นกลุ่ม AI Native ที่เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้องค์กรเปลี่ยนผ่านได้จริง

สำหรับฝั่งผู้นำองค์กร คุณศิริวัฒน์ให้ข้อคิดในการบริหารทีมไว้อย่างน่าสนใจว่า หากเราสั่งให้ลูกน้องทำยอดขายโต 30% พนักงานก็จะแค่อดทนทำงานหนักขึ้นตามกระบวนการเดิม ๆ แต่ถ้าผู้นำกล้าตั้งเป้าหมายก้าวกระโดดให้โต 300% โครงสร้างเดิมจะตอบโจทย์ไม่ได้ทันที พนักงานจะถูกบีบให้ต้องเลิกทำแบบเดิม แล้วหันมารีดีไซน์วิธีทำงานใหม่ผ่าน AI เพื่อสร้าง Productivity มหาศาล

เช้าวันจันทร์นี้ ข่าวดีคือ AI ยังไม่มาแย่งงานเราวันนี้หรอกค่ะ แต่ข่าวร้ายคือ คนที่ใช้ AI เป็นกำลังเดินเข้าออฟฟิศมาแล้ว ดังนั้น เลิกมั่นใจกับความรู้เดิม ๆ แล้วลองทำตัวเป็นคนขี้สงสัยดูบ้าง 

อย่างน้อยถ้าอนาคตจะโดนดิสรัปต์จริง ๆ เราก็น่าจะเป็นคนที่โดนเลิกจ้างคนสุดท้าย... เพราะ AI ยังต้องเก็บเราไว้คอยป้อนคำถามให้มันค่ะ!

 

สวัสดีวันจันทร์

พาฝัน ศรีเริงหล้า