Slow Down: The Degrowth Manifesto - Karl Marx จะช่วยเราต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ?

Slow Down: The Degrowth Manifesto - Karl Marx จะช่วยเราต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ?

The Hidden Dilemma ชวนอ่าน Slow Down: The Degrowth Manifesto โดย โคเฮ ไซโตะ (Kohei Saito) ที่จะเสนอวิธีแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิดของ ‘คาร์ล มาร์กซ์’ (Karl Marx)

KEY

POINTS

 

“การเติบโตเพียงเพราะเพื่อต้องการจะเติบโต
ไม่ต่างอะไรจากอุดมการณ์ของเซลล์มะเร็ง
”
— เอ็ดเวิร์ด แอ็บบีย์

 

โลกใบนี้กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สั่งสมมานาน ทรัพยากรที่เคยมีอยู่ค่อยเหลือน้อยลง ในขณะที่มลพิษนานาอย่างค่อย ๆ สั่งสมอยู่ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผินดินและสมุทรขยับขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศ ตามมาพร้อมกับปรากฎการณ์นานาอย่างที่เป็นอาการบอกเหตุว่า ‘โลกกำลังมีปัญหา’ ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมเห็นตรงกันในข้อนี้ 

ถึงกระนั้น เมื่อกล่าวถึง ‘วิธีแก้ไข’ แน่นอนว่า ‘ความยั่งยืน’ (sustainability) ย่อมเป็นกรอบแนวคิดหลักในการรับมือกับปัญหา ไม่ว่าจะในมิติของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกตั้งเป้าหมายจะปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด การบริโภคทรัพยากรที่จะกัดกินความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือแม้ว่าการเติบโตของสังคมว่าจะเดินหน้าไปอย่างไรให้ ‘โต’ อย่าง ‘ยั่งยืน’ กว่าก้าวก่อน ๆ ที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกันก็มีอีกสายธารความคิดที่มองว่าการแก้ปัญหาที่แท้จริงอาจต้องถอยไปไกลกว่านั้น กลับไปตั้งโจทย์ตั้งแต่แรกเริ่มใหม่ผ่านการตั้งคำถามว่า ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงหรือเปล่า หรือแม้แต่เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลหรือเปล่าที่สองคำนี้จะอยู่คู่กัน แนวคิดที่ว่าจึงพยายามจะถอนแรกถอนโคนกรอบคิดเดิมที่จะพยายามแก้ปัญหาบนฐานของการเติบโตเป็นที่ตั้ง แต่จะเป็นอย่างไรถ้าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้อาจไม่ใช่เรื่องการที่เรายังใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไม่พอ หรือการใช้ถุงกระดาษไม่แพร่หลายมากพอ แต่เป็นการที่ ‘เราไม่พอ’ ต่างหาก 

หรือกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้น แนวคิดดังกล่าวกำลังจะนำเสนอกับเราว่าปัญหาที่แท้จริงคือการที่เรากำลังพยายามกอบกู้โลกนี้เอาไว้โดยไม่ละทิ้ง ‘การเติบโต’ ต่างหาก

‘Slow Down’ หรือชื่อหนังสือฉบับเต็มว่า ‘Slow Down: The Degrowth Manifesto’ ที่เขียนโดยนักปรัชญาชาวญี่ปุ่นผู้เชี่ยวชาญด้านลัทธิมาร์กซิสต์ ‘โคเฮ ไซโตะ’ (Kohei Saito) ที่ตีพิมพ์ในปี 2024 และได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในปี 2026 โดยสำนักพิมพ์ Bookscape โดยหนังสือเล่มนี้ชวนผู้อ่านสำรวจกระแสแนวคิดใหม่ในการต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกเผชิญในปัจจุบัน 

 

Slow Down: The Degrowth Manifesto - Karl Marx จะช่วยเราต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ?

Slow Down: How Degrowth Communism Can Save The Earth
by Kohei Saito

 

ตามจริงแล้วถ้าจะใช้คำว่า ‘แนวคิดใหม่’ ก็อาจไม่ได้ถูกต้องขนาดนั้น อาจต้องใช้คำว่านำแนวคิดเก่ามา ‘ปัดฝุ่นใหม่’ และพัฒนาเพิ่มเติมจากหลักฐานใหม่ที่ได้ค้นพบน่าจะเข้าที่เข้าทางกว่า ซึ่งแนวคิดที่ถูกนำเสนอก็วิธีมองปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านกรอบของ ‘ลัทธิมาร์กซิสต์’ (Marxist) ที่ตั้งต้นจากนักคิดอย่าง ‘คาร์ล มาร์กซ์’ (Karl Marx) ผู้ที่แนวคิดของเขาเป็นทั้งแรงบันดาลใจ เป็นทั้งบทเรียนในหน้าหนังสือ เป็นทั้งตัวอย่างทางปรัชญาความคิด และเป็นทั้งผีร้ายหลอกหลอนตลอดมา

ในภาพรวม หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอกว่าโดยรากสันดานของระบบทุนนิยม (capitalism) ไม่มีทางเลยที่อยู่ร่วมกันอย่างหยินหยางกับสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ได้ เพราะกลไกและกติกาของตัวระบบมันหล่อหลอมให้ทุก ๆ องค์ประกอบมุ่งเป้าหาผลิตภาพที่มากขึ้น แข่งขันกันกอบโกยทุนให้มากขึ้น และโตขึ้นในทุก ๆ วินาที จนผู้ที่แบกรับกรรมนอกเหนือจากแรงงานที่ถูกขูดรีดแล้วก็หนีไม่พ้นทรัพยากรธรรมชาติ

โคเฮ ไซโตะ ผู้เขียนก็ได้วิจารณ์ต่อถึงแนวคิดความเขียวรักษ์โลกที่นำหน้าด้วยคำว่า ‘green’ ทั้งหลายแหล่ ว่าดูสวยหรูเพียงเปลือกและให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เพราะเมื่อดำดิ่งลึกลงไปแล้ว ‘ความเขียว’ ที่ว่ากลับเต็มไปด้วยภาพลวงตาและ ความย้อนแย้งอีกนับไม่ถ้วน หนังสือเล่มนี้เลยพยายามจะชี้ให้เห็นว่าต้องเป็นการจัดสรรทรัพยากรแบบ ‘ลดการเติบโต’ (degrowth) ที่จะพาเราหลุดพ้นจากหล่มของปัญหาแห่งยุคสมัยได้

 

มาร์กซ์อีกแล้ว หลายคนอาจแอบคิด…

 

แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้ที่เผยแพร่ในปี 2024 เลือกที่จะกลับมานำเสนอไอเดียที่มาพร้อมกับชื่อของคาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ชื่อดังหกล่าวนี้ก็มาพร้อมกับภาพจำของระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่ไม่บรรลุถึงฝั่งฝัน ถูกวางไว้ในฐานะสิ่งที่เป็น ‘อุดมคติ’ มากกว่าจะเกิดขึ้นจริง จึงไม่แปลกใจที่หากว่าเห็นคำนี้ปรากฏขึ้นมาแล้วอาจชวนให้เกิดความคิดที่ว่า หนังสือเล่มนี้จะนำเสนอแนวคิดในทำนองเดียวกันหรือเปล่า 

เรื่องของความเป็นอุดมคติหรือเป้าหมายที่เลยพ้นไปจากภาวะที่เป็นอยู่ก็นับเป็นประเด็นหนึ่ง แต่หนึ่งในแก่นสารสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการที่ผู้เขียนอย่างโคเฮ ไซโตะไม่เพียงนำเอาข้อเขียนของมาร์กซ์มา ‘ตีความใหม่’ ด้วยมุมมองและบริบทที่แตกต่างออกไป แต่ยังหยิบเอางานเขียนในช่วงต่าง ๆ ของมาร์กซ์ที่อาจไม่เป็นที่รู้จักมากเฉกเช่น ‘The Communist Manifesto’ หรือ ‘Das Kapital’ มานำเสนอกับผู้อ่าน แต่ยังรวมไปถึงจดหมายในช่วงถัดมาของชีวิตทีสะท้อนมุมมองที่แตกต่างออกไปของเขา

ในอีกแง่หนึ่ง หนังสือเล่มนี้จึงเป็นสารจากโคเฮ ไซโตะ ผู้ที่ได้ใช้เวลาทำการศึกษาความคิดของมาร์กซ์มาเป็นเวลานานพยายามบอกกับเราว่า ‘มาร์กซ์เปลี่ยนไปแล้ว’ โดยเฉพาะในมิติของการรับรู้และเข้าใจของสังคม เพราะมาร์กซ์ที่จะถูกนำเสนอในหนังสือเล่มนี้ อาจไม่ใช่มาร์กซ์ที่เรามักรู้จักหรือเคยชินเพียงอย่างเดียว โดยในหนังสือได้นำเสนอ ‘การขยับ’ (shifts) ทางมุมมองความคิด คาร์ล มาร์กซ์ ตั้งแต่แรกไปจนถึงช่วงสุดท้ายที่ไม่ได้ตีพิมพ์งานอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งก็จะผูกร้อยคล้อยโยงไปกับโจทย์ตั้งต้นของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย 

บทความนี้จึงพยายามไล่เรียงข้อถกเถียงที่ถูกนำเสนอผ่าน Slow Down ตั้งแต่ปัญหาของแนวคิดเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมที่เรามีต่อความพยายามหาทางแก้ไขสิ่งแวดล้อม การขยับทางกรอบความคิดของคาร์ล มาร์กซ์ที่สัมพันธ์กับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ เหตุผลว่าทำไมโลกใบนี้อาจต้องการความช้าลงกว่าที่เคยเป็น ไปจนถึงคำถามที่ว่าทำไมเราต้องลองคิดพิจารณาแนวคิดอันแปลกประหลาดที่อาจเลยพ้นไปจากความคุ้นเคยที่เราคุ้นชิน

ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า ณ ขณะนี้ Slow Down: The Degrowth Manifesto โดย โคเฮ ไซโตะ ได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้วโดย วิภาส ปรัชญาภรณ์ และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Bookscape

 

Slow Down: The Degrowth Manifesto - Karl Marx จะช่วยเราต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ?

Slow Down: The Degrowth Manifesto
ฉบับแปลไทยโดยสำนักพิมพ์ Bookscape

 

‘ความเขียว’ ที่ย้อนแย้งยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจสีเขียว (green economy), เติบโตอย่างยั่งยืน (green growth) หรือ ธุรกิจสีเขียว (green business) อะไรก็ตามที่ถูกประดับประดาด้วยคีย์เวิร์ดเทือก ๆ เดียวกันนี้ ล้วนเป็ยภาพจำของการพยายามของยุคสมัยในการจะจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตัวของมันเองกำลังเผชิญ และคำว่า ‘เขียว’ ในฐานะคำคุณศัพท์ที่ใช้ขยายกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ก็ล้วนทำให้เราสบายใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะ ‘ดีต่อโลก’ 

ความเขียวเหล่านี้จึงสะท้อนจุดมุ่งหมายและความพยายามของมนุษย์ที่พยายามจะประคองการเติบโตของตนเองให้เดินหน้าไปพร้อมกับรักษาโลกนี้ไปพร้อมกัน แต่คำถามที่น่าสนใจคือมันเป็นอย่างนั้นได้จริงหรือ กับการพยายามที่จะทำให้ตัวเองโตไปด้วย และทำให้โลกนี้ยังสุขภาพดีเหมือนเดิมไปด้วย

แต่แนวคิดที่เพียงแต่มองว่าการเดินไปข้างหน้าคือการมุ่งหมายจะเติบโตขึ้นในทุก ๆ วันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้นึกถึงสิ่งที่ ‘เอ็ดเวิร์ด แอ็บบีย์’ (Edward Abbey) เขียนเอาไว้ในความเรียงของเขา “การเติบโตเพียงเพราะเพื่อต้องการจะเติบโตไม่ต่างอะไรจากอุดมการณ์ของเซลล์มะเร็ง”

 

Slow Down: The Degrowth Manifesto - Karl Marx จะช่วยเราต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ?

เอ็ดเวิร์ด แอ็บบีย์

 

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอกคือ หากหวังจะกอบกู้โลกใบนี้เอาไว้ หนึ่งในสิ่งสำคัญคือการที่เราอาจต้องลอง ‘ตั้งโจทย์ใหม่’ ลองมองการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านโจทย์ที่เลยพ้นไปจาก ‘การเติบโต’ ดูบ้าง เพราะบางทีไส้ในของการเติบโตนี้เองที่อาจเป็นศัตรูตัวฉกาจที่กำลังบ่อนทำลายโลกทั้งใบอยู่

โคเฮ ไซโตะ ยกตัวอย่างที่น่าสนใจมาหลายกรณี เริ่มต้นจาก ‘ภาวะย้อนแย้งของเจวอนส์’ (The Jevons Paradox) ที่หนังสือเล่มนี้ใช้ถกเถียงว่าทำไมการ ‘ลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ’ (environmental decoupling) เช่นการออกแบบรถยนต์ที่จะใช้ทรัพยากรน้อยลงในการขับเคลื่อน หรือความหวังที่จะ ‘เพิ่มประสิทธิภาพ’ เพื่อให้ใช้ทรัพยากรต่อหนึ่งหน่วยการผลิตในปริมาณที่น้อยลงมันจะไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวัง 

 

Slow Down: The Degrowth Manifesto - Karl Marx จะช่วยเราต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ?

An Illustration of the Jevons Paradox
retrieved from Eamon Haughey

 

หากคิดกันเพียงฉากหน้า ถ้าทรัพยากรถูกใช้น้อยลง แน่นอนว่าย่อมสามารถบรรเทาภาระที่ธรรมชาติถูกบังคับให้ต้องแบกรับจากการผลิตในสังคมเราได้ แต่ภายใต้สังคมที่มีกติกาสำคัญคือ ‘การเติบโต’ เหล่าทรัพยากรส่วนเกินเหล่านั้นก็จะถูกกวาดรวมไปใส่ในต้นทุนในการผลิตเพิ่มอยู่ดี

เพื่อให้เห็นภาพ เมื่อมนุษย์เราคิดค้นแอร์ที่ไม่กินไฟมากขึ้นมาและคาดหวังให้เทคโนโลยีนี้เป็นการ decoupling ไปในตัว ทว่าเมื่อมันไม่กินไฟ คนก็แห่กันไปซื้อเพราะมันคุ้ม หรือไม่คนก็พากันเปิดทั้งวี่ทั้งวันเพราะค่าไฟมันไม่แพงเท่าเก่า จนผลรวมท้ายสุดชดเชยกันจนแทบไม่ต่าง นี่คือตัวอย่างของข้อถกเถียงที่ โคเฮ ไซโตะ พยายามจะบอกว่า decoupling มันไม่ได้ผล โดยเฉพาะเมื่อดำเนินผ่านกรอบของสำนึกที่มีการเติบโตเป็นที่ตั้ง (ซึ่งนี่ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องกรอบเวลาเลยด้วยนะครับ ว่าถ้าจะให้แก้ไขสถานการณ์ให้ทันกับปัญหาโลกเดือด ต้องไม่ใช่แค่ relative decoupling, absolute decoupling แต่ต้องเป็น sufficient absolute decoupling ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะไปถึงจุดนั้น)

 

Slow Down: The Degrowth Manifesto - Karl Marx จะช่วยเราต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ?

รูปแบบต่าง ๆ ของการ Decoupling จาก Doughnut Economics:
Seven Ways to Think Like a 21-st Century Economist by Kate Raworth

 

จากตัวอย่างที่ว่านี้ ผู้เขียนพยายามฉายภาพให้เห็นถึงการมองปัญหาผ่านกรอบคิดของ ‘เศรษฐศาสตร์เคนส์เชิงสิ่งแวดล้อม’ (Green Keynesianism) ที่มุ่งเน้นการลงทุนด้านความยั่งยืนเพื่อความก้าวหน้าและศักยภาพในการแก้ปัญหาในอนาคต ส่วนหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดจาก ‘วิลเลียม นอร์เดาส์’ (William Nordhaus) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลที่มองว่าให้คงการเติบโตแบบนี้ไว้แล้วฝากความหวังกับเทคโนโลยีในอนาคตมาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง 

ซึ่งหนังสือเรียกรวม ๆ ว่าเป็นแนวคิดแบบ ‘ลัทธิเร่งความเปลี่ยนแปลง’ (accelerationism) ที่นิยมการเร่งตะบี้ตะบันการเติบโตทั้งการเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่พอกพูนในอนาคต หรือไปตายเอาดาบหน้านั่นเอง หนังสือเล่มนี้ถกเถียงว่าสิ่งนี้เป็นวิธีการมองแบบ ‘ฝันลม ๆ แล้ง ๆ’ (wishful thinking) มากเกินไป

นอกจากนั้นหนังสือก็ยังกล่าวถึง ‘วิสัยของทุนนิยม’ และ ‘สันดานของตลาด’ ที่ไม่มีทางอ่อนข้อให้กับเจตนารมณ์ในการรักษาสิ่งแวดล้อม ผู้เขียนหนังสือมองว่าเป็นการตั้งโจทย์ที่ผิด และจะนำไปสู่การต่อกรกับปัญหาที่ผิดและไม่ได้ผลเฉกเช่นทุกวันนี้ และหลายครั้ง การตั้งเป้าหมายทำนองนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจาก — ดังที่ โคเฮ ไซโตะ หยิบยกถ้อยคำของ คาร์ล มาร์กซ์ มานิยาม — ‘ฝิ่นที่ปลอบประโลมมวลชน’ (opiate of the masses) ดังที่คำว่า ‘กรีน’ ทำให้เรารู้สึกสบายใจ ว่าสิ่งที่เราทำอยู่กำลังช่วยโลก

ดังที่โคเฮ ไซโตะอธิบายการพยายามใช้ถุงผ้า การพกพาขวดสแตนเลส หรือแม้แต่การตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้าว่าไม่ต่างอะไรกับการทำบาปและก็ไปสารภาพบาปที่ทำให้เรารอดพ้นจากความรู้สึกที่ก่อเกิดขึ้นจากสำนึกแบบบริโภคนิยมที่เรามี เบือนหน้าหนีจากภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้ขึ้นมาทุกวัน การสารภาพบาปเหล่านั้นจึงไม่ต่างจากเครื่องมือของระบบทุนนิยมที่เข้ามาสนองตอบ ‘ความห่วงใยต่อโลกของเรา’ ด้วยกลมารยาที่ทำให้เราคิดว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นประโยชน์ต่อโลก ทั้งที่จริงแล้วมันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

และหากวิถีของโลกยังคงดำเนินไปในเส้นทางนี้อยู่ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะปะทุขึ้นในอนาคตจะบีบให้สังคมเดินหน้าไปสู่อนาคตที่ไม่น่าพิสมัยนัก ซึ่งอนาคตเหล่านั้นเป็นไปได้สาแบบ ได้แก่ ‘ลัทธิฟาสซิสต์สิ่งแวดล้อม’ (Climate Fascism) ที่ผลพวงของปัญหาสิ่งแวดล้อมจะกระทบคนหมู่มาก ในขณะที่เหล่าชนชั้นนำจะสามารถคงรักษาสถานะตัวเองเอาไว้ได้ เพราะได้การสนับสนุนจากรัฐด้วย ยิ่งเป็นการทวีคูณความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้นไป, ‘แนวทางปฏิวัติสิ่งแวดล้อมแบบเหมาเจ๋อตง’ (Climate Maoism) ที่จะสามารถกำจัดความเหลื่อมล้ำไปได้ แต่จะมาพร้อมกับมาตรการแบบเผด็จการในการปกครองและจัดสรรทรัพยากร เฉกเช่น การปฏิวัติวัฒนธรรมของ เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong), ‘อนารยธรรม’ (Barbarism) อนาคตแห่งกลียุค รัฐเสื่อมอำนาจ การลุกฮือเกิดขึ้น ตามมาด้วยสังคมก็ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ พร้อมขยับเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยการตะเกียกตะกายเพื่อการอยู่รอดของตนเอง

ทางเลือกส่วนใหญ่ที่กล่าวมานั้นล้วนสะท้อนภาพที่ไม่ต่างอะไรจากนวนิยายดิสโทเปีย ด้วยเหตุนั้น โคเฮ ไซโตะ จึงได้เสนอว่ายังมีอีกอนาคตหนึ่งที่ยังพอจะจูงโลกของเราไปในทางนั้นได้ ซึ่งก็คือโลกแบบ ‘คอมมิวนิสต์แบบลดการเติบโต’ (Degrowth Communism) จากแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนรวมและไม่ต้องไปคำนึงถึงเรื่องการเติบโต คิดเพียงแค่ว่าอยู่ในตอนนี้อย่างไร ‘ให้ได้’ ก็เพียงพอ ซึ่งการอธิบายสภาพอนาคตที่ว่านี้พร้อมหนทางทะยานไปสู่จุดนั้นก็เป็นแกนสำคัญของหนังสือเล่มนี้

ว่าแต่… ทำไมต้องเป็น คาร์ล มาร์กซ์?

 

การขยับทางแนวคิด
ของ ‘คาร์ล มาร์กซ์’

น่าจะเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาเป็นลำดับแรก ๆ ว่าทำไมต้องเป็นแนวคิดของ ‘คาร์ล มาร์กซ์’ หรือแโดยเฉพาะกับคำว่า ‘คอมมิวนิสต์’ ที่จะมาต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เพราะใครหลายคนก็น่าจะมีภาพจำในเรื่องของการล่มสลายของสหภาพโซเวียตไปแล้วว่าแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ (มัก) ถูกไปประยุกต์ใช้และจบลงอย่างไม่สวยนัก

กระนั้น โคเฮ ไซโตะ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ และผู้ศึกษาแนวคิดของมาร์กซ์อย่างเข้มข้นก็พยายามจะบอกว่า หนึ่ง—แนวคิดคอมมิวนิสต์ที่ถูกไปประยุกต์ใช้มัก ‘ไม่ตรงปก’ เลยแม้แต่น้อย กล่าวคือหลักการในอุดมคติที่มาร์กซ์ว่าไว้กับการประยุกต์ใช้จริงนั้นคนละเรื่อง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่าก่อนจะไปถึงสภาพสังคมในอุดมคติที่ว่า สังคมที่นำไปใช้มักไถลตกข้างทางไปเสียก่อน(ไม่ถังแตกก็กลายเป็นเผด็จการ) อันเป็นเหตุให้ โคเฮ ไซโตะ พยายามจะชวนผู้อ่านทำความเข้าใจมาร์กซ์ใหม่

สอง—ก่อนมาร์กซ์จะเสียชีวิต ได้มีการขยับครั้งสำคัญในแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ เอง ที่มีคุณลักษณะหลายประการที่ควรค่าแกการนำมาพิจารณาอีกครั้ง โดยเฉพาะในการสร้างสังคมที่ยังยืนและสามารถต่อกรกับปัญหาทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เขียนก็ได้พาเราไปอ่านหลักฐานต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงแนวคิดช่วงบั้นปลายของเขา โดยเฉพาะ ‘จดหมายถึง เวรา ซาซูลิช’ (Marx’s Letter to Vera Zasulich) นักปฏิวัติชาวรัสเซีย อีกทั้งยังเอากรอบแนวคิดใหม่ที่ว่าไปตีความถ้อยคำใน Das Kapital ของมาร์กซ์ใหม่อีกครั้ง

 

Slow Down: The Degrowth Manifesto - Karl Marx จะช่วยเราต่อกรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ?

เวรา ซาซูลิช (Vera Zasulich) | Public Domain


โคเฮ ไซโตะ นำเสนอว่าแนวคิดของมาร์กซ์มีการขยับไปเป็นลำดับขั้นด้วยลักษณะที่แตกต่างกัน เริ่มต้นจากแนวคิดในช่วงที่เขียน ‘แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์’ ในช่วงทศวรรษ 1840s ถึง 1850s มาร์กซ์จะมีมุมมองแบบ ‘ผลิตนิยม’ (productivism) กล่าวคือ ภายใต้ระบบทุนนิยมจะนำมาซึ่งผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นและการเอาเปรียบจากนายทุนจนนำไปสู่การปฏิวัติโดยชนชั้นแรงงาน โดยเป็นแนวคิดถึงคำนึงถึงเพียงการเจริญเติบโตแต่ละทิ้งแง่มุมในด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนออกไป

ถัดมา ในตอนที่เขียนและตีพิมพ์ ‘ว่าด้วยทุน’ (Das Kapital) ในทศวรรษที่ 1860s มาร์กซ์ได้ขยับเข้าสู่ความเป็น ‘นิเวศสังคมนิยม’ (ecosocialism) จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับแค่ผลิตภาพ มาร์กซ์เริ่มหันมาสนใจทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ดังสะท้อนผ่านแนวคิด ‘วัฏจักรการฟื้นคืนตัวเองโดยธรรมชาติ’ (environmental metabolism) เช่น การที่สิ่งปฏิกูลจากสิ่งมีชีวิตที่จะไม่กลายเป็นขยะแต่จะกลายเป็นปุ๋ยกลับคืนสู่ธรรมชาติ กับ ‘รอยแยกที่ไม่อาจซ่อมแซม’ (the irreparable rift) ช่องโหว่จากการเสียสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เช่นตัดไม้ทำลายป่า ปล่อยคาร์บอน จนอาจนำไปสู่ความเสียหายถาวร 

ซึ่งแนวคิดที่ว่าก็นับเป็นการพูดถึงความสามารถในการ ‘หมุนเวียน’ ของสรรพสิ่งในธรรมชาติโดยไม่ล้นเกินหรือขาดดุลจนนำไปสู่ความไม่สมดุล ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มุ่งหมายจะเติบโตของมนุษย์มักนำพาธรรมชาติให้หลุดออกจากความสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งขยะหรือการขูดรีดทรัพยากร มาร์กซ์จึงมองว่าสังคมจะเติบโตและจัดสรรทรัพยากรอย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กันได้ก็ต่อเมื่อเติบโตภายใต้ ‘สังคมนิยม’ (socialism) เท่านั้น อันเป็นมุมมองที่สะท้อนถึงแนวคิด ‘การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน’ (sustainable economic development) ของมาร์กซ์ในช่วงเวลานั้น

และต่อมาในช่วงปลายของชีวิตมาร์กซ์ ทศวรรษที่ 1870 ถึง 1880 แม้ไม่ได้งานตีพิมพ์ออกมาที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของมาร์กซ์อย่างเป็นทางการในช่วงเวลาที่ว่านี้ แต่ดังที่กล่าวไปก่อนหน้า ว่าผู้เขียนหนังสือได้ไปทำการศึกษาและแกะรอยทั้งโน็ต การขีดเขียน ไปจนถึงจดหมายต่าง ๆ ที่จะสะท้อนถึงความคิด มุมมอง และความสนใจของมาร์กซ์ในช่วงดังกล่าว โดยเฉพาะในจดหมายถึงเวรา ซาซูลิช ที่มาร์กซ์ได้ปฏิเสธ ‘มุมมองประวัติศาสตร์แบบก้าวหน้า’ (the progressive view of history) ที่มองว่าสังคมต้องพัฒนาและเติบโตถึงระดับหนึ่งจนสุกงอมและเปลี่ยนเป็นเป้าหมายในอุดมคติได้ 

แต่มาร์กซ์ในช่วงเวลานั้นโอบรับแนวคิดความเป็น ‘สถานะคงตัว’ (steady state) — การพัฒนาที่ไม่ยึดโยงอยู่กับการเติบโต — และ ‘สังคมแบบคอมมูน’ (communual society) ตั้งแต่แรกเริ่ม จากเดิมทีที่อาจมีมุมมองว่าเป็นสิ่งไม่พัฒนา ซึ่งเป็นแนวคิดสะท้อนสำนึกการมองยุโรปเป็นศูนย์กลาง (eurocentrism) ในงานเขียนยุคแรก ๆ ของเขา กล่าวคือ มาร์กซ์ขยับเข้าสู่ยุคที่แนวคิดมุ่งเน้นแต่ ‘ความยั่งยืน’ โดยไม่มุ่งหมายที่จะ ‘เติบโต’ อีกต่อไป

ส่วนในรายละเอียดนั้น โคเฮ ไซโตะ อธิบายว่าการขยับแต่ละครั้งมีปัจจัยที่ส่งผลอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การขยับครั้งแรกที่ถูกหล่อหลอมมาจากงานเขียนด้านวิทยาศาสตร์ของ ‘จัสตุส ฟอน ลีบิก’ (Justus von Liebig) ชื่อ ‘Organic chemistry in its applications to agriculture and physiology’ (1862) ที่ค่อย ๆ ผนวกเอาแนวคิดอย่าง วัฏจักรการฟื้นคืนตัวเองโดยธรรมชาติ และ รอยแยกที่ไม่อาจซ่อมแซม เข้ามาในการมองสังคมและการจัดสรรทรัพยากรจนขยับมาร์กซ์จากจุดแรกที่มุ่งเน้นการเติบโตโดยไม่สนใจความยั่งยืนไปถึงช่วงต่อมาที่มองว่า ต้องโตอย่างยั่งยืน

ส่วนการขยับครั้งสำคัญในมุมมองของหนังสือเล่มนี้คือช่วงสุดท้ายที่ไม่มุ่งเน้นการเติบโตอีกต่อไป และตั้งโจทย์เป็นความยั่งยืนอย่างเดียว ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่มาร์กซ์เริ่มศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ผนวกเข้ากับการจัดสรรทรัพยากรในสังคมมากขึ้น จนทำให้เขาตกตะกอนแนวคิดใหม่ที่เชื่อว่าสถานะมั่นคงแบบไม่ต้องมีการเจริญเติบโตสามารถขยับไปสังคมในอุดมคติได้ ซึ่งหนังสือยกตัวอย่าง ‘มาร์คเกอโนสซันชาฟท์’ (Markgenossenschaft) รูปแบบชุมชนในเยอรมนียุคโบราณแบบหนึ่งที่ถูกใช้เป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตอาจไม่สำคัญเสมอไป

โดยสรุป โคเฮ ไซโตะ พยายามจะฉายภาพให้ผู้อ่านเห็นว่าแนวคิดแบบลิทธิมาร์กซ์ที่นำเสนออยู่นี้เป็นการปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง รวมไปถึงการต่อยอดจากข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดในการแก้ไขกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน 

 

มองโลกที่เนื้อแท้

ในการจะไปถึงเป้าหมายแห่ง Degrowth Communism นั้นประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลายเสาเข็ม หนึ่งในนั้นคือกรอบความคิดสำคัญที่ โคเฮ ไซโตะ กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้คือการแบ่งแยกคุณค่าออกเป็นสองประเภท ซึ่งก็คือ ‘มูลค่าการใช้สอย’ (use-value) และ ‘มูลค่า’ (value) ที่จะทำหน้าที่เป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการประเมินความสำคัญหรือความคุ้มค่าในกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคม ว่าเป็นคุณค่าที่ให้ประโยชน์จริง ๆ ต่อ ‘การอยู่รอด’ ของสังคม หรือเป็นเพียงมูลค่าที่ตลาดสังเคราะห์ขึ้นจากกลไกอุปสงค์-อุปทาน หรือแม้แต่ลัทธิบริโภคนิยม (consumerism) ที่กระทุ้งมูลค่าให้ทะยานสูงเพื่อกอบโกยกำไร

อย่างแรกคือมูลค่าการใช้สอยที่ถูกตีค่าจากผลลัพธ์จากการใช้งานที่มีต่อความสามารถในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่นน้ำสามารถดื่มได้, กระเป๋าที่ใช้ใส่ของ, นาฬิกาข้อมือที่ใช้ดูเวลา หรือปากกาที่ใช้เขียน ; ส่วนอย่างหลังคือคุณค่าที่ถือกำเนิดขึ้นจากทั้งกลไกตลาดและลัทธิบริโภคนิยม เช่น ปากกาสองด้ามที่มีมูลค่าใช้สอย คือการใช้เขียนได้เหมือนกัน แต่เมื่อยี่ห้อต่างกัน ‘มูลค่า’ หรือ ‘ราคา’ ก็ต่างกันไปด้วย แน่นอนว่าความละเมียด วัตถุดิบ ไปจนถึงคุณภาพในการผลิตก็ล้วนอยู่เบื้องหลังราคาที่แพงว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่านิยมและการโฆษณาก็มีส่วนในการทำให้ของสองสิ่งที่มีมูลค่าใช้สอยเหมือนหรือใกล้เคียงกัน มีราคาที่แตกต่างกันลิบลิ่ว 

ปัญหามันเกิดตรงที่ว่า เมื่อสังคมปัจจุบันดันให้ความสำคัญไปที่ ‘มูลค่า’ เสียมากกว่า ผ่านการถูกรายล้อมและหล่อหลอมด้วยการตลาด การโฆษณา หรือสารพันเครื่องมือ ไปจนถึงค่านิยมและสถานะทางสังคม จนทำให้ของที่มีมูลค่าถูกให้ความสำคัญมากกว่าของที่มีมูลค่าใช้สอยสูง 

กลายเป็นว่าหลายครั้ง ของที่ ‘ไม่จำเป็น’ ดันถูกผลิตหรือให้ความสำคัญมากกว่า ‘ของที่จำเป็น’หรือที่มีปัญหาไปกว่านั้น ทรัพยากรที่จำเป็นดันถูกนำไปใช้สอยเพื่อผลิตของที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ หากดำเนินเป็นเช่นนี้ ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดจะถูกใช้เพื่อตอบสนอง ‘อุปสงค์’ (Demand)ที่ถูกสร้างมาอย่างไม่จำกัด และแน่นอน สิ่งนี้คือหนึ่งในรากปัญหาสำคัญที่กำลังกัดกินสิ่งแวดล้อมอยู่

หนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญและหนึ่งในคุณลักษณะสำคัญของคอมมิวนิสต์เชิงลดการเติบโตคือการให้ความสำคัญกับมูลค่าใช้สอยมากกว่ามูลค่า เพราะโลกใบนี้ไม่มีทรัพยากรมากเหลือพอถึงขั้้นที่จะสนองความต้องการที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อนของมวลมนุษย์ได้

 

มันไม่ ‘อุดมคติ’ ไปใช่ไหม?

โคเฮ ไซโตะ ทราบดีว่าใน Slow Down ย่อมมีคนที่อ่านแล้วเกิดความรู้สึกว่าข้อเสนอของเขามันช่าง ‘สุดโต่ง’ หรือไม่ก็ ‘โลกสวย’ จนเกินไป กับการบอกให้นานาประเทศละทิ้งความคิดที่อยากจะเติบโตเสีย ในขณะที่มีปัญหามากมายเฝ้าหวังให้ ‘การเติบโต’ มาแก้ไข ตัวเขาจึงได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าแนวคิดแบบ Degrowth ไม่ใช่การบอกให้มนุษย์ร่นถอยกลับไปสู่สังคมเกษตรกรรม ใช้ชีวิตเคียงคู่ต้นไม้ใบหญ้า เพราะตัวของเขาตระหนักดีว่าสังคมแบบนั้นก็มีปัญหาในตัวของมันเองเช่นเดียวกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในสภาพสังคมที่เราอยู่นั้นมันก็เป็นปัญหาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับปัญหามูลค่าในสังคมหรือแม้แต่การใช้ทรัพยากรที่เกินกว่าคำว่า ‘ยั่งยืน’ ไปมากโข จนสามารถนิยามสภาพปัญหานี้ได้ง่าย ๆ ผ่านคำว่า ‘ภาวะความเป็นเมืองล้นเกิน’ (over-urbaization) การหาทางออกจากปัญหานี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นยิ่ง

“เมล็ดพันธุ์ของ Degrowth Communism กำลังงอกงามออกมาในหลายแห่งทั่วโลก ผมอยากจะจบหนังสือนี้ด้วยการพาไปสำรวจการริเริ่มการปฏิวัติด้วยเลนส์ของแนวคิดมาร์กซ์ในช่วงหลังที่เราได้พูดถึงกันไปในหนังสือเล่มนี้ผ่านหลากหลายเมืองทั่วทั้งโลก”

มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและนโยบายเมืองหนึ่งที่เริ่มต้นขึ้นที่บาร์เซโลน่า (Barcelona) ในชื่อ ‘Fearless City’ ขบวนการที่หวังจะสร้างเสริมประชาธิปไตย ความเป็นอยู่ รวมไปถึงความยั่งยืนที่แข็งแกร่งมากขึ่น ที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและสวนกระแสที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับเมืองจนแพร่หลายไปในวงกว้างมากขึ้น

ในคำประกาศของขบวนการนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าจะ ‘แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม’ แต่ระบุเป้าหมายอย่างชัดเจนกว่า 240 ข้อว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างภายใน 2050 ตั้งแต่การจำกัดเที่ยวบินระยะสั้น การจำกัดความเร็วของรถยนต์ ไปจนถึงการโอบรับต่อแนวคิดอย่าง ‘เศรษฐกิจแบบโดนัท’ (Dougnnut Economy) และการปฏิเสธการเติบโตเฉกเช่นเดียวกับที่แนวคิดของโคเฮ ไซโตะ ว่าเอาไว้

แม้จะไม่ได้เป็นตัวอย่างของ Degrowth ที่สมบูรณ์อย่างชัดเจน แต่ตัวอย่างนี้ก็ได้สะท้อนถึงบางเสาเข็มสำคัญของแนวคิดดังกล่าวที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสำแดงเจตนารมณ์ที่ไม่กริ่งเกรงต่อการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง อันเป็นคุณลักษณะสำคัญที่จะพาสังคมใดสักสังคมหนึ่งบรรลุเป้าหมายดังที่หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอให้ผู้อ่านและผู้อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้ลองครุ่นคิดดู

คงไม่มีสิ่งไหนบนโลกจำแนกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นสีขาวหรือสีดำ บทความนี้เอง หรือแม้แต่หนังสือเล่มนี้เองก็ไม่ได้สถาปนาว่าสิ่งที่กำลังนำเสนออยู่คือความจริงสัมบูรณ์ แน่นอนว่าการจะคิดว่าโลกนี้จะดำเนินไปโดย ‘ไม่เติบโต’ นับเป็นอุดมคติที่ท้าทายต่อการมองไปถึงอนาคตของเรา โดยเฉพาะเราในฐานะมนุษย์ที่เกิดและโตมาในสังคมที่มีรากฐานแนบแน่นกับการเติบโต 

อย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ปัญหาของปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังถูกพัฒนาและเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ก็นับเป็นปัญหาที่มนุษยชาติยังคงหาทางออกที่ชัดเจนไม่ได้ อย่างน้อย ๆ สองปัญหาที่ว่านี้ก็มีรากฐานมากจากระบบทุนนิยมที่สร้างกติกาให้เกิด ‘การแข่งขัน’ และ ‘การเติบโต’ ในแบบที่ไม่มีทางเลือกให้หยุด (เพราะถ้าหยุดก็หมายถึงความพ่ายแพ้) การครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้อื่น ทางออกใหม่ เลยพ้นจากกรอบที่พันธนาการอนาคตของโลกใบนี้อยู่จึงเป็นเรื่องจำเป็น

การอ่าน Slow Down หรือหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่นำเสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไปจึงสมควรเป็นการอ่านแนวคิดในฐานะหลักคำสอน แต่เป็นการอ่านเพื่อเปิดมุมมองและความคิดที่เลยพ้นจากกรอบตคิดแบบเดิม ถอยตนเองออกมามองโลกในแบบที่แตกต่างออกไป เพื่อเห็นช่องโหว่และทางแก้ที่อาจแตกต่างจากก้าวก่อน ๆ ที่ผ่านมา แนวคิดการลดการเติบโตของหนังสือเล่มนี้ก็เป็นแบบนั้น มันท้าทายให้เรามองอนาคตในแบบที่ไม่ถูกจองจำโดยอดีตและความเคยชิน แต่มองโลกด้วยสายตาที่พร้อมจะเปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ตลอดเวลา แม้ว่าในอดีตเราอาจไม่เคยแม้แต่จะเหลียวมองว่าสิ่งนั้นจะเป็นไปได้เลยก็ตาม