ขนมหวานวันฮาโลวีน : เมื่อความกลัวและการตลาดสร้าง ‘ผีขอขนม’

ขนมหวานวันฮาโลวีน : เมื่อความกลัวและการตลาดสร้าง ‘ผีขอขนม’

คอลัมน์มื้อนี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเงามืดของขนมหวานในคืนฮาโลวีนที่สะท้อนให้เห็นว่าความกลัวและการตลาดสร้าง ‘ผีขอขนม’

KEY

POINTS

ในทุกปีเมื่อเข้าช่วงปลายฝนต้นหนาว สายลมมักหอบเอากลิ่นไอดินและละอองเย็นจาง ๆ พัดผ่านจมูก เป็นสัญญาณว่าฤดูหนาวกำลังมาเยือนเมืองไทยอีกครั้ง และในแถบอีสานใต้เมื่อถึงฤดูหนาวก็หนาวเย็นจับใจเช่นกัน ยิ่งในห้วงเวลานี้ของจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ ดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกับชาวไทยเชื้อสายเขมรซึ่งบางท้องที่เรียกตนเองว่า ‘ขแมร์’ หรือ ‘กแมร์’ กลุ่มชนผู้มีภาษาและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนที่เรียกว่า ‘ขแมร์เลอ’ (แปลว่า เขมรสูง) อันถือเป็นอัตลักษณ์ร่วมของชาวอีสานใต้ ทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

และเมื่อถึง ‘วันแรม 14 ค่ำ เดือน 10’ ที่ในแต่ละปีก็อาจจะตรงกับช่วงปลายเดือนกันยายนไปจนถึงกลางเดือนตุลาคม โดยพี่น้องชาวไทยเชื้อสายเขมรจะพากันตระเตรียมสำรับข้าวปลาอาหาร รวมถึงขนมหวานอย่าง ข้าวต้มใบมะพร้าว ข้าวต้มด่าง ขนมดอกบัว ที่เป็นขนมตามแบบแผนดั้งเดิมของประเพณี หรืออาจจะเพิ่มอาหาร ขนม และเครื่องดื่มต่างๆ ที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้นเข้าไปด้วย เพื่อใช้ในพิธีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่เรียกว่า ‘แซนโฎนตา’ อันเป็นพิธีกรรมที่ยังคงช่วยบอกเล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนเป็นกับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ที่มองดูแล้วก็แอบคล้ายกับเทศกาลวันฮาโลวีนทางฝั่งตะวันตกอยู่ไม่น้อย เพราะมีทั้งความเชื่อเรื่องมิติของมนุษย์และวิญญาณเปิดเข้าหากัน ใช้อาหารเป็นสื่อกลางของพิธี ทั้งยังจัดขึ้นในช่วยรอยต่อของฤดูกาล แถมเป็นกุศโลบายที่ทำให้ผู้คนมาทำกิจกรรมร่วมกัน และถ้าหากท่านผู้อ่านมองภาพไม่ออกว่าลักษณะการแซนโฎนตาหรือสารทเขมรเป็นอย่างไร ก็ให้นึกถึงเทศกาลสารทจีนของชาวไทยเชื้อสายจีน และวันสารทไทยของคนภาคกลาง หรือบุญข้าวสากกับบุญข้าวประดับดินของคนไทยเชื้อสายลาว อาจจะช่วยให้เข้าใจและเห็นภาพมากขึ้น

ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามาเสียยืดยาว กลับดูมีความเกี่ยวเนื่องทางเวลาที่ออกจะดูบังเอิญเกินไป เพราะในขณะที่กลิ่นหอมของข้าวต้มใบมะพร้าวและควันธูปจากพิธีแซนโฎนตายังไม่จาง อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ถัดจากนั้นในซีกโลกตะวันตก ก็มีการกำหนดไว้ว่าทุกวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีในปฏิทิน ให้เป็นวันที่ผู้คนจะเฉลิมฉลองให้กับเหล่าภูตผีปีศาจเนื่องใน ‘วันฮาโลวีน’ (Halloween) ที่ผู้คนจะต้องมีเจ้าฟักทองแกะสลักอันเป็นตัวแทนของ ‘Jack O’The Lantern’ (แจ็คแห่งโคมไฟ) ตั้งไว้ที่หน้าบ้าน 

 

ขนมหวานวันฮาโลวีน : เมื่อความกลัวและการตลาดสร้าง ‘ผีขอขนม’

ภาพโดย: Ji-Elle (Wikimedia Commons)
ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY-SA 3.0

 

ถ้าถามว่าแจ็คเขาคือใคร ทำไมถึงเกี่ยวข้องจนกลายเป็นภาพจำแห่งวันฮาโลวีน ตามตำนานเล่าว่า แจ็คเป็นคนเจ้าเล่ห์ที่หลอกซาตานไว้เยอะ พอเขาตายไปเลยไปได้แค่นรก แต่นรกก็ไม่เอา ส่วนสวรรค์ก็ไม่รับ ซาตานเลยเมตตาด้วยการให้ถ่านไฟก้อนหนึ่งใส่ไว้ในหัวผักกาด เพื่อให้เขาได้เดินเร่ร่อนในความมืดไปตลอดกาล ที่ในเวลาต่อมาเมื่อคนอพยพไปยังอเมริกา ก็เปลี่ยนจากหัวผักกาดมาใช้ ‘ฟักทองสีส้ม’ แทน เพราะแกะสลักง่ายกว่า โดยคนจะแกะเป็นหน้าปีศาจที่น่ายำเกรงวางไว้หน้าบ้าน เพื่อดักทางและขับไล่วิญญาณของแจ็คไม่ให้เข้าบ้านนั่นเอง

 

ขนมหวานวันฮาโลวีน : เมื่อความกลัวและการตลาดสร้าง ‘ผีขอขนม’

โปสการ์ดฮาโลวีนวินเทจ (Public Domain)
แหล่งที่มา: The Public Domain Review

 

 

วันฮาโลวีนที่พวกเรารู้จักนั้น เชื่อกันว่ามีมานานกว่า 2,000 ปีแล้ว ที่สามารถสืบย้อนกลับไปถึงเทศกาลซัมเฮน (Samhain หรือออกเสียงว่า ‘ซอวิน’ ในภาษาไอริช/แกลิกโบราณ) ของชาวเคลต์ (Celtic) ในยุโรปยุคโบราณ ที่ตรงกับวันที่ 1 พฤศจิกายนของปี โดยเชื่อกันว่าปีศาจ นางฟ้า และวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้วจะออกมาเดินบนโลกมนุษย์ในคืนก่อนวันดังกล่าว ซึ่งจะเป็นช่วงที่เส้นแบ่งระหว่างโลกของคนเป็นและคนตายบางลงไป และในวันนี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของปีใหม่และการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวอีกด้วย โดยชาวเคลต์จะมีการจุดกองไฟพร้อมวางอาหารไว้เป็นของขวัญให้ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว และหวังว่าเหล่าวิญญาณจะพึงพอใจกับของขวัญที่เตรียมไว้ให้ อีกทั้งชาวเคลต์ยังมีธรรมเนียมการปลอมตัวเป็นภูตผี เพื่อไม่ให้วิญญาณของผู้ตายจำพวกเขาได้อีกด้วย

ขนมหวานวันฮาโลวีน : เมื่อความกลัวและการตลาดสร้าง ‘ผีขอขนม’

เด็กหญิงในชุดฮาโลวีน ปี 1928, แคนาดา
(ภาพ: Library and Archives Canada / Wikimedia Commons)

 

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 8 เทศกาลซัมเฮนได้ถูกผนวกเข้ากับ วันออลเซนต์สเดย์ (All Saints' Day) หรือ ออลฮัลโลว์สเดย์ (All Hallows' Day) เนื่องจากคริสตจักรต้องการปรับเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิมของชาวเพแกน (Paganism) ให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาคริสต์ แม้จะเกิดการเปลี่ยนผ่านทางศาสนา แต่ผู้คนยังคงรักษาแก่นแท้ของเทศกาลดั้งเดิมไว้ โดยในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นคืนก่อนวันออลฮัลโลว์สเดย์ ยังคงมีการจุดกองไฟ แต่งกายจำลองเป็นภูตผี และร่วมขบวนแห่ภายใต้ชื่อ ‘ออลฮัลโลว์สอีฟ’ (All Hallows’ Eve) ซึ่งคำนี้เองได้ถูกเรียกเพี้ยนต่อๆ กันมาจนกลายเป็นคำว่า ‘ฮาโลวีน’ (Halloween) ในปัจจุบัน

 

ขนมหวานวันฮาโลวีน : เมื่อความกลัวและการตลาดสร้าง ‘ผีขอขนม’

พาเหรดฮาโลวีน กรีนวิชวิลเลจ นิวยอร์ก
(ภาพ: ดัดแปลงจาก Wikimedia Commons / สัญญาอนุญาต CC BY 2.0)

 

หลังจากนั้นชาวยุโรปที่ได้อพยพไปยังสหรัฐอเมริกาก็ได้นำเทศกาลฮาโลวีนไปด้วย และในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 (หรือปี ค.ศ. 1800–1899) การเฉลิมฉลองเทศกาลฮาโลวีนก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งการอพยพของชาวไอริชจำนวนมากมายังอเมริกา ได้ส่งผลให้ประเพณีและความเชื่อพื้นบ้านของชาวไอริช ได้หลอมรวมเข้ากับประเพณีและความเชื่อท้องถิ่นของอเมริกา ทำให้วันฮาโลวีนยิ่งดูลึกลับและมีเสน่ห์น่าค้นหา

แต่แก่นแท้ของเทศกาลนี้ก็ยังคงผูกพันอยู่กับการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ที่เป็นห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองช่วงสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนที่ความหนาวเหน็บจะมาเยือน จวบจนเมื่อเวลาผ่านไปเทศกาลนี้ก็กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ให้เด็กๆ ได้แต่งตัวเป็นผีเคาะประตูเหล่าเพื่อนบ้านเพื่อกล่าวคำว่า ‘Trick or Treat! ในการขอขนมหวาน อันแตกต่างจากบรรพบุรุษของพวกเขาที่เคยหวาดกลัวในเทศกาลนี้มากกว่าการมีความสุขและสนุกสนาน โดยธรรมเนียมการขอขนมในวันฮาโลวีนนั้นมีการถกเถียงกันเป็นอย่างมาก โดยมี 3 ทฤษฎีมารองรับด้วยกัน ดังนี้

ทฤษฎีที่ 1 บอกเล่าว่าในช่วงเทศกาลซัมเฮนของชาวเคลต์ ที่จะมีการนำอาหารและเครื่องดื่มวางไว้นอกบ้าน หรือบนโต๊ะอาหาร เพื่อใช้ต้อนรับและเอาใจเหล่าดวงวิญญาณที่ล่องลอยในช่วงเทศกาลนี้ ดูจะเป็นรากฐานของธรรมเนียมการขอขนมในวันฮาโลวีน ทั้งชาวเคลต์ได้มีการแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจ โดยในช่วงแรกพวกเขาจะสวมหนังสัตว์ หน้ากาก และแต่งตัวเลียนแบบสัตว์ เพื่อพรางตัวจากวิญญาณร้าย เพราะพวกเขาเชื่อว่าถ้าวิญญาณร้ายเห็นว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน จะได้ผ่านไปโดยไม่ทำอันตรายหรือเข้ามาสิงสู่ ซึ่งต่อมาในยุคกลางก็มักจะเป็นเด็กหรือผู้ยากไร้ ที่จะพากันแต่งตัวเป็นภูตผีปีศาจ

โดยจะพากันเดินไปตามบ้านเรือนเพื่อร้องเพลง แสดงท่าทาง หรือสวดมนต์ เพื่อแลกกับอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนม เช่น Soul Cake (โซลเค้ก หรือเค้กวิญญาณ) คือ ขนมอบขนาดเล็กทรงกลม มีลักษณะกึ่งกลางระหว่างบิสกิต (shortbread) กับสโคน ปรุงรสด้วยเครื่องเทศหอมหวาน เช่น อบเชย ลูกจันทน์เทศ ออลสไปซ์ และมักใส่ลูกเกด โดยด้านบนจะมีการทำเครื่องหมายรูปกากบาทก่อนนำไปอบ ในแบบที่เหล่าดวงวิญญาณจะได้รับ

 

ขนมหวานวันฮาโลวีน : เมื่อความกลัวและการตลาดสร้าง ‘ผีขอขนม’

ขนมโซลเค้ก (Soul Cakes) สำหรับใช้ในเทศกาลระลึกถึงผู้ล่วงลับ
(ภาพ: ดัดแปลงจาก Wikimedia Commons / สัญญาอนุญาต CC BY-SA 4.0)

 

ทฤษฎีที่ 2 สันนิษฐานว่าความนิยมแจกขนมนั้นมีที่มาจากธรรมเนียมปฏิบัติของชาวสกอตในศตวรรษที่ 16 เรียกว่า ‘guising’ ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า ‘Disguise’ ที่แปลว่าปลอมตัว สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือ มันได้ค่อยๆ เปลี่ยนให้ชาวสกอตที่เคยเคร่งเครียดกับเรื่องศาสนา พิธีกรรม และการสวดมนต์ ให้กลายเป็นความสนุกสนานของผู้คน ที่ในธรรมเนียม Guising นี้ เด็กๆ ชาวสกอตจะพากันแต่งกายและสวมหน้ากากที่แปลกตา เพื่อปลอมตัวเป็นภูตผีหรือตัวละครต่างๆ แล้วเดินไปเคาะตามประตูบ้านเรือนของเพื่อนบ้าน และโชว์ความสามารถเล็กๆ น้อยๆ เช่น การร้องเพลง ท่องบทกวี หรือเล่าเรื่องตลก

 

ขนมหวานวันฮาโลวีน : เมื่อความกลัวและการตลาดสร้าง ‘ผีขอขนม’

  ภาพถ่ายประเพณี Guising ในอดีตของสกอตแลนด์
แหล่งที่มา: The Scotsman

 

เพื่อแลกกับของรางวัลจากเจ้าของบ้าน ซึ่งไม่ใช่ลูกกวาดสีสันฉูดฉาดแบบในปัจจุบัน หากแต่เป็นของกินเล่นอย่างผลไม้โดยเฉพาะแอปเปิลหรือถั่วเปลือกแข็ง โดยที่พวกเขาไม่ต้องไปสวดมนต์ภาวนาให้กับคนตายแบบยุคกลาง เพราะโดยทั่วไปแล้วเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยากจนในยุคนั้นจะต้องพากันเดินไปตามบ้านของเพื่อนบ้านในละแวกที่ตนอาศัยอยู่ เพื่อเสนอตัวสวดภาวนาให้แด่เหล่าดวงวิญญาณและบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เนื่องในวัน All Souls’ Day ให้กับเพื่อนบ้านเพื่อแลกกับอาหารและเงิน

ทฤษฎีที่ 3 กล่าวว่าประเพณีขอขนมในวันฮาโลวีนของชาวอเมริกันในปัจจุบันมีที่มาจาก ‘เบลสนิเกลลิ่ง’ (Belsnickeling) ซึ่งเป็นประเพณีคริสต์มาสเก่าแก่ของชาวเยอรมัน-อเมริกัน ที่เด็กๆ จะแต่งกายด้วยชุดแฟนซีแล้วไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน เพื่อดูว่าผู้ใหญ่จะเดาตัวตนของเด็กที่แต่งตัวแฟนซีเหล่านั้นได้หรือไม่ และในประเพณีนี้ เด็กๆ จะได้รับรางวัลเป็นอาหารหรือขนมอื่นๆ หากไม่มีใครสามารถทายตัวตนของพวกเขาได้

พอเล่ามาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าเทศกาลฮาโลวีนในอดีตไม่ได้มีธรรมเนียมแจกขนมเพียงอย่างเดียว แต่ผู้คนในอดีตจะแจกเป็นของกินเล่นจำพวกผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะแอปเปิ้ล ถั่วเปลือกแข็ง อาหาร เงิน เครื่องดื่ม หรือพวกของโฮมคุก (Home Cook) เช่นพวก Soul Cake มากกว่าการแจกเป็นขนมหวานอย่างลูกกวาดหลากสีและช็อกโกแลตสำเร็จรูปแบบในปัจจุบัน

และที่ธรรมเนียมการแจกขนมในวันฮาโลวีนได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็นอย่างมาก สาเหตุก็มาจากข่าวลือเรื่องการวางยาพิษและการซ่อนใบมีดโกนในขนมและผลไม้วันฮาโลวีน ของตำนานเมือง (Urban Legend) ที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นความจริง โดยจากผลการศึกษาและวิจัยข้อมูลทางอาชญากรรมที่ย้อนหลังตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 ของศาสตราจารย์ โจเอล เบสท์ (Joel Best) นักสังคมวิทยาจาก University of Delaware ยืนยันว่าไม่เคยมีบันทึกว่ามีเด็กคนไหนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสจากขนมฮาโลวีนที่สุ่มแจกโดยคนแปลกหน้าแม้แต่รายเดียว

 

แต่ความกลัวก็ได้ทำหน้าที่ของมันโดยการแพร่กระจายข่าวลือไปทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา อันมีที่มาจากความเข้าใจผิดและประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และถูกหลอมรวมให้กลายเป็นเรื่องเดียวกันจาก 3 สาเหตุ ดังนี้

1. คดีที่เกิดขึ้นจริงจากฝีมือคนในครอบครัวไม่ใช่คนแปลกหน้า มีคดีสะเทือนขวัญที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่ามีฆาตกรวางยาในขนมฮาโลวีนจริงๆ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1974 ที่รัฐเท็กซัส เมื่อเด็กชายวัย 8 ขวบชื่อ ทิโมธี โอไบรอัน เสียชีวิตจากการกินขนม Pixy Stix ที่ผสมไซยาไนด์ และจากการสืบสวนพบว่าผู้ที่ทำการลงมือคือ โรนัลด์ คลาร์ก โอไบรอัน ซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ของเด็ก โดยเขาหวังเงินประกันชีวิตเพื่อใช้ล้างหนี้สิน และยังได้นำขนมพิษนี้ไปแจกให้กับเด็กคนอื่นๆ ในละแวกบ้านอีกด้วย เพื่อจัดฉากให้ดูเหมือนเป็นฝีมือของคนแปลกหน้าโรคจิต โชคดีที่เด็กคนอื่นไม่ได้กิน

2. ข่าวลือและการแกล้งกัน ข่าวลือส่วนใหญ่เกี่ยวกับใบมีดโกนหรือเข็มหมุดที่ซ่อนอยู่ในแอปเปิลหรือขนมนั้น มักถูกพิสูจน์ได้ในภายหลังว่าเป็นเรื่องที่เด็กๆ หรือวัยรุ่นกุขึ้นมาเอง เพื่อใช้เรียกร้องความสนใจ หรือเป็นการแกล้งกันเล่นในกลุ่มเพื่อนและคนรู้จัก ไม่ใช่การสุ่มทำร้ายโดยคนแปลกหน้าแต่อย่างใด

3. อิทธิพลของสื่อและกระแสของสังคม ที่ในช่วงทศวรรษ 1980 เกิดคดีวางยาพิษในยาแก้ปวดTylenol ที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งไม่ใช่คดีเกี่ยวกับวันฮาโลวีน แต่เหตุการณ์นั้นทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวงเรื่องความปลอดภัยของอาหารอย่างรุนแรง ทำให้สื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ชื่อดังในยุคนั้น จึงเริ่มประโคมข่าวเตือนผู้ปกครองให้ตรวจเช็กขนมวันฮาโลวีนด้วย จนกลายเป็นความกลัวฝังใจคนอเมริกันมาหลายรุ่น ทั้งที่ไม่มีสถิติอาชญากรรมมารองรับ

จนเหล่าบรรดานักวิชาการและเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างพากันออกมาบอกว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงของเด็กๆ ในช่วงคืนวันฮาโลวีนไม่ใช่ขนมปนเปื้อนจากคนแปลกหน้า แต่เป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะเดินข้ามถนนตอนกลางคืน หรืออาการแพ้ส่วนผสมในอาหาร เช่น ถั่ว หรือนมมากกว่า

ถ้าหากต้องการทำความเข้าใจว่าความกลัวนี้ฝังรากลึกได้อย่างไร ต้องย้อนมองกลับไปที่จุดเปลี่ยนทางสังคมของอเมริกาในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1946–1964) ที่เรียกว่า ‘ยุคเบบี้บูม’ (Baby Boomers) ซึ่งเป็นยุคที่มีเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากการที่เหล่าทหารกลับจากสงครามมาแต่งงานเพื่อสร้างครอบครัวและมีลูก ทำให้บรรยากาศในยุคนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นและไว้เนื้อเชื่อใจกันในชุมชน ที่หลังจากสภาวะสงครามสร้างความตึงเครียดเป็นเวลานานก็ผ่อนปรนลง ทำให้เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นและเคาะประตูขอขนมทำเองจากเพื่อนบ้านในคืนฮาโลวีนอย่างไร้กังวล โดยไม่มีใครตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย แต่ธรรมเนียมการแจกขนมโฮมเมดหรือผลไม้ตามบ้านก็เริ่มสร้างความยุ่งยากให้แก่ผู้ให้ เพราะด้วยจำนวนเด็กที่มากขึ้น ทำให้โอกาสนี้เองที่จุดประกายให้บรรดาบริษัทขนมยักษ์ใหญ่สบช่องทางธุรกิจอัดฉีดงบการตลาดเชิงรุกลงไปแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก

แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1980 เด็กๆชาวเบบี้บูมในวันนั้นได้เติบโตขึ้นมาเป็นพ่อแม่คน ทว่าบริบททางสังคมรอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเป็นเมืองได้ขยายตัวทำให้ผู้คนเริ่มไม่รู้จักเพื่อนบ้าน ความไว้ใจในชุมชนเริ่มลดลงและถูกแทนที่ด้วยความระแวงกับคนแปลกหน้า ทำให้เกิดบรรยากาศอึมครึม ไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัยอย่างเคยนี้เอง ที่ได้ทำให้ข่าวลือเรื่องฆาตกรวางยาพิษในขนมฮาโลวีนแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากความหวาดระแวงครั้งนี้ก็คืออุตสาหกรรมขนมสำเร็จรูปรายใหญ่ 

เพราะความกลัวได้ทำให้เหล่าพ่อแม่สั่งห้ามไม่ให้ลูกๆ รับขนมทำเองจากเพื่อนบ้าน ทำให้พฤติกรรมบริโภคของผู้คนในช่วงเทศกาลฮาโลวีน หันไปซื้อขนมที่ห่อมิดชิดจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาแจกเด็กๆแทน จนยอดขายขนมสำเร็จรูปจากภาคอุตสาหกรรมขนมพุ่งทะยานอย่างมหาศาล ที่มันได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคมรวมไปถึงอุปสงค์ทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้ผู้คนต้องไหลไปตามสายธารของการตลาด ที่จะคอยกลืนกินทุกอย่างแบบยากที่จะเลี่ยงได้ พร้อมฝังความคิดที่ว่า "ฮาโลวีนต้องคู่กับขนมหวานสำเร็จรูป" ในท้ายที่สุดเทศกาลวันปล่อยผีที่เคยอบอวลไปด้วยความอบอุ่นในชุมชน ก็ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นลานกว้างของการตลาด และถูกหล่อเลี้ยงด้วยความกลัวในจิตใจของมนุษย์อย่างสมบูรณ์เช่นในปัจจุบัน

เบื้องหลังวันฮาโลวีนจึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราวของเทศกาล แต่คือสิ่งที่เตือนให้เราเห็นว่า พฤติกรรม ค่านิยม และนิสัยในชีวิตประจำวันที่เราคิดว่าเราเลือกเอง ในหลายครั้งกลับถูกหล่อหลอมขึ้นจากความกลัวในจิตใจของมนุษย์ ที่สามารถถูกกลไกทางการตลาดควบคุมได้อย่างแยบยล หากแต่สุดท้ายแล้วจุดประสงค์หลักของวันฮาโลวีนและแซนโฎนตาก็ยังคงเป็นการระลึกถึงผู้คนที่จากไป โดยที่พวกเรายังหวังว่าพวกเขาเหล่านั้นจะยังคงเป็นสุขดี ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ทำได้เพียงเตรียมอาหารไว้ให้ในวันที่เทศกาลเวียนมาถึง และก้มหน้าใช้ชีวิตอยู่บนความหวังที่ว่า...พวกเขาอาจจะได้รับและมีความสุขกับมัน นั่นก็เพราะอาหารเป็นมากกว่าอาหารเสมอ

 

อ้างอิง 
6abc Digital Staff, & Bloomquist, S. (2023, November 1). Professor says contaminated Halloween candy is an urban myth. ABC7 New York. 
Apodaca, P. (2015, October 17). Commercialization is the scariest part of Halloween. Los Angeles Times. 
Bannatyne, L. (2017, October 27). When Halloween was all tricks and no treats. Smithsonian Magazine. 
HISTORY Editors. (2026, October 9). How trick-or-treating became a Halloween tradition. History.
Kawash, S. (2010, October 21). How candy and Halloween became best friends. The Atlantic.
Maldonado, R. (2025, November 1). The commercialization of Halloween in the US. Her Campus. 
Martin, E. (2024, October 29). Here's how trick-or-treating became a Halloween tradition. National Geographic. 
Milk Street. (n.d.). Through the past, sweetly: The history of Halloween candy (and more). Retrieved October 16, 2026.
Nix, E. (2025, March 2). The haunted history of Halloween candy. History. 
Poole, W. S. (2019, October 31). Poisoned candy: A time when Halloween became America's most dangerous holiday. Milwaukee Independent. 
Rothstein, N. (2021, June 25). How did Halloween become the candy holiday? Redstone Foods. 
Solé, E. (2024, October 29). The poison Halloween candy myth is totally false. Where did it come from? TODAY.
Thomas, H. (2021, October 26). The origins of Halloween traditions. Library of Congress Blog. 
ยสินทร กลิ่นจำปา. (2565, 31 ตุลาคม). 'ผี' ในศตวรรษที่ 21: สำรวจแง่มุมจิตวิทยา ศีลธรรม ทุนนิยม และวัฒนธรรม. นิตยสาร WAY. 
กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (2567, 20 มีนาคม). คำว่า “เขมร” มาจากไหน เมื่อใดจึงเป็น เขมร-ขแมร์ ?. ศิลปวัฒนธรรม. 
Best, J. (n.d.). Halloween sadism: The evidence. Joel Best Personal Website. Retrieved October 21, 2026.