26 ต.ค. 2569 | 09:40 น.

KEY
POINTS
“เรายังคงลงทุนในคนและไม่คิดที่จะมีคนน้อยลง ถ้าองค์กรต้องใช้คนน้อยลง ถือเป็นความผิดของผมเองที่ไม่ขยายบริษัทให้มากพอที่จะรองรับคนเหล่านั้น”
ประโยคนี้เปรียบเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจคนทำงาน ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับลดพนักงานของหลายองค์กรทั่วโลกที่มักใช้เทคโนโลยีเป็นข้ออ้าง
คำพูดนี้มาจาก ‘คุณเวทิต โชควัฒนา’ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บมจ. สหพัฒนพิบูล ที่ได้ถ่ายทอดไว้บนเวทีสัมมนา ‘TALENT EVOLUTION: BRIDGE THE GAP’ ในหัวข้อ ‘THE FOUNDATION RESET’ ภายใต้งาน NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน
สาเหตุที่ประโยคนี้สะกิดใจและชวนให้ประทับใจเป็นพิเศษ เพราะนี่คือ ‘ภาวะผู้นำที่แท้จริง’ ที่กล้ายืดอกรับผิดชอบต่อชีวิตของคนในองค์กรอย่างงดงามค่ะ ในขณะที่หลายแห่งมองว่า AI มาเพื่อตัดลดต้นทุนและทดแทนคน แต่คุณเวทิตกลับมองในมุมตรงกันข้ามว่า หากการนำเทคโนโลยีมาใช้แล้วทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้นจนใช้คนน้อยลง หน้าที่ในการขยายขอบเขตธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้พนักงานยังมีงานทำ คือความรับผิดชอบของผู้นำ ไม่ใช่การโยนภาระหรือผลักพนักงานออกจากองค์กร
ในการเสวนาครั้งนี้ คุณเวทิตได้ฉายภาพแนวทางการพัฒนาคนและการปรับตัวของสหพัฒนพิบูลในยุค AI ไว้อย่างน่าคิด เริ่มตั้งแต่การปรับมุมมองว่า AI ไม่ใช่เพียงซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาเสริมเพื่อทำสิ่งเดิมให้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่คือการปรับโครงสร้างกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ ๆ และเพิ่มความเร็วในการแข่งขันอย่างแท้จริง
เมื่อพูดถึงการเติบโตคู่กับคนทำงาน คุณเวทิตได้ยกปรัชญาการบริหารของผู้ก่อตั้งสหพัฒน์ ‘คุณเทียม โชควัฒนา’ ที่เคยกล่าวไว้ว่า “มากคน มากวาสนา” มาขยายความอย่างลึกซึ้งว่า ในยุคนี้ ‘ความรู้และปัญญา’ อาจเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายและฟรีจาก AI แต่สิ่งที่ AI ไม่มีวันเลียนแบบได้เลยก็คือ ‘วาสนา’ ซึ่งหล่อเลี้ยงด้วย Commitment (ความมุ่งมั่น) และ Loyalty (ความจงรักภักดี) อันเกิดจาก Belief (ความเชื่อ) และ Trust (ความไว้วางใจ) ระหว่างคนในองค์กร
การลงทุนในคนและพัฒนาพนักงานให้ใช้ AI อย่างสบายใจจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สหพัฒน์เลือกทำ
แม้ในอนาคต AI จะพัฒนาไปจนถึงขั้นเสนอแนะการตัดสินใจให้เราได้ แต่คุณเวทิตย้ำว่าคนทำงานยังต้องมีความรู้และปัญญาพื้นฐานของตัวเองเสมอ เราไม่สามารถพึ่งพา AI 100% ได้ เพราะมนุษย์ยังคงต้องใช้ Human Judgment ในการตรวจสอบว่าสิ่งที่ AI แนะนำนั้นถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่
นอกจากนี้ การพาองค์กรเดินหน้ายังต้องอาศัยการประสานพลังข้ามรุ่น โดยสหพัฒน์ใช้สูตรจับคู่ผู้บริหารรุ่นใหญ่ที่เข้าใจโครงสร้างธุรกิจและเห็นปัญหาชัดเจน เข้ากับเด็กรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พร้อมกันนั้นยังมองคนรุ่นใหม่อย่างเข้าใจว่า พวกเขาไม่ได้ไม่อดทนอย่างที่ใครปรามาส เพียงแต่เขามีทางเลือกมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสิ่งที่คิดว่าไม่ชอบ หน้าที่ของผู้นำจึงเป็นการสร้างความเข้าใจ และสื่อสารเรื่องเทคโนโลยีด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่ใช้คำศัพท์เทคนิคข่มกัน เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ทุกคนพร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างสบายใจ
ในท้ายที่สุด คุณเวทิตได้สรุปไว้ว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดในอนาคตเมื่อทุกคนมี AI เท่ากันหมดก็คือ ‘Entrepreneurship’ หรือความเป็นผู้ประกอบการ เพราะเมื่อความตื่นเต้นกับเทคโนโลยีเริ่มนิ่งลง โลกจะหมุนกลับมาวัดกันที่เรื่องเดิมคือ ความสามารถในการทำธุรกิจและการสร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ
นี่คือเรื่องราวขององค์กรที่มีผู้นำกล้ารับผิดชอบ และมองเห็นคุณค่าของ ‘คน’ ที่ไม่มี AI ไหนสร้างแทนได้
สวัสดีวันจันทร์ค่ะ
พาฝัน ศรีเริงหล้า