21 ต.ค. 2569 | 20:00 น.

KEY
POINTS
“หากคุณแต่งงาน คุณจะนึกเสียใจ
หากคุณไม่แต่งงาน คุณก็จะนึกเสียใจเช่นกัน…
ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน
ยังไงคุณก็ต้องเสียใจ”
— โซเรน เคียร์เคกอร์ด (Søren Kierkegaard)
เดือนตุลาคมปี 2026 เป็นอีกครั้งที่ฝรั่งเศสได้เผชิญหน้ากับความขัดแย้งและการลุกฮือขึ้นมาประท้วงของผู้คน ควันโขมงสีดำปลิวว่อนในภูมิทัศน์ของนครศิลปะอย่างปารีส แห่งหนถนนทางต่างเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เปลวเพลิงถูกจุดในบางพื้นที่ ร้านค้าจำนวนไม่น้อยถูกบุกรุกทุบทำลาย ความยุ่งเหยิงอลหม่านนี้ตั้งต้นมาจากนักเรียนนักศึกษาฝรั่งเศสที่รู้สึกไม่พอใจกับปัจจุบันและอนาคตของตัวเองจึงนำไปสู่การเรียกหาความเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นในปารีสย่อมนำไปสู่คำถามที่ว่า
“เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศส?”
ปัญหาของฝรั่งเศสที่ปะทุขึ้นในปัจจุบันนั้นล้วนสัมพันธ์และพาดผ่านกันไปมาระหว่างมิติของสังคมและการเมือง แต่หนึ่งในสายธารอันเป็นต้นเหตุที่ชัดแจ้งที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ‘เศรษฐกิจ’ กับปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนานจนมาถึงปัจจุบันนี้ได้ผลักให้สถานการณ์ของฝรั่งเศสไหลลงไปติดอยู่ในกับดักของการตัดสินใจที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่งสำหรับการตัดสินใจ
แต่ก่อนจะเดินหน้าไปต่อว่ารากฐานของปัญหาที่นำไปสู่ภาวะกับดักในปัจจุบันนั้นคืออะไร ก็คงเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องย้อนกลับไปทบทวนกรอบความคิดของสายตาที่เราจะใช้มองปรากฏการณ์นี้กันเสียก่อน
หากกล่าวโดยง่ายและคุ้นหูที่สุด ‘เศรษฐศาสตร์’ (Economics) คือการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้นำไปสู่ผลประโยชน์มากที่สุด หมายความว่าเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของการ ‘ตัดสินใจ’ เป็นแกนสำคัญ ซึ่งการตัดสินใจที่ว่าก็จะถูกกำกับอยู่บนบริบทของข้อจำกัดและทรัพยากรที่มีอยู่ หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้น เศรษฐศาสตร์คือการทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด ซึ่งหากมองผ่านคำนิยามนี้จะกล่าวว่าเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของ ‘การทำให้สูงสุด’ (maximization) ก็คงไม่ใช่เรื่องผิด
เพียงแต่ติดตรงที่ว่า ในโลกแห่งความจริง โดยเฉพาะในบริบทของประเทศ การทำให้สูงสุดแทบเป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้ เพราะสิ่งสำคัญกว่าไม่ใช่การทำอะไรให้สูงที่สุด แต่คือการพาประเทศที่อุดมไปด้วยสารพัดปัจจัยให้สามารถเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นที่สุด หากมองผ่านกรอบนี้ เศรษฐศาสตร์จึงเป็นเรื่องของ ‘การจัดลำดับความสำคัญแบบพลวัต’ (dynamic prioritization) ที่จะตอบโจทย์ของสถานการณ์นั้น ๆ ให้มากที่สุด
ดูเหมือนว่ากับดักที่ฝรั่งเศสได้ไถลตัวลงไปติดอยู่นั้นคือกับดักที่สัมพันธ์กับเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญบนฐานของ ‘สิ่งที่มีอยู่’ และสิ่งที่มีอยู่อันแสนจำกัดของฝรั่งเศสก็ได้พาพวกเขาลงไปอยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการจัดลำดับความสำคัญ และสัดส่วนหนึ่งของผู้ที่ไม่ถูกให้ความสำคัญ — หรือไม่สามารถที่จะให้ความสำคัญ — ก็ถลนทะลักออกมาผ่านการประท้วงที่เกิดขึ้น
แล้ว ‘สิ่งที่มีอยู่อันแสนจำกัด’
ของฝรั่งเศสนี้หมายความว่าอย่างไร?
ในปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจของฝรั่งเศสเผชิญหน้ากับปัญหาด้านหนี้สินและงบประมาณที่ขัดสนอย่างรุนแรง หนี้สาธารณะพุ่งทะลุราว 115-119 เปอร์เซ็นต์ของ GDP และหากมองถอยไปในอดีต ฝรั่งเศสคือประเทศที่มีงบประมาณขาดดุลยาวนานถึง 50 ปีติดต่อกัน และในงบประมาณปีล่าสุดก็ได้ขาดดุลสูงถึงราว 5.1-5.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานของสหภาพยุโรปที่กำหนดไว้ว่าห้ามเกิน 3 เปอร์เซ็นต์
จะเห็นได้ว่าตัวเลขที่ได้กล่าวไปสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเศรษฐกิจฝรั่งเศสกำลังเผชิญหน้ากับปัญหา และเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นปัญหาที่กินระยะเวลามายาวนาน จนตอนนี้มันได้กลายเป็นกับดักที่เป็นเรื่องท้าทายที่ฝรั่งเศสจะพาตัวเองออกมาได้
เริ่มต้นจากปรากฏการณ์ ‘Smicardisation’ ที่ตั้งต้นมาจากนโยบายลดภาษีในช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่ฝรั่งเศสประสบปัญหาคนว่างงานสูง รัฐบาลยุคนั้นจึงออกนโยบายกระตุ้นการจ้างงานผ่านกลไกลดภาษีผ่านเงินสมทบประกันสังคม (cotisations sociales) จากบริษัทจ้างพนักงานด้วยอัตราค่าแรงขั้นต่ำหรือ ‘SMIC’ (Salaire Minimum Interprofessionnel de Croissance)
แม้ว่านโยบายดังกล่าวอาจเป็นการกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในระดับล่างเพิ่มมากขึ้นและอาจทำให้ตัวเลขการว่างงานลดน้อยลง แต่ปัญหาขั้นถัดมาที่ตามมาคือนายจ้างก็จะขาดแรงจูงใจในการขยับเงินเดือนพนักงานของตนเองให้เลยพ้นไปจากระดับเดิม เพราะจะส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้นจากภาษีที่ขยับขึ้นมา จนทำให้รายได้ของประชาชนฝรั่งเศสสัดส่วนมากติดชะงักอยู่ในระดับที่ต่ำและยากที่จะขยับตัวเองขึ้นมาได้
นอกจากจะแช่แข็งรายได้ของประชาชนที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำแล้ว ปรากฏการณ์นี้ยังส่งผลให้รัฐขาดรายได้ในสัดส่วนที่มาจากเงินสมทบประกันสังคม ตัวเลขชี้ว่ามาจนถึงปัจจุบันนี้ มูลค่าจากการงดเว้นภาษีส่วนดังกล่าวได้กินสัดส่วนไปถึง 2.5 เปอร์เซ็นต์ของ GDP จนทำให้นโยบายที่เดิมตั้งต้นว่าจะมาจัดการกับปัญหาการว่างงานได้แว้งกัดทั้งรัฐบาลและประชาชนจนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ฝรั่งเศสเผชิญหน้ากับภาวะขาดดุลทางงบประมาณ
ปัญหาเรื่อง ‘รายได้’ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเรื่องของ ‘รายจ่าย’ ที่เพิ่มขึ้นตามวันเวลา โดยเฉพาะในวันที่ประชาชนอายุมากขึ้น เรื่องของ ‘สังคมสูงวัย’ (Aging Society) ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่หลายประเทศต้องรับมือ — แม้แต่ประเทศไทยเองก็ตาม — ซึ่งแก่นสำคัญของสิ่งที่มาพร้อมกับสังคมสูงวัยคือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
จากเดิมที่คนหนุ่มสาววัยทำงานมีสัดส่วนมากกว่า และสามารถทำงานหาเงินและแบ่งสรรปันส่วนเงินภาษีไปดูแลประชาชนที่สูงอายุ แต่เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนขึ้นในขณะที่ประชากรเกิดใหม่น้อยลง สัดส่วนการเติบโตที่ไม่เท่ากันของประชากรจึงส่งผลให้การดูแลประชากรสูงอายุผ่านสวัสดิการหรือเงินบำนาญกลายเป็นต้นทุนของรัฐที่ขยับสูงขึ้น
มาจนถึงปัจจุบันนี้ ตัวเลขได้ชี้ว่าต้นทุนที่รัฐบาลฝรั่งเศสต้องแบกรับในการดูแลประชากรสูงอายุนั้นคิดเป็นราว 15 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แม้ เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) จะพยายามเสนอให้มีการขยับอายุในการเกษียณจาก 62 ปี ไปเป็น 64 ปี แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างหนัก เพราะมองว่าเป็นการบีบให้ประชาชนต้องทำงานมากขึ้น พอล ครูกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลได้เขียนบทความสะท้อนความเห็นว่า แม้มาครงจะพยายามขยับอายุเกษียณขึ้นไปที่ 64 ปีก็ยังต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ อีกทั้งตัวเขายังมองว่าระบบบำนาญของฝรั่งเศสไม่ยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อมองว่าอายุขัยของคนฝรั่งเศสสูงถึง 87 ปี
แผนบำนาญที่เอื้อประโยชน์อย่างมากของรัฐบาลฝรั่งเศสก็จะนำไปสู่ภาระทางงบประมาณอย่างใหญ่หลวง เพราะระบบบำนาญซึ่งต้องแบกรับต้นทุนของสังคมสูงวัยที่สูงขึ้นทุกวัน ยิ่งทำให้ ‘สิ่งที่มีจำกัด’ อย่าง ‘งบประมาณ’ เหลือพื้นที่น้อยลงในการไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ความมั่นคง และสาธารณสุข — หากมองผ่านกรอบการให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่ในตอนแรก ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงถูกมองได้ว่ารัฐบาลฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับประชากรสูงวัยผ่านการเจียดเลือดเนื้อของคนหนุ่มสาว
ประเด็นของระบบบำนาญจึงกลายเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันอย่างเข้มข้นว่าฝรั่งเศสสมควรจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางไหน ไม่เพียงแค่ในเรื่องการขยับอายุเกษียณขึ้นเพื่อลดต้นทุนงบประมาณของรัฐหรือเพิ่มรายได้จากภาษีเงินได้ แต่ยังรวมไปถึงแนวคิดว่าสวัสดิการควรเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงหาทางออกด้วยเช่นเดียวกัน แต่สิ่งสำคัญที่ย้ำชัดจากปรากฏการณ์นี้อาจเป็นความจริงที่ว่าฝรั่งเศสอาจไม่สามารถคงสภาพอยู่ ณ จุดเดิมได้อีกต่อไปแล้ว แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงในระบบบำนาญอาจส่งผลให้ประชากรบางส่วน โดยเฉพาะประชากรวัยเกษียณมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ได้ดีเหมือนเดิม แต่การจะคงไว้ซึ่งสถานะเดิมในปัจจุบันก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนในส่วนอื่นเช่นเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ชนวนสำคัญที่บีบบังคับให้รัฐบาลต้องเร่งตัดสินใจจัดการปัญหานี้โดยเร็ว คือการปรับตัวขึ้นอย่างกะทันหันของต้นทุนทางการเงิน เมื่อแวดวงการเงินระดับสากลเริ่มตระหนักถึงวิกฤตงบประมาณที่เรื้อรังยาวนาน ผนวกเข้ากับรอยร้าวและความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างทางการเมือง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มหวาดวิตกและเร่งระบายสินทรัพย์ของฝรั่งเศสออก กลายเป็นแรงผลักดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอายุ 10 ปี ทะยานสูงขึ้นจนแตะระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดใหม่ในรอบกว่าสองทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา
เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้แพงขึ้น ทรัพยากรที่ฝรั่งเศสพอจะมีและนำมาจัดสรรได้ ซึ่งเดิมทีก็ถูกกัดกินไปจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เราได้กล่าวมาก่อนหน้าแล้ว แทนที่จะได้นำไปซ่อมแซมโรงเรียน จ้างครู หรือจ่ายเงินบำนาญ กลับหายไปกับการจ่ายดอกเบี้ยหนี้ที่พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งนี้จึงเป็นปัจจัยที่ทำลายความสามารถในการจัดสรรงบประมาณของฝรั่งเศส และขังประเทศนี้ไว้ในกรงขังทางเศรษฐกิจที่ยากจะสลัดออกขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
นิตยสาร Fortune ได้นิยามสภาวะของฝรั่งเศสว่าเป็น ‘เศรษฐศาสตร์แห่งความเพ้อฝัน’ (Fantasy Economics) กับภาพในอุดมคติของฝรั่งเศสในการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณที่มีอยู่ ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับความเป็นจริงในปัจจุบัน แม้ว่าฝรั่งเศสจะพยายามคงรักษาวิถีการใช้ชีวิตดั้งเดิมและระบบรัฐสวัสดิการหลังเกษียณที่สะดวกสบายเอาไว้ แต่ก็ยากที่จะเป็นไปได้ว่าผลประโยชน์ที่ว่านั้นจะยืนหยัดด้วยตัวมันเองโดยสมบูรณ์โดยที่ไม่แลกมากับสิ่งใดเลย
ภาวะการคงรักษาสถานะเดิมที่ว่านี้จึงแสดงอาการออกมาผ่านความทรุดโทรมในมิติต่าง ๆ ของประเทศ รวมไปถึงโรงเรียนที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ขาดแคลนครู จนนำไปสู่การออกมาประท้วงที่เกิดขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้จึงเป็นปัญหาของการให้ความสำคัญและการจัดสรรทรัพยากรที่ชวนคิดต่อว่าฝรั่งเศสจะก้าวพ้นจากกับดักเหล่านี้อย่างไร
ท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐศาสตร์ก็ยังคงเป็นศาสตร์แห่งการจัดสรรทรัพยากรผ่านการเลือก แต่การจัดสรรทรัพยากรหรือการตัดสินใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่แน่นิ่งคงเดิมตลอดไป แต่เป็นสิ่งที่พลวัตเวียนเปลี่ยนไม่เว้นวันตามโลกที่เปลี่ยนไป สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่าจะนำทรัพยากรมามอบประโยชน์ให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งสูงสุดตลอดไป แต่จะทำอย่างไรที่จะจัดการกับสารพัดตัวแปรและปัจจัยให้ก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้