19 ต.ค. 2569 | 10:52 น.

KEY
POINTS
“หากหวังความสุขในวันข้างหน้า จงยึดมั่นความยุติธรรม แต่หากอยากมีความสุขในวันนี้ จงรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาต่อกัน”
ประโยคของ ‘วอลแตร์’ (Voltaire) นักปรัชญาแห่งยุคเรืองปัญญา แวบเข้ามาในหัวทันทีเมื่อเห็นภาพควันแก๊สน้ำตาและเปลวไฟบนท้องถนนปารีส การรวมตัวประท้วงที่บานปลายกลายเป็นการจลาจลในหลายเมืองทั่วฝรั่งเศส กำลังท้าทายความคิดของผู้คนอย่างหนัก
เมื่อเห็นภาพความวุ่นวายจากไกล ๆ คนส่วนใหญ่มักตัดบทเลือกข้างทันที ไม่มองผู้ประท้วงเป็นกบฏป่าเถื่อน ก็มองรัฐบาลเป็นทรราชใจดำ
แต่ถ้าเราลองใช้คำเตือนของวอลแตร์มาเป็นกรอบความคิด การมองวิกฤตนี้อย่างเป็นธรรมต้องอาศัยทั้ง ‘ความยึดมั่นในความยุติธรรม’ และ ‘การรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา’ ไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้ตัวเราถูกอารมณ์สุดโต่งลากไป
ถ้าพูดกันตามตรง ฝั่งผู้ประท้วงที่ล้ำเส้นไปถึงขั้นเผาอาคาร ทุบทำลายรถยนต์ หรือฉวยโอกาสปล้นสะดมร้านค้า นั่นคือความสุดโต่งที่ไม่ควรอุ้มชู การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้มีอำนาจสักเท่าไร แต่กลับสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ขาย และคนทำงานหาเช้ากินค่ำด้วยกันเอง ซึ่งขัดกับหลักการผ่อนหนักผ่อนเบาต่อเพื่อนมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
แต่ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้มีอำนาจก็มีส่วนทำให้สถานการณ์บานปลายเช่นกัน แม้ในหลายครั้งประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และรัฐบาลจะพยายามออกมาอธิบายหรือยอมถอยในบางประเด็น แต่การเน้นใช้มาตรการปราบปรามและท่าทีที่ถูกมองว่ายึดติดในหลักการจนเกินไป ก็ทำให้ความพยายามในการสื่อสารนั้นดูเบาบางลง วอลแตร์เคยเตือนไว้ชัดเจนว่า อำนาจบังคับและกองกำลังอาจควบคุมความสงบในพื้นที่ได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจสยบความเห็นต่างในใจใครได้จริง หากปราศจากการเปิดใจรับฟังกันอย่างแท้จริง
เบื้องหลังควันไฟและเศษกระจกแตก คือรากเหง้าปัญหาปากท้องที่สะสมมานาน วิกฤตเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงเกินแบกรับ และงบประมาณการศึกษาที่ถูกลดทอน สิ่งเหล่านี้คือความเดือดร้อนที่ต้องการความยุติธรรมในการแก้ไข
การเลือกลอยตัวเป็นกลางแล้วพูดแค่ว่า “เราไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกรูปแบบ” อาจฟังดูดี แต่เอาเข้าจริงนั่นคือความขลาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความจริง เพราะการนิ่งเฉยในวันที่โครงสร้างสังคมมีความอยุติธรรม ก็ไม่ต่างจากการปล่อยให้ปัญหากดทับประชาชนต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดจะแก้ไขอะไรเลย
หากมองผ่านประวัติศาสตร์ สังคมฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมการออกมาบนท้องถนนที่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่ยุคเรืองปัญญาและการปฏิวัติ 1789 สำหรับคนที่นั่น การเดินประท้วงไม่ใช่เรื่องของมวลชนที่ไร้ระเบียบ แต่มันคือกระบวนการทวงถามสัญญาประชาคม เมื่อใดที่รัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขต ประชาชนย่อมถือเป็นหน้าที่ในการลุกขึ้นมาเตือนสติผู้มีอำนาจ
ข้อเตือนใจของวอลแตร์ถึงผู้ปกครองคือการละทิ้งความดันทุรัง หรือการยึดติดในกฎเกณฑ์และกรอบเดิม ๆ อย่างหัวชนฝา หากรัฐบาลยังคงสนใจแค่ตัวเลขการเติบโตโดยไม่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความสงบที่ได้จากการใช้กำลังปราบปรามก็เป็นเพียงการซื้อเวลาชั่วคราว ก่อนที่ระเบิดเวลาลูกใหม่จะทำงานขึ้นมาอีก
บทเรียนจากปรัชญายุคเรืองปัญญาสรุปไว้น่าคิดว่า การไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องสยบยอมต่อความอยุติธรรม สังคมจะอยู่อย่างยั่งยืนได้ต้องอาศัยทั้ง ‘ความยุติธรรม’ ในการสะสางต้นตอของปัญหา และ ‘ความผ่อนหนักผ่อนเบา’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เปิดใจคุยกันโดยไม่เข่นฆ่าทำลายล้าง
วิกฤตบนท้องถนนฝรั่งเศสจึงเป็นอุทาหรณ์เตือนใจว่า รัฐบาลต้องรู้จักฟังเสียงความเดือดร้อนของประชาชนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ส่วนในฐานะพลเมือง การมองให้เห็นต้นตอของปัญหาแล้วร่วมกันเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างมีสติ คือหน้าที่ที่แท้จริง เพื่อไม่ให้เรากลายเป็นผู้ขลาดกลัวที่นิ่งเฉยในวิกฤตของสังคม
สวัสดีวันจันทร์ค่ะ
พาฝัน ศรีเริงหล้า