28 ก.ย. 2569 | 09:09 น.

KEY
POINTS
‘ดีน สเปด’ (Dean Spade) นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน เขียนไว้ในเว็บไซต์โครงการ Big Door Brigade และขยายความต่อในหนังสือ Mutual Aid: Building Solidarity During This Crisis (and the Next)
สเปดพยายามชี้ให้เห็นว่า การช่วยเหลือซึ่งกันและกันคือเครื่องมือแฉความล้มเหลวของโครงสร้างอำนาจ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนต้องระดมปัจจัยสี่เพื่อประคองชีวิตกันเอง นั่นคือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากลไกรัฐไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง
สเปดยังแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่าง ‘การกุศล’ (Charity) กับ ‘Mutual aid’ ระบบการกุศลแบบเดิมมักส่งมอบความช่วยเหลือจากบนลงล่าง มี ‘ผู้แจก’ ที่ทรงอำนาจและ ‘ผู้รับ’ ที่ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว แต่ Mutual aid ตั้งอยู่บนหลักการความสามัคคีในแนวราบ (Solidarity, Not Charity) ที่มองทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ซึ่งมีสิทธิ์ในการอยู่รอดเท่ากัน โดยไม่ต้องรอคอยความเมตตาจากใคร
ในงานของสเปด รัฐมักหมกมุ่นอยู่กับระเบียบและขั้นตอนทางธุรการ จนลืมว่าความเดือดร้อนมีความเร่งด่วนในระดับวินาที ในขณะที่กลไกรัฐมองความช่วยเหลือเป็นเรื่องของโปรเจกต์และเอกสาร ประชาชนที่กำลังวิกฤตกลับต้องการการลงมือทำทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
เมื่อย้อนมองบริบทไทย บทวิเคราะห์ของสเปดคือภาพสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในเกือบทุกมรสุม ยามน้ำท่วมใหญ่ ภาพแรกที่เราเห็นคือคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาดูแลกันเอง เช่น ชาวบ้านที่รวมตัวกันช่วยเข็นรถยนต์กลางสายน้ำ คนขับรถกระบะที่จอดรับคนแปลกหน้าไปส่งถึงปลายทาง เพื่อนบ้านที่พยายามหาอาหารไปเผื่อบ้านที่มีคนชรา ฯลฯ
ตรงกันข้าม กลไกรัฐกลับเคลื่อนตัวช้ากว่า กว่าความช่วยเหลือจะไปถึงผู้คนที่ต้องอยู่ท่ามกลางความมืด ความเหน็บหนาว และความหิวโหย น้ำก็เกือบแห้งแล้ว
หนักหนากว่านั้น เมื่อความช่วยเหลือไปถึง มักมาพร้อมภาพการตั้งโต๊ะแจกของ หรือการตั้งเงื่อนไขเยียวยาที่ซับซ้อน ผู้ประสบภัยที่เพิ่งสูญเสียทุกอย่าง ต้องดิ้นรนหาสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนที่จมหายมาพิสูจน์ความเดือดร้อน ราวกับว่าประชาชนคือผู้ต้องสงสัยที่คิดจะโกงรัฐ ทั้งที่สิทธิ์ในการได้รับความคุ้มครองคือสิ่งที่รัฐติดค้างพวกเขาอยู่แล้ว
สเปดเตือนไว้ว่า อันตรายที่สุดคือการที่รัฐฉวยโอกาสนำความเข้มแข็งของประชาชนไปแปรรูปเป็นวาทกรรม ‘น้ำใจ’ เพื่อกลบเกลื่อนความบกพร่อง ยิ่งประชาชนช่วยเหลือกันเองเก่งเท่าไหร่ รัฐบาลก็ยิ่งมีข้ออ้างในการทำตัวเป็นผู้เฝ้ามอง และโยนภาระการดูแลชีวิตกลับมาให้คนในสังคมอย่างแนบเนียน
เช้าวันนี้ เมื่อเห็นภาพคนไทยยื่นมือช่วยกันลุยน้ำ เราอาจซาบซึ้งในความผูกพัน แต่นั่นต้องไม่ใช่จุดสิ้นสุด ตามแนวคิดของสเปด เราต้องใช้ภาพการลุยน้ำของประชาชนเป็นใบเสร็จตั้งคำถามกลับไปหาโครงสร้างอำนาจว่า ทำไมภาษีที่จ่ายไป ถึงไม่แปลงกลับมาเป็นความปลอดภัย และทำไมเรายังต้องว่ายน้ำเอาชีวิตรอดกันเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในมรสุมลูกเดิม
สวัสดีวันจันทร์… และขอเอาใจช่วยผู้ประสบภัยทุกคนค่ะ
พาฝัน ศรีเริงหล้า