สวัสดีวันจันทร์: “โรคซึมเศร้าได้กลายเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว”

สวัสดีวันจันทร์: “โรคซึมเศร้าได้กลายเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว”

ความเหนื่อยล้าของคนทำงานอาจไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘ใจที่อ่อนแอ’ แต่เป็นภาพสะท้อนของโลกการทำงานที่ผลักให้เราต้องพร้อมตลอดเวลา บทความนี้ชวนทำความเข้าใจแนวคิดของ ‘มาร์ก ฟิสเชอร์’ ที่มองว่า บางครั้งสิ่งที่ควรได้รับการเยียวยา ไม่ใช่แค่คน หากรวมถึงโครงสร้างที่ทำให้ผู้คนเหนื่อยล้าร่วมกัน

KEY

POINTS

ประโยคที่ฟังดูหม่นหมองในเช้าวันจันทร์นี้มาจากหนังสือ Capitalist Realism: Is There No Alternative? (สัจนิยมทุนนิยม: ไม่มีทางเลือกอื่นจริงหรือ?) เขียนโดย ‘มาร์ก ฟิสเชอร์’ (Mark Fisher) นักคิดและอาจารย์ชาวอังกฤษผู้ล่วงลับ ที่อยากชวนพวกเรามาหยุดพักหายใจยาว ๆ และมองลึกลงไปในความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มและการก้มหน้าก้มตาทำงานในออฟฟิศทุกวันนี้ค่ะ

มีใครเคยรู้สึกตื่นเช้ามาพร้อมความว่างเปล่าข้างใน รู้สึกเหนื่อยจำยอมราวกับว่าชีวิตมีแค่นี้และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ไหมคะ?

ฟิสเชอร์เรียกสภาวะของคนรุ่นเราว่า ‘ภาวะยอมแพ้โดยอัตโนมัติ’ (Reflexive Impotence) นั่นคือการที่เราตระหนักดีว่าระบบการทำงานรอบตัวมันย่ำแย่และบีบคั้นขนาดไหน แต่ในขณะเดียวกันกลับรู้สึกว่าต่อให้พยายามไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้

ที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือ เมื่อเราเครียด หมดไฟ หรือเผชิญกับโรคซึมเศร้า สังคมมักบอกเราว่า “นี่คือปัญหาส่วนตัวที่คุณต้องไปจัดการเองนะ”

ฟิสเชอร์วิพากษ์ว่า ระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่มีแนวโน้มผลักให้ความเครียดและความทุกข์ทางใจถูกมองเป็นเรื่องส่วนบุคคล หรือที่เขาเรียกว่า ‘การแปรรูปความเครียดให้เป็นเรื่องส่วนบุคคล’ (Privatization of Stress) เมื่อปัญหาสุขภาพใจถูกอธิบายผ่านกรอบชีววิทยาหรือการแพทย์เป็นหลัก มิติทางสังคมและโครงสร้างที่อาจเป็นต้นตอของความทุกข์ก็ถูกลดความสำคัญลง

การลดทอนปัญหาให้เหลือเพียงเรื่องของปัจเจกเช่นนี้ นอกจากจะช่วยปกป้องระบบจากการถูกตั้งคำถามแล้ว ยังทำให้การเยียวยามุ่งเน้นไปที่การรักษาในระดับบุคคล ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน ความไม่มั่นคงในชีวิต และการแข่งขันอันกดดันกลับไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ยิ่งในโลกการทำงานปัจจุบัน พวกเรายังต้องเผชิญกับสิ่งที่ฟิสเชอร์เรียกว่า ‘ลัทธิบูชาตลาดแบบสุดโต่ง’ (Market Stalinism) ซึ่งเป็นสภาวะที่เป้าหมายเชิงตัวเลข ระบบประเมินผล และวัฒนธรรมการตรวจสอบได้แปรเปลี่ยนกลายมาเป็นเป้าหมายหลักของการทำงาน เราต่างเสียพลังงานและเวลาในแต่ละสัปดาห์ไปกับการสร้างภาพตัวแทนของงาน ปั้นตัวเลข และตกแต่งรายงานประเมินผล เพื่อตอบสนองระบบตรวจสอบ มากกว่าการได้ใช้เวลาลงมือทำงานที่มีคุณภาพจริง ๆ

แถมในยุคที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อเราตลอดเวลา เส้นแบ่งระหว่างเวลางานและชีวิตส่วนตัวได้สูญสลายไปโดยสิ้นเชิง งานและชีวิตจริงกลายเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ทุนนิยมคอยติดตามเราไปแม้กระทั่งในยามหลับฝัน ตัวตนของเราต้องคอยสแตนด์บายเตรียมพร้อมทำงานตลอดเวลา สมองของเราถูกปรับเปลี่ยนให้ตกอยู่ในสภาวะตื่นตัวและหวาดระแวงอยู่เสมอ จนไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

ความว่างเปล่าลึก ๆ นี้ทำให้ออฟฟิศซินโดรมและโรคซึมเศร้าของคนทำงานขยายตัว และนำไปสู่สิ่งที่ฟิสเชอร์เรียกว่า ‘ภาวะแสวงหาความสุขเพื่อกลบความซึมเศร้า’ (Depressive Hedonia) ซึ่งไม่ใช่การสูญเสียความสามารถในการรู้สึกสนุก แต่คือสภาวะที่เรายังเสพความบันเทิงได้ ทว่ากลับไม่มีแรงหรือแรงปรารถนาจะทำสิ่งที่สร้างความหมายให้กับชีวิต เราจึงเผลอวิ่งไถหน้าจอมือถือดูคลิปสั้น เสพความบันเทิง หรือซื้อของออนไลน์ เพื่อคว้าความสุขชั่วคราวมาประคองใจและหลีกหนีความเหนื่อยล้าไปวัน ๆ

ผู้เขียนอยากส่งผ่านความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจอย่างที่สุดไปยังทุกคนที่กำลังเหนื่อยล้า ดิ่ง หรือโดดเดี่ยวในตอนนี้ ปัญหาสุขภาพใจแน่นอนว่ามีมิติทางชีวภาพและปัจจัยเฉพาะบุคคลที่ละเอียดอ่อน แต่แนวคิดของฟิสเชอร์เพียงต้องการชวนเรามองอีกมุมหนึ่งว่า บางทีความเครียดสะสมเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพราะเรา ‘อ่อนแอ’ หรือ ‘ไม่มีประสิทธิภาพ’ เสมอไป อย่างน้อยมันก็มีส่วนผสมของแรงกดดันจากโครงสร้างการทำงานและสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เรากำลังเผชิญอยู่ด้วยเช่นกัน

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ต้องได้รับการเยียวยาอาจไม่ใช่แค่หัวใจของคนคนหนึ่ง หากรวมถึงโลกการทำงานที่ทำให้ผู้คนเหนื่อยล้าร่วมกันด้วย

ขอเป็นกำลังใจเคียงข้างหัวใจที่เหนื่อยล้าของคนทำงานทุกคน

 

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ

พาฝัน ศรีเริงหล้า