เมื่อการบังคับสร้างได้แค่ ‘คนโง่’ บทเรียนจาก โทมัส เจฟเฟอร์สัน ถึงโลกการทำงาน

เมื่อการบังคับสร้างได้แค่ ‘คนโง่’ บทเรียนจาก โทมัส เจฟเฟอร์สัน ถึงโลกการทำงาน

ย้อนอ่านแนวคิดของ ‘โทมัส เจฟเฟอร์สัน’ ว่าด้วยเสรีภาพทางความคิด ก่อนชวนกลับมามองว่า ในโลกการทำงานของเรา ยังมีพื้นที่ให้คนคิดต่างมากแค่ไหน

KEY

POINTS

“ผลของการบังคับขู่เข็ญ (ความเชื่อ) คืออะไร? มันคือการทำให้โลกครึ่งหนึ่งกลายเป็นคนโง่ และอีกครึ่งหนึ่งกลายเป็นคนหน้าซื่อใจคด เพื่อค้ำจุนความฉ้อฉลและความผิดพลาดไปทั่วทั้งแผ่นดิน”

นี่คือถ้อยคำจากหน้าประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมอดดับตามกาลเวลา แม้เวลาจะผ่านพ้นไปเกือบ 240 ปีแล้วก็ตาม เป็นวาทะทองคำของ ‘โทมัส เจฟเฟอร์สัน’ (Thomas Jefferson) หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา และผู้เขียนคำประกาศอิสรภาพ โดยเขาจดบันทึกประโยคนี้ไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า ‘Notes on the State of Virginia’ (บันทึกเกี่ยวกับรัฐเวอร์จิเนีย) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1787

หากเราพาย้อนกลับไปในยุคอาณานิคมนั้น รัฐเวอร์จิเนียยังมีกฎหมายบีบบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องจ่ายภาษีไปอุดหนุนคริสตจักรแองกลิกัน และบังคับให้ต้องเข้าร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครก็ตามที่คิดต่างหรือปฏิเสธความเชื่อที่รัฐกำหนด จะต้องถูกกีดกันจากการทำงานรัฐ ถูกปรับเงิน หรือร้ายแรงที่สุดคือถูกเผา ทรมาน และคุมขังอย่างทารุณ

เจฟเฟอร์สันมองเห็นความย้อนแย้งและตลบแตลงของระบบนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง เขาชี้ให้เห็นว่าการใช้กฎหมายหรือกำลังของรัฐบาลมาบังคับขู่เข็ญความคิดและจิตวิญญาณของผู้คนไม่ได้ส่งผลดีต่อสังคมเลยสักนิด เพราะปลายทางของการฝืนใจ ย่อมสร้างได้แค่คนเพียงสองประเภทเท่านั้น คือ ‘คนโง่’ ที่ยอมเชื่องเชื่อตามไปโดยไม่ยอมใช้สมองคิดวิเคราะห์ และ ‘คนหน้าซื่อใจคด’ ที่แกล้งทำเป็นยอมรับเพื่อรักษาผลประโยชน์และชีวิตรอดไปวัน ๆ

เพื่อแก้ปัญหานี้ เจฟเฟอร์สันจึงร่วมมือกับพันธมิตรคนสำคัญอย่าง ‘เจมส์ เมดิสัน’ (James Madison) เพื่อต่อสู้และเสนอ ‘ร่างกฎหมายเวอร์จิเนียว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนา’ (Virginia Statute for Religious Freedom) ซึ่งผ่านการอนุมัติในปี ค.ศ. 1786 โดยถือเป็นกฎหมายฉบับแรก ๆ ของโลกที่แยก ‘ความเชื่อ’ ออกจาก ‘อำนาจรัฐ’ อย่างเด็ดขาด และเป็นที่มาของแนวคิดอมตะเรื่อง ‘กำแพงแบ่งแยกศาสนาออกจากรัฐ’ (Wall of Separation between Church and State) 

แล้วผู้ชายที่หาญกล้าฟาดฟันกับความย้อนแย้งของสังคมคนนี้คือใครกัน? 

หลายคนอาจจดจำ โทมัส เจฟเฟอร์สัน ในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนแรก แต่สำหรับชายผู้นี้แล้ว อำนาจลาภยศและ ‘หัวโขน’ ทางการเมืองกลับไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เขาภาคภูมิใจในวาระสุดท้ายของชีวิต

บนแผ่นหินจารึกเหนือหลุมศพของเขาที่ Monticello เจฟเฟอร์สันได้ระบุคำสั่งไว้ด้วยตัวเองอย่างชัดเจนว่า ให้สลักผลงานความสำเร็จเพียงแค่ 3 อย่างเท่านั้น เขาตัดตำแหน่งประธานาธิบดีและหน้าที่ทางการเมืองทั้งหมดออกไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญกว่าตำแหน่งที่ระบบมอบให้ คือสิ่งที่เราได้สร้างสรรค์ฝากไว้ต่างหาก

ผลงานทั้ง 3 สิ่งที่เจฟเฟอร์สันเลือกทิ้งไว้ให้โลกจำคือ การเป็นผู้ประพันธ์คำประกาศอิสรภาพ, ผู้เขียนร่างกฎหมายรัฐเวอร์จิเนียว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนา, และผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia) ทุกผลงานสะท้อนถึงการทลายขอบเขตพันธนาการของมนุษย์ ทั้งในแง่การปกครอง จิตวิญญาณ และการศึกษาที่ช่วยส่งเสริมการคิดวิเคราะห์

ความจริงแล้ว เจฟเฟอร์สันไม่ใช่คนที่พูดเก่งหรือชอบขึ้นปราศรัยในที่สาธารณะ จอห์น อะดัมส์ เคยบันทึกไว้ว่าเจฟเฟอร์สันเป็น ‘สมาชิกผู้นิ่งเงียบ’ ในสภาคองเกรส แต่เขากลับเป็นชายที่เขียนหนังสือได้ยอดเยี่ยมราวกับเวทมนตร์ ปลายปากกาของหนุ่มวัย 33 ปีคนนี้สามารถถ่ายทอดคุณค่าอันยิ่งใหญ่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรที่สั่นสะเทือนใจผู้คนไปทั่วโลก 

เมื่อย้อนกลับมามองที่ชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตในเช้าวันจันทร์ของพวกเราในวันนี้... หลายครั้งที่เราอาจรู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญกับสถานการณ์อึดอัดใจคล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะจากกฎเกณฑ์บางอย่างที่ขัดกับเหตุผลของเรา หรือระบบงานที่ดูเหมือนจะบีบให้เราต้องเล่นไปตามบทบาทที่สังคมคาดหวัง

การบังคับขู่เข็ญในโลกปัจจุบันอาจจะไม่ได้มาในรูปแบบของการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายทางร่างกายเหมือนยุคอดีต แต่มันมักจะมาในรูปแบบของ ‘วัฒนธรรมที่ห้ามตั้งคำถาม’ หรือการประเมินผลที่ไร้เหตุผล จนบีบให้คนทำงานต้องเลือกว่าจะเป็นคนกลุ่มที่ก้มหน้าทำตามคำสั่งอย่างไร้เป้าหมาย หรือแกล้งทำตัวเป็นคนเชื่องสบประจบสอพลอแบบ ‘หน้าซื่อใจคด’ เพื่อเอาตัวรอด

เมื่อใดก็ตามที่องค์กรหรือการใช้ชีวิตตกอยู่ใต้บรรยากาศของความกลัวและการบีบบังคับแทนที่จะเป็นความเข้าใจ เมื่อนั้น ‘ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์’ ก็จะเหี่ยวเฉาและล้มตายไปในที่สุด คนทำงานจะกลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ส่งมอบงานแบบแกน ๆ ไร้จิตวิญญาณ และสูญเสียความเป็นตัวเองไปทีละน้อย

แต่เจฟเฟอร์สันเชื่อมั่นเสมอว่า มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลตามธรรมชาติ และเปี่ยมไปด้วยจิตสำนึกแห่งความยุติธรรม พลังงานในการขับเคลื่อนงานที่ดีที่สุดจึงไม่ได้เกิดจากการบังคับ แต่เกิดจากการที่คนทำงานสัมผัสได้ถึง ‘เสรีภาพ’ ในการคิดอย่างเป็นอิสระ มีพื้นที่ให้ได้แสดงพลังแห่งการสร้างสรรค์ของตัวเองออกมาอย่างโปร่งใส

ในเช้าวันทำงานเริ่มต้นสัปดาห์นี้ ลองมาร่วมกันสร้างเสรีภาพทางความคิดเล็ก ๆ ในหัวใจของเราขึ้นมา เริ่มทำงานในวันนี้ด้วยเหตุผลมากกว่าการปล่อยให้ความกลัวหรือการบีบบังคับจากภายนอกมาฉุดกระชากความคิดและไอเดียดี ๆ ของเราไป

 

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ

พาฝัน ศรีเริงหล้า