25 มิ.ย. 2569 | 18:08 น.

KEY
POINTS
“ถ้าอยาก ‘ชนะ’ ต้องหาจุดเปลี่ยนให้เจอ ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องสร้างมันขึ้นมา” คุณไตรเตชะ ตั้งมติธรรม Managing Director, SUPALAI PLC พูดบนเวที Creative Talk 2026 ถือเป็นประโยคที่จุดประกายความคิดและสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างยอดเยี่ยม
ในฐานะที่เป็นผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาได้สะท้อนภาพรวมให้เห็นว่า ตั้งแต่ทำงานมา ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจโหดที่สุดเลยก็ว่าได้ค่ะ
คุณไตรเตชะให้มุมมองเปรียบเทียบที่น่าสนใจว่า “โควิดมันมี insight นะ เรารู้ว่าพอไปถึงจุดนี้ เมื่อค้นพบยาแล้วมันก็จบ แต่ภาวะตอนนี้มันหาทางกลับมายาก มุมที่เป็นแบบนี้คงอยู่ไปอีกสักพักหนึ่ง”
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ผู้บริหารศุภาลัยท่านนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า ทุกธุรกิจโดนผลกระทบต่างกัน อย่างช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แม้หลายอย่างจะย่ำแย่ แต่ธุรกิจภาคการส่งออกกลับไปได้ดี
แม้แต่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ยังเผชิญผลกระทบไม่เหมือนกันค่ะ คุณไตรเตชะเล่าว่า ปีนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมติดลบ แต่ทางศุภาลัยกลับสามารถบริหารงานจนสร้างยอดขายให้เติบโตเป็นบวกได้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เคล็ดลับที่ทำให้รอดพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากมาได้ คุณไตรเตชะเน้นย้ำถึง 3 เรื่องหลัก เรื่องแรกที่ผู้บริหารศุภาลัยบอกว่าขาดไม่ได้เลยก็คือการดูแล ‘สภาพคล่อง’ ทางการเงินค่ะ
เขาอธิบายไว้อย่างเห็นภาพว่า “ถ้ามีภาระหนี้สูง ตอนนี้เราต้องดูว่าจะจ่ายเงินผู้ถือหุ้นยังไง ดูแลพนักงานยังไง แต่พอสภาพคล่องเราดูแลมาดี สิ่งที่เราทำได้คือ ตอนนี้โอกาสมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”
โอกาสที่เห็นได้ชัดในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่คุณไตรเตชะยกตัวอย่างก็คือ การที่มีคนนำที่ดินออกมาขายเป็นจำนวนมากเพราะผลกระทบจากภาษีที่ดิน แต่คนซื้อในตลาดมีน้อยลง หากบริษัทมีสภาพคล่องที่ดี นี่จึงเป็นจังหวะในการซื้อที่ดินในราคาที่เหมาะสมค่ะ
เรื่องที่สองที่คุณไตรเตชะให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ‘การรักษาคุณภาพ’ เพราะในยามที่วิกฤตเศรษฐกิจฝืดเคือง ลูกค้าก็ย่อมมองหาสินค้าราคาถูกลง
คำพูดของคุณไตรเตชะที่เตือนสติคนทำธุรกิจได้ดีมาก ๆ ในเรื่องนี้คือ ทำยังไงให้ value proposition (คุณค่าของสินค้าหรือบริการที่แบรนด์ส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ให้ลูกค้า) ไม่หายไป
ผู้บริหารศุภาลัยย้ำเตือนอย่างหนักแน่นว่า “หนึ่งในสิ่งที่มันเอากลับมาไม่ได้คือ trust (ความเชื่อใจ) ถ้า trust มันเสียไปแล้ว เอาคืนมาอาจจะได้ แต่ใช้เวลาและใช้เม็ดเงินมากกว่าที่เราเสียไปซะอีก”
สำหรับแนวคิดเรื่องที่สาม คุณไตรเตชะแนะนำว่า อย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับ ‘การพัฒนา’ ภายในองค์กรอยู่เสมอ ซึ่งจะทำได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเราดูแลสภาพคล่องได้ดีตามข้อแรกค่ะ
เขาได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า “เราจะได้มีเงินที่จะยังพัฒนาคนได้อยู่ กระบวนการได้อยู่ และเมื่อโอกาสมันกลับมา เราก็จะเก็บเกี่ยวได้คนแรก ๆ”
นอกจากนี้ คุณไตรเตชะยังฉายภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้เห็นชัด ๆ ว่า ยอดซื้อขายปีที่แล้วตกลงมาต่ำสุดในรอบ 20 ปี จากที่เคยพุ่งสูงถึง 100,000 ยูนิต ลงมาเหลือเพียง 50,000 ยูนิต
แต่ผู้บริหารศุภาลัยกลับมองเห็นแง่บวกในตัวเลขนี้ โดยวิเคราะห์ว่า “50,000 แปลว่าไม่มีดีมานด์หรือเปล่า มันก็ไม่ใช่... ข้อดีคือปีที่แล้วเราขาย 50,000 จะลอนช์ใหม่แค่ 40,000 นิดเดียว” นั่นแปลว่าคนซื้อมีมากกว่าโครงการเปิดใหม่ และตลาดก็อาจจะขาดแคลนสินค้าใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยซ้ำ
วิกฤตไม่ได้มีแค่เรื่องร้ายเสมอไปนะคะ คุณไตรเตชะยืนยันว่า “ทุกวิกฤต คนที่กลับมาได้เป็นคนที่แข็งแรง แต่ผมเพิ่มอีกอันนึงก็คือ แล้วมันมีโอกาสสำหรับ Newcomer เยอะมาก” เหมือนบริษัทอสังหาฯ หน้าใหม่หลายแห่งที่สามารถเริ่มต้นและเติบโตขึ้นมาได้ในช่วงที่ตลาดกำลังซบเซา
การจะคว้าโอกาสเหล่านั้นให้ได้ ผู้บริหารศุภาลัยแนะนำว่าเราต้องวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองให้ถ่องแท้ คาดการณ์ภาพล่วงหน้า 3-6 เดือน ต้องรู้ว่าจุดยืนของเราอยู่ตรงไหน และจะฉกฉวยโอกาสจากจุดแข็งนั้นได้อย่างไร
คุณไตรเตชะได้เปรียบเทียบกลยุทธ์ธุรกิจกับเกมกีฬาฟุตบอลไว้อย่างน่าฟังว่า “เวลาที่วิกฤตมันบุกเรามาเรื่อย ๆ เราตั้งรับอยู่ ถ้าจะบอกว่าเราจะเปลี่ยนกองหลังเข้าไปเพิ่ม อย่างเก่งก็เสมอ”
เขาจึงให้แนวคิดเรื่องการสร้างจุดเปลี่ยนว่า “เราต้องวางกลยุทธ์ให้เหมาะกับทรัพยากรที่เรามี ไม่ว่าจะใช้กองหน้าตัวใหญ่ไปโหม่งทำประตู หรือใช้กองหน้าตัวเล็กที่คล่องแคล่ว หรือใช้คนเลี้ยงบอลเก่ง ๆ ไปเรียกฟาวล์เพื่อทำประตูจากลูกฟรีคิก”
สิ่งที่คุณไตรเตชะฝากไว้ก็คือ เราต้องตั้งรับให้ดี และเมื่อมีโอกาสก็ต้องบุกคืนไปเพื่อยิงประตูให้ได้
หวังว่าแนวคิดดี ๆ นี้ จะช่วยปลุกพลังให้ผู้อ่านลุกขึ้นมาหาจุดเปลี่ยนของตัวเองให้เจอในเช้าวันจันทร์นี้นะคะ
สวัสดีวันจันทร์ค่ะ
พาฝัน ศรีเริงหล้า