สวัสดีวันจันทร์: “มนุษย์อยู่คนเดียวได้โดยไม่เหงา และเหงาโคตร ๆ ท่ามกลางคนมากมายได้”

สวัสดีวันจันทร์: “มนุษย์อยู่คนเดียวได้โดยไม่เหงา และเหงาโคตร ๆ ท่ามกลางคนมากมายได้”

ศ.ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ชวนเราตั้งคำถามใหม่ต่อความเชื่อที่ว่า ‘ความโสด’ คือความอ้างว้าง และ ‘การมีคู่’ คือคำตอบของชีวิต เพราะแท้จริงแล้ว ความเหงาอาจไม่เกี่ยวกับจำนวนคนที่อยู่ข้างกาย แต่อยู่ที่ความรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองและผู้คนรอบตัวต่างหาก

KEY

POINTS

สัปดาห์นี้ เราขอเริ่มต้นด้วยประโยคที่ทั้งสะกิดใจและปลดล็อกความรู้สึกของใครหลายคน โดยเฉพาะพวกเราวัยทำงานที่ใช้ชีวิตผูกพันกับความโสดและการอยู่คนเดียว

ประโยคนี้เป็นของ ‘ศ.ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์’ ผู้เชี่ยวชาญที่คอยตอบคำถามเรื่องความรักและความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน โดยอาจารย์ได้กล่าวไว้ในหัวข้อ ‘ศิลปะของการอยู่คนเดียว’ บนเวทีงาน ‘มนุษย์ต่างวัย Fest 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’

บ่อยครั้งที่สังคมมักจะตีกรอบความเชื่อแบบเหมารวมว่า ‘การอยู่คนเดียว’ นั้น เท่ากับ ‘ความเหงา’ พอเห็นใครนั่งกินข้าวคนเดียว หรือใช้ชีวิตโสด ก็มักจะถูกตีความและมองด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเศร้าหมอง ราวกับว่าชีวิตกำลังรอคอยใครสักคนมาเติมเต็มให้สมบูรณ์

แต่อาจารย์ชลิดาภรณ์ได้ชวนให้เราแยกแยะเรื่องนี้ออกจากกันอย่างชัดเจนค่ะ ว่าแท้จริงแล้ว ‘การอยู่คนเดียว’ เป็นเพียงสถานการณ์ทางกายภาพที่เราอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ทำกิจกรรมต่าง ๆ ลำพัง โดยไม่ได้มีใครมาร่วมด้วยในเวลานั้น

ในขณะที่ ‘ความเหงา’ นั้นเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกล้วน ๆ เลยค่ะ มันคือภาวะที่เรากำลังรู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกมองเห็น ไม่มีความหมาย หรือไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับใครสักคน

ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มาก ๆ ที่เราจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตลำพังโดยไม่รู้สึกเหงาเลย และในทางกลับกัน เราก็อาจจะรู้สึกอ้างว้างสุดหัวใจ แม้จะกำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็ตาม

สิ่งที่น่าตกใจและกระแทกใจคนมีคู่หลายคนก็คือ ความเหงาไม่ได้จำกัดสิทธิ์ไว้แค่คนโสดนะคะ เพราะปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Alone together’ หรือการอยู่ด้วยกัน แต่งงานกัน แต่กลับรู้สึกเหงาจับใจนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้คนมากมาย

อาจารย์ชลิดาภรณ์อธิบายไว้อย่างเห็นภาพว่า ความรักแบบโรแมนติกที่มักเป็นปัจจัยหลักให้คนเราตกลงปลงใจแต่งงานกันนั้น เอาเข้าจริงแล้วมีอายุที่แสนสั้น อาจจะอยู่ได้แค่สองสัปดาห์ไปจนถึงปีครึ่งเท่านั้นเองค่ะ

หลังจากนั้น ชีวิตคู่จะถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมซ้ำซากจำเจในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดบ้าน เรื่องค่าใช้จ่าย หรือการเลี้ยงลูก ความเคยชินเหล่านี้แหละค่ะที่ค่อย ๆ ตัดขาดความรู้สึกเชื่อมโยงทางอารมณ์ ทำให้คนสองคนเกิดความเหงา ทั้ง ๆ ที่มีคู่แล้ว

เพราะฉะนั้น การมีคู่หรือการแต่งงาน จึงไม่ใช่หลักประกันใด ๆ เลยว่าชีวิตนี้คุณจะรอดพ้นจากความเหงา สัจธรรมข้อนี้ช่วยปลดล็อกให้คนโสดหลายคนเลิกกดดันตัวเอง ว่าจะต้องรีบหาใครสักคนมาช่วยคลายความอ้างว้าง

แต่สำหรับใครที่เพิ่งก้าวเดินออกมาจากความสัมพันธ์ อาจารย์ก็ฝากข้อคิดที่อบอุ่นและช่วยฮีลใจมากไว้ค่ะ ว่าเวลาที่เราเข้าสู่ความสัมพันธ์ เราอาจจะไม่รู้ตัวเลยว่าเราได้ทิ้ง ‘ตัวตน’ ของเรามาทั้งชีวิตไว้เบื้องหลัง

พอวันหนึ่งที่สถานะเปลี่ยนไป สิ่งที่เราต้องทำคือการก้าวเดินต่อไป จัดการความรู้สึกที่ค้างคา แล้วหันกลับมาตามหาคน ๆ นั้นให้เจอ ถามตัวเองว่า “ฉันเคยเป็นใคร ฉันชอบทำอะไร ฉันอยากเป็นอะไร” แล้วกลับมาทำสิ่งเหล่านั้นเพื่อตัวเองบ้าง

ทีนี้ ลองหันมามองภาพรวมของสังคมกันบ้าง ปัจจุบันมีวัยทำงานอายุ 15-49 ปีในไทยที่เป็นโสดถึง 40.5% ซึ่งในจำนวนนี้อาจจะแค่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรืออยู่ในวัยเรียน ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้โสดเพราะโชคร้าย แต่พวกเขา ‘เลือก’ ที่จะเป็นโสดเองต่างหาก

แต่ถึงแม้เราจะสตรองแค่ไหน ลึก ๆ แล้วเมื่ออายุเริ่มก้าวเข้าสู่เลขสี่ เลขห้า ร่างกายที่เคยแข็งแรงก็เริ่มมีความสามารถที่เปลี่ยนแปลงไปและอาจดูแลตัวเองได้น้อยลง ความกังวลที่ว่า “ถ้าวันหนึ่งฉันป่วย แล้วใครจะดูแล?” ก็มักจะผุดขึ้นมาในใจเสมอ

ยิ่งเมื่อมีสถิติว่าผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปในไทย ต้องอาศัยอยู่คนเดียวมากถึง 1.8 ล้านคน เพราะโครงสร้างครอบครัวมีขนาดเล็กลงและมีการแยกครอบครัวออกไป คำว่า ‘ตายโดดเดี่ยว’ ก็ยิ่งทำให้พวกเราใจฝ่อและวิตกจริตได้ง่าย ๆ

แต่ช้าก่อนค่ะ! อาจารย์ชลิดาภรณ์ดึงสติพวกเราด้วยมุมมองสุดเรียลที่ว่า “ตายก็ตายคนเดียว เกิดก็เกิดคนเดียว” จะตายทั้งที เราคงไม่ได้ตายเป็นหมู่คณะไปพร้อมกับใครอยู่แล้ว การกังวลเรื่องตายโดดเดี่ยวจึงอาจเป็นความกลัวที่เราสร้างขึ้นมาเอง

และที่สำคัญที่สุด อาจารย์ย้ำว่าไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกนี้ที่อยู่คนเดียวอย่างแท้จริงหรอกนะคะ เพราะแม้เราจะไม่ได้แต่งงานหรือมีแฟน แต่เราทุกคนล้วนดำรงอยู่ท่ามกลางเครือข่ายความสัมพันธ์อื่น ๆ ที่มีความหมายในชีวิตเสมอ

สิ่งที่เราชาวคนโสด (และไม่โสด) ควรทำก็คือ การลุกขึ้นมาออกแบบชีวิตตัวเองค่ะ พัฒนาเครือข่ายความสัมพันธ์รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท พี่น้อง หรือเพื่อนร่วมงาน เพื่อสร้างระบบที่จะคอยช่วยเหลือและรองรับดูแลซึ่งกันและกันได้

ในขณะเดียวกัน ความรับผิดชอบนี้ก็ไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวเราเพียงฝ่ายเดียว นโยบายสาธารณะและภาครัฐก็ควรต้องหันมาคิดหาทางสร้างระบบสวัสดิการที่สามารถโอบอุ้มและดูแลผู้คนในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน

คอลัมน์ ‘สวัสดีวันจันทร์’ วันนี้ เราอยากส่งท้ายด้วยคำเชิญชวนของอาจารย์ค่ะ ไม่ว่าตอนนี้คุณจะโสด หรือมีคู่ ขอให้ลองตั้งสติทบทวนว่าเรากำลัง “กลัวอะไร” เผชิญหน้าทำความเข้าใจความกลัวนั้น แล้วลุกขึ้นมาออกแบบรับมือด้วยตัวเอง 

เพราะการเข้าใจและจัดการใจตัวเองนี่แหละ คือศิลปะขั้นสูงสุดที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างแท้จริง

 

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ

พาฝัน ศรีเริงหล้า