22 พ.ค. 2569 | 08:34 น.

KEY
POINTS
“จงโฟกัสที่การสร้างผลงาน แทนที่จะโฟกัสแค่การทำตัวให้ยุ่ง”
เป็นคำกล่าวของ ‘ทิม เฟอร์ริสส์’ (Tim Ferriss) ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์อย่าง ‘The 4-Hour Workweek’ ที่สั่นสะเทือนแนวคิดของคนทำงานทั่วโลก
ในหนังสือเล่มนี้ รวมถึงข้อเขียนต่าง ๆ ของเขา ทิมพูดประโยคนี้ในบริบทที่ต้องการเตือนสติคนทำงานยุคใหม่ที่มักจะสับสนระหว่างคำว่า “ได้งาน” กับ “ยุ่งวุ่นวาย” เขาชี้ให้เห็นว่าการที่เรามีอะไรทำล้นมือตลอดเวลานั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความขี้เกียจ ซึ่งก็คือความขี้เกียจที่จะคิดทบทวน และเป็นการลงมือทำแบบไม่เลือกหน้า เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการทำสิ่งที่สำคัญแต่ทำให้เราอึดอัดใจ
ลองกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ออฟฟิศของคุณดูสิคะ เรามักจะคุ้นตากับภาพเพื่อนร่วมงานบางคนที่พิมพ์คีย์บอร์ดเสียงดังรัว ๆ ตลอดเวลา เดินจ้ำอ้าวไปมาพร้อมแฟ้มเอกสาร บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่มีแม้แต่เวลาจะพักกินข้าวเที่ยง หรือชอบโชว์ความทุ่มเทด้วยการตอบอีเมลเรื่องงานตอนตีสองตีสาม
ภาพความวุ่นวายเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของความขยันขันแข็ง แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดก็คือ พอถึงเวลาประเมินผลงานช่วงปลายปี คนที่ดูยุ่งแทบตายเหล่านั้นกลับไม่มีชิ้นงานที่เป็นชิ้นเป็นอันมาโชว์ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย พวกเขากำลัง ‘ทำงาน’ หรือแค่ “ทำตัวให้ดูยุ่ง” กันแน่?
‘ความยุ่ง’ มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างแสนคลาสสิกของคนขี้เกียจคิด ทิมอธิบายว่าคนเหล่านี้ขี้เกียจเกินกว่าจะมานั่งจัดลำดับความสำคัญของงาน พวกเขาจึงเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือการรับทำทุกอย่างที่ขวางหน้าแบบไม่ลืมหูลืมตา เพื่อให้ตัวเองรู้สึกสบายใจว่ากำลังทำงานอยู่
การทำตัวให้ดูยุ่งตลอดเวลาจึงกลายเป็นเกราะป้องกันตัวชั้นดี ที่ช่วยให้คนเหล่านั้นสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับงานชิ้นใหญ่ งานที่ต้องใช้สมอง หรือโปรเจกต์ที่สำคัญและยากจริง ๆ เพราะเมื่อถูกถามความคืบหน้า คำตอบสำเร็จรูปที่มักจะหลุดออกจากปากเพื่อตัดบทก็คือ “ช่วงนี้ยุ่งมากเลย ยังไม่มีเวลาทำ”
สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ การแยกไม่ออกระหว่าง “การทำงานให้เสร็จ ๆ ไป” กับ “การทำงานให้เกิดผลลัพธ์” ทิมได้ให้กฎเหล็กไว้ข้อหนึ่งว่า สิ่งที่คุณทำนั้นสำคัญกว่าวิธีการที่คุณทำ และการทำสิ่งที่ไม่สำคัญให้ออกมาดีเลิศ ก็ไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาได้เลย
ลองนึกภาพคนที่ใช้เวลาครึ่งค่อนวันไปกับการนั่งจัดฟอร์แมตตาราง Excel ให้สวยงามเป๊ะปังด้วยโค้ดสีจัดเต็ม แต่กลับไม่มีใครเอาข้อมูลในนั้นไปใช้ประโยชน์ต่อ หรือคนที่ชอบเรียกประชุมทุกคนในแผนกมานั่งรวมกันเป็นชั่วโมง ๆ โดยที่ไม่มีวาระหรือเป้าหมายที่ชัดเจน นี่คือนิยามของการพยายามทำสิ่งไร้สาระให้ดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่
แล้วเราจะหลุดพ้นจากกับดักความยุ่งนี้ได้อย่างไร? คำตอบจากหนังสือ The 4-Hour Workweek คือการใช้เครื่องมืออันทรงพลังอย่างกฎ 80/20 หรือที่เรียกว่า ‘Pareto Principle’ กฎนี้ระบุว่า 80% ของผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม มักมาจาก 20% ของงานหรือความพยายามที่เราทำลงไปเท่านั้น
หน้าที่ของคุณคือการค้นหา 20% นั้นให้เจอ โฟกัสทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับมัน แล้วกล้าที่จะมองข้ามหรือปฏิเสธงานอีก 80% ที่เหลือซึ่งไม่ได้สร้างผลกระทบใด ๆ ทิ้งไปซะ จงเลิกพยายามเป็นคนดีที่ตอบรับทุกอย่างจนลืมไปว่าเป้าหมายหลักของตัวเองคืออะไร
นอกจากนี้ ทิมยังแนะนำให้รู้จักกับ ‘กฎของพาร์กินสัน’ (Parkinson’s Law) ซึ่งกล่าวไว้ว่า งานมักจะขยายตัวออกไปและดูมีน้ำหนักมากขึ้นตามเวลาที่เราจัดสรรไว้ให้มันเสมอ หากคุณให้เวลาตัวเองหนึ่งสัปดาห์ในการทำรายงานหนึ่งหน้า คุณก็จะใช้เวลาทั้งสัปดาห์นั้นไปกับการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
แต่ถ้าคุณลองกำหนดเดดไลน์ให้สั้นลงเพื่อบีบตัวเอง คุณจะถูกบังคับให้ตัดความเวิ่นเว้อทิ้งไป แล้วพุ่งเป้าไปที่แก่นสำคัญของงานทันที การจำกัดเวลาทำงานให้สั้นลง จะช่วยบังคับให้คุณจำกัดความสนใจไว้ที่สิ่งสำคัญที่สุดเท่านั้น
อีกหนึ่งเคล็ดลับง่าย ๆ คือการเลิกสแตนด์บายตอบอีเมลหรือข้อความแชทเรื่องงานตลอดทั้งวัน ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีจัดกลุ่มทำเป็นรอบ ๆ (Batching) เช่น เช็กและตอบอีเมลแค่วันละสองครั้ง วิธีนี้จะช่วยเรียกคืนสมาธิและทำให้คุณได้งานเป็นกอบเป็นกำ มากกว่าการมานั่งโชว์ความขยันตอบทีละข้อความอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนต้องยอมรับความจริงที่ว่า คุณค่าของคนทำงานไม่ได้วัดกันที่ ‘ชั่วโมงการตอกบัตรเข้าออก’ หรือ ‘ความดังของเสียงถอนหายใจที่โต๊ะทำงาน’ แต่วัดกันที่ ‘ผลลัพธ์และผลกระทบ’ ที่งานชิ้นนั้นมอบให้กับองค์กร ความเหน็ดเหนื่อยไม่ได้แปรผันตรงกับความสำเร็จเสมอไป
ก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มงานในวันนี้ ลองทบทวนตัวเองด้วยคำถามที่ทิมแนะนำว่า “ถ้าวันนี้ฉันทำแค่งานชิ้นนี้ชิ้นเดียวเสร็จ ฉันจะพอใจกับผลงานของตัวเองในวันนี้หรือไม่?” ถ้าคำตอบคือ “ไม่” หรือคุณยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่างานชิ้นนั้นคืออะไร ก็แสดงว่าที่วุ่นวายแทบตายมาทั้งวัน... คุณอาจจะแค่ทำตัวให้ดูยุ่งไปเอง
สวัสดีวันจันทร์ค่ะ
พาฝัน ศรีเริงหล้า