18 พ.ค. 2569 | 11:25 น.

KEY
POINTS
นี่คือนิยามที่ตรงไปตรงมาที่สุดของกลุ่มคนที่ ‘เดวิด เกรเบอร์’ (David Graeber) นักมานุษยวิทยาชื่อดัง จัดให้อยู่ในหมวดหมู่แรกของ ‘งานไร้สาระ’ (Bullshit Jobs) ที่กำลังกัดกินระบบการทำงานในปัจจุบัน
สำหรับคนที่ต้องทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน การต้องทนเห็นคนกลุ่มนี้ในออฟฟิศคือความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง เพราะดูเหมือนว่าพวกเขามีตัวตนอยู่เพียงเพื่อประดับบารมีให้ผู้บริหารเท่านั้น
หากคุณเป็นคนทำงานที่เหนื่อยล้าและรู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกรับภาระของทั้งแผนก คุณอาจเคยตั้งคำถามว่า ทำไมบางคนถึงได้ดิบได้ดีทั้งที่ไม่ได้สร้างเนื้องานอะไรเลยนอกจากเดินตามเจ้านายและคอยพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาอาจเป็นพนักงานต้อนรับที่ไม่มีใครมาติดต่อ หรือผู้ช่วยที่ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้บอสดูเป็นคนสำคัญ ความน่าหงุดหงิดนี้ไม่ใช่เรื่องที่คุณคิดไปเอง แต่มันคือปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและมีทฤษฎีอธิบายไว้อย่างชัดเจน
เดวิด เกรเบอร์ ได้ตีแผ่ความจริงอันเจ็บปวดนี้ไว้ในหนังสือ ‘Bullshit Jobs: A Theory’ โดยชี้ให้เห็นว่าในสังคม มีอาชีพที่ว่างเปล่าและไร้ความหมายอยู่มากกว่าครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ งานเหล่านี้ไม่ได้สร้างคุณค่าใด ๆ จนแม้แต่ตัวพนักงานเองก็ยังหาเหตุผลมาอธิบายความสำคัญของงานตัวเองไม่ได้ แต่กลับถูกบีบบังคับให้ต้องแกล้งทำเป็นว่ามันสำคัญเพื่อแลกกับเงินเดือน
เพื่อให้เห็นภาพที่มาที่ไป เกรเบอร์ย้อนกลับไปถึงคำทำนายของ ‘จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์’ นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยประเมินไว้ในปี 1930 ว่า ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มนุษย์ในยุคของเราจะทำงานเพียงแค่ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว แต่สิ่งนั้นกลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะแทนที่เทคโนโลยีจะช่วยปลดปล่อยมนุษย์ให้มีเวลาว่าง ระบบกลับสร้างงานที่ไม่มีความหมายขึ้นมาเพื่อกักขังให้เราทุกคนต้องยุ่งอยู่ตลอดเวลา
เกรเบอร์แบ่งงานไร้สาระเหล่านี้ออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ พวกไม้ประดับ (Flunkies) พวกจอมข่มขู่ (Goons) พวกช่างปะผุ (Duct tapers) พวกติ๊กถูกในช่องว่าง (Box tickers) และพวกจอมสั่งการ (Taskmasters) แต่กลุ่มที่มักสร้างความหงุดหงิดใจให้กับคนทำงานตัวจริงอย่างพวกคุณมากที่สุดก็คือ ‘พวกไม้ประดับ’ นี่เอง เพราะพวกเขาถูกจ้างมาเพื่อสนองความต้องการของเบื้องบนล้วน ๆ
หลายคนอาจสงสัยว่า ในระบบทุนนิยมที่ควรจะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลกำไรสูงสุด ทำไมบริษัทถึงยอมเสียเงินจ้างคนมานั่งกินเงินเดือนฟรี ๆ โดยไม่ได้สร้างผลผลิตอะไรเลย ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้ว การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการอย่างสิ้นเชิง เพราะบริษัทที่แสวงหาผลกำไรควรจะลดต้นทุนด้วยการเลิกจ้างพนักงานที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด
คำตอบของเกรเบอร์สำหรับคำถามนี้คือ สิ่งที่เราเห็นอยู่ไม่ใช่กลไกตลาดแบบปกติ แต่เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ระบบศักดินาในคราบนักบริหาร’ (Managerial feudalism) นายจ้างและผู้บริหารระดับสูงบางคนไม่ได้ต้องการแค่ผลกำไร แต่พวกเขาต้องการ ‘ลูกน้อง’ จำนวนมากไว้ใต้บังคับบัญชา เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามีอำนาจและเพื่อรักษาสถานภาพการแข่งขันทางสังคมเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ การมีพวกไม้ประดับเดินตาม หรือการมีทีมงานใหญ่โตที่ไม่ได้มีเนื้องานจริง ๆ จึงเป็นเสมือนเครื่องประดับบารมีที่ขาดไม่ได้สำหรับเจ้านายบางคน ยิ่งมีลูกน้องที่ไม่ต้องทำอะไรนอกจากคอยเอาใจมากเท่าไหร่ ผู้บริหารคนนั้นก็ยิ่งดูเป็นคนสำคัญมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าภาระงานหนักอึ้งทั้งหมดจะไปตกอยู่กับคนทำงานตัวจริงเพียงไม่กี่คนในแผนกก็ตาม
หากต้องการพิสูจน์ว่างานของพวกไม้ประดับนั้นไร้สาระและไม่จำเป็นแค่ไหน เกรเบอร์ได้เสนอแนวคิด ‘บททดสอบการหายตัวไป’ (The Disappearing Test) โดยให้ลองตั้งคำถามดูว่า หากอาชีพเหล่านี้หายไปจากโลกในชั่วข้ามคืน สังคมจะแย่ลงหรือมีใครสังเกตเห็นผลกระทบนั้นหรือไม่
ผลลัพธ์นั้นชัดเจนมาก หากคนทำงานที่แท้จริงอย่าง พยาบาล ช่างเครื่องยนต์ ครู หรือคนเก็บขยะหายวับไป สังคมจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤตและเกิดความโกลาหลในทันที ในทางกลับกัน หากบรรดาไม้ประดับที่คอยเอาใจเจ้านาย หายตัวไปพร้อมกันหมด สังคมก็คงไม่ได้เดือดร้อนอะไร และผู้คนจำนวนมากอาจจะรู้สึกว่าโลกใบนี้ดีขึ้นด้วยซ้ำ
แต่ความตลกร้ายก็คือ ระบบองค์กรที่เป็นอยู่กลับปกป้องคนกลุ่มนี้และขูดรีดคนทำงานตัวจริง คนที่ลงมือสร้างสรรค์หรือซ่อมแซมสิ่งต่าง ๆ มักจะถูกกดขี่และบีบคั้นอย่างหนัก ในขณะที่คนที่ถูกจ้างมาให้เป็นไม้ประดับกลับได้รับผลตอบแทนอย่างสุขสบาย ในตำแหน่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พวกเขาซึมซับค่านิยมและคอยปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นผู้บริหาร
สภาพแวดล้อมเช่นนี้สร้างความเสียหายอย่างลึกซึ้ง เพราะท้ายที่สุดตัวพวกไม้ประดับเองก็รู้ว่างานของตนไร้ค่า ส่วนคนทำงานจริงที่เหนื่อยล้าก็ต้องทนหมกมุ่นอยู่กับความคับแค้นใจที่เห็นความอยุติธรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สาเหตุหลักที่สังคมยังคงทนกับระบบที่บิดเบี้ยวนี้ได้ เป็นเพราะเราถูกหล่อหลอมด้วยจริยธรรมการทำงานแบบทุนนิยมดั้งเดิม (Puritan-capitalist work ethic) ที่มองว่าการใช้แรงงานคือหน้าที่ สังคมมีความเชื่อฝังหัวว่ามนุษย์ต้องทนทุกข์ทรมานกับการทำงานเพื่อกำหนดคุณค่าในตัวเอง ดังนั้นใครที่เรียกร้องสิทธิหรือปฏิเสธความเหนื่อยยากจึงมักถูกมองในแง่ลบ
นอกจากนี้ การรักษางานไร้สาระเอาไว้ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสำหรับชนชั้นนำ รัฐบาลและผู้มีอำนาจรู้ดีว่า ประชากรที่มีความสุข มีผลผลิตสูง และมีเวลาว่าง ย่อมเป็นอันตรายต่อโครงสร้างอำนาจ การกักขังผู้คนไว้กับงานที่ “มีก็เหมือนไม่มี” จึงช่วยลดแรงจูงใจที่ประชาชนจะลุกฮือขึ้นมาตั้งคำถามหรือทวงคืนความยุติธรรมให้กับตัวเอง
ในท้ายที่สุด เกรเบอร์มองว่าทางออกของวงจรที่สูบพลังชีวิตนี้ คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ และเขาได้เสนอแนวคิดเรื่อง ‘รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ (Universal Basic Income) ไว้เป็นทางออก หากทุกคนมีหลักประกันรายได้เพื่อการดำรงชีวิต พวกเขาก็จะมีอิสระที่จะปฏิเสธการสวมบทบาทเป็นพวกไม้ประดับที่คอยปรนเปรออีโก้ของเจ้านาย และระบบก็จะต้องกลับมาให้คุณค่า พร้อมทั้งจ่ายผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม
เมื่อความอยู่รอดไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับอีกต่อไป เราจะสามารถทวงคืนศักดิ์ศรีของการทำงานกลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ
สวัสดีวันจันทร์ค่ะ
พาฝัน ศรีเริงหล้า
อ้างอิง
Graeber, David. Bullshit Jobs: A Theory. Simon & Schuster, 2018.
Graeber, David. "On the Phenomenon of Bullshit Jobs: A Work Rant." STRIKE! Magazine, issue 3, Aug. 2013, strikemag.org/magazine/issue-3/bullshit-jobs. Accessed 15 May 2026.
"Bullshit Jobs." Wikipedia, The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation, 13 Apr. 2026, en.wikipedia.org/wiki/Bullshit_Jobs. Accessed 15 May 2026.