สวัสดีวันจันทร์: “ไม้ประดับ ทำหน้าที่เพื่อให้เจ้านายรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญ”

สวัสดีวันจันทร์: “ไม้ประดับ ทำหน้าที่เพื่อให้เจ้านายรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญ”

บางคนในออฟฟิศอาจไม่ได้ถูกจ้างมาเพื่อสร้างงาน แต่ถูกจ้างมาเพื่อทำให้ “เจ้านายดูสำคัญ” มากขึ้น บทความนี้พาไปรู้จักแนวคิด ‘Bullshit Jobs’ ของ ‘เดวิด เกรเบอร์’ ที่อธิบายว่า เหตุใดโลกการทำงานจึงเต็มไปด้วยตำแหน่งที่ “มีก็เหมือนไม่มี” ขณะที่คนทำงานจริงกลับเหนื่อยที่สุด

KEY

POINTS

นี่คือนิยามที่ตรงไปตรงมาที่สุดของกลุ่มคนที่ ‘เดวิด เกรเบอร์’ (David Graeber) นักมานุษยวิทยาชื่อดัง จัดให้อยู่ในหมวดหมู่แรกของ ‘งานไร้สาระ’ (Bullshit Jobs) ที่กำลังกัดกินระบบการทำงานในปัจจุบัน 

สำหรับคนที่ต้องทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน การต้องทนเห็นคนกลุ่มนี้ในออฟฟิศคือความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง เพราะดูเหมือนว่าพวกเขามีตัวตนอยู่เพียงเพื่อประดับบารมีให้ผู้บริหารเท่านั้น

หากคุณเป็นคนทำงานที่เหนื่อยล้าและรู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกรับภาระของทั้งแผนก คุณอาจเคยตั้งคำถามว่า ทำไมบางคนถึงได้ดิบได้ดีทั้งที่ไม่ได้สร้างเนื้องานอะไรเลยนอกจากเดินตามเจ้านายและคอยพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาอาจเป็นพนักงานต้อนรับที่ไม่มีใครมาติดต่อ หรือผู้ช่วยที่ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้บอสดูเป็นคนสำคัญ ความน่าหงุดหงิดนี้ไม่ใช่เรื่องที่คุณคิดไปเอง แต่มันคือปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและมีทฤษฎีอธิบายไว้อย่างชัดเจน

เดวิด เกรเบอร์ ได้ตีแผ่ความจริงอันเจ็บปวดนี้ไว้ในหนังสือ ‘Bullshit Jobs: A Theory’ โดยชี้ให้เห็นว่าในสังคม มีอาชีพที่ว่างเปล่าและไร้ความหมายอยู่มากกว่าครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ งานเหล่านี้ไม่ได้สร้างคุณค่าใด ๆ จนแม้แต่ตัวพนักงานเองก็ยังหาเหตุผลมาอธิบายความสำคัญของงานตัวเองไม่ได้ แต่กลับถูกบีบบังคับให้ต้องแกล้งทำเป็นว่ามันสำคัญเพื่อแลกกับเงินเดือน

 

เพื่อให้เห็นภาพที่มาที่ไป เกรเบอร์ย้อนกลับไปถึงคำทำนายของ ‘จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์’ นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยประเมินไว้ในปี 1930 ว่า ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มนุษย์ในยุคของเราจะทำงานเพียงแค่ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว แต่สิ่งนั้นกลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะแทนที่เทคโนโลยีจะช่วยปลดปล่อยมนุษย์ให้มีเวลาว่าง ระบบกลับสร้างงานที่ไม่มีความหมายขึ้นมาเพื่อกักขังให้เราทุกคนต้องยุ่งอยู่ตลอดเวลา

เกรเบอร์แบ่งงานไร้สาระเหล่านี้ออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ พวกไม้ประดับ (Flunkies) พวกจอมข่มขู่ (Goons) พวกช่างปะผุ (Duct tapers) พวกติ๊กถูกในช่องว่าง (Box tickers) และพวกจอมสั่งการ (Taskmasters) แต่กลุ่มที่มักสร้างความหงุดหงิดใจให้กับคนทำงานตัวจริงอย่างพวกคุณมากที่สุดก็คือ ‘พวกไม้ประดับ’ นี่เอง เพราะพวกเขาถูกจ้างมาเพื่อสนองความต้องการของเบื้องบนล้วน ๆ

หลายคนอาจสงสัยว่า ในระบบทุนนิยมที่ควรจะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลกำไรสูงสุด ทำไมบริษัทถึงยอมเสียเงินจ้างคนมานั่งกินเงินเดือนฟรี ๆ โดยไม่ได้สร้างผลผลิตอะไรเลย ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้ว การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการอย่างสิ้นเชิง เพราะบริษัทที่แสวงหาผลกำไรควรจะลดต้นทุนด้วยการเลิกจ้างพนักงานที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด

คำตอบของเกรเบอร์สำหรับคำถามนี้คือ สิ่งที่เราเห็นอยู่ไม่ใช่กลไกตลาดแบบปกติ แต่เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ระบบศักดินาในคราบนักบริหาร’ (Managerial feudalism) นายจ้างและผู้บริหารระดับสูงบางคนไม่ได้ต้องการแค่ผลกำไร แต่พวกเขาต้องการ ‘ลูกน้อง’ จำนวนมากไว้ใต้บังคับบัญชา เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามีอำนาจและเพื่อรักษาสถานภาพการแข่งขันทางสังคมเอาไว้

ด้วยเหตุนี้ การมีพวกไม้ประดับเดินตาม หรือการมีทีมงานใหญ่โตที่ไม่ได้มีเนื้องานจริง ๆ จึงเป็นเสมือนเครื่องประดับบารมีที่ขาดไม่ได้สำหรับเจ้านายบางคน ยิ่งมีลูกน้องที่ไม่ต้องทำอะไรนอกจากคอยเอาใจมากเท่าไหร่ ผู้บริหารคนนั้นก็ยิ่งดูเป็นคนสำคัญมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าภาระงานหนักอึ้งทั้งหมดจะไปตกอยู่กับคนทำงานตัวจริงเพียงไม่กี่คนในแผนกก็ตาม

หากต้องการพิสูจน์ว่างานของพวกไม้ประดับนั้นไร้สาระและไม่จำเป็นแค่ไหน เกรเบอร์ได้เสนอแนวคิด ‘บททดสอบการหายตัวไป’ (The Disappearing Test) โดยให้ลองตั้งคำถามดูว่า หากอาชีพเหล่านี้หายไปจากโลกในชั่วข้ามคืน สังคมจะแย่ลงหรือมีใครสังเกตเห็นผลกระทบนั้นหรือไม่

ผลลัพธ์นั้นชัดเจนมาก หากคนทำงานที่แท้จริงอย่าง พยาบาล ช่างเครื่องยนต์ ครู หรือคนเก็บขยะหายวับไป สังคมจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤตและเกิดความโกลาหลในทันที ในทางกลับกัน หากบรรดาไม้ประดับที่คอยเอาใจเจ้านาย หายตัวไปพร้อมกันหมด สังคมก็คงไม่ได้เดือดร้อนอะไร และผู้คนจำนวนมากอาจจะรู้สึกว่าโลกใบนี้ดีขึ้นด้วยซ้ำ

แต่ความตลกร้ายก็คือ ระบบองค์กรที่เป็นอยู่กลับปกป้องคนกลุ่มนี้และขูดรีดคนทำงานตัวจริง คนที่ลงมือสร้างสรรค์หรือซ่อมแซมสิ่งต่าง ๆ มักจะถูกกดขี่และบีบคั้นอย่างหนัก ในขณะที่คนที่ถูกจ้างมาให้เป็นไม้ประดับกลับได้รับผลตอบแทนอย่างสุขสบาย ในตำแหน่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พวกเขาซึมซับค่านิยมและคอยปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นผู้บริหาร

สภาพแวดล้อมเช่นนี้สร้างความเสียหายอย่างลึกซึ้ง เพราะท้ายที่สุดตัวพวกไม้ประดับเองก็รู้ว่างานของตนไร้ค่า ส่วนคนทำงานจริงที่เหนื่อยล้าก็ต้องทนหมกมุ่นอยู่กับความคับแค้นใจที่เห็นความอยุติธรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สาเหตุหลักที่สังคมยังคงทนกับระบบที่บิดเบี้ยวนี้ได้ เป็นเพราะเราถูกหล่อหลอมด้วยจริยธรรมการทำงานแบบทุนนิยมดั้งเดิม (Puritan-capitalist work ethic) ที่มองว่าการใช้แรงงานคือหน้าที่ สังคมมีความเชื่อฝังหัวว่ามนุษย์ต้องทนทุกข์ทรมานกับการทำงานเพื่อกำหนดคุณค่าในตัวเอง ดังนั้นใครที่เรียกร้องสิทธิหรือปฏิเสธความเหนื่อยยากจึงมักถูกมองในแง่ลบ

นอกจากนี้ การรักษางานไร้สาระเอาไว้ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสำหรับชนชั้นนำ รัฐบาลและผู้มีอำนาจรู้ดีว่า ประชากรที่มีความสุข มีผลผลิตสูง และมีเวลาว่าง ย่อมเป็นอันตรายต่อโครงสร้างอำนาจ การกักขังผู้คนไว้กับงานที่ “มีก็เหมือนไม่มี” จึงช่วยลดแรงจูงใจที่ประชาชนจะลุกฮือขึ้นมาตั้งคำถามหรือทวงคืนความยุติธรรมให้กับตัวเอง

ในท้ายที่สุด เกรเบอร์มองว่าทางออกของวงจรที่สูบพลังชีวิตนี้ คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ และเขาได้เสนอแนวคิดเรื่อง ‘รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ (Universal Basic Income) ไว้เป็นทางออก หากทุกคนมีหลักประกันรายได้เพื่อการดำรงชีวิต พวกเขาก็จะมีอิสระที่จะปฏิเสธการสวมบทบาทเป็นพวกไม้ประดับที่คอยปรนเปรออีโก้ของเจ้านาย และระบบก็จะต้องกลับมาให้คุณค่า พร้อมทั้งจ่ายผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม

เมื่อความอยู่รอดไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับอีกต่อไป เราจะสามารถทวงคืนศักดิ์ศรีของการทำงานกลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ

พาฝัน ศรีเริงหล้า

 

อ้างอิง 

    Graeber, David. Bullshit Jobs: A Theory. Simon & Schuster, 2018.

     Graeber, David. "On the Phenomenon of Bullshit Jobs: A Work Rant." STRIKE! Magazine, issue 3, Aug. 2013, strikemag.org/magazine/issue-3/bullshit-jobs. Accessed 15 May 2026.

     "Bullshit Jobs." Wikipedia, The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation, 13 Apr. 2026, en.wikipedia.org/wiki/Bullshit_Jobs. Accessed 15 May 2026.