05 พ.ค. 2569 | 15:01 น.

KEY
POINTS
ประโยคที่ ‘ไซมอน ซิเนค’ นักเขียนและนักพูดชื่อดังระดับโลก ได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Infinite Game ภายใต้หัวข้อการสร้างทีมที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจ (Trusting Teams) คำพูดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปรัชญาโลกสวย แต่ท้าทายความเชื่อเดิม ๆ ของโลกการทำงานอย่างสิ้นเชิง ว่าแท้จริงแล้วกาวใจที่ทำให้องค์กรก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้อย่างยั่งยืนคืออะไร
เมื่อพูดถึงการสร้างสุดยอดทีม ผู้นำส่วนใหญ่มักออกตามล่า ‘ดาวเด่น’ หรือคนเก่งระดับท็อป 1% ที่มีเรซูเม่ระดับเทพ เรามักเชื่อฝังหัวว่าถ้ารวบรวมยอดมนุษย์ที่ทำยอดขายทะลุเป้ามาไว้ในห้องเดียวกันได้เมื่อไหร่ ทีมของเราจะกลายเป็นทีมที่ไร้เทียมทาน แต่ข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับความรู้สึกก็คือ หลายต่อหลายครั้ง ทีมที่ประกอบด้วยพนักงานระดับกลาง ๆ กลับสามารถเอาชนะทีมที่มีแต่ดาวเด่นได้ในระยะยาว
สาเหตุที่ทีมดาวเด่นมักไปไม่รอด เป็นเพราะเมื่อคนเก่งมารวมตัวกันในสภาพแวดล้อมที่วัดผลกันด้วยตัวเลข พวกเขาจะเริ่มแข่งขันกันเอง พวกเขาอาจจะหวงข้อมูล แย่งชิงความดีความชอบ และมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จส่วนตัวมากกว่าเป้าหมายของทีม
ดาวเด่นเหล่านี้อาจสว่างไสวเมื่อต้องฉายเดี่ยว แต่กลับแตกคอกันเมื่อต้องประสานงานกับผู้อื่น เพราะต่างฝ่ายต่างอยากเป็นคนเดียวที่ได้รับเสียงปรบมือ
ในทางกลับกัน พนักงานระดับธรรมดาที่ผูกพันกันด้วยความเชื่อใจ จะให้ความสำคัญกับทีมเป็นอันดับแรก พวกเขาพร้อมที่จะสนับสนุน คอยอุดจุดอ่อนให้อีกฝ่าย และแบ่งปันความสำเร็จร่วมกันอย่างเต็มใจ
เมื่อคนธรรมดาเลือกที่จะจับมือและสู้ไปด้วยกัน พวกเขาก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมาย กลายเป็นพลังที่แข็งแกร่งเกินกว่าความเก่งกาจส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียวจะเทียบติด
ความล้มเหลวขององค์กรจำนวนมาก เกิดจากการหมกมุ่นกับ ‘ผลลัพธ์และผลงาน’ มากเกินไป
ในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตัวชี้วัด เรามักยกย่องคนที่ปิดดีลใหญ่ได้ โดยไม่ทันสังเกตว่าเขาอาจเหยียบย่ำเพื่อนร่วมงานไปหลายคนระหว่างทาง และการกดดันพนักงานด้วยยอดขายโดยละทิ้งความใส่ใจในความเป็นมนุษย์ คือจุดเริ่มต้นของสภาพแวดล้อมเป็นพิษที่ผู้คนพร้อมจะโยนความผิดให้กันทันทีที่พลาดพลั้ง
แล้วทำไมความไว้วางใจถึงต้องมาก่อน?
คำตอบคือ ประสิทธิภาพของทีมต้องการส่วนผสมสองอย่าง คือความสามารถทางเทคนิค และอุปนิสัยที่ไว้ใจได้
ผลงานนั้นสะท้อนถึงความเก่ง แต่ความไว้วางใจสะท้อนถึงการมอบใจให้ผู้อื่น ร่างกายมนุษย์มีสารเคมีอย่างออกซิโทซินที่จะหลั่งออกมาเมื่อเรารู้สึกปลอดภัยและเป็นที่รัก ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยให้มนุษย์ร่วมมือกันเอาชนะอุปสรรคมาได้ตั้งแต่ยุคโบราณ
บทบาทที่สำคัญที่สุดของผู้นำในการสร้างความเชื่อใจนี้ คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘วงกลมแห่งความปลอดภัย’ (Circle of Safety) หน้าที่ของคนเป็นหัวหน้าไม่ใช่การคอยจับผิดเรื่องตัวเลขจากหอคอยงาช้าง แต่คือการปกป้องลูกน้องจากภัยคุกคามภายนอกและบรรยากาศการแข่งขันที่โหดร้ายภายใน ผู้นำต้องทำให้พนักงานมั่นใจว่า หากพวกเขาล้มลง จะมีคนคอยพยุงขึ้นมา ไม่ใช่ถูกเหยียบซ้ำ
เมื่อวงกลมแห่งความปลอดภัยแข็งแรง สิ่งมหัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้น คนทำงานจะหยุดพะวงและเลิกเสียพลังงานไปกับการระแวงเพื่อนร่วมโต๊ะ พวกเขาจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการไขว่คว้าโอกาสใหม่ ๆ กล้าคิดค้นนวัตกรรม และกล้าเสี่ยงในสิ่งที่ควรเสี่ยง เพราะรู้ดีว่าผู้นำและเพื่อนร่วมทีมเตรียมร่มชูชีพไว้พร้อมสนับสนุนพวกเขาในทุกจังหวะก้าวเดิน
สำหรับผู้นำที่อยากนำแนวคิดนี้ไปใช้จริง ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเลย วิธีที่ง่ายที่สุดคือการตั้งคำถามสั้น ๆ ทุกครั้งที่มีใครในทีมทำผลงานสำเร็จ แทนที่จะชื่นชมแค่คนที่ยืนอยู่แถวหน้า ให้ผู้นำถามเขาว่า “ใครเป็นคนช่วยเหลือคุณบ้าง?” และเมื่อได้รับคำตอบ ให้ประกาศชื่อของผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้ทุกคนรับรู้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้ปิดทองหลังพระนั้นมีคุณค่าอันยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
โลกของการทำงานไม่ควรเป็นสถานที่ที่สูบพลังงานชีวิตเราจนเหือดแห้ง ผู้นำที่แท้จริงไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อตัวเลข แต่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล ‘ผู้คน’ ที่จะไปสร้างตัวเลขเหล่านั้น เมื่อคุณเลือกที่จะมอบความไว้วางใจให้เกิดขึ้นก่อนผลงาน คุณไม่ได้กำลังสร้างแค่ทีมที่เก่งกาจ แต่กำลังสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ผู้คนตื่นขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจ และกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโตในทุก ๆ วัน
สวัสดีวันจันทร์ค่ะ
พาฝัน ศรีเริงหล้า