ไมเคิล แจ็คสัน : จากภัยทางวัฒนธรรมไทย ถึง ‘ราชา’ ที่กลายเป็น ‘เมสสิยาห์’ ในโรมาเนีย

ไมเคิล แจ็คสัน : จากภัยทางวัฒนธรรมไทย ถึง ‘ราชา’ ที่กลายเป็น ‘เมสสิยาห์’ ในโรมาเนีย

ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) นับเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา แต่ครั้งหนึ่งภัยทางวัฒนธรรมไทย และเคยกลายร่างจาก ‘ราชา’ ที่กลายเป็น ‘เมสสิยาห์’ ในโรมาเนีย

KEY

POINTS

Michael (2026) ไม่ใช่ภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่องแรกที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงวัฒนธรรมที่แผ่ขยายไปทั่วทั้งโลก ย้อนกลับไปในช่วงไม่เกินสิบปีที่ผ่านมาก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเรื่องราวของผู้ที่มีความสำคัญและชื่อเสียงทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะกับแวดวงศิลปะและบันเทิงที่มีฐานแฟนเพลงเป็นทุนดั้งเดิมอยู่แล้ว ดังที่สะท้อนให้เห็นได้ผ่านทั้ง Bohemian Rhapsody (2018) และ Elvis (2022) 

แต่สำหรับเรื่องราวของราชันเพลงป็อปนั้น ดูท่าว่าสังคมจะให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ถึงขั้นที่ว่าบทเพลง ท่าเต้น และเรื่องราวของเขาถูกหยิบยกมากล่าวถึงกันอีกครั้งอย่างล้นหลามบนโลกอินเทอร์เน็ต ใคร ๆ ต่างก็หลงใหลกับเสียงดนตรีของ Human Nature และการแสดง Billie Jean ในงาน Motown 25 จะกล่าวว่านี่เป็นหนึ่งบทพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของ ‘ไมเคิล แจ็คสัน’ (Michael Jackson) ได้อย่างประจักษ์ชัด

ถึงนักวิจารณ์หรือแม้สื่อบางเจ้าจะมีความเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ‘ไม่ได้คุณภาพ’ หรือแม้แต่ ‘ฟอกขาว’ (whitewash) ให้กับศิลปินผู้ล่วงลับ แต่กระแสของแฟน ๆ และผู้ชมต่างก็สะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มอบความบันเทิงและความวิเศษในเสียงเพลงและการแสดงของราชันเพลงป็อปอย่างสมบูรณ์แบบ — ดังที่ป๋าเต็ดได้เขียนผ่านความรู้สึกของตนเองหลังชมภาพยนตร์เอาไว้ว่าตัวเขาเองก็ไม่สามารถกล่าวถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่าง ‘เป็นกลาง’ เพราะในฐานะแฟนคนหนึ่ง เพียงได้เห็นที่มาและการก่อร่างสร้างขึ้นของบทเพลงในตำนานแล้ว เราจะต้องการอะไรอีก?

ก่อนภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเราอาจคิดว่า ไมเคิล แจ็คสัน คือซูเปอร์สตาร์ของวันวานไปแล้ว ไม่ใช่ว่าผลงานของเขาจะเสื่อมมนต์ขลังไป แต่ผู้คนในยุคสมัยนี้ที่ไม่ได้เติบโตมาพร้อม ๆ กับความยิ่งใหญ่ของราชันเพลงป็อป อาจไม่ได้รู้สึกขนลุกชูชันเมื่อไมเคิลปรากฏตัวมากเท่าภาพคอนเสิร์ตที่เราได้เห็นในอดีต แต่ไม่ใช่เลย กลับกลายเป็นว่ามรดกของไมเคิลที่ตัวของเขาได้ทิ้งเอาไว้ผ่านเสียงดนตรีและท่าเต้นยังคงเริงระบำอยู่เช่นเคย อีกทั้งการกลับมาครั้งนี้ผ่านภาพยนตร์ยิ่งจะถมทับภาพจำเดิมที่ชื่อเสียงของเขาถูกป่นปี้ลงด้วยข้อกล่าวหาคดีฉาวเสียด้วยซ้ำไป จนกลายเป็นคำกล่าวที่เห็นได้บ่อยครั้งในโลกอินเทอร์เน็ต 

“ไมเคิล แจ็คสัน มีแฟนคลับที่ยังไม่เกิดมากมายเต็มไปหมด” หมายถึงว่า แม้ผู้คนที่เกิดไม่ทันยุคสมัยที่รุ่งโรจน์ของราชันเพลงป็อป ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นหนึ่งในแฟนคลับแม้จะผ่านไปหลายทศวรรษแล้วก็ตาม คงมีไม่มากนักที่ผลงานของศิลปินสักคนจะแว่วกังวานผ่านยุคสมัยด้วยความงามและวิเศษที่ไม่ได้เสื่อมซีดไปตามพลวัตของยุคสมัย 

แต่ถ้าจะมีสักช่วงเวลาหนึ่งที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของราชันผู้นี้ได้ชัดเจนที่สุด ก็คงจะเป็นยุคไหนไปไม่ได้นอกเสียจากต้นทศวรรษที่ 1990 ในห้วงเวลาล่มสลายของสงครามเย็นและจุดเริ่มต้นของ ไมเคิล แจ็คสัน ในการเติบโตครั้งใหม่ผ่านอัลบั้ม Dangerous (1991) และการทัวร์โปรโมตอัลบั้มที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งกับ Dangerous Tour (1992-1993) 

ซึ่งก็เป็นทัวร์เดียวกันนี้เองที่ราชันเพลงป็อปได้มาเหยียบผืนแผ่นดินไทยเป็นครั้งแรกจนสร้างความฮือฮาครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์!

 

ไมเคิล แจ็คสัน ดังขนาดไหน?

 

เป็นคำถามที่เกิดขึ้นไม่น้อยในยุคสมัยนี้ มีใครหลายคนพยายามจะหยิบเอาศิลปินในยุคสมัยนี้มาเป็นมาตรวัดเพื่อเทียบเคียงกันให้เห็นภาพ แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น เพราะในแต่ละยุคสมัยก็ไม่ได้มีบริบทและปัจจัยแวดล้อมที่เหมือนกัน ในสมัยก่อน โซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นของสามัญประจำกายเฉกเช่นทุกวันนี้ การจะเสพผลงานของศิลปินสักคนไม่ได้เป็นไปผ่านการเสิร์ช แต่ต้องฟังผ่านวิทยุหรือไม่ก็ต้องหาซื้อเทปหรือซีดี (ที่มีราคาสูงลิ่ว) มาเปิดฟัง เพราะฉะนั้น การแผ่ขยายของชื่อเสียงในระดับของ ไมเคิล แจ็คสัน นั้นนับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ในยุคสมัยของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) หนึ่งในบุคคลที่มักถูกหยิบมาเปรียบเคียงกับศิลปินชื่อใหญ่ในอดีตเสมอ ก็ต้องเผชิญหน้ากับรสนิยมของผู้ฟังที่ ‘ปริแยก’ (fragmented) อย่างเสรีเกินหยั่งถึง เพราะไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรีในแนวทางไหนก็สามารถเข้าถึงได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส 

การจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของ ไมเคิล แจ็คสัน ได้ชัดเจนที่สุดอาจไม่ใช่การหยิบมาเปรียบกับศิลปินในยุคสมัยนี้ แต่เป็นการย้อนกลับไปสำรวจเลยเสียมากกว่าอิทธิพลทางวัฒนธรรมของเขาได้สร้างแรงกระเพื่อมแบบใดกับสังคมต่าง ๆ บ้าง ซึ่งตัวอย่างที่เราจะหยิบยกมากล่าวถึงนั้นประกอบไปด้วยสองประเทศด้วยกัน

โดยเราก็สมควรที่จะเริ่มต้นกันที่สถานที่ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดกันเสียก่อน เช่น ‘ประเทศไทย’

 

ภัยทางวัฒนธรรม
ของไทยแลนด์ยุค 90s

แม้อัลบั้ม Dangerous อาจไม่ใช่อัลบั้มที่เด่นที่สุดที่โลกจดจำเมื่อกล่าวถึงอัลบั้มต่าง ๆ ของไมเคิล เมื่อเทียบกับความคลาสสิกจาก Off the Wall (1979) Thriller (1983) หรือ Bad (1987) แต่สำหรับชาวไทย โดยเฉพาะชาวไทยที่ผ่านช่วงเวลาที่ไมเคิลมาเยือนไทยที่สนามกีฬาแห่งชาติ น่าจะเห็นภาพอย่างชัดเจนว่าไมเคิลทรงพลังในทางวัฒนธรรมขนาดไหน

ทรงพลังถึงขั้นที่ว่ามีคนบางกลุ่มกังวลว่า วัฒนธรรมตะวันตกที่มาพร้อมกับ ไมเคิล แจ็คสัน อาจบ่อนเซาะกร่อนทำลาย ‘ความเป็นไทย’ ที่งดงามให้แปดเปื้อน และเป็นภัยความมั่นคงทางวัฒนธรรมที่มีผู้คนบางกลุ่มออกมาแสดง ‘ความกังวล’ กันอยู่ไม่น้อย

ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมปีที่ 14 ฉบับที่ 12 ประจำเดือนตุลาคม 2536 ได้ครอบคลุมเนื้อหาและแง่มุมการมาถึงของ ไมเคิล แจ็คสัน กับวัฒนธรรมไทยได้อย่างน่าสนใจผ่านนักคิด นักเขียนหลายคน โดยเฉพาะในมุมมองต่อผลกระทบที่มีต่อวัฒนธรรมไทย
ในคอลัมน์เสนาะสังคีตโดย สุกรี เจริญสุข ได้บรรยายบรรยากาศความฮือฮาในช่วงเวลานั้นเอาไว้ว่า ข่าวของไมเคิลที่มาแสดงในประเทศไทยปรากฏอยู่ในทุก ๆ สื่อของสังคมไทย สื่อก็ต่างพากันประโคมข่าวอย่างล้นหลามจนกลายเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ 

เฉกเช่นเดียวกับในบทความโดย วาณิช จรุงกิจอนันต์​ ที่ได้เขียนบอกเอาไว้ว่าการมาของราชันเพลงป็อปทำให้เมืองไทยฮือฮาตื่นเต้น เป็นสีสันและรสชาติอันจัดจ้านที่สังคมไทยควรได้รับเพราะอาจเป็นประโยชน์ต่อมวลความรู้สึกและการสร้างสรรค์ของประเทศในภาพรวม แต่ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่าก็มีคนบางกลุ่ม “ต่อต้านเหยียดหยามประณามวัฒนธรรมของ ไมเคิล แจ็คสัน” เพราะเหมือนเป็นการสนับสนุนการรุกคืบของ ‘เพลงฝรั่ง’ ที่อาจเข้ามาชะล้างกร่อนเซาะความงามของ ‘เพลงไทย’ ที่ก็กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

แต่วาณิชก็ตั้งคำถามต่อว่า ‘เพลงไทย’ ที่กอดรัดมัดแน่นว่าเป็น ‘ของไทย’ นั้น เป็นไทยแท้จริงหรือเปล่า ใช่หรือว่าไม่ได้มีส่วนผสมของ ‘เพลงฝรั่ง’ อยู่ในนั้น ดังเช่นที่คนเหล่านั้นกำลังตีตราเพลงไทยในช่วงเวลานั้น (ยุค 90s) จึงมีการตั้งคำถามต่อว่าเหล่ากลุ่มคนที่อนุรักษ์เพลงไทยนั้นกำลังปกปักษ์รักษา ‘คุณค่าดั้งเดิม’ หรือแค่ “ฟังแล้วรำคาญ, ฟังแล้วหมั่นไส้, เพราะมันไม่ใช่เพลงของคนยุคเก่าเท่านั้นแหละ เป็นเพลงของคนยุคใหม่ซึ่งคนยุคเก่าจะตั้งข้อรังเกียจไว้เสมอ”

แม้แต่ แอ๊ด คาราบาว ก็ยังเขียนเพลง ‘ทับหลัง’ ที่ร้องว่า “เอาไมเคิล แจ็กสัน คืนไป เอาพระนารายณ์ คืนมา” แต่ก็ได้มีบทสัมภาษณ์ที่ตัวศิลปินเองให้คำอธิบายว่า ไมเคิลเป็นเพียง ‘สัญลักษณ์’ ที่สะท้อนภาพแทนของวัฒนธรรมตะวันตกที่ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่เป็นการกล่าวถึงตัวบุคคลโดยตรง อีกทั้งยังชื่นชมว่าผลงานของแจ็คสันมีความพิเศษเฉพาะตัว โดยเฉพาะการอุทิศเพลงเพื่อการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งใบใน ‘Heal the World’ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่เห็นด้วยกับ ‘ท่าเต้นกระเด้าลม’ เสียเท่าไหร่

เมื่อกล่าวถึงท่าเต้น ในบทความของอาจารย์นิธี เอียวศรีวงศ์ ในชื่อ ‘ลูบจากเป้าไปถึงท้อง’ แสดงความเห็นถึงความหวั่นเกรงของคนบางกลุ่มต่อ ‘ท่าเต้นลูบเป้า’ ของไมเคิล แจ็คสัน ที่มองว่า ‘ไม่เหมาะสม’ อาจทำให้วัฒนธรรมไทย ‘แปดเปื้อน’ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเต้นลูบเป้านั้น แตกต่างจากการลูบเป้าเฉย ๆ เพราะการลูบเป้าของไมเคิลนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ ‘การเต้นรำ’ ซึ่งเมื่อมองผ่านบริบทของการเต้นรำนั้นย่อมไม่มีปัญหา แต่เมื่อตัดสินท่าลูบเป้าของไมเคิลโดยตัดบริบทการเต้นรำย่อมถูกมองว่าไม่เหมาะสมเป็นธรรมดา 

แต่ปัญหาไม่ได้จบเพียงแค่ท่าเต้นของไมเคิลนั้นดู ‘หยาบโลน’ ต่อสายตาของคนบางกลุ่ม แต่ยังถูกมองว่าของใหม่ที่ผู้คนต่างฮือฮากันทั้งบ้านทั้งเมืองนั้นอาจทำให้วัฒนธรรมไทยที่มีอยู่แต่เดิมพังสลาย โดยอาจารย์นิธิก็ได้ชี้ว่า วัฒนธรรมแบบนี้มีอยู่แต่เดิมแล้ว แม้ไมเคิลไม่ได้มาเหยียบเมืองไทยก็ตาม 

แต่นอกจากนั้นแล้ว ‘วัฒนธรรมไทย’ ที่เขาเหล่านั้นต่างหวั่นเกรงว่าจะล่มสลาย ก็ล้วนตั้งอยู่บนชุมชนเกษตรกรรมและครอบครัวชนบท ซึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้หาได้ถูกการเกื้อหนุนจากรัฐให้ปรับตัวเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ หรือแม้แต่ปรับตัวให้ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเองจนต้อง ‘ลูบท้อง’ ด้วยความหิวอยู่เรื่อยไป ในขณะที่หวั่นเกรงว่าวัฒนธรรมลูบเป้าจะทุบทำลายความงามของไทยเดิม โครงสร้างความเป็นไทยของเราเองก็บ่อนทำลายวัฒนธรรมไปช้า ๆ เช่นเดียวกัน 

จะเห็นได้ว่าคนกลุ่มหนึ่งดูจะมองว่าวัฒนธรรมไทยสมควรจะถูกอนุรักษ์เอาไว้ให้คงมั่น และต้องถูกปกป้องจากความเปลี่ยนแปลง ในบทบรรณาธิการ ‘สุจิตต์ วงษ์เทศ’ ได้ให้ความเห็นว่าวัฒนธรรมไทยแต่เดิมก็ล้วนเป็นส่วนผสมจาก ‘ของนอก’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและประยุกต์กับความเปลี่ยนแปลง ทว่าหากคนกลุ่มหนึ่งมองว่าวัฒนธรรมไทยต้องหยุดนิ่งแช่สนิทกับความดั้งเดิม แข็งขืนต่อยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้เองหรือไม่ที่จะทำลายวัฒนธรรมไทยให้หมดสิ้นไปตามกาลเวลา?

จากทั้งความเห็นของนักคิดนักเขียนที่ได้เสนอผ่านนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและกระแสตอบรับของบ้านเมืองในห้วงเวลานั้นดังที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ ก็สะท้อนให้เห็นว่าปฏิกิริยาที่เมืองไทยมีต่อการมาถึงของ ไมเคิล แจ็คสัน ในตอนนั้นนับว่าแบ่งแยกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อจำแนกผ่าน ‘รุ่น’ (generation) ของคน

แน่นอนว่าประชาชนวัยรุ่นยุคใหม่ในตอนนั้นย่อมโอบรับและฮือฮากับการมาถึงของไมเคิลอย่างชัดเจน เพราะไมเคิลเองก็นับว่าเป็นภาพสะท้อนของความนิยมและความเป็นสมัยใหม่ที่โลกให้ความสนใจ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าก็มีคนบางกลุ่มเช่นเดียวกันที่หวั่นเกรงว่า ‘ความใหม่’ เหล่านี้ เป็นภัย จึงไม่แปลกที่จะเกิดการปะทะกันทางความเห็นและจุดยืนระหว่างคนสองกลุ่ม ซึ่งก็นับเป็นภาพที่ไม่ได้น่าแปลกตานัก เพราะแม้ในยุคปัจจุบันนี้ ความขัดแย้งทางมุมมองและความคิดของ ‘รุ่น’ ดังที่เราเรียกว่า ‘Generation Gap’ ก็ยังคงอยู่เช่นเคย 

สำหรับไทยแลนด์ ไมเคิล แจ็คสัน จึงถูกมองว่าเป็น ‘ภัยจากแดนตะวันตก’ หรือแม้แต่ ‘ความพ่ายแพ้ของสังคมไทย’ แต่ในขณะเดียวกัน หากขยับเขยื้อนไปอีกแห่งหนึ่งของโลกอย่าง ‘โรมาเนีย’ (Romania) เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่การตีแผ่เรื่องราวของ ไมเคิล แจ็คสัน ที่ทำให้‘ราชัน’ กลายร่างเป็น ‘เมสสิยาห์’

 

เมื่อ ‘ราชัน’
กลายเป็น ‘เมสสิยาห์’

ในการแสดงคอนเสิร์ต Dangerous World Tour ของ ไมเคิล แจ็คสัน ได้มีการบันทึกอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งที่เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สุดและน่าจะเป็นที่คุ้นหูคุ้นตากันมากที่สุดก็คงเป็น ‘Michael Jackson: Live in Bucharest’ ที่ราชันเพลงป็อปนั้นได้ไปเยือนโรมาเนียและได้ไปแสดงที่สนามกีฬาแห่งชาติจนเกิดเป็นภาพคอนเสิร์ตที่ถูกบันทึกไว้อย่างน่าจดจำ

ทำไมถึงน่าจดจำ?

หากใครที่พอจำได้ ในการแสดงคอนเสิร์ตดังกล่าว สิ่งที่ชวนให้น่าจดจำที่สุดไม่ได้มีเพียงแค่การแสดงอันมหัศจรรย์ของตัวไมเคิลเอง  แต่เป็นปฏิกิริยาของ ‘ผู้ชม’ ณ สถานที่แห่งนั้น เราจะเห็นได้ว่าเมื่อไมเคิลกระโดดขึ้นมาจากเวที ผู้คนต่างพากันตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง หลายคนหมดสติจนต้องถูกหามออกมา จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า ทำไมพวกเขาเหล่านั้นถึงคลั่งไคล้ศิลปินสักคนได้ถึงขั้นที่หมดสติกันเป็นจำนวนมากขนาดนั้น?

ในงานศึกษาของ Mihai Coman ในชื่อ ‘Michael Jackson’s 1992 concert in Bucharest: transforming a star into a saint’ ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงเบื้องหลังที่มาที่ไปของคอนเสิร์ต ไมเคิล แจ็คสัน รวมไปถึงบริบทของสังคมในยุคสมัยนั้นที่ได้ยกระดับสถานะของศิลปินธรรมดาให้เป็นอะไรที่มากกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อผนวกรวมกับการตีแผ่เนื้อหาของสื่อในประเทศ

ย้อนกลับไปในปี 1992 โรมาเนียในเวลานั้นเพิ่งหลุดจากยุคของระบบคอมมิวนิสต์ และยังอยู่ในภาวะสับสนทางอัตลักษณ์ ถูกมองจากโลกตะวันตกในแง่ลบ และประชาชนจำนวนมากก็มีความรู้สึกร่วมกันว่าประเทศถูก ‘ทอดทิ้ง’ (the perceived marginalisation of the country)

การที่ ไมเคิล แจ็คสัน ผู้เป็นภาพแทนของสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งโอกาสไร้ที่สิ้นสุดจากสายตาของประชาชนโรมาเนีย ‘เลือก’ มาแสดงที่โรมาเนีย จึงให้ความรู้สึกว่าในที่สุด ประเทศที่ถูกทอดทิ้งก็มีใครสักคน ‘เห็นคุณค่าและความสำคัญ’ โดยเฉพาะเมื่อศิลปินผู้นั้นยิ่งใหญ่ราวกับศาสดา (prophet-star) ที่จัดงานแสดงที่มหัศจรรย์ราวกับเสกสรรค์โดยเวทมนต์ การมาถึงของ ไมเคิล แจ็คสัน จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของโรมาเนีย โดยเฉพาะในแง่ของสำนึกในคุณค่าของตัวเองสำหรับประชาชนโรมาเนีย

การมาถึงของราชันเพลงป็อปไม่ได้นำพามาเพียงความวิเศษทางดนตรีและการแสดงเพียงเท่านั้น เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนี้คือช่วงที่ไมเคิลขับเคลื่อนแนวคิดและโครงการ Heal the World ที่ไมเคิลได้เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ รวมถึงสถานเด็กกำพร้าหรือโรงพยาบาล การกระทำนี้จึงถูกมองว่าเหมือน ‘การแสวงบุญ’ (pilgrimage) โดยเฉพาะเมื่อถูกตีแผ่โดยสื่อ จึงทำให้การที่ประชาชนเดินทางไปพบกับไมเคิล ให้ความรู้สึกไม่เพียงแค่ราชันเพลงป็อป แต่ยังเป็นเหมือน ‘พระเมสสิยาห์’ ผู้มาโปรดโรมาเนียอีกด้วย 

ทั้งบริบททางความรู้สึกของประชาชนในประเทศ ผนวกกับเรื่องราวของ ไมเคิล แจ็คสันที่ถูกตีแผ่ออกไปจึงทำให้ ‘คอนเสิร์ตธรรมดา’ ถูกยกระดับให้กลายเป็น ‘เหตุการณ์สื่อ’ (media event) ที่มีบรรยากาศเหมือนพิธีกรรมทางศาสนา (ritualisation)

ดังนั้น การแสดงคอนเสิร์ตที่เกิดขึ้น ณ สนามกีฬาแห่งชาติ จึงกลายเป็นจุดสูงสุดของ ‘พิธีกรรม’ (ritual) ตั้งแต่การปรากฏตัวของไมเคิลที่กระโดดขึ้นจากเวทีในเพลงแรกอย่าง Jam ที่ตัวเขายืนนิ่งราวรูปปั้นนานสองนาทีบนเวที ในขณะที่แฟน ๆ อยู่ด้านล่าง ร้อง เต้น โห่ร้อง ร้องไห้ หมดสติ และเข้าสู่ภาวะปีติร่วมกัน คอนเสิร์ตครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกกับผู้ชมเหมือนกับประสบการณ์ที่เข้ามาชำระจิตใจ หรือทำให้ผู้คนหลุดออกจากความทุกข์ทางสังคมชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ความศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าก็ไม่ได้คงอยู่ยาวนาน เพราะไมเคิลเองก็อยู่โรมาเนียแค่ไม่กี่วัน เมื่อเขาจากไป ก็ไม่ได้เหลือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือวัตถุให้แฟน ๆ บูชาอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงความทรงจำของผู้ชมและบันทึกในสื่อเท่านั้น ดังที่เราได้เห็นผ่านการบันทึกการแสดงสดที่เราจดจำกันมาถึงทุกวันนี้

ในกรณีของโรมาเนียกับการมาถึงของไมเคิล แจ็คสัน จึงให้ภาพสะท้อนที่แตกต่างออกไปจากประเทศไทยที่มีแรงต้านและคำถามจากประชาชนฝั่งอนุรักษนิยม เพราะสำหรับประเทศโรมาเนีย สิ่งที่สะท้อนชัดคือทิศทางความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อการมาถึงของไมเคิล เป็นภาพสะท้อนว่าบริบทของสังคมกับเรื่องเล่าที่ถูกนำเสนอสามารถขยายเพดานความยิ่งใหญ่ของศิลปินชื่อดังก้องโลกให้สูงกว่านั้น 

โรมาเนียได้เปลี่ยน ‘ราชัน’ ให้กลายเป็น ‘เมสสิยาห์’ ผู้เข้ามากอบกู้ความผิดหวังของผู้คน

 

อ้างอิง 

ศิลปวัฒนธรรม. (2536, ตุลาคม). ศิลปวัฒนธรรม, 14(12).

Coman, M. (2011). Michael Jackson’s 1992 concert in Bucharest: Transforming a star into a saint. Celebrity Studies, 2(3), 277–291.