06 เม.ย. 2569 | 17:06 น.

KEY
POINTS
ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนคำคมปลอบใจคนไม่อยากแก่ แต่มันคือความจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว จาก ‘นพ. เคิร์ต ฮง’ (Dr. Kurt Hong) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนและโภชนาการ รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ขององค์กร Lifeforce ผู้ที่สามารถย้อนวัยร่างกายตัวเองได้สำเร็จ
สำหรับมนุษย์ออฟฟิศที่ทำงานหนักจนปวดหลังเรื้อรังและรู้สึกว่าร่างกายพังไปตามกาลเวลา ประโยคนี้คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนมุมมองว่า เราอาจจะไม่ได้แก่เพราะอายุ แต่แก่เพราะไลฟ์สไตล์ของเราเอง
เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพูดลอย ๆ เพราะคุณหมอฮงในวัย 52 ปี ได้ทำการประเมินอายุทางชีวภาพ (Biological Age) ของตนเอง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเสื่อมของร่างกายจากภายใน ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าทึ่งมาก เพราะระบบต่าง ๆ ในร่างกายของท่านทำงานได้ดีเยี่ยมเทียบเท่ากับคนอายุเพียง 41 ปีเท่านั้น นั่นหมายความว่าคุณหมอสามารถย้อนวัยให้ร่างกายตัวเองได้ถึง 11 ปีเต็ม โดยไม่ต้องพึ่งพาทางลัดหรือเทคโนโลยีชีวภาพแบบสุดโต่งใด ๆ เลย
จากผลลัพธ์นี้เอง คุณหมอจึงอธิบายว่า ‘อายุ’ มีความยืดหยุ่นสูงมาก ในขณะที่อายุบนบัตรประชาชนเป็นตัวเลขที่เดินหน้าไปเรื่อย ๆ แต่อายุทางชีวภาพนั้นสามารถขยับขึ้นหรือลดลงได้เสมอ ร่างกายอาจจะบอกว่าเราอายุ 50 ปี แต่ความรู้สึกและสมรรถภาพของเราอาจจะแข็งแรงเหมือนคนวัย 30 ต้น ๆ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกใช้ชีวิตแบบไหน สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร และเราดูแลระบบภายในดีแค่ไหน
เมื่อลองหันกลับมามองวิถีชีวิตคนวัยทำงาน หลายคนอายุแค่สามสิบกว่า แต่อายุร่างกายอาจจะแซงหน้าไปไกลแล้ว การนั่งจมจ่อมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การกินอาหารฟาสต์ฟู้ดเพื่อความรวดเร็ว และความเครียดที่สะสม ล้วนเป็นการเร่งเข็มนาฬิกาชีวภาพให้เดินเร็วขึ้น แต่แนวทางของคุณหมอฮงทำให้เราเห็นว่า การกู้คืนสุขภาพสามารถทำได้ผ่านการปรับเปลี่ยนนิสัยพื้นฐานแบบยั่งยืน
เสาหลักแรกในการย้อนวัยคือ ‘โภชนาการ’ คุณหมอเลือกรับประทานอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งไม่ใช่การอดอาหารแบบตึงเครียด แต่เน้นไปที่การกินผัก ผลไม้ ธัญพืชขัดสีน้อย ถั่ว น้ำมันมะกอก และเนื้อสัตว์ในปริมาณที่พอเหมาะ อาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและไขมันดี ที่เข้าไปช่วยลดการอักเสบภายในและฟื้นฟูระบบเผาผลาญ แค่เราลองเปลี่ยนจากการสั่งของทอดมื้อเที่ยง มาเป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติ ร่างกายก็จะเริ่มซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น
เสาหลักที่สองคือ ‘การเคลื่อนไหวร่างกาย’ ซึ่งคุณหมอมีปรัชญาที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับคนที่มีเวลาน้อยมาก นั่นคือ “การได้ทำอะไรบ้าง ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” ท่านแนะนำให้หาการออกกำลังกายที่ตัวเองสนุกและเริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ โดยท่านเลือกออกไปวิ่งหรือเดินป่า ควบคู่ไปกับการยกน้ำหนักในยิมประมาณ 45 นาที ไม่กี่วันต่อสัปดาห์ เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูก
สำหรับคนที่อ้างว่าไม่มีเวลา ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า แค่หาเวลาขยับร่างกายให้ได้สัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้อย่างเห็นผล เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ยอมขยับตัวเลย ดังนั้น การเดินขึ้นบันไดหรือการยืดเส้นยืดสายหลังโต๊ะทำงาน ทุกการเคลื่อนไหวล้วนมีความหมายต่อร่างกายเสมอ
เสาหลักที่สามคือ ‘การฟิตสมอง’ ซึ่งสำคัญไม่แพ้ร่างกาย คุณหมอฮงจะใช้เวลาวันละหนึ่งถึงสองชั่วโมง ทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิแบบไม่ต้องพึ่งพาหน้าจอ เช่น การเล่นหมากรุก หรือการอ่านหนังสือ การทำเช่นนี้เป็นการสร้าง ‘ทุนสำรองทางปัญญา’ ช่วยให้สมองยืดหยุ่นและช่วยชะลอความเสื่อมถอยของความจำ การพักสมองจากงานมาทำกิจกรรมที่ท้าทายความคิดแบบอื่น จึงเป็นการชาร์จพลังที่ดีเยี่ยม
เสาหลักสุดท้ายคือ ‘การเสริมวิตามินอย่างฉลาด’ คุณหมอไม่ได้สนับสนุนให้กว้านซื้ออาหารเสริมมากินทีละกำมือ แต่แนะนำให้เสริมเฉพาะสิ่งที่ร่างกายเราขาดจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ท่านทานแค่วิตามินดีเป็นประจำทุกวัน เพราะผลตรวจเลือดชี้ว่าระดับวิตามินต่ำ ซึ่งวิตามินตัวนี้จำเป็นมากต่อการดูดซึมแคลเซียมเพื่อรักษามวลกระดูกหลังจากอายุ 35 ปี นี่คือการดูแลสุขภาพแบบตรงจุดและไม่สร้างภาระให้ร่างกาย
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของคุณหมอฮงคือเครื่องยืนยันว่า ความชราไม่ใช่ความเสื่อมถอยที่เราต้องก้มหน้ารับสภาพ ร่างกายที่แข็งแรงและความอ่อนเยาว์ไม่ได้มาจากทางลัด แต่มาจากการสร้างนิสัยที่ดีซ้ำ ๆ ในทุกวัน ทั้งการกิน การขยับตัว และการพักผ่อน หากเราเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ อายุบนบัตรประชาชนก็จะเป็นเพียงแค่ตัวเลข เพราะ ‘อายุในร่างกาย’ คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถออกแบบและกำหนดความยืดหยุ่นของมันได้ด้วยตัวเราเอง
สวัสดีวันจันทร์ค่ะ
พาฝัน ศรีเริงหล้า