สวัสดีวันจันทร์: “ไม่มีอะไรที่ดีหรือเลว เราแค่เอาผลประโยชน์ของตัวเองไปวัด”

สวัสดีวันจันทร์: “ไม่มีอะไรที่ดีหรือเลว เราแค่เอาผลประโยชน์ของตัวเองไปวัด”

เมื่อโลกเต็มไปด้วยวาทกรรมว่าใครคือฝ่ายดีและใครคือฝ่ายเลว ปรัชญาของ Baruch Spinoza กลับชวนให้เราตั้งคำถามกับไม้บรรทัดที่ใช้ตัดสินโลก บทความนี้พาไปสำรวจแนวคิดของนักปรัชญาศตวรรษที่ 17 ผู้เชื่อว่า “ความดี–ความเลว” อาจไม่ใช่ความจริงของจักรวาล หากเป็นเพียงมาตรวัดที่มนุษย์สร้างขึ้นจากผลประโยชน์ของตนเอง และเมื่อสวมแว่นตาแบบสปิโนซา เราอาจมองความขัดแย้งระดับโลกได้ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

KEY

POINTS

“ไม่มีอะไรที่ดีหรือเลวโดยเนื้อแท้ เราแค่เอาผลประโยชน์ของตัวเอง เป็น ‘ไม้บรรทัด’ ไปวัด”

วาทะอันเฉียบคมนี้สะท้อนรากฐานความคิดของ ‘บารุค สปิโนซา’ (Baruch Spinoza) นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 17 ผู้กล้าตั้งคำถามกับกรอบศีลธรรมดั้งเดิมอย่างท้าทาย สปิโนซาชี้ให้เห็นว่าความดีและความเลวไม่ใช่คุณสมบัติที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ แต่เป็นเพียงข้อความคิดที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประเมินว่าสิ่งใดเกื้อกูลหรือขัดขวางตนเอง

ในมุมมองของสปิโนซา ธรรมชาติดำเนินไปตามกฎเกณฑ์แห่งความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ปราศจากเจตจำนงหรือเป้าหมายทางศีลธรรมใด ๆ สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ดี’ คือสิ่งที่เราพิจารณาแล้วว่าตอบสนองประโยชน์และเพิ่มพูนศักยภาพของเรา ส่วน ‘เลว’ คือสิ่งที่ขัดขวางและลดทอนพลังของเรา ดังนั้น ไม้บรรทัดแห่งศีลธรรมที่มนุษย์มักใช้นำมาตีตราสิ่งต่าง ๆ จึงเป็นเพียงภาพสะท้อนของความต้องการ อคติ และการเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง มากกว่าจะเป็นความจริงแท้ของจักรวาล

หากเรานำแว่นตาทางปรัชญาของสปิโนซามาสวม เพื่อมองดูสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เราจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่ซ่อนอยู่ใต้วาทกรรมทางการเมือง ในสมรภูมิแห่งนี้ ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมและอาจมองว่าอีกฝ่ายคือความเลวร้าย ทว่าในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่กำลังปะทะกันอยู่ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง ‘ความดี’ และ ‘ความชั่ว’ แต่เป็นเพียงการที่แต่ละรัฐนำเอาไม้บรรทัดแห่งผลประโยชน์และความมั่นคงของตนเองมาเป็นมาตรวัด

รากฐานของความขัดแย้งนี้สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดสำคัญของสปิโนซาที่เรียกว่า ‘โคนาตุส’ (Conatus) หรือแรงขับแห่งการดำรงอยู่ สปิโนซาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมถึงตัวตนในระดับรัฐชาติ ล้วนมีสัญชาตญาณตามธรรมชาติที่จะพยายามรักษาสถานะการดำรงอยู่ของตนเองไว้ให้ได้อย่างเต็มกำลัง ความพยายามรักษาสถานะและปกป้องผลประโยชน์สูงสุดนี้แหละคือแก่นแท้ที่ผลักดันให้แต่ละฝ่ายต้องตัดสินใจลงมือกระทำการใด ๆ เพื่อตอบโต้หรือป้องกันตนเอง

ในสภาวะตามธรรมชาติที่ปราศจากกฎเกณฑ์กลาง สปิโนซามองว่า ‘สิทธิ’ ของแต่ละสิ่งมีขอบเขตกว้างไกลเท่ากับ ‘อำนาจ’ ที่สิ่งนั้นมี เมื่อมหาอำนาจต่างพยายามปกป้องพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตน การกระทำเหล่านั้นล้วนดำเนินไปตามตรรกะแห่งสิทธิทางธรรมชาติที่ขับเคลื่อนด้วยพลังอำนาจ ไม่มีใครถูกหรือผิดในระดับภาววิสัย มีเพียงการปะทะกันของสัญชาตญาณดิบที่มุ่งแสวงหาความมั่นคงปลอดภัยตามมุมมองของตนเอง

อย่างไรก็ตาม แม้การใช้กำลังหรือความแข็งกร้าวจะดูเหมือนเป็นการแสดงออกถึงความเข้มแข็ง แต่สปิโนซากลับมองว่าสภาวะเช่นนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนของ ‘ความเป็นทาสของมนุษย์’ (Human Bondage) เมื่อผู้นำหรือผู้คนถูกครอบงำด้วยอารมณ์ที่มืดบอด (Passions) เช่น ความกลัว ความหวาดระแวง และความเกลียดชัง พวกเขาไม่ได้มีเสรีภาพที่แท้จริง แต่ตกเป็นทาสของสถานการณ์ภายนอกที่บีบบังคับให้ต้องกระทำการต่าง ๆ

ความเกลียดชังที่เกิดจากอารมณ์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่บั่นทอนศักยภาพของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สปิโนซาย้ำเตือนว่า ความเกลียดชังมีธรรมชาติที่สร้างแต่ความเศร้าหมองและลดทอนพลังในการดำรงชีวิต การแสวงหาความมั่นคงด้วยการสร้างความหวาดกลัว ไม่มีวันเป็นทางออกที่ยั่งยืน เพราะอารมณ์เชิงลบเหล่านี้มีแต่จะหล่อเลี้ยงความขัดแย้ง และทำให้ทุกฝ่ายติดหล่มอยู่ในวังวนของความอ่อนแอที่ไม่รู้จักจบสิ้น

ทางออกจากความมืดมิดนี้ตามแนวคิดของสปิโนซา คือการหันกลับมาใช้ ‘เหตุผล’ (Reason) เหตุผลจะช่วยให้เรามองทะลุมายาคติของการแบ่งขั้วดี-เลว และทำให้เราเข้าใจถึงต้นตอของความกลัวของตนเอง เมื่อมนุษย์และสังคมถูกนำทางด้วยเหตุผล พวกเขาจะตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์และสร้างความเกื้อกูลให้แก่มนุษย์ได้มากไปกว่า ‘เพื่อนมนุษย์’ ด้วยกันเอง

สันติภาพในทัศนะของสปิโนซา จึงไม่ใช่เป็นเพียงความว่างเปล่าที่ปราศจากเสียงปืนหรือการหลีกเลี่ยงสงครามเพราะความกลัว แต่สันติภาพที่แท้จริงคือคุณธรรมและ ‘ความเข้มแข็งของจิตใจ’ ที่เกิดจากการใช้ปัญญา สังคมที่จะมีเสรีภาพและสันติสุขอย่างแท้จริง คือสังคมที่สามารถบริหารจัดการความขัดแย้งได้ด้วยความเข้าใจและเหตุผล ไม่ใช่ด้วยการกระตุ้นสัญชาตญาณแห่งการทำลายล้างให้ลุกโชน

ท้ายที่สุดแล้ว ความตึงเครียดระดับโลกนี้อาจเป็นห้วงเวลาสำคัญให้เราได้ฉุกคิด หากเรายอมวาง ‘ไม้บรรทัด’ แห่งการแบ่งแยกที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ลง เราจะเห็นว่าภายใต้ร่มธงของความขัดแย้ง มีเพียงมนุษย์ที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดร่วมกันบนโลกใบนี้ การก้าวพ้นจากสงครามจึงอาจเริ่มจากการที่เราต้องปลดแอกตนเองจากความเป็นทาสของความกลัว และหันมามองโลกด้วยความเข้าใจอย่างมีเหตุผล เพื่อมุ่งหน้าสู่เสรีภาพและสันติภาพที่แท้จริง

 

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ

พาฝัน ศรีเริงหล้า