20 ธ.ค. 2568 | 19:00 น.

ฉันจะต้องเก่งที่สุด ดีที่สุด!
มีผู้คนไม่น้อย โดยเฉพาะกับมนุษย์เพศชายที่อาจเติบโตมาพร้อมกับแนวคิดที่บอกว่าเป็นผู้ชายต้องแข่งขัน ต้องเป็นคนที่เก่งที่สุด เป็นเจ้าคนนายคน ห้ามอ่อนแอหรือร้องไห้ ในแง่หนึ่งนับเป็นการปลูกฝังรากฐานความเข้มแข็งในการใช้ชีวิตวันข้างหน้า ทว่าในอีกแง่มุม โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ ก็มองว่าสำนึกดังกล่าวอาจเป็นพิษภัยต่อตัวของผู้ยึดถือเอง หรือที่ถูกนิยามว่า ‘Toxic Masculinity’
“สังคมฝรั่งไม่เคยหลุดออกจากโครงสร้างที่ประกอบขึ้นมาจากการเป็นชนชั้นนักรบ มีคริสต์ศาสนา นับญาติสายผู้ชาย ผู้ชายทรงอำนาจ”
จาก The Hidden Dilemma ตอนก่อนหน้า อาจารย์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ได้เล่าถึงการเปลี่ยนผ่านในบทบาทของผู้หญิงในสังคมจนนำไปสู่วันหยุด เวลายืดหยุ่นในการทำงาน หรือแนวคิดอย่าง Work-Life Balance ที่มาจากการที่ผู้หญิงเริ่มเข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากกว่าแต่ก่อน ในขณะเดียวกับที่ต้องเลี้ยงดูลูกไปพร้อม ๆ กัน
และคำถามดังกล่าวก็สะท้อนกลับมาหาในฝั่งผู้ชายว่าพวกเขาได้เลี้ยงลูกเองกันบ้างหรือไม่ บทสนทน่าในคราวนี้จึงจะเป็นการสำรวจคำถามนี้พร้อมถอนรากถอนโคนจิตวิญญาณความเป็นชายที่มาพร้อมกับความอยากเอาชนะ การแข่งขันที่สืบทอดมาจากชนชั้นนักรบจนหลงเหลืออยู่ในคราบของสิ่งที่ยุคสมัยนิยามว่า Toxic Masculinity
แม้ในโลกปัจจุบันควาตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมดูจะเป็นสำนึกพื้นฐานของยุคสมัย ทว่ากลับมีเพลงสองเพลงที่อายุห่างกันเกือบ 50 ปี ยังคงกล่าวถึงสิ่งเดียวกันไม่มีเปลี่ยน จึงน่าพิจารณากันต่อว่าสังคมหรือแม้แต่ตัวเราเอง เปลี่ยนไปจริงหรือเปล่า?
อ่านเรื่องราวทั้งหมดได้ที่บทความนี้
ผู้ชายฝรั่งส่วนใหญ่แทบไม่เคยเลี้ยงดูลูก เพราะสิ่งนี้มันเป็นวัฒนธรรม ซึ่งแตกต่างจากสังคมแอฟริกันหรืสังคมต่าง ๆ ที่เราคุยกันถึงบทบาทของผู้ชายในการเลี้ยงดูลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นชนชั้นนักรบ พวกเขาก็จะยิ่งไม่ได้เลี้ยงดูลูกเข้าไปใหญ่ เพราะคุณต้องออกเดินทางไปทำสงคราม พ่อก็จะไม่เลี้ยงดูลูก หรือแม้แต่แสดงความรู้สึกใด ๆ กับลูก ที่อาจจะมีการบอกว่า พ่อไม่เคยหอม ไม่เคยกอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะชัดเจนมากในหมู่ชนชั้นสูงในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นท่านลอร์ด ท่านเอิร์ล ที่มีความเป็นผู้ชายมาก โดยในปัจจุบัน คนรุ่นพวกคุณ คนรุ่นใหม่อาจจะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Toxic Masculinity’
สังคมก็จะมองว่าผู้ชายพวกนี้เป็นผู้ชายที่สร้างปัญหาเพราะไม่แสดงอารมณ์ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาแม้กระทั่งจากคนผิวดำเอง ในปี 2022 ‘เคนดริก ลามาร์’ (Kendrick Lamar) ออกเพลง ‘Father Time’ สะท้อนความคิดเหล่านี้หมดเลย ประโยคแรกของเพลงก็บอกเลยว่า “มึงอ่ะ ไอผู้ชายคนนี้ ต้องไปบําบัด” แล้วผู้ชายก็ตอบว่า “Real n***** needs no therapy.” และยังมีท่อนที่บอกว่า “Daddy issues, hid my emotions, never expressed myself.” หรือแม้แต่ “Daddy issues kept me competitive.” สะท้อนว่าวัฒนธรรมของผู้ชายจะต้องแข่งขันตลอดเวลา
เหมือนกับคำถามของคุณที่มักถามผมว่า อะไรดีที่สุด อะไรมากที่สุด… ผมถึงได้บอกว่าคำถามของคุณมันก็สะท้อนอะไรบางอย่างในตัวคุณ เพราะเราถูกฝึกให้แข่งขัน ผู้ชายต้องแข่งขัน ต้องไปเล่นกีฬา ตามเพลงที่บอกว่า “กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า”
แน่นอนว่านี่คือผลผลิตของศตวรรษที่ 19 คุณก็ต้อง competitive ผู้ชายก็ต้องเล่นกีฬา กีฬาเพื่อฝึกฝนให้เป็นผู้แพ้ดีดี ไม่ใช่ว่าแพ้แล้วผมเอาปืนไปยิงคุณ เพราะคุณแพ้ในเกม คุณก็ต้องยอมรับผล เพราะฉะเพลงของ เคนดริก ลามาร์ ก็จะสะท้อนสิ่งเหล่านี้ ว่ามีปัญหาตรงนี้ และทําอย่างไรถึงจะหลุดออกจากโครงสร้างนี้ และเมื่อฟังเพลงนี้ ผมอยากจะให้ลองย้อนนึกไปถึงเพลงที่ผมได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ‘Cat’s in the Cradle’
[ อ่านเรื่องราวนี้ได้ที่ ‘ผู้หญิง’ ในโลกของ ‘ผู้ชาย’ จากการนับสายเลือดถึงคุณค่าความบริสุทธิ์ กับ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ]
สำหรับผม สิ่งพวกนี้ไม่เคยหายไปไหน แม้จะมีการขยับ แต่โครงสร้างหลัก ๆ ยังคงอยู่ สังคมฝรั่งไม่เคยหลุดออกจากโครงสร้างที่ประกอบขึ้นมาจากการเป็นชนชั้นนักรบ มีคริสต์ศาสนา นับญาติสายผู้ชาย ผู้ชายทรงอำนาจ
สะท้อนให้เห็นได้จากเพลง ‘แฮร์รี แชพิน’ (Harry Chapin) เมื่อปี 1974 มาจนถึง เคนดริก ลามาร์ ในปี 2022 เนื้อหาก็ยังสะท้อนในสิ่งเดิม ถึงแม้ว่าในปัจจุบันผู้ชายอาจมีสำนึกมากกว่าในอดีตในเรื่องความเท่าเทียม ผมถือว่ามาไกลนะ แต่สิ่งที่เป็นก็ไม่ได้เปลี่ยนเยอะจากอดีตขนาดนั้น มันยังฝังลึกอยู่ในตัวของเรา เราก็จะชอบเล่นกีฬา ฝึกฝนแข่งขัน
ยิ่งทุกวันนี้แนวคิดเสรีนิยม (Neoliberalism) ใหม่บอกคุณว่า เราต้องแข่งขัน ไม่อย่างนั้นจะสู้คนอื่นไม่ได้ ทั้งหมดนี้คือวัฒนธรรมผู้ชายที่มาจากชนชั้นนักรบ ที่ไล่ฆ่าคนอื่นและขยายดินแดน ซึ่งคุณทำไม่ได้แล้วเพราะโลกมันเปลี่ยนไป แต่จิตวิญญาณเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน
เมื่อผมอ่านคำถามคุณแล้วผมก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมา ทีแรกผมคิดว่าผมจะไม่พูดเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าผมควรจะพูด มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด ผมถึงบอกว่าเราทุกคนเป็นเหยื่อของกาลเวลา เราเกิดในยุคไหนและเวลาไหนเราก็จะอยู่ในกรอบเหล่านั้น แม้จะมีเสรีภาพให้คุณกระเด้งกระดอนไปมาได้บ้าง แต่คุณก็อยู่ในกรอบนั้นอยู่ดี
ผมถึงย้ำเสมอว่าเราทุกคนเป็นเหยื่อของกาละ