05 พ.ย. 2569 | 14:01 น.

KEY
POINTS
สิ่งที่ทำให้ Beyond the Glass ครั้งนี้อบอุ่นเป็นพิเศษ คือผู้คนที่มารวมตัวด้วยความสนใจเดียวกัน ทุกคนเป็นนักฟังที่ชื่นชอบและมองเห็นคุณค่าในผลงานของ ‘จอห์น โคลเทรน’ (John Coltrane 1926-1967) แม้จะทำงานอยู่ในโลกธุรกิจและวิชาชีพที่แตกต่างกัน แต่เสียงแซ็กโซโฟนของเขาก็พาเรามาพบกันในบ่ายวันเดียวกัน
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ที่ห้อง The Gallery ของ Roys Hotel Bangkok เดอะ พีเพิล จัด Beyond the Glass EP.4 ภายใต้แนวคิด The Gentle Side of Trane — Seven Songs / Seven Wines ชวนฟังอีกด้านของนักดนตรีผู้ขยายพรมแดนของแจ๊ส ผ่านไวน์แดงเจ็ดฉลากที่ค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักและความเข้มข้นไปพร้อมกับบทเพลง
‘อนันต์ ลือประดิษฐ์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง และบรรณาธิการอำนวยการ The People เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงที่มาของกิจกรรมนี้ ความตั้งใจอยากให้ Beyond the Glass เป็นห้องเรียนไวน์อย่างไม่เป็นทางการ เป็นพื้นที่ให้คนที่มีความหลงใหลคล้าย ๆ กัน ได้มาพบ แลกเปลี่ยน และค่อย ๆ รู้จักกัน ความรู้มีความสำคัญ แต่ประสบการณ์ของผู้ร่วมโต๊ะแต่ละท่าน ก็มีคุณค่าในการเปิดมุมมองใหม่ ๆ เช่นเดียวกัน
จากนั้นจึงเข้าสู่โลกของจอห์น โคลเทรน ทั้งชีวิตส่วนตัวที่เผชิญการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวถึงสี่คนตั้งแต่วัยเยาว์ เส้นทางการเรียนรู้ร่วมกับนักดนตรีสำคัญ และการค้นหาภาษาของตนเอง คุณค่าของเขาครอบคลุมทั้งการเป็นนักแซ็กโซโฟนที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม (Sheets of Sound) ผู้พัฒนาแนวคิดในการอิมโพรไวส์ (Coltrane Changes) และศิลปินที่แสวงหาความหมายทางจิตวิญญาณผ่านการสร้างดนตรี
แขกพิเศษที่ช่วยให้เรื่องเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมา คือ ‘อ้น–พิสุทธิ์ ประทีปะเสน’ นักแซ็กโซโฟนชั้นนำของไทย และอาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร การพูดคุยพาเราจากข้อสงสัยใกล้ตัว เช่น เหตุใดภาพจำของโคลเทรนจึงดูเคร่งขรึม ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพฟัน การวางปาก และการสร้างเสียง รวมทั้งการวิเคราะห์รายละเอียดทางดนตรีจากมุมของนักแซ็กโซโฟน ซึ่งช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเสียงได้ชัดขึ้น
ด้านเครื่องเสียง เราได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ฝรั่งเศส Devialet กับลำโพงรุ่น Phantom Ultimate มาร่วมถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงร้อง แซ็กโซโฟน และเสียงเครื่องดนตรีอื่น ๆ ด้วยเทคโนโลยี ADH ผสานการขยายเสียงแบบ Class A และ Class D ที่ถ่ายทอดมิติเสียงได้กว้างไกลและลุ่มลึกอย่างน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่เสียงเบสระดับอินฟราเบส (14Hz) ที่แน่นกระชับ ไปจนถึงประกายเสียงแหลมที่เปิดโปร่ง ระยิบระยับ และเที่ยงตรง จากทวีตเตอร์ไทเทเนียมบริสุทธิ์ เติมเต็มห้องจัดงานในวันนั้น ด้วยเวทีเสียงที่โอบล้อมอารมณ์ผู้ฟังไว้อย่างหมดจดในทุกตัวโน้ต
ด้านไวน์ เราได้รับการสนับสนุนจาก JDSS ผู้นำเข้าไวน์ระดับพรีเมียม พร้อมด้วย ‘กฤตภาดา เพ็ชรวารี’ General Manager ของ JDSS ที่มาร่วมเล่าเรื่องราวและแง่มุมของไวน์แต่ละขวดอย่างชวนติดตาม ทำให้การชิมมีทั้งข้อมูลที่ให้บริบทรายล้อม และจุดสังเกตที่ตรงประเด็น ตั้งแต่พื้นที่ปลูก บุคลิกขององุ่น ไปจนถึงแนวคิดของผู้ผลิต
เราเปิดด้วย ‘Say It (Over and Over Again)’ จากอัลบั้ม Ballads คู่กับ Saint Romble Sancerre Rouge ‘Pente de Maimbray’ 2022 ความสดและความละเอียดของ Pinot Noir ที่ผลิตในซองแซร์ เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการค่อย ๆ ปรับความสนใจเข้าสู่ทำนอง น้ำหนักเสียง และสัมผัสในแก้ว
จากนั้น ‘My One and Only Love’ พาเสียงเทเนอร์แซ็ก มาพบกับเสียงร้องบาริโทนของ ‘จอห์นนี ฮาร์ทแมน’ (Johnny Hartman) โดยมี Mendel Cabernet Franc 2023 เป็นคู่สนทนา โดยกาแบร์เนต์ ฟรองค์ จากเขต Uco Valley ในเมนโดซา ประเทศอาร์เจนตินา ขวดนี้เปิดโอกาสให้ทำความรู้จักบุคลิกขององุ่นสายพันธุ์นี้แบบ 100% ทั้งมิติของกลิ่น ความสด และโครงสร้างที่ประสานกันอย่างพอเหมาะ
ก่อนเปลี่ยนไปสู่ ‘In a Sentimental Mood’ ซึ่งโคลเทรนร่วมบรรเลงกับ ‘Duke Ellington’ คู่กับ Ridolfi Brunello di Montalcino 2019 บทเพลงทั้งสองเปิดให้ฟังความสัมพันธ์ระหว่างนักดนตรี ขณะที่ไวน์เผยโครงสร้างชัดขึ้นตามลำดับ เพลงนี้คือบทสนทนาของศิลปินต่างวัย เอลลิงตัน ในวัย 63 กับ โคลเทรน ในวัย 36
เมื่อถึง ‘Naima’ เพลงรักที่โคลเทรนแต่งให้ภริยาคนแรก ‘ไนมา’ จากอัลบั้ม Giant Steps เราเข้าสู่ความสงบที่มีฮาร์โมนีซับซ้อนอยู่ภายใน คู่กับ Quinta das Marias Touriga Nacional Reserva 2020 จาก Dão ประเทศโปรตุเกส เป็นช่วงที่ชวนคิดถึงความเข้มข้นซึ่งไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยความเร็วหรือความดังเสมอไป
‘Lush Life’ นำ Hartman กลับมาอีกครั้ง ด้วยบทเพลงของ ‘Billy Strayhorn’ ที่มีทั้งความงามและร่องรอยความผิดหวัง คู่กับ Amelia Park Reserve Shiraz 2021 จาก Frankland River เขตผลิตที่น่าสนใจจากออสเตรเลีย ไวน์เมกเกอร์ทำไวน์ขวดนี้ได้พลิ้วไหว ให้บุคลิกต่างจากชิราซสไตล์เข้มข้นที่หลายคนคุ้นเคยจากบารอสซา
ก่อนที่ ‘After the Rain’ จะเปิดพื้นที่ให้ใคร่ครวญ ร่วมกับ Domaine de la Charbonnière Châteauneuf-du-Pape Hautes Brusquières 2012 ซึ่งนำเรื่องของเวลาและพัฒนาการในขวดเข้ามาอยู่ในบทสนทนา
บทส่งท้ายคือ ‘A Love Supreme, Part I: Acknowledgement’ คู่กับ Mirafiore Barolo Paiagallo 2017 จากความรักและความรู้สึกส่วนบุคคลในเพลงก่อนหน้า เราค่อย ๆ เดินมาถึงการขอบคุณและศรัทธา การสื่อสารกับจักรวาล ผ่านโมทีฟสี่โน้ตที่โคลเทรน นำไปขยายความหมาย เป็นการปิดเส้นทางการฟังด้วยพลังอีกแบบหนึ่ง โดยองุ่นสายพันธุ์ เน็บบิโอโล ทำให้ไวน์บาโรโลหนักแน่นและอ่อนโยน เต็มไปด้วยพลังที่สอดคล้องกับลักษณะของการบรรเลง
หลังจบเจ็ดคู่หลัก เรายังมีเพลงแถม ‘I Want to Talk About You’ จากอัลบั้ม Live at Birdland บัลลาดที่เริ่มด้วยความนุ่มละมุน ก่อนเผยพลังการขยายทำนองและจินตนาการของโคลเทรน โดยเฉพาะช่วงท้ายที่เขาบรรเลงเดี่ยวโดยไม่มีวงประกอบ เผยให้เห็นพลังอันสาดซัดของ โคลเทรน ที่เดินทางมาถึงจุดพีคสูงสุด
แม้แกนของงานจะอยู่ที่ไวน์กับดนตรี แต่อาหารก็มีบทบาทสำคัญ เชฟจาก Roys Hotel และ Fuzio นำเสนออาหารค็อกเทลสำหรับช่วงบ่าย โดยวางคู่กับไวน์ลำดับที่สองถึงหก ตั้งแต่โครสตินีหมูอบกับเห็ดป่าสำหรับ Mendel อกเป็ดกับโพเลนตาและโรสแมรีสำหรับ Quinta das Marias ข้าวซอยไก่รสนุ่มสำหรับ Amelia Park ไปจนถึงทาร์ตเนื้อกับเห็ดพอร์ชินีสำหรับ Charbonnière
อีกหนึ่งรายการคือ อิตาเลียนซอสเซจจาก Gourmet One ที่นำมาชิมคู่กับ Brunello ของ Ridolfi อาหารช่วยเติมทั้งน้ำหนักและความกลมกล่อมให้การชิม โดยยังรักษารูปแบบมื้อเบาที่เหมาะกับการนั่งฟังเพลงและพูดคุยตลอดบ่าย
สิ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้เพลงและไวน์ คือช่วงแนะนำตัวและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้เราได้รู้ว่าผู้ร่วมงานมาจากส่วนงานและธุรกิจหลากหลายเพียงใด เมื่อมีความสนใจร่วมกัน บทสนทนาก็ขยับไปได้ไกลกว่าคำถามว่าไวน์ขวดไหนอร่อย หรือเพลงไหนไพเราะ แต่รวมถึงเหตุผลที่แต่ละคนได้ยินและรู้สึกต่างกันด้วย
นี่คือรูปแบบของ informal wine class ที่อนันต์ ลือประดิษฐ์ อยากให้เกิดขึ้น มีสาระให้ติดตาม มีรายละเอียดให้เรียนรู้ และมีพื้นที่ให้ทุกคนร่วมเติมความหมายจากประสบการณ์ของตนเอง ไวน์หนึ่งแก้วจึงเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่สร้างสรรค์และต่อเนื่องได้อีกยาวไกล
ช่วงท้าย เรามีคำถามเพื่อทบทวนสิ่งที่ฟังกันมา พร้อมของรางวัลจาก Lucaris เป็น Gift Set แก้วไวน์คริสตัลสองใบให้ผู้ตอบคำถามนำกลับบ้าน ขอขอบคุณ Lucaris ที่สนับสนุนแก้วคริสตัลสำหรับการชิมของเรามาตั้งแต่ EP แรก และขอบคุณพาร์ทเนอร์ทุกฝ่ายที่ร่วมกันดูแลรายละเอียดของบ่ายวันนี้
เหนือสิ่งอื่นใด ขอบคุณผู้ร่วมงานทุกท่านที่นำทั้งความตั้งใจฟัง ความอยากรู้ และมิตรภาพมาร่วมโต๊ะ ด้วยความหวังว่าไวน์ชั้นดี ดนตรีจากศิลปินระดับตำนาน และบทสนทนาของเรา จะเป็นความทรงจำที่ชวนให้อิ่มเอมไปอีกสักระยะ
แล้วพบกันใหม่ Beyond the Glass EP.5 ในปี 2027
อนันต์ ลือประดิษฐ์