03 พ.ย. 2569 | 09:35 น.

KEY
POINTS
บ่ายถึงค่ำของวันศุกร์วันหนึ่ง ณ ห้อง Stock Room บนชั้น 5 ของโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok ถูกดัดแปลงเป็นห้องเรียนไวน์ งานนี้แบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเป็นมาสเตอร์คลาส ช่วงหลังเป็นการชิมแบบเดินชิมรอบห้อง
ไวน์ทั้งหมดมาจากไวเนอรีแห่งเดียวในหนิงเซี่ย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
สิ่งแรกที่ผมตื่นเต้นไม่ใช่ไวน์ เป็นคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง เขาชื่อ ‘ซิง เว่ย’ (Xing Wei) เป็น Master of Wine ชาวจีนที่อายุน้อยที่สุดในวันนี้
เพราะคนในวงการไวน์รู้ดีว่า ตัวอักษรสองตัว ‘MW’ ต่อท้ายชื่อนั้นได้มายากแค่ไหน ทั้งโลกมีคนถือตำแหน่งนี้ไม่ถึงห้าร้อยคน การสอบกินเวลาหลายปี ต้องผ่านทั้งการชิมแบบปิดฉลาก ข้อเขียน และงานวิจัย ซิง เว่ยเริ่มเส้นทางนี้ในปี 2017 และผ่านครบทุกด่านในเดือนสิงหาคม 2024 (ตอนนี้ ไทยเรายังไม่มีทั้ง MW และ MS ได้แต่หวังและขอส่งกำลังใจให้หลาย ๆ คนที่กำลังฝ่าด่านอันยากลำบากเหล่านั้น)
จุดเริ่มต้นเดิมไม่ใช่ไวน์ เขาเรียนจบปรัชญาจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินในปักกิ่ง แล้วไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ไวน์เข้ามาในชีวิตเขาที่นั่น เขากลับจีนในปี 2014 และเริ่มทำงานเป็นผู้สอนไวน์ ทำงานใกล้ชิดกับ Fongyee Walker MW และ Edward Ragg MW สามีภรรยาผู้บุกเบิกการศึกษาไวน์ในจีนแผ่นดินใหญ่
วันนี้ ซิง เว่ยเป็นทั้งผู้สอนหลักสูตร WSET กรรมการตัดสินไวน์ และนักทำคอนเทนต์ที่มีผู้ติดตามราวสี่แสนคน
ถ้านับเฉพาะพลเมืองจีน ซิง เว่ยเป็น MW คนที่สาม คนแรกคือ ‘กัส จู’ (Gus Zhu) ได้ตำแหน่งในปี 2019 คนที่สองคือ ‘หลิว หลิน’ (Lin Liu) ในปี 2020 สำหรับ หลิว หลินมีเรื่องน่าสนใจไม่น้อย เธอเป็นคนหางโจว และเป็น MW หญิงคนแรกของจีน แต่เธอไม่ได้ทำงานในจีน เธอปักหลักอยู่ที่ Cahors ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และบริหารไวเนอรีออร์แกนิกร่วมกับสามี
ซิง เว่ยเล่าว่า เขาเพิ่งบินมาจากเซินเจิ้น และสำทับว่าบินมากรุงเทพฯ ยังใกล้กว่าบินไปปักกิ่งเสียอีก
ภาพแรกของ Chateau Mihope คือผืนดินอันแห้งแล้ง ดินสีน้ำตาลแดงทอดยาวไปจนถึงตีนเขา มีอาคารชั้นเดียวหลังเล็กหนึ่งหลัง และรถบรรทุกจอดอยู่หนึ่งคัน ภาพนั้นมีเลขศูนย์ตัวใหญ่ซ้อนอยู่ข้างบน ภาพนั้นถ่ายในปี 2011 และศูนย์ในที่นี้ คือศูนย์จริงๆ ผืนดินนี้ไม่เคยมีใครปลูกองุ่นมาก่อน
ไวเนอรีเก่าแก่ในยุโรปมักเล่าเรื่องย้อนไปหลายร้อยปี ชื่อตระกูลสืบต่อกันมาหลายชั่วคน ไร่องุ่นมีพระในอารามบุกเบิกไว้ตั้งแต่ยุคกลาง เรื่องของ Mihope กลับเริ่มจากรถขุดดิน
สองปีต่อมา คือปี 2013 พวกเขาเริ่มปรับปรุงดิน ภาพในช่วงนั้นเป็นฟางอัดก้อนวางเรียงเต็มพื้นที่ สลับกับรถแบ็กโฮหลายคัน ปี 2015 เถาองุ่นรุ่นแรกจึงลงดิน คนงานหญิงโพกผ้าสีชมพูนั่งยองๆ ปลูกกล้าทีละต้น ตามแนวท่อน้ำหยดที่ขึงไว้ ปีถัดมาคือปี 2016 ตัวปราสาทสร้างเสร็จ เป็นอาคารสีครีมทรงฝรั่งเศส ตั้งอยู่กลางไร่โดยมีเทือกเขาเป็นฉากหลัง
ห้าปีจากที่ดินเปล่า เปลี่ยนไปเป็นไวเนอรีเต็มรูปแบบ นี่คือความเร็วที่น่าตกใจ
ขนาดก็ไม่ใช่เล่น ๆ ไร่ทั้งผืนกว้าง 100 เฮกตาร์ หรือราว 625 ไร่ กิ่งพันธุ์ทั้ง 300,000 ต้นนำเข้าจากฝรั่งเศส และคัดมาแล้วว่าปลอดไวรัส ระยะปลูกคำนวณไว้ที่ 3,125 ต้นต่อเฮกตาร์ แปลงปลูกถูกแบ่งเป็นบล็อกตามสายพันธุ์อย่างเป็นระเบียบ (เป็นบล็อก ๆ ซึ่งแม้แต่ ซิ เว่ยก็ยังจะตอบคำถามได้ไม่เคลียร์นัก เมื่อมีคนถามว่า ทำไมถึงปลูก Cabernet Sauvignon ใกล้กับ Merlot ในลักษณะสภาพดินใกล้เคียงกัน)
องุ่นแดงกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของไร่ Cabernet Sauvignon มีมากที่สุดราวหนึ่งในสาม ตามด้วย Merlot, Marselan และ Syrah ส่วนองุ่นขาวมี Chardonnay, Viognier และ Riesling กำลังผลิตอยู่ที่ราว 350,000–400,000 ขวดต่อปี
ผลงานที่ได้มาก็เร็วพอกัน ตั้งแต่ปี 2018 ไวน์ของ Mihope เริ่มได้เหรียญจากเวทีระดับนานาชาติ เช่น Decanter World Wine Awards และ Concours Mondial de Bruxelles ปัจจุบันสะสมรางวัลนับไม่ถ้วน ไวน์ Reserve วินเทจ 2016 ซึ่งเป็นวินเทจแรก ๆ ที่วางตลาด ได้ 95 คะแนนจาก Robert Parker
สถานะในบ้านเกิดก็ชัดเจน ไร่อยู่ในเขตสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจีน และได้ระดับ ‘Third Growth’ ในระบบจัดชั้นไวเนอรีของเขตเชิงเขาเฮ่อหลานซานฝั่งตะวันออก ชื่อระดับนี้ทำให้เรานึกถึงการจัดชั้นของบอร์กโดซ์ซ์ ปี 1855 ได้ทันที และนั่นคงเป็นความตั้งใจ
แต่ความเร็วและเงินทุนไม่ได้อธิบายทุกอย่าง คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมต้องเป็นที่นี่ ผืนดินกลางทางระหว่างภูเขากับทะเลทราย ซึ่งไม่เคยมีใครคิดจะปลูกองุ่นมาก่อน
ถ้าลากเส้นละติจูด 38 องศาเหนือรอบโลก เส้นนั้นจะผ่านหุบเขานาปาในแคลิฟอร์เนีย ผ่านเกาะซิซิลี ผ่านกรุงลิสบอน แล้ววกมาถึงหนิงเซี่ย
บนแผนที่ ที่นี่จึงอยู่ในแนวเดียวกับแหล่งไวน์ดังของโลก แต่ภาพจริงต่างกันมาก
Chateau Mihope ตั้งอยู่บนเชิงเขาเฮ่อหลานซานด้านตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,100 เมตร ทางตะวันตกเป็นเทือกเขาหินสีน้ำตาลเปลือยที่ทอดยาวจากเหนือลงใต้ หลังเทือกเขาคือทะเลทราย ส่วนทางตะวันออกคือแม่น้ำเหลือง
ไร่องุ่นวางตัวอยู่ระหว่างสองสิ่งนี้พอดี และทั้งสองสิ่งทำหน้าที่ต่างกัน
ภูเขาเป็นกำแพง ภาพตัดภูมิประเทศในเอกสารของชาโตวาดลูกศรลมพัดจากตะวันตกมาปะทะสันเขา เฮ่อหลานซานกันลมหนาวและพายุทรายจากทะเลทรายไว้ไม่ให้พัดลงมาถึงไร่ ถ้าไม่มีกำแพงนี้ ที่ราบเชิงเขาก็คงเป็นทะเลทรายอีกผืน
แม่น้ำเป็นเส้นเลือด ภูมิภาคนี้ฝนน้อยมาก แต่มีแม่น้ำเหลืองไหลผ่านตลอดทั้งปี น้ำจากแม่น้ำส่งผ่านระบบชลประทานเข้าสู่ไร่ คนปลูกจึงเลือกได้เองว่าจะให้น้ำเถาองุ่นเมื่อไรและมากแค่ไหน
ไร่ของ Mihope อยู่ห่างตีนเขาประมาณ 12 กิโลเมตร และตั้งอยู่บนสิ่งที่นักธรณีวิทยาเรียกว่าเนินตะกอนน้ำพา (proluvial fan) เวลามีพายุบนภูเขา น้ำป่าจะไหลบ่าลงมาตามร่องเขาและพาหินกรวดลงมาด้วย เมื่อพ้นภูเขา น้ำแผ่ออกเป็นรูปพัด ก้อนหินก็ตกตะกอนทับถมอยู่ตรงนั้น เรื่องนี้เกิดซ้ำมานานนับพันนับหมื่นปี
ผลคือดินที่แทบไม่ใช่ดิน ส่วนใหญ่เป็นหินกรวดกลมมนปนทรายหยาบ ระบายน้ำเร็ว และแร่ธาตุอาหารน้อย พื้นที่ทั้งผืนลาดลงราว 5 องศาไปทางแม่น้ำเหลือง
สำหรับพืชไร่ทั่วไป นี่คือที่ดินที่แย่มาก แต่สำหรับองุ่นทำไวน์ ความลำบากแบบนี้กลับเป็นข้อดี เถาที่ต้องหยั่งรากลึกฝ่าหินลงไปหาน้ำจะให้ผลน้อยลง แต่ผลที่ได้มีรสเข้มข้นขึ้น
ภูมิอากาศเป็นแบบภาคพื้นทวีป ฝนน้อย แดดจัด และกลางวันกับกลางคืนอุณหภูมิต่างกันมาก กลางวันองุ่นได้แดดเต็มที่ กลางคืนอากาศเย็นลงเร็ว ช่วยเก็บความเปรี้ยวในผลองุ่นไว้
ท้องฟ้าที่แห้งและใสยังให้ของแถมอีกอย่าง ชาโตตั้งฉายาให้ตัวเองว่า ‘บ้านเกิดของดวงดาว’ ภาพปราสาทใต้ฟ้ากลางคืนที่เต็มไปด้วยดาว ดูเหมือนภาพโฆษณา แต่ภาพนั้นก็บอกข้อเท็จจริงทางภูมิอากาศด้วย ฟ้าที่ใสพอจะเห็นทางช้างเผือกได้ชัด คือฟ้าที่แทบไม่มีความชื้น
ฟังดูเหมือนสวรรค์ของคนปลูกองุ่น แต่ที่นี่มีราคาที่ต้องจ่าย และราคานั้นมาถึงทุกฤดูหนาว
ถ้าคุณไปเยือนเชิงเขาเฮ่อหลานซานช่วงเดือนธันวาคม คุณอาจยืนมองไร่องุ่นแล้วถามตัวเองว่า เถาองุ่นหายไปไหน
ทั้งไร่เหลือแค่สันดินนูนเรียงเป็นแถวยาวสุดสายตา เถาองุ่นไม่ได้หายไป แต่มันถูกฝังอยู่ใต้ดิน
ที่นี่ แดดจัด ฟ้าใส และอากาศแห้ง ดีต่อองุ่นในฤดูร้อน แต่กลับกลายเป็นภัยในฤดูหนาว คืนที่ฟ้าโปร่งไม่มีเมฆห่มไว้ ความร้อนจึงระบายออกจนหมด อุณหภูมิบางคืนดิ่งลงไปถึงลบยี่สิบกว่าองศา ลมแห้งจากทะเลทรายยังดึงความชื้นออกจากกิ่ง เถาองุ่นที่ทิ้งไว้กลางแจ้งจะทั้งแข็งตายและแห้งตาย
ทางออกของคนหนิงเซี่ยฟังดูง่าย แต่ทำจริงหนักหนามาก
ราวต้นเดือนพฤศจิกายน หลังเก็บเกี่ยวและตัดแต่งกิ่งเสร็จ คนงานจะโน้มลำต้นองุ่นให้ราบลงกับพื้น แล้วโกยดินจากร่องระหว่างแถวมากลบจนมิด เถาองุ่นจะหลับอยู่ใต้ดินแบบนั้นตลอดฤดูหนาว พอถึงเดือนมีนาคมจึงค่อยขุดขึ้นมา ตั้งลำต้นกลับขึ้นค้าง แล้วเริ่มฤดูกาลใหม่
ภาพแรกในหัวข้อ ‘สี่ฤดูของไร่องุ่น’ ของ Mihope จึงเป็นภาพคนงานถือจอบขุดดินระหว่างแถว ภาพนี้มีชื่อว่า Dig Out คือการปลุกองุ่นให้ตื่นจากหลุม
งานนี้ต้องทำทุกปีกับทุกต้น ในไร่ขนาด 100 เฮกตาร์ ต้นองุ่นมีหลายแสนต้น ผู้ผลิตบางรายในหนิงเซี่ยประเมินว่าต้นทุนการฝังและขุดเถาสูงถึงเกือบหนึ่งในสามของค่าดูแลไร่ทั้งปี และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไวน์ดีจากหนิงเซี่ยไม่ได้ราคาถูก
พอขุดขึ้นมาแล้ว ความท้าทายก็ยังไม่จบ ฤดูใบไม้ผลิมีน้ำค้างแข็งที่อาจทำลายตาองุ่นที่เพิ่งผลิ ภาพอีกภาพของ Mihope เป็นควันขาวลอยปกคลุมไร่ในยามรุ่งสาง นั่นคือการจุดกองไฟสุมควันทั่วไร่ เพื่อป้องกันตาองุ่น
ข้อดีก็มีให้ชดเชยอยู่บ้าง อากาศที่แห้งตลอดปีทำให้โรคราน้อย จึงแทบไม่ต้องพ่นยาเหมือนแหล่งปลูกที่ชื้น ส่วนการเก็บเกี่ยวยังทำด้วยมือทั้งหมด ในปี 2021 ทีมงานของ Mihope ได้รับรางวัลทีมผู้ปลูกองุ่นดีเด่นจากสมาคมอุตสาหกรรมสุราแห่งชาติจีน ทีมนี้มี ‘หยาง เจี้ยนฮุย’ กับ ‘ซู หวังชุน’ ดูแลไร่ และ ‘แฟรงก์ ฟาน’ (Franck Fan) เป็นไวน์เมกเกอร์
ทั้งหมดนี้ คืองานหนักเบื้องหลังไวน์ห้าแก้วที่วางอยู่ตรงหน้าผมในบ่ายวันนั้น
ไวน์ทั้งห้าตัวในวันนั้น เรียงจากเบาไปหนัก เริ่มจากไวน์ขาวสองตัว แล้วตามด้วยไวน์แดงอีกสามตัว ฟังดูเป็นลำดับธรรมดาของการชิมไวน์ทั่วไป แต่ผมพบว่าแต่ละแก้วพาความประหลาดใจมาคนละแบบ
2022 Chateau Mihope Dry White แก้วแรก เป็นไวน์ขาวเบลนด์ ส่วนผสมของ Chardonnay 56% Viognier 40% และ Riesling อีกเล็กน้อย กลิ่นหอมชัดตั้งแต่ยกแก้วขึ้นมา ความหอมนี้น่าจะมาจาก Viognier ซึ่งใส่มาเกือบครึ่ง มีเลมอน แอปเปิล อบเชย และเชอร์รี ปลายกลิ่นมีเครื่องเทศอ่อน ๆ กับกลิ่นถั่ว
ที่ชอบคือกรด มันสดชื่น ทั้งที่ไวน์ตัวนี้มีแอลกอฮอล์ถึง 14% ไวน์ขาวจากแดดจัดๆ มักเสี่ยงจะอ้วนและเหนื่อย แต่แก้วนี้ไม่เป็นแบบนั้น ผมนึกถึงอากาศกลางคืนที่เย็นจัดบนเชิงเขา ซึ่งช่วยเก็บความเปรี้ยวไว้ในลูกองุ่น จัดเป็นไวน์ที่ทำออกมาดี และเปิดงานได้อย่างมั่นใจ
2022 Chateau Mihope Chardonnay แก้วที่สองทำให้ผมต้องหยุดคิด นี่คือ Chardonnay บ่มโอ๊ก 12 เดือน ในแก้วมีครบทุกอย่างที่เราคาดจากไวน์สไตล์นี้ บอดีอวบ เนื้อครีมมี่ และมีกลิ่นวานิลลาจากถัง
แต่มีบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร กลิ่นมีบุคลิกเฉพาะตัวที่จับใส่ลิ้นชักไหนไม่ได้ ไม่ใช่เบอร์กันดี ไม่ใช่แคลิฟอร์เนีย และไม่ใช่ออสเตรเลีย
แล้วจุดที่น่าจดจำที่สุดก็มาตอนท้าย ช่วงอาฟเตอร์เทสต์มีความเค็มเกาะอยู่ที่ปลายลิ้น เป็นความเค็มแบบแร่ธาตุ (salinity) ที่ทำให้อยากจิบซ้ำ
ผมไม่กล้าฟันธงว่าความเค็มนั้นมาจากไหน แต่ก็อดนึกถึงดินกรวดที่น้ำป่าพัดมาจากภูเขาเมื่อหลายหมื่นปีก่อนไม่ได้
2022 Chateau Mihope Limited Release เป็นไวน์แดงตัวแรก เบลนด์ด้วย Cabernet Sauvignon 65% กับ Merlot 35% บ่มในถังโอ๊กฝรั่งเศส 15 เดือน ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ผมไม่คิดว่าไวน์แดงจีนจะสง่างามได้ขนาดนี้
ทุกส่วนในแก้วนี้เข้าที่เข้าทาง ผลไม้ไม่ล้น โอ๊กไม่ข่ม แทนนินละเอียด เนื้อสัมผัสลื่นไหล มีเชอร์รีแดง เสจ ไทม์ และกลิ่นซิตรัส กลิ่นสมุนไพรเหล่านี้ช่วยให้ไวน์ดูมีมิติ ไม่ใช่แค่ผลไม้สุกก้อนเดียว
สิ่งที่น่าทึ่งกว่าคือตัวเลขบนฉลาก แอลกอฮอล์ 15.5% สูงพอจะทำให้ไวน์หนักและร้อน แต่ในแก้วกลับรู้สึกถึงความพอดีมากกว่าความแรง
Robert Parker และ James Suckling ให้ไวน์ตัวนี้ 90 คะแนนเท่ากัน ผมคิดว่าความสมดุลแบบนี้สมกับคะแนนนั้น
2023 Chateau Mihope Enjoy Syrah ถ้าต้องเลือกคำเดียวสำหรับแก้วนี้ ผมเลือกคำว่า “เท่”
Syrah กับ Shiraz คือองุ่นพันธุ์เดียวกันที่ถูกเรียกต่างกันตามสไตล์ ฝั่งโรนเหนือในฝรั่งเศสให้ Syrah ที่เพรียว เผ็ดพริกไทย และมีกลิ่นดอกไม้ ส่วนบารอสซาในออสเตรเลียให้ Shiraz ที่อวบ สุก และเข้มข้น
แก้วนี้เป็นลูกครึ่งของทั้งสองขั้ว โดยผลไม้สุกอวบแบบบารอสซามาถึงก่อน ตามด้วยพริกไทยดำบดสดและกานพลูแบบโรนเหนือ ยังมีมีกลิ่นไวโอเล็ตกับลาเวนเดอร์อ่อน ๆ ซ่อนอยู่ข้างใต้ และกรดที่แทรกตัวได้คมพอจะไม่ให้ความอวบกลายเป็นความเลี่ยน
ชาโตเองก็นิยามไวน์ตัวนี้ว่า มีผลไม้แบบโลกใหม่และความซับซ้อนแบบโลกเก่า หายากที่คำบรรยายของผู้ผลิตจะตรงกับความรู้สึกในแก้วได้ขนาดนี้ ไวน์ตัวนี้มาจากวินเทจ 2023 ยังเยาว์มาก แต่บุคลิกชัดแล้ว
2021 Chateau Mihope Art Limited Edition ตัวสุดท้ายเป็นตัวที่หนักแน่นที่สุด ส่วนผสมมี Merlot 40% Marselan 32% และ Cabernet Sauvignon 28% แอลกอฮอล์ 15.5% ชาโตแนะนำให้เปิดขวดทิ้งไว้ก่อนดื่มหนึ่งชั่วโมง ซึ่งนานเป็นสองเท่าของไวน์แดงตัวอื่นในรายการ
ชื่อที่ต้องทำความรู้จักในขวดนี้คือ Marselan องุ่นลูกผสมระหว่าง Cabernet Sauvignon กับ Grenache ที่ฝรั่งเศสผสมขึ้นมาเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน บ้านเกิดของมันไม่ค่อยให้ความสนใจ แต่องุ่นพันธุ์นี้กลับเติบโตได้ดีในจีน จนวงการไวน์มองว่ามันกำลังกลายเป็นองุ่นแดงประจำชาติจีน
ในแก้ว ไวน์มีสีรูบีเข้มจัด กลิ่นเต็มไปด้วยผลไม้ดำสุก ทั้งพลัม แบล็กเชอร์รี และแคสซิส ตามด้วยช็อกโกแลตกับมอคค่าจากถังโอ๊ก บอดีเต็ม แทนนินแน่นหนึบ
ไวน์แบบนี้ยืนอยู่ในสนามเดียวกับไวน์โครงสร้างใหญ่จากโลกใหม่ อย่าง Cabernet จากแคลิฟอร์เนีย แต่บุคลิกของมันต่างออกไป ไวน์จากแคลิฟอร์เนียมักอวดพลังด้วยความสุกงอม แก้วนี้หนักแน่นพอกัน แต่มีกรดที่ยกตัวไวน์ขึ้นได้ และมีความเป็นตัวของตัวเองจาก Marselan
James Suckling และ Robert Parker ให้ 92 คะแนนเท่ากัน
ชื่อเต็มของงานวันนั้น คือ ‘Château Mihope The Chinese Art Winery’ ตอนเห็นครั้งแรก คิดว่าเป็นแค่สโลแกนการตลาด
แต่พอเห็นฉลากไวน์ขวดสุดท้าย ผมเริ่มเข้าใจว่า ‘ศิลปะ’ ในชื่อนั้น ไม่ได้ใส่ไว้เพื่อความสวยเฉย ๆ
ฉลากของ Art Limited Edition เป็นภาพสีแดงเข้มปนม่วง เนื้อสีหนาเป็นริ้วเป็นลอนซ้อนกันแน่นเต็มกรอบ ดูไกลๆ เหมือนดอกไม้นับพันดอกเบียดกันอยู่ พอดูใกล้ๆ กลับเหมือนครีมแต่งเค้ก (ชาโตนี้ชาญฉลาดมากที่จะใช้งานศิลปะปรากฏบนฉลากไวน์ เหมือนที่ Chateau Mouton Rothschild ประสบความสำเร็จมาแล้ว)
ภาพนี้ชื่อ ‘โลกทั้งใบ’ เป็นผลงานของ ‘สวีเจิ้น’ (Xu Zhen) ปี 2014 ศิลปินไม่ได้ใช้พู่กัน เขาใส่สีน้ำมันลงในถุงบีบครีมแบบที่ใช้แต่งเค้ก แล้วบีบสีออกมาเป็นดอกไม้ทีละดอก สีที่ใช้ตั้งชื่อตามของกินทั้งหมด ได้แก่ แดงสตรอว์เบอร์รี ม่วงองุ่น เหลืองสับปะรด เขียวมัทฉะ ขาวนม และดำช็อกโกแลต
ดอกไม้ครีมเหล่านี้อัดแน่นจนล้น จนดูเกินพอดีราวกับงานคาร์นิวัล ภาพนี้มองได้สองแบบ แบบแรกเป็นของหวานเยิ้มที่ชวนน้ำลายสอ อีกแบบเหมือนภาพเมืองใหญ่ที่มองลงมาจากที่สูง
ศิลปะที่นี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนฉลากเท่านั้น ภายในปราสาทยังมีผลงานของศิลปินจีนร่วมสมัยจัดแสดงอยู่หลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น ประติมากรรม รูปเด็กผู้ชายกระโดดอยู่บนผลแอปเปิลสีแดงลูกยักษ์ ของเจียงซั่ว หรือ ประติมากรรม รูปคนตัวผอมสูงสามร่างยืนอยู่บนลูกกลมสีทอง ชื่อว่า ‘เดินในอวกาศ’ ของ ‘อู๋เส้าเซียง’ หรือจะเป็น ภาพวาดชื่อ ‘ท้องฟ้าเต็มดาว’ ของ ‘จินจวิ้นเจี๋ย’ ซึ่งชื่อภาพเข้ากับฉายา ‘บ้านเกิดของดวงดาว’ ของชาโตพอดี
ก่อนวันนั้น ถ้ามีคนถามผมว่า นึกถึงอะไรเมื่อได้ยินคำว่า ‘ไวน์จีน’ ผมคงตอบไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ คงนึกถึงไวน์หวาน ๆ บนโต๊ะจีน หรือไม่ก็ข่าวไวน์ปลอมฉลากบอร์กโดซ์ ผมไม่ได้พอใจกับคำตอบนั้น แต่มันคือเรื่องจริง
ซิง เว่ยเคยให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดในวงการไวน์ ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นความหยิ่งและอคติ บ่ายวันนั้นผมได้เห็นอคติของตัวเองชัดขึ้นทีละแก้ว ตอนเจอ Chardonnay ที่มีความเค็มติดปลายลิ้น ตอนเจอ Cabernet-Merlot ที่สง่างามเกินคาด และตอนเจอ Syrah ที่ยืนอยู่ระหว่างโรนเหนือกับบารอสซาได้อย่างมั่นใจ
ผมไม่ได้บอกว่าไวน์จีนทุกขวดจะดีแบบนี้ หนิงเซี่ยยังเป็นแหล่งปลูกที่อายุน้อย และยังต้องจ่ายราคาแพงทุกฤดูหนาว แต่สิ่งที่ Mihope ทำได้ในเวลาสิบกว่าปี บนผืนดินที่เริ่มจากศูนย์ ก็มากพอจะทำให้เราต้องคิดใหม่
สำหรับคนไทย ไวน์จากหนิงเซี่ยเข้ากับอาหารบนโต๊ะเราได้อย่างไม่ฝืน ไวน์ขาวหอม ๆ ที่กรดสด เข้ากับอาหารรสจัด Syrah เผ็ดพริกไทยเข้ากับเนื้อย่าง ส่วน Art Limited Edition นั้น ผมนึกภาพมันคู่กับแกะย่างทั้งตัวสไตล์หนิงเซี่ย แบบเดียวกับที่ชาโตเสิร์ฟบนดาดฟ้าตอนพระอาทิตย์ตก
ผมย้อนกลับไปนึกถึงประโยคของซิง เว่ย ที่ว่า บินจากเซินเจิ้นมากรุงเทพฯ ใกล้กว่าบินไปปักกิ่ง
บางทีระยะทางที่ไกลที่สุดระหว่างแก้วไวน์จีนกับคนไทยอาจไม่ใช่ระยะทางบนแผนที่ แต่เป็นระยะห่างในความคิดของเราเอง และบ่ายวันนั้นที่ชั้นห้าของ Kimpton Maa-Lai ระยะห่างนั้นสั้นลงไปมาก
หมายเหตุ: ไวน์ของ Chateau Mihope ทั้งห้ารายการในบทความนี้ นำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศไทยโดย H.P. Supply Marketing
เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์