21 ก.ค. 2569 | 12:04 น.

KEY
POINTS
ท่ามกลางตำราเรียนไวน์ที่เต็มไปด้วยทฤษฎีและกฎเกณฑ์ ภาพจำของคลาสเรียนอันเคร่งครัดมักบดบังเสน่ห์อันลึกซึ้งของไวน์ไปโดยไม่รู้ตัว The People จึงเปลี่ยนพื้นที่ชิมไวน์ใหม่ผ่านโปรเจกต์ Beyond The Glass เพื่อให้เป็น ‘พื้นที่แห่งการพบปะ’ หรือ ‘Community-Led Platform’ ที่รวบรวมผู้คนที่กำลังค้นหาความละเมียดละไมของชีวิต นวัตกรรม และสุนทรียภาพ
Beyond The Glass ไม่ใช่คลาสเรียนไวน์แบบท่องจำ แต่คือพื้นที่เปิดกว้างตามอัธยาศัย เป็นเวทีให้ซอมเมอลิเยร์ได้มาร่วมแบ่งปันเรื่องราว นำเสนอศาสตร์และศิลป์ของไวน์อย่างเข้าถึงง่าย ผ่อนคลาย มีเสน่ห์ โดยยังคงไว้ซึ่งความถูกต้อง แม่นยำ และทรงคุณค่าในเชิงวิชาการ
สำหรับจุดเริ่มต้นใน EP.1 ที่ผ่านมา เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2026 ถือเป็นวาระพิเศษ สืบเนื่องมาจากโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาลของ ‘ไมล์ส เดวิส’ (Miles Davis) อัจฉริยะดนตรีแจ๊สผู้กล้าที่จะสังหาร ‘อดีต’ ของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเปิดประตูสู่อนาคตและสุ้มเสียงแบบใหม่
งานนี้ถ่ายทอดและดำเนินรายการโดย ‘รัก - อนันต์ ลือประดิษฐ์’ บรรณาธิการอำนวยการ The People จากประสบการณ์การสอนวิชาประวัติศาสตร์แจ๊สในรั้วสถาบันมานานกว่า 20 ปี ผสานกับบทบาทการเป็น ‘นักเรียนไวน์’ ที่เดินทางเรียนรู้เรื่องราวในโลกน้ำองุ่นอย่างไม่สิ้นสุด
ความพิเศษของการจิบไวน์ในครั้งนี้ เป็นการลำดับไวน์ที่แตกต่างจากงาน Wine Tasting ทั่วไป ไม่ได้เรียงตามความหนักเบาของไวน์ แต่เราเรียงลำดับตาม ‘แนวคิดและวิวัฒนาการทางดนตรี’ ของ ไมล์ส บอกเล่าชีวประวัติ บริบทการสร้างสรรค์ศิลปะ และชีวิตส่วนตัวของเขา ผ่านรสสัมผัส คาแรกเตอร์ และบุคลิกภาพที่สอดคล้องกันของไวน์ทั้ง 6 แก้ว
การเดินทางผ่านมิติเวลาในครั้งนี้ นำเสนอผ่าน 6 ช่วงเวลาสำคัญแห่งการสร้างสรรค์ของไมล์ส เดวิส เพื่อสะท้อนบริบททางประวัติศาสตร์ สไตล์ดนตรี และชีวประวัติอันเปี่ยมเสน่ห์ ผ่านบุคลิกเฉพาะตัวของไวน์แต่ละแก้วที่นำมาแพริ่งกัน
เริ่มต้นกันที่แก้วแรก Birth of the Cool (1949) ยุคก่อร่างสร้างเสียง Cool Jazz ด้วยวง Nonet ซึ่งนำเครื่องดนตรีอย่าง French Horn และ Tuba เข้ามาสร้างมิติใหม่ เรียบเรียงสารัตถะทางดนตรีอย่างเข้มข้น ในแบบ Soft But Intense ถูกจับคู่กับ Same River Twice Blanc 2022 จากเขต Ventoux ใน Southern Rhône ไวน์ขาวสาย Minimal Intervention
ชื่อของไวน์ได้รับแรงบันดาลใจจากคำกล่าวของนักปรัชญากรีก ‘เฮราคลิตุส’ ที่ว่า “คนเราไม่สามารถก้าวลงไปในแม่น้ำสายเดิมได้สองครั้ง” ซึ่งสะท้อนตัวตนของแจ๊สและจิตวิญญาณของไมล์สที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตัวไวน์ให้ความสดชื่น อโรมาบริสุทธิ์ และมิติของแร่ธาตุ ดุจดั่งความนุ่มนวล ผ่อนคลาย แต่เปี่ยมด้วยโครงสร้างอันคมคายเสมือนยามเช้าของยุค Cool Jazz
ขยับมาสู่แก้วที่สอง Hard Bop (1956) ยุคการอัดเสียงแบบ Marathon Sessions อันทรงพลังร่วมกับ The Miles Davis Quintet ถูกนำมาจับคู่กับ Polvanera Aglianico Puglia 2019 ไวน์ออร์แกนิกจากตอนใต้ของอิตาลี สองสิ่งนี้เชื่อมโยงกันด้วยรากเหง้า เพราะชื่อองุ่น Aglianico เชื่อว่ามีรากศัพท์มาจากคำว่า Hellenico ในภาษากรีก ขณะที่ Hard Bop คือการเดินทางกลับสู่รากเหง้าแอฟริกัน-อเมริกัน
ไวน์ตัวนี้ไร้การบ่มผ่านถังโอ๊ค แต่หมักในถังสเตนเลสและบ่มให้ห้องหินปูนใต้ดินลึก 8 เมตร ให้รสสัมผัสอัดแน่นด้วยผลไม้สีเข้ม เครื่องเทศ และแทนนินที่ตรงไปตรงมา สะท้อนความดิบ หนักแน่น และมีเสน่ห์แบบไม่ต้องปรุงแต่งของดนตรีในยุคนั้นได้อย่างไร้ที่ติ
แก้วที่สามเดินทางมาถึง Kind of Blue (1959) อัลบั้มแจ๊สระดับขึ้นหิ้งที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ยุคที่ไมล์สทลายกฎเกณฑ์เดิม ด้วยการอิมโพรไวซ์ผ่านโหมดหรือบันไดเสียง เพื่อให้เหล่านักดนตรีสร้างสรรค์ภาษาใหม่แบบ Modal Jazz ถูกร้อยเรียงเข้ากับ Château La Création 2016 จาก Pomerol ประเทศฝรั่งเศส
คำว่า La Création สื่อถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เฉกเช่นเดียวกับ Pomerol ที่ไม่มีการจัดอันดับเกรดใด ๆ กฎเกณฑ์จึงถูกก้าวข้าม อีกทั้งไร่แห่งนี้ยังตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวสีน้ำเงินเข้มปนแร่เหล็ก (Crasse de Fer) ซึ่งสอดคล้องกับชื่ออัลบั้ม Kind of Blue ไวน์ให้รสสัมผัสที่เข้มข้น สมดุล และนุ่มนวล ดุจแพรไหมอันงดงามและเป็นอมตะ
เดินทางต่อมายังแก้วที่สี่ Second Great Quintet (1964–1968) ยุคแห่งการรวมตัวของ 5 สมาชิกระดับอัจฉริยะในอัลบั้ม E.S.P. เพลงในยุคนี้มีความซับซ้อน ลึกซึ้ง และต้องใช้เวลาฟังซ้ำเพื่อเปิดรับแง่มุม หากดนตรีต้องใช้เวลาฟัง Brunello di Montalcino ก็เป็นไวน์ที่ต้องใช้เวลาบ่มและรอคอยอย่างใจเย็นเช่นกัน เราเลือก Val di Suga Brunello di Montalcino DOCG 2015 ผู้ผลิตรายเดียวที่มีไร่อยู่บน 3 เนินเขา 3 Terroirs ไวน์วินเทจปี 2015 นี้แสดงถึงความสมบูรณ์แบบ ทั้งความสดชื่น แทนนินเนียนละเอียด และมิติรสสัมผัสอันลึกลับน่าค้นหา
แก้วที่ห้าคือ Bitches Brew (1969) ยุคแห่งการทลายขอบเขตเข้าสู่ดนตรี Fusion เครื่องดนตรีไฟฟ้า และเทคนิคตัดต่อเทปสร้าง Loop ราวกับดุริยางค์แห่งความโกลาหลที่มีระเบียบ เรานำมาจับคู่กับ P. Ferraud & Fils, Châteauneuf-du-Pape 2017 เขตผลิตที่อนุญาตให้ใช้องุ่นเบลนด์ได้มากถึง 13 สายพันธุ์ เปรียบเหมือนไลน์อัพนักดนตรี 13 ชีวิตในสตูดิโอ
ไวน์จากวินเทจปี 2017 อันร้อนแล้งนี้ ให้เนื้อสัมผัส Full-Bodied เข้มข้น อุดมด้วยกลิ่นสมุนไพร เครื่องเทศ พริกไทย และความทรงพลัง เกิดเป็นความโกลาหลทางรสสัมผัสที่ซ่อนระเบียบและโครงสร้างอันเหนือชั้นเอาไว้ภายใน
ปิดท้ายแก้วที่หกด้วย Tutu (1986) ยุคท้ายของการสร้างสรรค์ที่พึ่งพาเสียง Synthesizer และดนตรีสังเคราะห์ ทว่า เสียงทรัมเป็ตของไมล์ส ยังคงเป็น acoustic ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของมนุษย์ โดดเด่นอย่างเด็ดเดี่ยว ถูกถ่ายทอดผ่าน Ravanal Commemoration 2019 ไวน์รุ่นพิเศษจากต้นเก่าแก่นับร้อยปี ของ Colchagua Valley ประเทศชิลี
คำว่า Commemoration ทำหน้าที่รำลึกถึง 100 ปีของไมล์ส การเบลนด์ระหว่าง Malbec และ Petit Verdot ให้เนื้อสัมผัสที่หนาแน่น หอมหวานด้วยผลไม้สุก มอคค่า และช็อกโกแลต โดยมีโน้ตอันสดใสของ Petit Verdot ทำหน้าที่ดุจเสียงทรัมเป็ตอันแหลมคม สว่างไสว ท่ามกลางซาวนด์สเคปอันละมุนลุ่มลึก
ความพิเศษของกิจกรรม Beyond The Glass EP.1 ในครั้งนี้ ไม่เพียงอยู่ที่เรื่องราวของดนตรีและรสสัมผัสของไวน์เท่านั้น แต่บรรยากาศตลอดสามชั่วโมงเต็มยังอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง แม้จะมีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก แต่งานนี้จำกัดไว้เพียงยี่สิบที่นั่ง เพื่อสร้างมิตรภาพและการเรียนรู้ที่เข้าถึงกันได้อย่างแท้จริง ผู้เข้าร่วมงานมีความหลากหลายทั้งในมิติของวัยและสาขาวิชาชีพ แต่ละท่านได้ร่วมเปิดมุมมอง แชร์ความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างมีรสชาติ ทำให้คลาสเรียนตามอัธยาศัยแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่แห่งการพบปะที่มีเสน่ห์ตรึงใจ
สุนทรียภาพทั้งหมดนี้จะสมบูรณ์แบบไม่ได้ หากปราศจากความอนุเคราะห์ด้านสถานที่จาก Roys Hotel โรงแรมที่มีสไตล์ย่านถนนเพชรพระราม โดยเฉพาะห้อง เดอะ แกลอรี (The Gallery) บนชั้นสอง ที่ให้บรรยากาศโปร่งสบาย เป็นกันเอง และพร้อมพรั่งด้วยอุปกรณ์ที่เอื้อให้ทุกคนได้ดิ่งลึกเข้าสู่มิติของรสชาติและเสียงเพลงได้อย่างผ่อนคลายที่สุด
ในมิติของเสียงเพลง งานนี้ได้รับแรงสนับสนุนจาก Devialet แบรนด์ลำโพงระดับไฮเอนด์ชั้นนำจากฝรั่งเศส ที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยนวัตกรรมทางเสียงระดับปฏิวัติวงการ ออกแบบมาเพื่อกลุ่มคนที่พิถีพิถันในสุนทรียภาพและการฟังอย่างแท้จริง ทุกตัวโน้ตและเสียงทรัมเป็ตอันเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของไมล์ส เดวิส ที่ก้องกังวานในห้องบรรยาย จึงถูกถ่ายทอดผ่านลำโพง Devialet ด้วยความคมชัด ลึกซึ้ง และทรงพลัง ราวกับนำพาผู้ฟังไปนั่งอยู่ต่อหน้าเวทีการแสดงจริง
นอกจากเสียงเพลงแล้ว สัมผัสแห่งไวน์ยังถูกเติมเต็มด้วยแก้วไวน์พรีเมียมจาก Lucaris ที่ช่วยส่งเสริมให้อโรมาและรสสัมผัสของไวน์ทุกแก้วทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมกันนี้ ทางแบรนด์ยังได้มอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษสำหรับผู้ร่วมงาน ด้วยการเปิดให้สแกนคิวอาร์โค้ด แอดไลน์ @oceantableware เพื่อสมัครสมาชิก Ocean Rewards และเลือกสาขา Beyond the glass ซึ่งผู้สมัครจะได้รับคะแนนสะสมทันที 200 คะแนน สำหรับใช้เป็นส่วนลด 200 บาท เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 500 บาทขึ้นไปใน LINE Shopping และเมื่อจบงาน เพียงโชว์หน้าสมาชิก ก็ได้รับของขวัญที่ระลึกเป็นแก้วรุ่น Opulence Sapphire จำนวน 2 ใบ ติดมือกลับบ้านไปด้วยความประทับใจ
ไม่เพียงเท่านั้น สำหรับผู้ร่วมสนุกตอบคำถามระหว่างการบรรยายอย่างแม่นยำ ยังได้รับแก้ว Cabernet Sauvignon รุ่น Muse จาก Lucaris อีกท่านละ 2 ใบ รวม 3 ท่าน คว้าของรางวัลพิเศษนี้กลับบ้านไปเติมเต็มสุนทรียะต่ออย่างงดงาม
สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในครั้งแรก หรือผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แห่งรสชาติและเรื่องราวเล่าขานอันเปี่ยมเสน่ห์อีกครั้ง ขอเชิญปักหมุดเตรียมพบกับ Beyond The Glass EP.2 ภายใต้ธีม Northern Roots: The Native Grapes of Italy ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2026 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 17.00 น. ณ ห้องเดอแกลอรี (The Gallery) โรงแรม Roys Hotel ย่านเพชรพระรามเช่นเดิม โดยในครั้งนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวลึกซึ้งบทใหม่ โดย ‘ปุ้ย ณพิชญา พันธุมกุล’ ซอมเมอลิเยร์สาวที่จะนำพาพวกเราไปเปิดรับสุนทรียศาสตร์ของไวน์ในมุมมองที่สดใหม่และน่าหลงใหลยิ่งกว่าเคย สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและการเปิดรับสมัครได้บนหน้าเพจ The People ในเร็ว ๆ นี้
เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์
ถ่ายภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม