หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว : ความมหัศจรรย์ในประโยคแรกกับ ‘ปัจจุบัน’ ที่หล่นหายท่ามกลางกาลเวลา

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว : ความมหัศจรรย์ในประโยคแรกกับ ‘ปัจจุบัน’ ที่หล่นหายท่ามกลางกาลเวลา

ว่าด้วยประโยคแรกของ ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ (One Hundred Years of Solitude) วรรณกรรมละตินอเมริกาจากนักเขียนรางวัลโนเบลชาวโคลัมเบีย ‘กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ’ (Gabriel García Márquez)

KEY

POINTS

Muchos años después, frente al pelotón de fusilamiento, el coronel Aureliano Buendía había de recordar aquella tarde remota en que su padre lo llevó a conocer el hielo.

 

Many years later, as he faced the firing squad, Colonel Aureliano Buendía was to remember that distant afternoon when his father took him to discover ice.

 

หลายปีต่อมา ขณะประจันหน้ากับหมู่ทหารยิงเป้า พันเอกเอาเรเลียโน บวนเดีย อดไม่ได้ที่จะหวนรำลึกถึงยามบ่ายเมื่อครั้งกระโน้นที่พ่อพาเขาไปรู้จักน้ำแข็ง

 

วรรณกรรมชิ้นเอกหลายเรื่องล้วนมีความวิเศษในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป สำหรับบางเรื่อง การเดินทางฝ่าความท้าทายของตัวละครกลายเป็นรสชาติที่พาให้ผู้อ่านติดตรึงจากตัวอักษรแรกไปจนถึงหน้าสุดท้าย สำหรับบางเรื่อง เสน่ห์อาจอยู่ที่การหยิบเอาสายธารความคิดของตัวละครมาชำแหละแผ่ออกให้ผู้อ่านได้เห็นทั้งความซับซ้อน ลื่นไหล และไม่แน่นอนของพวกเขา บ้างอาจเป็นภาพสะท้อนของปรัชญาความคิดที่ถูกหีบห่อด้วยเรื่องราว หรือบ้างก็อาจมีเอกลักษณ์ทางการถักทอเรียงร้อยถ้อยคำที่ทำให้เรื่องธรรมดากลายเป็นความมหัศจรรย์ทางตัวอักษร 

ไม่ว่าจะเป็นความวิเศษรูปแบบไหน ๆ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองพยายามจะสื่อสารออกมาและสามารถส่งมันถึงผู้อ่านได้ เพราะการเดินทางผ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ก็ไม่ต่างอะไรจากการเดินทางผ่านชีวิต ประสบการณ์ หรือแม้แต่ก้อนความคิดที่ผู้เขียนนั้นมุ่งถ่ายทอดมันออกมา ด้วยเหตุนั้น เมื่อเสร็จสิ้นการเดินทางจากหน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย การหันมามองแล้วเห็นหรือตกตะกอนอะไรสักอย่างได้ ก็เป็นความสำเร็จรูปแบบหนึ่งในฐานะผู้ขีดเขียนเรื่องราว

 

 

ทว่าสำหรับหนังสือบางเล่ม ความวิเศษของมันหาได้เป็นสิ่งที่พบเจอได้ระหว่างทางเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นประโยคแรกที่ผู้เขียนมุ่งบอกเล่าเรื่องราวที่ว่านั้น แต่มันจะเป็นไปได้หรือ ที่ประโยคเปิดของเรื่องราวจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้ทรงพลังเพียงนั้น เพราะการฉกเอาความสนใจของผู้อ่านมาก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าสามารถถ่ายทอดใจความสำคัญของเรื่องออกมาได้ด้วย คงไม่ใช่เรื่องง่าย

ย้อนกลับไปในปี 1965 นักเขียนชาวโคลัมเบียคนหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับอุปสรรคครั้งสำคัญในชีวิตกับการที่ตัวของเขาไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองต้องการจะเขียนออกมาได้ แม้ว่าจะมีแก่นสำคัญชัดเจนอยู่ในหัวแล้วก็ตามที เพื่อจะขจัดพันธนาการทางความคิดสร้างสรรค์นี้ออกไป เขาจึงตัดสินใจที่จะขับรถไปพักร้อนกับครอบครัว ทว่าขณะที่ล้อรถยนต์ของเขากำลังเคลื่อนพาเขาไปพักผ่อนหย่อนความคิดนั้น ประโยคหนึ่งก็ได้ประกอบสร้างเป็นรูปเป็นร่างจากตะกอนมากมายในหัวของเขา

ไม่รอช้า เขาตัดสินใจเหยียบเบรกและวกรถกลับบ้าน บอกลาหาดทรายและห้วงเวลาแห่งการพักผ่อน จำนองรถ ขายทรัพย์สิน และเอาเงินทั้งหมดที่มีไปไว้กับภรรยา ก่อนจะนั่งลงเพื่อถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ และความทรงจำทั้งหมดที่มีเพื่อประกอบสร้างเป็นงานเขียนอมตะที่เริ่มจากประโยคว่า

 

หลายปีต่อมา ขณะประจันหน้ากับหมู่ทหารยิงเป้า
พันเอกเอาเรเลียโน บวนเดีย อดไม่ได้ที่จะหวนรำลึก
ถึงยามบ่ายเมื่อครั้งกระโน้นที่พ่อพาเขาไปรู้จักน้ำแข็ง

— หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว เขียนโดย กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ฉบับแปลเป็นภาษาไทยโดย ชนฤดี ปลื้มปวารณ์ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์บทจร

 

ชายผู้กระแทกเบรกและหันรถกลับบ้านเพื่อคว้าประโยคที่ปรากฏขึ้นในชั่ววาบของความคิดคือ ‘กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ’ (Gabriel García Márquez) นักเขียนโคลัมเบีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 1982 ผู้สละทุกอย่างและลงมือเขียนผลงานที่ใช้เวลานานถึง 18 เดือนจนออกมาเป็น ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ (Cien años de soledad / One Hundred Years of Solitude) วรรณกรรมอมตะจากละตินอเมริกาที่ไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนของสังคมและผู้คนในที่แห่งนั้น ผ่านเรื่องราวที่ถ่ายทอดด้วยเนื้อหาแบบ ‘สัจนิยมมหัศจรรย์’ (Magical Realism) ที่คลุกเคล้าระหว่างความจริงและสิ่งเหนือธรรมชาติจนนาบเนียนกลืนกลายเป็นเนื้อเดียว

 

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว : ความมหัศจรรย์ในประโยคแรกกับ ‘ปัจจุบัน’ ที่หล่นหายท่ามกลางกาลเวลา

 

แต่ความเป็น ‘magical’ กับ ‘realism’ ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่ถูกผสมปนเปกัน หากแต่รวมถึง ‘เวลา’ ในเรื่องอีกด้วย เพราะหนึ่งสิ่งที่หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวถ่ายทอดออกมาคือการตั้งคำถามและแสดงให้เห็นว่า ‘เวลา’ อาจไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงเสมอไป สิ่งที่ผ่านไปแล้ว อาจไม่ได้ผ่านเลยไป แต่มันอาจหวนกลับมาอีกครั้ง ระเบียบของการเดินทางเป็นเส้นตรงของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ได้ถูกทุบทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีตั้งแต่ประโยคแรกของเรื่อง

 

Muchos años después, frente al pelotón de fusilamiento, el coronel Aureliano Buendía había de recordar aquella tarde remota en que su padre lo llevó a conocer el hielo.

 

‘เวลา’ นับเป็นข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าไปในเรื่องราวหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือภาพยนตร์ เป็นองค์ประกอบสำคัญของบริบทที่จะทำให้ ‘ผู้อ่าน’ หรือ ‘ผู้ชม’ เข้าใจว่าตนกำลังอยู่ในโลกแบบไหน และกำลังเดินทางไปพร้อมกับอะไร และกำลังเดินทางไปพร้อมกับอะไร 

เราต่างคุ้นเคยกับจุดเริ่มต้นของนิทานด้วยประโยคเปิดว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” เพื่อชี้ให้เห็นว่าเรื่องเหล่านี้ตั้งอยู่ในอดีตอันไกลโพ้น แยกขาดจากบริบทของปัจจุบัน และอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการมีอยู่ของมังกรหรือสัตว์พูดได้ เฉกเช่นเดียวกับภาพยนตร์อย่าง ‘สตาร์วอร์ส’ ที่มีข้อความปรากฏว่า “A long time ago in a galaxy far, far away....” ก็เพื่อบอกว่ากฎเกณฑ์และความเข้าใจของโลกที่เราอยู่จะไม่เกี่ยวพันใด ๆ กับโลกใบนี้ที่มีทั้งเจได ดาบเลเซอร์ และจักรวรรดิทั้งสิ้น 

เฉกเช่นเดียวกับนวนิยายโลกอนาคตดิสโทเปียหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น 1984 โดย จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell), Do Androids Dream of Electric Sheep? โดย ฟิลิป เค. ดิก (Philip K. Dick) หรือ The Time Machine ของ เอช. จี. เวลส์ (H. G. Wells) ก็มีการกล่าวถึงว่าเรื่องราวตั้งอยู่ในยุคปัจจุบัน (ตอนที่เรื่องราวถูกเผยแพร่) และมุ่งทะยานสู่อนาคต เพื่อชี้ให้เห็นว่าเรื่องราวกำลังพาผู้อ่านจาก ‘ปัจจุบัน’ ไปสู่ ‘อนาคต’ 

แต่สำหรับหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวนั้น ตรรกะและบริบทของเวลาที่ถูกบอกเล่านั้นสับสนพัวพันนับตั้งแต่ประโยคเปิดเรื่อง ทั้ง ‘อดีต’ และ ‘อนาคต’ ถูกนำเสนอพร้อมกัน ในขณะที่ ‘ปัจจุบัน’ ที่ควรจะเป็นสิ่งที่แน่นอนและชัดเจนที่สุดสำหรับผู้อ่านที่จะได้ตั้งหลักกับเรื่องราว เป็นสิ่งที่ไม่ถูกบอกเล่าราวกับว่าไม่มีอยู่จริงดังประโยคที่ว่า “หลายปีต่อมา ขณะประจันหน้ากับหมู่ทหารยิงเป้า…” 

เมื่อ ‘อนาคต’ ถูกนำเสนอโดยไม่มี ‘ปัจจุบัน’ จึงทำให้เวลาของเรื่องราวปราศจากหลักยึด เวลาจึงเปลี่ยนบทบาทจากความแน่นอนสู่ความไม่แน่นอน ราวกับว่าผู้อ่านถูกโยนเข้าไปในเรื่องราวที่ดำเนินมาก่อนแล้ว และกำลังดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่ ‘หล่นหาย’ และเรียกร้องให้ผู้อ่านควานหา ซึ่งทางเดียวที่เป็นไปได้คือการย้อนกลับไปใน ‘อดีต’ ผ่านคำเชื้อเชิญของประโยคหลังดังว่า “พันเอกเอาเรเลียโน บวนเดีย อดไม่ได้ที่จะหวนรำลึกถึงยามบ่ายเมื่อครั้งกระโน้นที่พ่อพาเขาไปรู้จักน้ำแข็ง

แทนที่จะบอกเล่าเรื่องราวโดยการใช้เวลาตามขนบเช่น การย้อนกลับไปในอดีตก่อนจะไล่เรียงมาถึงปัจจุบัน กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ได้เว้นปัจจุบันให้เว้าแหว่ง เป็นคำตอบที่ผู้อ่านต้องค้นหา ในขณะเดียวกันนั้น การหยิบเอาอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มาผสมกันอยู่ภายในกลุ่มประโยคเดียวกัน ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการสะท้อนแก่นสำคัญของเรื่องที่ชวนให้ผู้อ่านคิดว่ากาลเวลาเป็นสิ่งที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าจริงหรือเปล่า เคลื่อนที่ในความหมายที่ว่าสิ่งใดที่ผ่านมาแล้วจะผ่านเลยและผ่านไปไม่วกกลับมาอีก 

แต่สำหรับหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวนั้น เวลาดูจะเคลื่อนที่เป็นวงกลม สิ่งใดที่เกิดขึ้นมาแล้ว กลับเกิดขึ้นอีก อดีต ปัจจุบัน และอนาคตถูกถักทอเป็นเนื้อเดียวกัน จนบางคราวก็ยากจะแยกออก ไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่ชื่อของตัวละครที่ซ้ำซ้อนวนเวียนกันไปมาราวกับว่าตัวละครที่จากไปแล้วเวียนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงความวิเศษส่วนหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในประโยคแรกของหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวเท่านั้น แต่แม้เป็นเพียงประโยคแรก กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ก็สามารถที่จะถ่ายทอดความมหัศจรรย์ของเรื่องราวออกมาได้อย่างงดงามและน่าค้นหาจนส่งให้ประโยคดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในประโยคที่ผู้คนจดจำและยกย่องที่สุดในโลกของวรรณกรรม เฉกเช่นเดียวกับนิยายสัจนิยมมหัศจรรย์เรื่องนี้